ตัด-แต่ง

28 10 2009

.

ปุจฉา?

ken 33
October 27, 2009 at 7:32 am
พี่คับ ขอดูรูปต้นลำไยที่แต่งทรงแล้วทั้งต้นได้มะคับเพ่ พอดีที่บ้านน้องมี 5 ต้น
ตัดไม่ถูกจริง ๆ นะพี่เอ๊ย ออกลูกออกหลานกันไม่มีว่างเว้น แต่เนื้อแฉะโครต
และหวานกว่าปกติหลายเท่าตัว เป็นพันธุ์แถวภาคกลางน่ะ

.

วิสัชนา!?!

นอกจากการลด-ละ-เลิกใช้สารเคมีแล้ว “การตัดแต่งกิ่ง” เป็นอีกหนึ่งวิธีในการลดต้นทุนการผลิตของสวนเรา ยิ่งกับไม้ผลด้วยแล้ว การควบคุมทรงพุ่มจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา การค้ำยันกิ่ง และแรงงานในการเก็บเกี่ยวได้อย่างมาก น่าเสียดายที่เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่ใส่ใจในเรื่องนี้ อาจเพราะยึดติดอยู่กับมายาคติของปริมาณในเชิงที่ว่า ยิ่งตัดแต่งมาก พื้นที่ให้ผลจะน้อยลง ปริมาณผลผลิตก็จะลดลงตามไปด้วย

ถูกครับ ไม่เถียงด้วย และไม่ได้มาชวนให้เชื่อหรือเปลี่ยนความคิดแต่อย่างใด …

การตัดแต่งกิ่งไม้ผลเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ บ้านสวนเราตัดแต่งกิ่งควบคุมความสูงของลำไยไว้ไม่ให้เกินมือคว้า โดยอ้างอิงกับผลงานวิจัยของ อ.พาวิน มะโนชัยและคณะ เรื่อง “การศึกษาเบื้องต้นระบบการจัดการทรงพุ่ม 4 แบบต่อการเจริญเติบโตทางกิ่งใบ การออกดอกและผลผลิตของลำไยพันธุ์อีดอ” (ดาวน์โหลดได้ที่เอกสารประกอบ) เป็นหลัก แล้วจึงลงสวนไปพร้อมกับทักษะและจินตนาการ

เหนื่อยแต่สนุกครับ ไอ้การตัดแต่งกิ่งเนี่ย! คุณต้อง “ตัด” เสียก่อนจึงจะรู้ได้ว่าต้อง “แต่ง” อย่างไร การตัดเป็นเหมือนการวางโครงร่างคร่าว ๆ แล้วจึงลงรายละเอียดด้วยการแต่งอีกที ฟังดูอาร์ต ๆ นะ เหมือนศิลปินสร้างงานศิลปะบนผืนผ้าใบ ผิดแต่ว่าเกษตรกรเราวาดมันลงบนผืนแผ่นดินเท่านั้น

มีอยู่ ๒ จาก ๔ รูปแบบของงานวิจัยที่ผมนำมาประยุกต์ใช้กับการตัดแต่งกิ่งไม้ผลในสวน ส่วนผลการวิจัยเป็นอย่างไรให้ไปศึกษาเอาเองจากเอกสารที่แนบมาให้ ซึ่งเปรียบเทียบให้เห็นทั้งการเจริญเติบโตทางกิ่งใบ การออกดอก-ติดผล ปริมาณและคุณภาพผลผลิต ต้นทุนและผลตอบแทน ของแต่ละรูปแบบทรงพุ่มที่ทำการศึกษาวิจัย

สองรูปแบบที่ว่าประกอบไปด้วย …

.

Pruning11

แบบที่หนึ่ง “ทรงฝาชีหงาย” เป็นการตัดกิ่งกลางทรงพุ่มและกิ่งหลักที่ทำมุมกับพื้นเกิน ๔๕ องศา ออกจนเหลือทรงพุ่มชั้นเดียว เรียกอีกอย่างว่า “ทรงแบน” ส่วนตัวแล้วผมชอบทรงพุ่มลักษณะนี้ที่สุดเพราะดูแลรักษาง่าย และจากประสบการณ์ของตัวเอง การจะตัดแต่งกิ่งให้ได้รูปทรงอย่างนี้ ต้องตัดใจให้ได้ก่อนเป็นอันดับแรก

Pruning12

แบบที่สอง “ทรงเปิดกลางพุ่ม” ก็ตามชื่อนั่นละครับ เป็นการตัดกิ่งที่อยู่กลางทรงพุ่มออก ๒-๓ กิ่ง เหมาะสำหรับผู้ที่ยังไม่สามารถตัดอกตัดใจที่จะแต่งกิ่งทรงฝาชีหงายได้ ตัวผมเองก็เริ่มที่ทรงนี้ก่อนหนึ่งรอบจนครบหมดทุกต้น แล้วจึงกลับมาเลือกว่าจะทำทรงฝาชีหงายกับต้นไหนได้บ้าง เหมือนเป็นการซ้อมก่อนแข่งจริง การซ้อมจะให้เราทั้งทักษะและความชำนาญ สองอย่างนี่เองที่ช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาดและแม่นยำ

0094

ปริมาณผลผลิตที่ลดลงถูกชดเชยด้วยคุณภาพที่ดีขึ้น และยิ่งถ้าเสริมความหลากหลายของพันธุ์พืชเข้าไปด้วยแล้ว ผมมั่นใจว่าเกษตรกรไทยจะสามารถอยู่ได้อย่างปกติสุขตามอัตภาพ ก็ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร รู้ทั้งรู้ว่าปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำมาจากปริมาณที่ล้นเกิน แล้วทำไมไม่ลองเล่นเรื่องคุณภาพกันดูบ้าง?

.

……………

.

เอกสารประกอบ : การศึกษาเบื้องต้นระบบการจัดการทรงพุ่ม 4 แบบ ต่อการเจริญเติบโตทางกิ่งใบ การออกดอกและผลผลิตของลำไยพันธุ์อีดอ

.

.





ชีวิตน้อยน้อย

25 08 2009

หลังจากวันนี้อาจจะหายหัวไปพักใหญ่กับการตัดแต่งกิ่งลำไย เลยขอพาสมาชิกใหม่มาให้รู้จักกันก่อน เพิ่งเห็นหยัดเต็มก้านบานเต็มใบเอาเมื่อวันสองวันที่ผ่านมานี่เอง

เป็นอีกหนึ่งวิธีขยายพันธุ์ผักหวานป่าที่บ้านสวนเราทำอยู่ นั่นก็คือ การหยอดเมล็ดผักหวานลงหลุมปลูกเลย ไม่ต้องเพาะลงถุงชำก่อนแล้วค่อยย้ายลงปลูกในแปลงอีกที ที่แม้เปอร์เซ็นต์การงอกจะสูงและขยายได้ในปริมาณที่มาก แต่ก็เสี่ยงกับการที่รากจะได้รับการกระทบกระเทือนจากการขนส่งหรือการฉีกขาดขณะแกะถุงลงปลูก

งอกตรงไหนก็โตตรงนั้น ไม่โยกไม่ย้าย โอกาสรอดตายจึงมีสูง

คำถามก็คือ … แล้วทำไมเราจึงเห็นการแพร่พันธุ์ตามธรรมชาติของผักหวานป่าเกิดขึ้นน้อยนัก? คำตอบน่าจะอยู่ที่สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม โดยธรรมชาติแล้วเมล็ดผักหวานป่าจะสุกเต็มที่ก็ช่วงหน้าแล้ง (เม.ย.-พ.ค.) ถึงจะแกร่งแค่ไหนก็ตาม ลองหล่นลงบนดินระแหงแล้งร้อน ไร้ซึ่งความชุ่มชื้นอย่างนั้น โอกาสที่จะงอกเป็นต้นดูจะเป็นไปได้ยาก นอกเสียจากว่าถูกลมพัด น้ำพา หรือนกกาพาบินไปตก-โตในดินอุดม

ฉะนั้นลำพังแค่โยนเมล็ดลงดินแล้วจะได้เห็นผักหวานงอกงามนั้น อย่าได้หวัง!

มาถึงบรรทัดนี้ผมนึกไปถึงเด็กช่างกลตีกัน เด็กแว้นท์ เด็กสก็อยส์ กระทั่งวัยรุ่นปาหิน คำตอบของปัญหาก็คงจะเหมือนกันนั่นคือ เราต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม สร้างสังคมที่ดีให้กับพวกเขา ซึ่งหลายคนคิดว่ามันยากและไม่ใช่ธุระ บ้างก็มัวถกกันอยู่นั่นล่ะว่า “ดี” คืออะไร แล้วแค่ไหนถึงจะเรียกว่า “เหมาะสม”

แนะนำให้ลองปลูกต้นไม้ดูครับ ปลูกด้วยเมล็ดพันธุ์นะ ไม่ใช่กิ่งตอนกิ่งทาบ แล้วคุณจะพบคำตอบเองว่าความเหมาะสมอยู่ตรงไหน แล้วอะไรคือความพอดี …

.

.
สองเดือนกับอีกเจ็ดวัน นับตั้งแต่เม็ดไม้ได้รู้จักทักทายดิน พัฒนาการเหมือนกันกับการเพาะในถุงชำ (ดูได้ที่ แรกกล้าผักหวานป่า) ภาพของหน่ออ่อนกำลังตั้งลำ ที่ค่อย ๆ ยกเมล็ดขึ้นมาจากดินให้เกิดแรงเหวี่ยงก่อนสลัดตัวเองหลุดจากขั้ว เป็นพลังชีวิตที่มากมายมหาศาลอย่างไม่น่าเชื่อ … ว่าไหมครับ?
.

.

สิ่งที่เรียนรู้จากการปลูกต้นไม้มาหลายปี เมล็ดไม้ก็ไม่ต่างกับเด็กสักเท่าไหร่ ต่างคนก็ต่างพันธุ์ ถึงจะพันธุ์เดียวกันก็ต่างขนาดและรูปร่าง วิธีปลูกดูแลรักษาย่อมไม่เหมือนกัน เจ้าของสวนต้องปลูกเองกับมือจึงจะเข้าใจ ขุดหลุม รดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย ดายหญ้า และรอ ถ้าไม่ติดก็ปลูกซ่อม บ่อยครั้งเข้าก็จะ “อยู่มือ” ในที่สุด

ถ้ายังคิดว่าเราเป็นประเทศเกษตรกรรม ก็คงไม่เสียหายนักถ้าจะแก้ปัญหาสังคมด้วยวิถีเกษตรธรรมดา ๆ เช่นนี้ …

.

.





Change!

3 07 2009

.

.

พลังแห่งการสร้างสรรค์ มีรากมาจากการรู้จักริเริ่มซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ เรามีความไม่พอใจต่อสิ่งที่เป็นอยู่อย่างลึก ๆ เธอจะเริ่มคิดและเริ่มแสวงหาอย่างจริงจัง แสวงหาว่าอะไรคือความจริง ในการแสวงหาสัจจะธรรม เธอจะต้องขบถต่อต้านกับกฎระเบียบที่ถูกสร้างขึ้น ทำการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เป็นอยู่ …

แด่หนุ่มสาว, กฤษณมูรติ

.
ไม่ได้ชวนมาขืนขัดปฎิวัติใคร แต่มาชวนให้ปฎิวัติจิตใจของตนเอง เพราะถ้าเรายังพอใจกับสภาพที่เป็นอยู่ ก็ยากนักที่ชีวิตจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ถูกต้องหรือดีขึ้นได้อย่างที่ใจหวัง ผมว่ารากเหง้าที่แท้จริงของปัญหาเกษตรกรมันอยู่ตรงนี้นี่เอง

เป็นหนึ่งร้อยกับอีกห้าวินาทีที่มีคุณค่ายิ่งนัก ไม่เฉพาะกับเกษตรกรเท่านั้น แต่กับคนไทยทุกคน

.
.





บ้านสวนมิถุนา

17 06 2009

.

ขอดูบรรยากาศสวนลำไยช่วงนี้หน่อยนะครับ
ขอบคุณครับ
Comment by puritad — June 6, 2009 @ 10:46 am

.

หลังจากเดินผ่านแดดจ้ามาได้สองวัน หญ้ากำลังอวบอิ่มชวนให้ตัดอย่างมันมืออยู่เชียว วันนี้ท้องฟ้าเมืองเหนือก็ปิดอีกครั้ง ฝนเทโครมมาตั้งแต่เย็นวานจนมาอ่อนแรงเอาเมื่อเช้า วันนี้เอารูปมาฝากตามที่ติดคุณภูริทัตไว้เมื่ออาทิตย์ก่อน เท่าที่ดูเป็นรูปได้ไม่รกรุงรังก็มีเท่านี้ เดิมบ้านสวนปลูกแต่ลำไยครับ ผมค่อย ๆ ทยอยลงผักหวานป่าแซมไว้ในสวนมาสี่ห้าปีแล้ว บ้างตายบ้างโตตามเงื่อนไขปัจจัยของแต่ละชีวิต ส้มสูกลูกไม้อื่น ๆ ก็มีบ้างตามแต่ปากอยากจะกิน มะม่วง มะนาว มะพร้าว ส้มโอ ชมพู่ ขนุน น้อยหน่า และอื่น ๆ นั่นนิดนี่หน่อยเท่าที่สวนหนึ่งจะพึงมี เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีนักของการจัดการสวนตามแบบแผนเกษตรสมัยใหม่ที่นิยมปลูกพืชเชิงเดี่ยว แต่ความหลากหลายของพันธุ์พืชเช่นนี้แม้จะยังไม่มากนัก ก็เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชีวิตได้อย่างดีทีเดียว

.

baansuan_060900

บริเวณหน้าสวน ถ่ายลงมาจากแทงค์น้ำ ตัดหญ้าไปบ้างแล้วเลยดูเรียบร้อยขึ้นมาหน่อยนึง

baansuan_060900

น้ำเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นกับทุกชีวิต บ้านสวนเราใช้น้ำบาดาลและมีสระน้ำสำรองไว้เผื่อยามจำเป็น

baansuan_060900

รูปนี้และอีก ๓-๔ รูปข้างล่างเป็นผักหวานป่าที่ปลูกแซมในสวนลำไย

Read the rest of this entry »





โอกาสของกรมวิชาการเกษตรจากกรณีพืชอันตราย ๑๓ ชนิด

30 04 2009

.

หมายเหตุ : ขออนุญาตทำซ้ำนะครับ ผมเขียนเรื่องนี้ไว้ตอนอธิบดีกรมวิชาการเกษตรคนใหม่โดนรับน้องซะอ่วมอรทัย เห็นเรื่องมันซาไป ไม่มีความเคลื่อนไหวของทั้งต้นเรื่องไปจนถึงผู้คัดค้าน ดูจะเป็นประเพณีปฏิบัติของคนไทยไปเสียแล้ว ที่เกษตรกรมักจะถูกนำไปเป็นข้ออ้างของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหรือของทั้งสองฝ่ายเสมอ ลงท้ายก็อีหรอบเดิมทุกที

.

………………

.

โอกาสของกรมวิชาการเกษตรจากกรณีพืชอันตราย ๑๓ ชนิด
ที่มา : http://www.onopen.com/teeradejk/09-03-05/4655

 
ผ่านมาหนึ่งเดือนเพิ่งจะมาเขียนเอาตอนนี้ คงจะยังไม่ตกขบวนกระมัง กับประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องบัญชีวัตถุอันตราย ฉบับที่ ๖ พ.ศ. ๒๕๕๒ โดยฝีมือการชงขมของกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ทำเอาขำกลิ้งตกกะไดกันไปทั้งแผ่นดิน อำกันขนาดที่ว่า ถ้าจะให้เมียต้มยำแกล้มเหล้าสักหม้อต้องไปขออนุญาตที่ไหน จะซื้อขิง ข่า ตะไคร้ ต้องมีใบสั่งจากกระทรวงหรือเปล่า เป็นอาทิ

คร่าว ๆ หลวงท่านสั่งมาว่า ให้ผลิตภัณฑ์จากชิ้นส่วนพืชซึ่งไม่ผ่านกรรมวิธีที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมี ๑๓ ชนิด อันได้แก่ สะเดา ตะไคร้หอม ขมิ้นชัน ขิง ข่า ดาวเรือง สาบเสือ กากเมล็ดชา พริก ขึ้นฉ่าย ชุมเห็ดเทศ ดองดึง และหนอนตายหยาก เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ ๑ บัญชี ข. !?!

.

.

.

.

ขำไม่ออกละสิทีนี้ เพราะสามอย่างในนั้นสวนเราก็ใช้อยู่นี่หว่า …

แต่จะอย่างไรก็ตาม ผมขอให้เครดิตกับประกาศฉบับนี้ก่อนเลยว่า เป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของกระบวนการขับเคลื่อนแนวคิดเกษตรยั่งยืนในประเทศไทย

ส่วนเรื่องการทักท้วงถ่วงดุลนั้นเป็นเรื่องดีครับ แต่อย่าตื่นตระหนกกันจนเกินเหตุ พลิกดูอีกด้านของเหรียญจะเห็นได้ว่า การป้องกันกำจัดศัตรูพืชโดยวิธีธรรมชาตินั้น เป็นที่ยอมรับของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนแม้จะไม่โดยดุษฎีก็ตาม พูดง่าย ๆ คือเถียงไม่ออก โดยเฉพาะกับบริษัทเอกชนที่ถึงขั้น panic เอาเลยทีเดียว เลยต้อง take action ผ่านไอ้ห้อยไอ้โหนในกรมกองจนเป็นเรื่องเป็นราวอยู่ในขณะนี้

ตื้นลึกหนาบางอย่างไรนั้น ผมไม่อาจทราบได้ แต่ในฐานะของผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ผมไม่เห็นว่าประกาศฉบับนี้จะเป็นยักษ์เป็นมารที่ตรงไหน ดูจะเป็นการสื่อสารที่ผิดพลาด ขาดการอธิบายถึงคำจำกัดความและวิธีปฏิบัติที่ชัดเจนเสียมากกว่า เมื่อกำหนดใจเป็นกลางแล้วรับฟังการอธิบาย ก็จะเข้าใจได้ไม่ยาก

ที่เขียนนี้อาจจะดูเป็นการสวนกระแสหรือจะว่าเห็นแก่ตัวก็ได้ เพราะชาวสวนอย่างผมผลิตสารสกัดสมุนไพรและฮอร์โมนไว้ใช้เองอยู่แล้ว จึงไม่อยู่ในขอบข่ายควบคุมของประกาศฉบับนี้

.

ส่วนตัวแล้วไม่เห็นด้วยเท่าใดนักกับการผลิตสารสกัดจากธรรมชาติเพื่อการค้า ทั้งในรูปวิสาหกิจชุมชนหรือผู้ประกอบการรายย่อยก็ตาม อาจจะมีบ้างที่จำเป็นต้องจ้างให้หมักหรือสกัดเพราะข้อจำกัดทางด้านแรงงานและวัตถุดิบ แต่ก็เป็นไปในลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัย จับจ่ายกันก็แค่ค่าวัตถุดิบ เลี้ยงข้าวเลี้ยงเหล้ากันไปตามเรื่องเท่านั้น ตัวอย่างก็ตัวผมเองนี่ละ นอกจากจะสกัดหรือหมักฮอร์โมนและสารขับไล่แมลงศัตรูพืชไว้ใช้เองแล้ว บางตัวบางสูตรที่ผมขาดวัตถุดิบ ผมจะใช้วิธี outsource โดยขอให้พี่น้องชาวสวนที่เขามีวัตถุดิบนั้นและทำใช้ในไร่ในสวนตัวเองอยู่แล้วช่วยทำเผื่อให้ด้วย เราเริ่มที่พบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันถึงผลดี-ผลเสียในการใช้ กระบวนการผลิต วิธีการใช้ แล้วทดสอบดูว่าสมุนไพรตัวนี้ใช้แล้วดี-ไม่ดีอย่างไร ลองผสมกับตัวนั้นดูแล้วจะแข่งหรือข่มฤทธิ์กันหรือไม่ อย่างไร จนได้สูตรที่เหมาะสมกับสวนตัวเอง (เป็นคนละกรณีกับการซื้อที่ทำสำเร็จแล้วมาใช้นะครับ)

บรรดาสารสกัดสมุนไพรหรือฮอร์โมนควบคุมการเจริญเติบโตของพืช ไม่ว่าจะผ่านกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์หรือไม่ก็ตาม ล้วนเป็นส่วนเกินของธรรมชาติแทบทั้งสิ้น เราใช้สมุนไพร ใช้น้ำหมักชีวภาพ เป็นตัวช่วยในการคืนความสมดุลให้ระบบนิเวศและสภาพแวดล้อมในแปลงเท่านั้น ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ไปตลอด เมื่อความสมดุลกลับมาเข้าที่เข้าทาง ความถี่และปริมาณในการใช้ต้องลดลงจนไม่ต้องใช้ในที่สุด นั่นคือ ธรรมชาติได้รับการฟื้นฟูจนสามารถกลับมาเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกับทุกชีวิตที่เข้ามาพึ่งพาอาศัยได้อีกครั้ง

เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วจะลงทุนค้าขายกันไปทำไมให้เสี่ยงกับการขาดทุนจากกำลังซื้อที่ลดลงในอนาคต

การก้าวเดินบนวิถีเกษตรธรรมชาตินั้น ควรดำเนินไปในลักษณะพึ่งพาตนเองและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน การขยายผลด้วยเครือข่ายความรู้น่าจะประสบความสำเร็จได้ยั่งยืนกว่าการส่งเสริมการขาย เพราะที่ใดที่มีผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง ถ้าบริหารจัดการไม่ดี มักจะลงท้ายที่ความขัดแย้งและล่มสลายไปในที่สุด

ในกรณีนี้ผมไม่เชื่อว่าการซื้อมาใช้จะเป็นการขยายผลให้มีการใช้สมุนไพรในการเกษตรกันอย่างแพร่หลาย ที่ผมเชื่อและมั่นใจก็คือ ไม่มีสูตรสำเร็จใด ๆ ในการทำการเกษตร ของอย่างหนึ่งจะเอาไปใช้ได้ในทุกเรือกสวนไร่นา มันเป็นไปไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นแล้วมันจะต่างอะไรกับสารเคมีที่โฆษณาขายกันเกลื่อนประเทศเล่า

.

ทุก ๆ อย่างรอบตัวเราเป็นวัตถุอันตรายได้ทั้งนั้นครับ ใบไผ่เรียวบาง ถ้าออกแรงพอเหมาะ จังหวะดีดี ก็กรีดผิวเรียกแผลได้ อยู่ที่เจตนาในการใช้ว่าจะก่อประโยชน์หรือให้โทษอย่างไร

และก็เป็น ‘เจตนา’ นี่เองที่ทำให้กรมวิชาการเกษตรลุกเป็นไฟอยู่ในขณะนี้ และดูเหมือนทุกคนจะตั้งธงไว้แล้วว่างานนี้มีนอกมีในอย่างแน่นอน ซึ่งอันนี้ก็ว่ากันไม่ได้ เพราะพฤติกรรมที่ไม่ชอบมาพากลแต่หนหลังมันติดหูติดตาผู้คนมาจนทุกวันนี้ การจะลบภาพที่ไม่ดีเหล่านั้นออกจากความทรงจำของคนไทยนั้น, ทำได้ครับ อยู่ที่ว่าจะทำหรือเปล่าเท่านั้นเอง และก็ไม่ได้เป็นการเพิ่มงานใหม่ให้แต่อย่างใด เป็นภารกิจที่กรมฯ ทำอยู่แล้วแต่ยังไม่เข้มข้นเท่าที่ควร มีอะไรบ้างไปดูกัน

๑. ต้องหลากหลาย กรมวิชาการเกษตรต้องนำเสนอทางเลือกให้เกษตรกรไม่ใช่ครอบงำหรือสั่งการ ปัญหาหลักของเกษตรกรทุกวันนี้ก็คือ ต้องแบกรับความเสี่ยงทั้งเรื่องของราคาผลผลิตและความแปรปรวนของสภาพลมฟ้าอากาศ การที่เกษตรกรมีทางเลือกที่หลากหลายนั้น นำมาซึ่งช่องทางของรายได้ที่หลายหลากเช่นเดียวกัน ยิ่งในสถานการณ์ที่การส่งออกมีปัญหาเช่นนี้ กรมฯ ต้องมองเรื่องนี้ให้กว้างครับ ต้องเพิ่มทางเลือกให้มากขึ้น ไม่ใช่วนเวียนอยู่แต่ ข้าว อ้อย หรือมันสำปะหลังเท่านั้น ลองเดินตลาดดูบ้าง จะได้รู้ว่าพืชผักผลไม้ไทยอะไรบ้างที่หายไป ส้มซ่า ส้มจุก ส้มจี๊ด มะปราง มะขวิด มะไฟ หรือจะพืชผักสมุนไพรพื้นบ้านพื้นถิ่น พันธุ์พืชต่าง ๆ เหล่านี้ลองจับมาวิเคราะห์วิจัยเพื่อเสนอให้เกษตรกรพิจารณา ควบคู่ไปกับการรณรงค์ส่งเสริมการบริโภคเพื่อกระตุ้นความต้องการภายในประเทศ ทำได้อย่างนี้แล้วแม้ยอดส่งออกจะดิ่งเหว ตัวเกษตรกรเองก็จะไม่ร่วงตามลงไปอย่างแน่นอน

๒. ต้องรอบด้าน ทำเป็นลืม ๆ เรื่องผลผลิตต่อไร่หรือปัจจัยการผลิตไปเสียบ้าง แต่ไม่ใช่ทิ้งไปเสียเลย ที่ผ่านมา กรมฯ เน้นวิจัยและนำเสนอในเรื่องผลที่จะได้ มุ่งศึกษาการใช้ปัจจัยการผลิตเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงสุด แต่แกล้งทำเป็นลืมผลกระทบที่จะตามมา ทั้ง ๆ ที่ผลกระทบเหล่านั้นเป็นต้นทุนแฝงที่ต้องบวกเข้าไปในกระบวนการผลิตของเกษตรกร ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาดินเสื่อม-ดินตาย สาเหตุก็เพราะการใช้ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช และสารป้องกันกำจัดวัชพืชที่ไม่เหมาะสม ทำให้คุณสมบัติทางกายภาพ เคมี และชีวภาพของดินเปลี่ยนแปลงไปจนเสียสมดุล เพาะปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น ผลผลิตก็ลดลง เรื่องอย่างนี้เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่ทราบนะครับ แทนที่จะแก้ที่ต้นเหตุ คือ การปรับปรุงบำรุงดิน แต่กลับไปเพิ่มปัจจัยการผลิตทั้งปุ๋ยและยามากขึ้น การแก้ปัญหาไม่ถูกจุดอย่างนี้ ก็เพราะได้รับข้อมูลข่าวสารที่ไม่รอบด้านนั่นเอง

๓. ต้องขยายผล กรมฯ ควรเน้นศึกษาวิจัยและต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นทางการเกษตรของบรรดาปราชญ์ชาวบ้าน ซึ่งผลสัมฤทธิ์ของแนวความคิดและชุดความรู้ดังกล่าว ได้ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าเป็นทางรอดของเกษตรกรไทยอย่างแท้จริง ที่สำคัญเห็นผลกันในคนรุ่นเดียวนี่ละ ไม่ต้องรอถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน งานนี้นักวิจัยพื้นบ้านเขาล้ำหน้านักวิชาการเกษตรไปก้าวหนึ่งแล้วนะครับ โดยปรากฏอยู่ใน “โครงการวิจัยและพัฒนาเกษตรกรรมอย่างประณีต ๑ ไร่” ของเครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านและพหุภาคีภาคอีสาน งานวิจัยเชิงประยุกต์ลักษณะนี้ไม่ค่อยปรากฎในหน่วยงานราชการที่เน้นการวิจัยขั้นพื้นฐานเป็นสำคัญ แต่ความสำเร็จของนักวิจัยอยู่ที่การนำผลงานวิจัยไปประยุกต์ใช้ประโยชน์ได้มิใช่หรือ? ทำไมไม่ลองใช้เหตุและผลทางวิชาการที่ตนเองถนัด ไปอธิบายประสบการณ์จากท้องไร่ท้องนาดูบ้างละครับ

ถ้าไม่เชื่อก็พิสูจน์ดูได้ ตั้งสมมติฐานขึ้นมาเลยว่า “วิถีเกษตรลักษณะนี้ไม่สามารถเป็นทางเลือกหรือทางรอดของเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน” แล้วมาโต้แย้งกันด้วยเหตุผลทางวิชาการและข้อมูลการวิจัย ผมเชื่อว่าการวิจัยลักษณะนี้จะช่วยเปิดมุมมองของนักวิชาการเกษตรให้กว้างขึ้น มองเห็นความสัมพันธ์เชื่อมโยงของทุกอย่างรอบตัว แทนที่จะมุ่งลงลึกไปกับพืชหรือปัจจัยการผลิตตัวใดตัวหนึ่ง อันจะนำไปสู่การมองทุกอย่างได้รอบด้าน สุดท้ายคนที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดก็คือตัวเกษตรกรนั่นเอง

สรุปก็คือ กรมวิชาการเกษตรต้องเอาตัวเองออกมาจากวังวนของผลประโยชน์ให้ได้โดยเร็วที่สุด ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม แล้วมุ่งสู่การศึกษาวิจัยและให้บริการข้อมูลที่หลากหลาย ถูกต้อง และรอบด้านกับเกษตรกรทุกระดับโดยไม่มีวาระซ่อนเร้นอื่นใด เพราะดูจะมีแต่แนวทางนี้เท่านั้นที่จะช่วยลบข้อครหาปรามาสที่ผ่านมาในอดีตและที่เป็นอยู่ในปัจจุบันให้เจือจางลงได้

ในส่วนของอธิบดีผู้กุมบังเหียน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเป็นนักบริหารจัดการที่ดี ผมหมายถึงจัดการความรู้นะครับ, ไม่ใช่บริหารผลประโยชน์ เพราะหน่วยงานนี้เป็นที่รวมคนรู้-คนเก่งของประเทศ อธิบดีต้องบริหารจัดการให้นักวิชาการหัวกะทิเหล่านี้เข้ามาทำงานร่วมกันเพื่อตอบสนองความต้องการของเกษตรกรให้ได้มากที่สุด ภารกิจนี้จำเป็นต้องอาศัยความมุ่งมั่น ทุ่มเท โดยไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้ง, และอย่างยิ่งยวด

เลิกห้อยเลิกโหนเกาะกิ่งโน้นจับกิ่งนี้ แล้วกลับลงมาเดินบนดินร่วมทางไปกับพี่น้องเกษตรกรจะดีกว่า …

.

เชื่อหัวไอ้เรืองเต๊อะ !

.

 

.

.

.





บานเอ๋ย … บานดอกอะไร

28 02 2009

.

.

เบ่งบาน ขาวพราว หอมฟุ้งไปทั้งจังหวัด ไปมุมไหนก็เจอ เพราะนอกจากจะปลูกเป็นสวนแล้ว ในบริเวณบ้านหรือร้านค้าก็นิยมปลูกให้ร่มเงา ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่จะเห็นหนุ่มเฒ่าสาวน้อยนั่งล้อมวงร้องคาราโอเกะใต้ร่มลำไย ยามใดลมสะบัดพัดแรง ดอกลำไยก็พากันร่วงพรูสู่ดิน บ้างก็ปลิวไปติดหัวติดหู ต้องคอยปัดคอยป้องไม่เป็นอันร้องเพลง นั่งมองอยู่ไกล ๆ ก็ดูวุ่นวะวุ่นวายดีพิลึก …

ในหนึ่งช่อลำไยอาจจะมีดอกอยู่ด้วยกัน ๓ ชนิด คือ ดอกตัวผู้ ดอกตัวเมีย และดอกสมบูรณ์เพศหรือที่ชาวบ้านเรียกดอกกระเทย ตัวผู้-ตัวเมียนี่แยกได้ชัดเจนแต่กับดอกกระเทยนี่ บอกตรง ๆ ว่าจำแนกยาก (ที่เอารูปมาให้ดูก็ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ขอผู้รู้ทักท้วงด้วย, ถ้าผิด) เพราะจะดูเป็นดอกตัวผู้ก็ได้ ดูเป็นดอกตัวเมียก็เหมือน คือมันมีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน เพียงแต่รังไข่อาจจะเล็กกว่า เกสรตัวเมียจะสั้นกว่า ส่วนเกสรตัวผู้จะสั้นและสูงต่ำไม่เท่ากัน, ดูยากครับ
.

.

ดูเอาเองก็แล้วกัน ภาพข้างบนนี้แสดงลักษณะของดอกลำไยทั้ง ๓ ชนิด จากซ้ายไปขวาคือ ดอกตัวผู้ ดอกตัวเมีย และดอกสมบูรณ์เพศ (ที่มา: สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ )

.

มึนงงได้ที่แล้วก็ไปดูของจริงกัน ความเพลิดเพลินอย่างหนึ่งของชีวิตชาวสวนก็คือ ได้เฝ้าดูพัฒนาการของดอกกลายไปเป็นผล แม้ทุกวันนี้จะมีเทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้ออกดอกมาก-ติดผลเยอะ แต่คงไม่ใช่กับสวนนี้ ธรรมชาติอยากให้เราเท่าไหร่ เราก็รับมาเท่านั้น อยากให้ติดผลเยอะ ๆ เหรอ ก็สร้างสภาพแวดล้อมที่อุดม ระบบนิเวศที่สมดุลให้เขาสิ ช่วยสร้างบรรยากาศที่เป็นใจให้กับหมู่ภมรน้อยใหญ่ได้ผสมเกสรอย่างมีความสุข

แต่ด้วยความที่ยังเป็นปุถุชนคนธรรมดา ก็มีลุ้น มีตื่นเต้นบ้างว่าจะติดมากติดน้อยเพียงใด คงจะคล้ายกับที่หลาย ๆ ใครนั่งลุ้นตัวเลขเขียวแดงวิ่งขึ้นวิ่งลงบนกระดานหุ้นนั่นแหละ อารมณ์เดียวกันแต่ของผมเครียดน้อยกว่าเยอะ

.

ดอกตัวเมีย (pistillate flower) มีเกสรตัวเมียเพียงหนึ่งเดียวที่โชว์ชูอยู่บนพูรังไข่

.

ดอกตัวผู้ (staminate flower) สันดานเจ้าชู้อยู่ในสายเลือด มีเกสรตัวผู้เรียงรออยู่ ๖-๘ อัน

.

ดอกสมบูรณ์เพศ (hermaphrodite flower) ดอกที่อยู่ตรงกลางนั่นละครับ

.

ชันโรง (stingless bee) พ่อสื่อแม่ชักประจำสวน ภุมรินตัวน้อยน่ารัก ไร้ซึ่งเขี้ยวเล็บเพราะไม่มีเหล็กใน แต่มีภาระอันยิ่งใหญ่น่าชื่นชม คือ ช่วยผสมเกสรให้ทั้งกับไม้ปลูกและไม้ป่า

.

มดตัวน้อยตัวนิดนี่ละครับเพื่อนสวนตัวจริง มดจะเป็นทั้งตัวห้ำที่ช่วยกำจัดแมลงศัตรูพืชและเป็นกามเทพสื่อรักเหมือนชันโรงที่ช่วยผสมเกสร … แลกกับรสหวานฉ่ำของน้ำดอกไม้

.

เดินทอดน่องทักทายต้นไม้ไปเรื่อย ก็ได้เจอดอกที่ผสมติดแล้วเหมือนกัน ต่อจากนี้อาจจะพัฒนาไปเป็นผลได้ทั้งสองลูก แต่ปกติจะฝ่อไปหนึ่งเหลือไว้แค่ลูกเดียว

.

.
………………..
.

.

ใช่เพียงลำไยเท่านันที่บานดอกสวย ในสวนยังมีอีกหลายไม้ที่กำลังดอก กำลังหอม ชวนให้อิจฉาหมู่ภมรที่พากันมาดอมดมลิ้มรสหวาน มีทั้งชมพู่ที่กำลังแทงช่อตามกิ่งนั้นก้านนี้อยู่เต็มต้น หรือกระท้อนที่กำลังบานดอกทะมัดทะแมง พร้อม ๆ กับส้มโอที่บ้างก็บานเต็มดอก บ้างก็ออกลูกเหนียม แอบแย้มกลีบเอียงอาย จนเจ้าชันโรงตัวน้อยต้องออกแรงแหวกกลีบหนาเข้าไปสำเร็จความหวาน …

.

พามาให้ชมครับ อยากชวนมาติดตามความเติบโตของชีวิตเหล่านี้ไปด้วยกัน ผมจะพยายามพามาให้ดูเรื่อย ๆ ตามแต่ละช่วงชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป

.

.

.





เจ้าช่อลำไย

1 02 2009

เช้าวันนี้อากาศดีมาก เดินทักทายต้นไม้ใบหญ้าได้เหนื่อยมาสามหอบ ก็มานั่งพักชมลำไยแข่งกันยืดช่อโชว์สายตาอย่างมีความสุข ปลายมกราคมที่ผ่านมา หลังกระทบอากาศหนาวจัดถูกใจ ลำไยก็ทยอยแทงช่อดอกอำลาฤดู บ้างก็ออกเต็มต้น ไม่น้อยที่ออกประปราย และก็มีที่ไม่ออกดอกเลย

‘ปีเว้นปี’ เป็นเศรษฐศาสตร์พื้นฐานที่ลำไยแอบสอนมนุษย์ไว้อย่างแยบยล โดยนิสัยแล้วลำไยเป็นไม้ผลที่ออกดอกไม่สม่ำเสมอ ปีนี้ดก ปีถัดไปก็จะติดดอกออกผลน้อยลง หรือไม่ติดเลย การควบคุมปริมาณผลผลิตโดยธรรมชาติเช่นนี้ ผมยกให้เป็นการแทรกแซงหรือการประกันราคาที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนที่สุด

หลาย ๆ คนคงจะทราบกันดีว่าลำไยนั้นนับพี่นับน้องกันกับลิ้นจี่ แต่น้อยคนจะรู้ว่าเงาะก็นับเป็นน้ำร่วมสายไม้ร่วมตระกูลกับลำไยเช่นเดียวกัน ผิดแต่ว่าเงาะดูจะผ่าเหล่าผ่ากอไปมากเสียจนจำแทบไม่ได้

.

.

ธรรมชาติได้จัดสรรพื้นที่ที่เหมาะสมกับการปลูกลำไยไว้ระหว่างเส้นรุ้งที่ ๑๕-๑๘ องศาเหนือ เชียงใหม่และลำพูนถูกเลือกให้อยู่ในนั้น คงจะจำกันได้เมื่อสามสิบปีก่อน ถ้าอยากกินลิ้นจี่หรือลำไยต้องขึ้นเหนือเท่านั้น เป็นการรังสรรค์ของธรรมชาติที่จัดหาพืชพรรณธัญญาหารที่เฉพาะเหมาะสมและเป็นคุณกับชีวิตในแต่ละถิ่น

ด้วยลำไยเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานสูงและมีสรรพคุณเป็นยาบำรุง จึงสอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้คนถิ่นหนาวที่ต้องการทั้งพละกำลังและความอบอุ่น สำหรับคนต่างถิ่นนั้น สิ่งใดก็ตามที่ยากต่อการสัมผัสพบเจอหรือครอบครอง มักจะเร้าใจให้เสาะแสวงหาเสมอ

ลำไยจึง (เคย) เป็นเสน่ห์อันหอมหวานของล้านนา

จนเมื่อมีการคิดค้นเทคนิควิธีการควบคุมบังคับลำไยได้เป็นผลสำเร็จและมีการเผยแพร่ในวงกว้าง ทั้งการใช้สารเคมีและการใช้พันธุ์ทะวายในการควบคุมการเจริญเติบโตของลำไย เมื่อไม่ต้องหนาวก็ออกดอกได้ ลำไยจึงไปโผล่ในแทบทุกภูมิภาคบนแผ่นดินไทย ว่ากันว่าไปปัตตานีก็มีลำไย … เอากันขนาดนั้นเลย

แต่ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดก็คือ ‘ความรอบคอบ’ การคิดค้นของมนุษย์มักจะละเลยการป้องกันผลกระทบรอบด้าน การใช้เทคโนโลยีโดยขาดการควบคุม ไม่เพียงทำลายธรรมชาติ แต่ยังเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตมนุษย์ไปโดยสิ้นเชิง

ที่ผ่านมาไอ้หนุ่มโพแตสเซี่ยมคลอเรตได้ชำเราแม่หญิงลำไยจนยับเยิน เสน่ห์เหือดหาย ร่างกายทรุดโทรม อะไรที่มีไปทั่วและมากเกินความต้องการ คุณค่าราคาย่อมตกต่ำตามวงจร เมื่อ (คิดเอาเองว่า) วิถีเกษตรยุคนี้ไม่สามารถเป็นที่พึ่งพาได้อีกต่อไป ลูกหลานลำไยก็แห่กันเข้าโรงงาน ยอมสู้ยอมเสี่ยงกับสายธารทุนนิยมอันเชี่ยวกราก ทิ้งเรือกสวนไร่นาไว้กับคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ที่นับวันจะโรยแรง

ซึ่งเท่าที่ได้เห็นและได้ยิน มีน้อยคนนักที่สามารถแข็งขืนจนว่ายข้ามถึงอีกฝั่ง ในขณะที่ส่วนใหญ่มักจะถูกพัดพาให้ไหลหลงไปตามกระแสจนห่างฝั่งออกไปทุกที

.

.

เสียงเช้าจากวิทยุของกรมประชาสัมพันธ์ เจื้อยแจ้วมาบอกเล่าเรื่องราวจากปากของพ่อเมืองลำพูน เกี่ยวกับสถานการณ์เลิกจ้างของจังหวัด ฟังแล้วก็ให้หดหู่ เห็นตัวเลขแล้วก็อ่อนใจ แต่ก็พอจะมีความหวังในบางอย่าง
.

นายดิเรก ก้อนกลีบ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน สรุปสถานการณ์เลิกจ้าง พบว่า นิคมอุตสาหกรรมลำพูนที่มีสถานประกอบการ ๑,๘๒๙ แห่ง มีลูกจ้างทั้งหมด ๘๓,๔๐๐ คน มีสถานประกอบการปิดกิจการไปแล้วกว่า ๑๕ แห่ง ลูกจ้างถูกเลิกจ้างแล้วกว่า ๒,๑๖๔ คน และตั้งแต่วันที่ ๑-๑๔ ม.ค. ๒๕๕๒ มีลูกจ้างถูกเลิกจ้างแล้วจำนวน ๑,๙๕๘ คน และมีแนวโน้มจะมีการเลิกจ้างช่วงเดือน ม.ค.- มิ.ย. ๒๕๕๒ จำนวนกว่า ๒๐,๐๐๐ คน …

.
ผมนึกไปถึงแรงงานที่ถูกเลิกจ้างจากนิคมอุตสาหกรรมลำพูนจำนวนนั้น มีไม่น้อยที่เป็นลูกหลานชาวสวนลำไย ถ้ายังไม่ขายสวนขายไร่ ก็นับได้ว่าโชคดีกว่าคนอื่น ๆ ที่อย่างน้อยในยามนี้ยังมีพนักเอาไว้อิงพิงหลัง

ขอเพียงเราคิดบวก รู้จักพอ และเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเอง

ความสดใหม่และแข็งแรงของวัยหนุ่มสาว บวกกับประสบการณ์ทั้งร้ายและดีที่ได้รับจากระบบทุนนิยม ผมเชื่อว่าองค์ประกอบเหล่านี้จะช่วยปรับทัศนคติของคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ให้กลับมาใช้ความรู้ให้มากกว่าความเชื่อในการทำการเกษตร

ที่พูดกันนักว่าในวิกฤตมีโอกาสเสมอนั้น ผมเห็นว่านี่ละคือโอกาสของพี่น้องผู้ใช้แรงงานบางส่วน จะได้กลับไปพลิกฟื้นสวนร้างให้กลับมาเป็นสวนรักดังแต่ก่อน

ย้อนกลับไปในวันที่เรายังใส่ขาสั้นพันคอซอง วันที่เนื้อตัวมอมแมมระคายคันจากการช่วยพ่อแม่ลุงป้าเก็บลำไย หลังขดหลังแข็งคัดลูกเล็กแยกลูกใหญ่ตามไซส์ตามขนาด นึกถึงวันที่นั่งง่วงเหงาหาวนอนข้างเตาเป็นเพื่อนพ่ออบลำไยให้เสร็จทันก่อนเช้าวันพรุ่ง นึกไปถึงมอเตอร์ไซต์คันโก้หรือจะมือถืออินเทรนด์ในวัยละอ่อน ที่ต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อแรงกายของครอบครัว

ไม่ใช่เพราะลำไยหรอกหรือที่เลี้ยงตัวจนเป็นตน เติบโตมาเป็นเราได้ในทุกวันนี้

กลับมาฟื้นความสุขในครอบครัว พลิกผืนดินรกร้างให้กลับมามีชีวิตชีวา ผลิชีวิตใหม่อีกครั้ง ให้เหมือนกับลำไยที่กำลังแทงช่อชูสู้ท้องฟ้า รอเวลาบานเป็นดอกออกเป็นผลต่อไปในวันข้างหน้า

ใต้ฟ้าเมืองไทยไม่มีอะไรที่จะหนักแน่นและแน่นอนไปกว่าผืนแผ่นดินอีกแล้วครับ …

.

………………

.

ของฝากจากบ้านสวน

เป็นข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่สรุปภาพรวมของปี ๕๑ และคาดการณ์แนวโน้มในปี ๕๒ ของลำไยไว้ว่า

แนวโน้มในปี ๒๕๕๒ ในส่วนการผลิต คาดว่าพื้นที่ให้ผลจะเพิ่มขึ้นจาก ๙๖๖,๘๓๑ ไร่ ในปี ๒๕๕๑ เป็น ๙๘๗,๓๘๘ ไร่ (เพิ่มขึ้นร้อยละ ๒.๑๓) ส่วนผลผลิตจะเพิ่มขึ้นจาก ๔๗๖,๙๘๘ ตัน ในปี ๒๕๕๑ เป็น ๕๑๔,๒๓๑ ตัน ในปี ๒๕๕๒ (เพิ่มขึ้นร้อยละ ๗.๘๒)

ในส่วนของราคา คาดว่าราคามีแนวโน้มลดลงจากปีก่อนทั้งลำไยสดและลำไยอบแห้ง เนื่องจากผลผลิตที่ออกสู่ตลาดจะมีมากกว่าปีก่อน สำหรับรายละเอียดทั้งหมดเข้าไปอ่านได้ที่ http://baansuan.files.wordpress.com/2009/01/longan.pdf

.

.

หมายเหตุ: ขอเปลี่ยนชื่อเรื่องจาก ‘แม่ดอกลำไย’ เป็น ‘เจ้าช่อลำไย’ ดูจะเข้าเรื่องกว่า

.

.





ถึงลูกหลานเกษตรกรไทย

1 01 2009

.

“… ทุกวันนี้เราจะเห็นความจริงว่าพ่อแม่ทำการเกษตรต้องเผชิญกับความยากลำบาก จึงไม่ยอมให้ลูกต้องยากเข็ญเหมือนตน ส่วนลูกที่เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ ก็ไม่คิดที่จะกลับไปสู้ ไปสืบทอด เพราะเห็นว่าการเกษตรต้องลำบากยากเข็ญ โดยไม่สนใจศึกษาเรียนรู้ว่าพ่อแม่ต้องเผชิญกับอะไรที่เป็นปัญหาสังคม

ความจริงไม่ใช่พ่อแม่เผชิญกับความยากลำบาก เพราะคนที่เกิดมาถ้าไม่เผชิญความยากลำบาก ย่อมไม่มีโอกาสเรียนรู้ความจริงของชีวิต แต่พ่อแม่ต้องเผชิญกับปัญหาการถูกเอารัดเอาเปรียบ ซึ่งจะต้องให้ลูกหลานสืบทอดอาชีพที่พ่อแม่ทำไว้ แต่ตนมีโอกาสเรียนรู้มากกว่า ซึ่งต้องเอาความรู้ที่เรียนมาไปใช้เป็นเครื่องมือต่อสู้กับปัญหาสังคมที่พ่อแม่ได้รับ

พ่อแม่ไม่ควรคิดว่าตัวเองยากลำบากแล้วไม่อยากเห็นลูกยากลำบากด้วย แต่ควรให้โอกาสลูกซึ่งเรียนมาสูง ๆ กลับมาช่วยพ่อแม่ต่อสู้ เพราะมีวิชชาความรู้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ควรมีวิญญาณการต่อสู้ กลับมารู้ในการแก้ปัญหาสังคมให้มีการลด ละ การเอารัดเอาเปรียบเพื่อนมนุษย์ได้ทุกรูปแบบ

ถ้าลูกไม่ติดอยู่กับศาสตร์สาขาที่ตนเรียนมา ย่อมรู้เท่าทันได้ว่า สิ่งนั้นคือเปลือกของวิชาการ ส่วนวิญญาณความเป็นนักวิชาการคือการต่อสู้เพื่อรับใช้สังคม …”
.

บางบรรทัดจากข้อเขียน “รักเกษตร ต้องคิดสู้ชีวิต” โดย อาจารย์ระพี สาคริก
ที่มา: www.openbase.in.th

.

………………

.

ฝากถึงลูกหลานเกษตรกรไทยทั้งชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ ให้ไตร่ตรอง ผมคงไม่มีความคิดเห็นใด ๆ เพิ่มเติม เพราะตัวอักษรของอาจารย์ระพีได้ทำหน้าที่ของมันได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุดแล้ว แค่รู้สึกเสียดายที่ตัวเองไม่มีโอกาสที่จะได้รับเกียรติอันสูงส่งเช่นนี้ได้

บางทีการเปลี่ยนชีวิตหรือเปลี่ยนอาชีพไปให้พ้น ๆ เสียได้นั้น อาจจะไม่ใช่ทางออกที่แท้จริงของปัญหาก็ได้ …

.

ท้ายนี้ … ขอมอบข้อคิดจากอาจารย์ระพีข้างต้นแทนคำอวยพรปีใหม่ให้ทุกคน ปัญหาของประเทศชาติในวันนี้ต้องอาศัยการร่วมแรงร่วมใจอย่างมหาศาลในการแก้ไข ถ้ายังคลำทางไม่เจอ ลองเริ่มต้นจากหน่วยที่เล็กที่สุดของสังคมดูสิครับ ช่วยกันถักทอสายใยรักของครอบครัวให้อบอุ่นสมบูรณ์ จากหนึ่งเป็นสอง สาม สี่ … ร้อยรัดกันเป็นสายใยรักของสังคมไทยที่เหนียวแน่นมั่นคง

.

เมื่อเช้าผมเข้าเมืองมากราบขอพรปีใหม่จากพ่อแม่เหมือนทุกปี แม้จะเป็นข้อความซ้ำซ้ำ แต่ก็สมดั่งพรแทบจะทุกครั้ง

“มีแต่ความสุข ความเจริญ นะลูก”

.

สวัสดีปีใหม่ครับ …

.

.





ส้มโอบ้านสวน

12 12 2008

“เด็ดจากต้นวันนี้อย่าเพิ่งกินวันนี้ ปล่อยไว้ให้ทำใจเสียก่อนสองสามวัน อร่อยกว่ากันเยอะ” ปู่ตาย่ายายท่านสอนไว้ ลองดูก็จริงดั่งคำ ไอ้ที่เปรี้ยวก็จะอมหวาน ส่วนที่หวานก็จะหวานล้ำฉ่ำลิ้น

ส้มโอที่สวนเป็นพันธุ์พื้นเมือง ไม่ใช่พันธุ์รางวัลหรือพันธุ์ส่งออก เรียกรวม ๆ ว่าพันธุ์สิงห์เหนือเสือใต้น่าจะได้  ’สิงห์เหนือ’ พ่อตอนมาจากต้นแม่ที่บ้านปู่ บ้านแม่ฮาว อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง รสชาติออกไปทางเปรี้ยวนำ ส่วน ‘เสือใต้’ นี่หวานเด่น แม่หิ้วขึ้นมาจากบ้านตาริมคลองดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี เลยไม่ทราบชื่อเสียงเรียงนามจริง ๆ ว่าเขาเรียกกันพันธุ์อะไร

สวนเรามีส้มโอไม่มากต้น ปลูกตรงนั้นแซมตรงโน้น นับดูได้แปดต้นเห็นจะได้ พอเหมาะพอสมแล้วกับแรงคนสองคนที่จะช่วยกันดูแล เพราะเรายังมีลำไย ผักหวานป่า ขนุน กล้วย มะพร้าว อะไรอื่นอีกโน่นนิดนี่หน่อยปลูกไว้ในสวน … ถามว่าแล้วมันขายได้จริงเหรอ?

ขายได้สิครับ … ถึงหน้าหนาวก็เป็นคราวของส้มโอ ปีที่แล้วส่งไปลองตลาดดูก็ติดตลาดดี ปีนี้ป้าแดงเจ้าเดิมขอให้ส่งไปให้อีก นี่ก็มีลูกค้าใหม่ที่นึกไม่ถึงมาก่อน คือเขาเอาไปเป็นเครื่องเคียงในยำปลาดุกฟูสำเร็จรูปพร้อมปรุงที่วางขายตามตลาด คงเอาไปเปรี้ยวแทนมะม่วง หลายคนน่าจะเคยได้เห็น เคยได้ลองซื้อมากินกันบ้างแล้ว

เกษตรธรรมชาติต้องผสมผสานหลากหลายครับ หัวใจอยู่ที่ชนิดไม่ใช่จำนวน ปริมาณผลผลิตที่พอเหมาะพอดีจะสร้างช่องทางทำเงินให้เราได้เสมอ แต่ไม่ใช่พอเห็นขายได้ขายดีเลยจะโค่นไอ้นั่นมาปลูกไอ้นี่แทน ซึ่งไม่น่าจะใช่ทางเลือกที่มั่นคงนัก ถ้ายังรักที่จะเสี่ยงก็คงห้ามกันไม่ได้ แต่พึงระลึกไว้เสมอถึงการกระจายความเสี่ยง มีให้มากชนิดเข้าไว้ แม้จะได้เงินน้อย แต่ก็ได้บ่อย ๆ สม่ำเสมอ

ในทุกวิกฤตที่ผ่านมา รัฐมักจะเลือกจัดฟูกนุ่ม ๆ ไว้ให้ผู้คนในแวดวงธุรกิจหรืออุตสาหกรรมล้มตัวลงนอนฝันดีก่อนใคร ซึ่งถ้ามองภาพรวมของประเทศแล้วก็อาจเป็นเรื่องที่จำเป็น เกษตรกรอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ก็เลยต้องร้องเพลงรอไปก่อน แต่จริง ๆ แล้วเราสามารถที่จะสร้างฟูกนุ่มไว้นอนเล่นได้ด้วยมือของเราเอง ถ้าเบื่อแล้วกับการรอคอยที่ไม่เคยมาถึงสักที

เราทำได้ครับ … เพียงสร้างความหลากหลายในไร่ในสวน ทำแต่พอกำลัง ไม่ทุ่มเทคาดหวังกับพืชตัวหนึ่งตัวใดจนเกินไป  สิ่งนี่เองที่จะเป็นฟูกไว้คอยรองรับเราเวลาล้มได้เป็นอย่างดี ยังจำ “จ้ำจี้ผลไม้” ที่เคยร้องเล่นสมัยเด็ก ๆ กันได้ไหมครับ

.

จ้ำจี้ผลไม้ แตงไทยแตงกวา
ขนุนน้อยหน่า พุทรามังคุด
ละมุดลำไย มะเฟืองมะไฟ
มะกรูดมะนาว มะพร้าวส้มโอ
ฟักแฟงแตงโม ไชโยโห่ฮิ้ว

.

นี่ขนาดจ้ำจี้เสร็จแล้วยังโห่ฮิ้วกันได้อีก ผมจึงไม่สงสัยเลยว่า “ทำไมเกษตรกรรุ่นก่อนเก่าถึงมีความสุขกว่าเกษตรกรรุ่นเรามากมายนัก”

.

.

pomelo_01

ทุกชีวิตในสวนเราดูแลกันตามสมควร ส้มโอก็เหมือนไม้อื่น ๆ ในสวน ดูแลทรงพุ่มให้โปร่ง ให้แดดตกต้องส่องถึง ไม่ต้องใส่ปุ๋ยเคมีให้สิ้นเปลือง บำรุงดินด้วยปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกเพื่อให้ดินมีชีวิต มีพลังกลับไปบำรุงต้นอีกที ควบคุมโรคแมลงศัตรูพืชด้วยสมุนไพร ย้ำว่าเราควบคุมไม่ใช่กำจัด แน่นอนว่าผลผลิตย่อมมีเสียหายบ้างเป็นธรรมดา หนอนเจาะผลส้มโอร่วง เชื้อราทำให้ผิวไม่สวย แต่กับผมแล้วความเสียหายนี้อยู่ในวิสัยที่ยอมรับได้  แต่ปัญหาใหญ่ของสวนเราก็คือ ต้นส้มโอมันสูงมากกกกก …

.

pomelo_02

ไม่จำเป็นจริง ๆ อย่าขายเหมาสวน “แก่ก่อน ตัดก่อน” ค่อย ๆ เก็บกินไปเรื่อย ๆ ตามธรรมชาติ ส้มโอ (หรือพืชผลอื่นใด) ที่ถึงเวลาจริง ๆ จะมีคุณภาพ แม้จะดูหยุมหยิมเสียเวลา แต่มันเป็นการสร้าง first impression ให้ผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี เพราะนอกเหนือจากความปลอดภัยแล้ว เรายังได้คัดได้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้เขาด้วย

.

pomelo_03

สวนผมไม่ใช่ตัวอย่างที่ดีนักในการจัดการสวนตามหลักสากลนิยม แต่วิถีเกษตรธรรมชาติที่ได้ลองปฎิบัติมาก็ให้ผลดีไม่หนีไปจากระบบเกษตรแผนใหม่เท่าใดนัก เป็นบทพิสูจน์ในแง่ปริมาณและคุณภาพของผลผลิตได้ในระดับหนึ่ง ส่วนเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ เราจะตัดสินว่ามันดีขึ้นหรือเลวลงได้นั้น ต้องมีอีกหลายปัจจัยที่ควบคุม มีอีกมากข้อจำกัดที่เกี่ยวข้อง มันขึ้นกับ ‘วิธีคิด’ ของแต่ละคน ซึ่งแตกต่างหลากหลายเป็นปกติธรรมดา เหมือนความหลากหลายของพืชพรรณในสวนหรือมวลไม้ในป่านั่นละครับ

.

.





แรกกล้าผักหวานป่า

15 10 2008

มนุษย์เราดำรงเผ่าพันธุ์ด้วยเพศเป็นหลัก เป็นข้อเท็จจริงที่รับรู้กันโดยทั่วไป เป็นเรื่องปกติ เป็นสัญชาตญาณ ต้นไม้ก็เช่นกัน การเพาะเมล็ด เป็นวิธีขยายพันธุ์พืชโดยอาศัยเพศ ทำให้เราได้ต้นกล้าใหม่ที่เกิดมาจากส่วนของเมล็ด แต่ที่พิเศษกว่านั้น แม้ไม่ต้องใช้เพศ ต้นไม้ก็ขยายพันธุ์ได้ครับ เป็นต้นว่า การตอนกิ่ง ปักชำ ติดตา สกัดราก แยกหน่อ ต่อไหล หรือจะเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อก็นับว่าใช่ ด้วยวิธีเหล่านี้เราจะได้ต้นกล้าใหม่จากส่วนอื่น ๆ ของพืช อันได้แก่ กิ่ง ราก เหง้า ไหล ก้าน ใบ ไปจนถึงลำต้น ไม่ใช่จากเมล็ด พูดง่าย ๆ ก็คือ ไม่ต้องมีการผสมพันธุ์ เอ๊ย! ผสมเกสรตัวผู้กับตัวเมียจนกลายเป็นเมล็ดเพื่อสืบสายขยายพันธุ์นั่นเอง

ในแวดวงไม้ผล การขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดไม่เป็นที่นิยม ความที่มักจะกลายสายพันธุ์ เติบโตขึ้นมาผิดแผกไปจากต้นแม่ มีผลให้เกิดความผิดเพี้ยนในแง่ปริมาณและคุณภาพของผลผลิตได้ค่อนข้างสูง

แต่ข้อดีของการเพาะด้วยเมล็ด ก็คือ เราจะได้ต้นไม้ที่มีระบบรากแก้วที่แข็งแรงและหาอาหารเก่ง จากข้อดีนี่เอง ชาวสวนจึงนิยมเพาะเมล็ดเพื่อใช้เป็นต้นตอในการขยายพันธุ์ด้วยการเสียบยอด ติดตา ต่อกิ่ง แทนการเพาะด้วยเมล็ดโดยตรง

ถ้าสนใจเกี่ยวกับการขยายพันธุ์พืชอย่างเป็นเรื่องเป็นราว แนะนำให้เข้าไปเรียนรู้จากภาควิชาพืชสวน คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตามลิงค์นี้เลยครับ http://web.agri.cmu.ac.th/hort/course/359301/pprop/index1.html

ทีนี้เมื่อขยายพันธุ์กันพอหอมปากหอมคอแล้ว ก็ว่าจะชวนมาแวะบ้านสวนเนิร์สเซอรี่ ไปดูเด็กแรกเกิดกัน ปกติแล้วผมเป็นคนเดินช้า แต่ความเร็วของชีวิตในอัตรานี้ ทำให้ผมทันที่จะได้เห็นการผลิบานของเมล็ดพันธุ์ เห็นการก่อกำเนิดของบางชีวิตในสวนนี้อยู่เนือง ๆ

อันที่จริงแล้วจะเร็วหรือช้าก็ไม่น่าใช่ข้อจำกัดในการมองเห็นความงามของธรรมชาตินะ-ผมว่า ความรีบเร่งนั้นอาจทำให้ภาพพร่ามัว ไม่ชัดเจน แต่ขอเพียงคุณเพ่งอย่างพินิจ ค่อย ๆ ปรับโฟกัสให้ชัดขึ้น เพียงเท่านี้คุณก็สามารถสัมผัสสุนทรียะที่รายล้อมอยู่รอบตัวคุณได้ทุกที่ ทุกเวลา

สำคัญที่ตัวคุณเองว่าอยากจะมองเห็นหรือเปล่า …

ในทุก ๆ วันหรืออาจนับเป็นวินาที บนดาวสีน้ำเงินดวงนี้จะมีชีวิตใหม่เกิดขึ้นอยู่เสมอ ทั้งคน พืช สัตว์ นับกันไม่หวาดไม่ไหว ลองนึกดูสิครับ ถ้าเราได้เป็นส่วนหนึ่งในการเริ่มต้นของชีวิต แม้จะไม่ใช่เชื้อสายหรือผู้ให้กำเนิด แค่ได้เอื้อให้เกิดช่วงเวลามหัศจรรย์อย่างนั้น ได้ยืนชื่นชมอยู่ใกล้ ๆ หรือคุดคู้แอบดูอยู่ใต้เตียง ก็ล้วนให้ความรู้สึก ‘ลุ้น’ ได้ไม่แพ้กัน

.

ผมหมายถึง “การเพาะเมล็ดผักหวานป่า” น่ะครับ

.

.

เมล็ดผักหวานป่ากลมรีรูปไข่ จะเริ่มสุกสีออกเหลืองมะปรางราวเดือน เม.ย.-พ.ค. (ภาพนี้ได้รับความเอื้อเฟื้อจาก อ.ธวัชชัย นาคะบุตร http://naturalagri.multiply.com/ ต้องขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วยครับ)

.

หลังจากแยกเนื้อที่หุ้มเมล็ดออก หย่อนลงถุงเพาะ ออกแรงกดแค่ปริ่มเสมอดิน อย่าถึงกับมิดเมล็ด รดน้ำพอให้ดินชื้น อย่าให้แฉะ นับวันผ่านประมาณเดือน รากก็เริ่มแทงดิน เหมือนลงเสาหลัก

.

เมื่อสีเขียวโคนกล้าเริ่มจาง หน่ออ่อนก็ค่อย ๆ สลัดหลุดจากขั้ว ออกมาให้แดดให้ลมช่วยบ่มเพาะ รอเวลากล้าแกร่ง

.

ทำเป็นลืมไปราวสัปดาห์ ต้นกล้าก็ระบัดใบเขียว … งาม

.

.

นอกจากการเพาะเมล็ดแล้ว การขยายพันธุ์ผักหวานป่ายังทำได้อีกหลายวิธี ตั้งแต่การตอนกิ่ง การชำราก ไปจนถึงการล้อมไม้ใหญ่มาปลูกกันเลย แต่การเพาะเมล็ดก็ยังเป็นวิธีที่ดีที่สุดทั้งในแง่ปริมาณจากที่สามารถขยายพันธุ์ได้จำนวนมากในเวลาที่รวดเร็ว และในแง่คุณภาพจากการมีระบบรากแก้วที่ดีกว่านั่นเอง และเผื่อไว้ว่ามีใครสนใจ ก็จะขอเขียนคร่าว ๆ ถึงการขยายพันธุ์ผักหวานป่าแบบอื่น ๆ ให้อ่านกันเพลิน ๆ

“การตอนกิ่ง” ว่ากันว่าเป็นวิธีที่ยากที่สุด เพราะนอกจากจะออกรากยากแล้วยังใช้เวลานาน ๓-๔ เดือนเลยทีเดียว น่าจะมีเหตุผลมาจากธรรมชาติของผักหวานป่าที่มักจะ “หวงราก” นั่นเอง แต่วันนี้ผมมีเคล็ดลับจากเซียนมาฝาก กลั่นจากประสบการณ์กว่ายี่สิบปีในการปลูกผักหวานป่าของ ผู้ใหญ่รับ พรหมมา ผญ.บ้าน หมู่ ๗ ต.หนองบัว อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี … รู้ไว้ใช่ว่านะครับ
.

“…ให้เลือกกิ่งกระโดงอายุข้ามปีหรือกิ่งกระโดงที่แตกใหม่ในปีนั้นกลางอ่อนกลางแก่ก็ได้ ควั่นเปลือก ลอกเปลือก ขูดเยื่อเจริญเหมือนการตอนกิ่งทั่วไป ขั้นตอนนี้ให้สังเกตถ้าเปลือกลอกออกง่ายไม่ติดแก่น กิ่งตอนกิ่งนั้นจะแทงรากเร็ว แต่ถ้าลอกเปลือกออกยาก ก็จะแทงรากช้าหรือไม่แทงรากเลย เมื่อขูดเยื่อเจริญแล้ว ใช้กะปิพอกแผลให้มิด ทิ้งไว้จนกะปิแห้งจึงหุ้มด้วยตุ้มตอนขุยมะพร้าวเหมือนการตอนกิ่งทั่วไป หลังจากนั้นประมาณ ๒ เดือน – ๒ เดือนครึ่ง ตุ้มตอนก็จะแทงรากออกมา

เทคนิคการขยายพันธุ์ด้วยวิธีตอนอีกอย่างหนึ่งคือ เมื่อเห็นว่ารากพัฒนาจากสีขาวเป็นสีน้ำตาลแล้วเป็นสีเขียว (แก่จัด) ลักษณะอวบอ้วนสมบูรณ์ดี จำนวนเต็มตุ้ม จึงลงมือ “ควั่นเตือนก่อนตัด” เพื่อบังคับให้ยอดของกิ่งตอนกิ่งนั้นหาอาหารจากขุยมะพร้าวในตุ้มตอนขึ้นไปเลี้ยงตัวเอง แทนการรับจากกิ่งใหญ่ต้นแม่ ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลา ๑-๒ อาทิตย์ หรือจนกว่าจะแน่ใจว่าส่วนยอดของกิ่งตอนกิ่งนั้นได้อาหารจากตุ้มตอนแน่นอนแล้ว จึงตัดลงมาจากต้นแม่

ตำแหน่งควั่นตอนกิ่งสำคัญมาก ต้องเลือกตรงที่เป็นตุ่มใหญ่หรือข้อหรือปม โดยให้แผลบนอยู่ที่ข้อหรือปมนั้น ส่วนขุยมะพร้าวจะต้องผสมกับดินชื้นโคนต้นอัตราส่วน ๑:๑ สวมตุ้มตอนแล้วต้องรัดให้แน่นเพื่อกระชับแผลให้สนิท

เมื่อตัดลงมาจากต้นแม่แล้วให้นำลงชำต่อในถุงดำ โดยที่หลังจากแกะถุงพลาสติกหุ้มตุ้มตอนจนเหลือแต่ขุยมะพร้าวลงถุงดำนั้น จะต้องกดวัสดุเพาะชำในถุงดำให้แน่นจนแน่ใจว่ากระชับรากหรือไม่มีช่องว่าง ถ้ามีช่องว่างหรือไม่กระชับรากจะทำให้รากชะงักการเจริญเติบโตได้ แล้วจึงนำมาอนุบาลในเรือนเพาะชำ แสงแดดไม่เกิน ๓๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์ต่ออีก ๒-๓ เดือน หรือให้กิ่งตอนได้แตกใบอ่อนในถุงดำอย่างน้อย ๒-๓ ชุด จนแน่ใจว่าต้นกล้ามีระบบรากเลี้ยงตัวเองได้แล้วจึงนำไปปลูกในแปลงจริง…”

ที่มา: วารสารเกษตรใหม่ ปีที่ ๑๐ ฉบับที่ ๔๒ เดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๔๗

.

(หมายเหตุ: ‘กะปิ’ เป็นสารเร่งรากชนิดหนึ่งครับ เป็นภูมิปัญญาไทยที่เกิดจากการสังเกตและทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเห็นผล ไอ้พวกฮอร์โมนเร่งรากราคาแพงที่ฝรั่งมันทำมาขายแหกตาคนไทยน่ะ ลองชิมดูเถอะครับ…เค็มคาวเหมือนกะปิทั้งนั้น)

อีกวิธีคือ “การชำราก” เหมาะกับผักหวานป่าที่มีอายุเกินกว่า ๑๐ ปีขึ้นไป ไม้ใหญ่วัยฉกรรจ์ขนาดนั้นจะมีระบบรากแผ่ทางข้างไปตามผิวดินเป็นทางยาว ให้เริ่มที่เปิดหน้าดินแล้วตัดรากส่วนที่เป็นรากประธานเป็นท่อนๆ ยาวประมาณ ๓-๕ นิ้ว นำไปเพาะในถุงดำโดยวางท่อนรากราบไปกับพื้นลึกพอมิด บำรุงรักษาตามปกติ ประมาณ ๑-๒ เดือน ตอรากจะแทงรากใหม่ จากนั้นจึงจะแทงยอดขึ้นมาเป็นต้นกล้า หรือเมื่อตัดรากเป็นท่อนแล้ว ให้ทาแผลด้วยปูนกินหมากเมื่อปูนแห้งจึงกลบดินกลับเหมือนเดิม บำรุงรักษาตามปกติ รดน้ำสม่ำเสมอ ประมาณ ๑-๒ เดือนก็จะมีหน่อผักหวานแทงขึ้นมา เมื่อหน่อโตก็ให้ขุดย้ายมาชำในถุงดำต่ออีก ๓-๔ เดือน จึงนำลงปลูก วิธีนี้เรียกอีกอย่างว่า “การแยกหน่อ”

.

.

.

.

มีเกษตรกรบางคนใช้วิธีเปิดหน้าดินให้เห็นราก จากนั้น “ทุบราก” ให้แตกแล้วกลบดินอย่างเดิม คลุมทับด้วยเศษใบไม้ใบหญ้า รดน้ำตามสมควร หน่อผักหวานก็สามารถแทงขึ้นมาจากรากที่ถูกทุบได้ น่าจะคล้ายกันกับภาพข้างบน เป็นผักหวานป่าในสวนผมเองครับ ไม่แน่ใจว่าโดนหินบาดรากหรือคมมีดตัดหญ้าก็ไม่ทราบได้ วันดีคืนดี หน่อผักหวานก็แทงขึ้นมาให้ตาเห็น พิสูจน์ข้อมูลข้างต้นได้หมดจดสิ้นสงสัย

กับบ้านสวนเอง ที่นี่เราขยายพันธุ์ผักหวานป่าด้วยเมล็ดครับ (อาศัยขอปันจากสวนโน้นบ้าง ขอซื้อจากสวนนี้บ้าง) ความที่อายุต้นยังน้อย ไม่เหมาะที่จะ ขูด ควั่น หั่น สับ เพื่อขยายพันธุ์ได้อย่างไม้ใหญ่ ผมจึงไม่สามารถหาภาพการตอนกิ่งหรือการชำรากมาให้ดูได้ เพราะยังไม่ได้ลองทำกับผักหวานป่าในสวนตัวเอง แต่ถึงแม้วิธีการเพาะเมล็ดจะมีท่วงทีลีลาเบสิกไม่พลิกแพลง แต่เปอร์เซ็นต์ ‘ติด’ ก็สูงเอาการ

สำหรับขั้นตอนการเพาะโดยละเอียดสามารถศึกษาได้จากเอกสาร ผักหวานป่า นะครับ คงไม่ต้องนำมาลงซ้ำในบล็อกนี้อีก

.

เหมือนเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนอย่างไรชอบกล ถือซะว่าได้ย้อนอดีตไปในวัยเด็ก วันที่ถอดรองเท้าเดินย่ำลุยแปลงเกษตรสมัยประถม จำได้ว่าที่ โรงเรียนผม ไม้พรวนดินเป็นงานแรกที่ครูสั่งให้ทำ เหลาไม้ไผ่ให้เป็นช้อนปากยาว ๆ มีด้ามจับ ของใครของมัน ใช้แล้วเก็บไว้ที่โรงเรือน ไม่ต้องเอากลับบ้าน (คงกลัวเอาไปตีกบาลกัน)

ต่อมาก็เรียนวิธีขึ้นแปลงปลูก สูงเท่านั้น กว้างเท่านี้ ต้องเป๊ะ ลองทำแล้วจำให้ดีเพราะมีสอบ พอได้แปลงแล้วก็เริ่มปลูก ทั้งผักกินหัว-กินใบ ยืนพื้นก็พวก ผักกาด คะน้า แครอท โตขึ้นมาหน่อยก็เรียนเรื่องขยายพันธุ์ ปักชำ ตอนกิ่ง ไปตามเรื่อง ในตอนนั้นอะไร ๆ ก็ไม่เข้าหัวเข้าหูหรอกครับ รู้แต่ว่าเรียนสนุกอย่างเดียว

‘เกษตร’ จึงเป็นวิชาที่ผมชอบมากวิชาหนึ่งในวัยและวันเวลานั้น ความที่ได้ออกมาข้างนอก ไม่ต้องอุดอู้อยู่แต่ในห้องเรียน วิชาเกษตรมักจะอยู่ในคาบเช้า เป็นวิชาแรก ๆ ของวัน อากาศจึงเย็นสบาย เด็ก ๆ ก็ยังสด ยังไม่ถูกทุบให้น่วมจากเลขคณิต วิทยาศาสตร์ หรือภาษาไทย อีกหนึ่งความน่ารักของวิชาเกษตรก็คือ เป็นวิชาที่ ‘ตก’ ยาก ถ้าข้อเขียนไม่ผ่าน ไม่ไหวจริง ๆ ครูก็ไล่ไปถอนหญ้า ปลูกผัก รดน้ำ ล้างพลั่ว ล้างจอบ หาคะแนนพิเศษมาเข็นให้จนผ่าน

แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ได้รับจากวิชานี้มีอยู่สองอย่างที่จำได้ไม่มีลืม หนึ่ง-ซึ่งใครที่เคยผ่านจะรู้สึกได้ถึงความแสบสันต์ นั่นคือ ตุ่มแก้วใสบนฝ่ามือทั้งสองข้างที่แตกเป็นแผลแสบไส้ เรียกมันว่าความเจ็บปวด สอง-วิชานี้สอนให้แรกรู้สึกถึงความหวานกรอบของผักที่ปลูกและรอยยิ้มแย้มยินดีของพ่อกับแม่ในวันที่เราเอากิ่งที่ตอนเองกับมือไปปลูกที่บ้าน เรียกมันว่าความภาคภูมิใจ

.

เกษตรในวันนี้ที่ทำให้ชีวิตอยู่สุข ก็คงมาจากวิชาเกษตรในวันนั้นที่สนุกสนาน เรียกมันว่าเป็น ‘แรกกล้าของชีวิต’ ก็คงจะไม่ผิดนัก

.

………………

.

ที่เคยเขียน – ที่เกี่ยวข้อง

.

.