ฝากเงิน…ไว้กับต้นไม้

ยืนยันเสมอมาว่าวิถีเกษตรเป็นวิถีของผู้ให้ครับ เราหล่อเลี้ยงนานาชีวิตให้มีแรงกำลังในการพัฒนาตนเองและสังคม ฉะนั้นทุกอย่างที่ออกจากมือเราต้องเป็นประโยชน์และไม่เบียดเบียน อย่ากังวลกับเทคนิควิธี สูตรนั้นมาตรฐานนี้ที่ซับซ้อน ชีวิตไม่จำเป็นต้องชั่งตวงวัดขนาดนั้น เราขาดเราเกินเพื่อเรียนรู้ที่จะสร้างสมดุลให้กับชีวิต เพียงปรับใจให้รู้จักละแล้วชีวิตก็จะขับเคลื่อนไปตามครรลองนี้ได้เอง

ฝากข้อคิดของ อ.เดชา ศิริภัทร ไว้ให้เก็บไปคิด ไตร่ตรอง และยิ่งได้ลองปฏิบัติแล้วน่าจะเกิดประโยชน์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่จำเพาะกับการเกษตรเท่านั้น

“… ถ้าเราพยายามหาแต่เทคนิค สิ่งที่รู้มาจะพาเราไปถึงไหนก็ไม่รู้ มันมีโอกาสที่จะหลงทางไปเรื่อย ๆ แต่เราต้องมีวิถีพุทธกำกับเป็นแนวทาง ทำให้เราไม่ฆ่า ไม่เบียดเบียนชีวิตอื่น ต้องไม่โกรธ ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ใช้ความรุนแรง เราถึงจะได้ปัญญาจากธรรมชาติ …”

ขอบคุณคุณเพ็ญลักษณ์ที่กรุณาเรียบเรียงความคิดสะเปะสปะของผมจนเป็นเรื่องเป็นราวพออ่านรู้เรื่อง อาจจะไม่ลึกซึ้งในรายละเอียด แต่อย่างน้อยก็สะท้อนภาพกว้างให้เห็นว่าชีวิตมีทางให้เลือกเดินมากมาย เพียงเรามีหัวใจอิสระ เราก็จะพบทางของเราเอง

อ่าน

KTJ2

ที่มา: นสพ.กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ ๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เซคชั่นจุดประกาย คอลัมภ์ Green & Good Life โดย คุณเพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ

Advertisements

เกษตรกลอน

เกษตรศรี

หากไทยยืนพื้นฐานการเกษตร
เราจะเป็นประเทศที่แข็งขลัง
เกษตรธรรมนำชาติอาจพลัง
ได้เป็นรังรวงอุ่นหนุนประชา

ย้อนโบราณเราผลิตเพื่อจ่ายแจก
เหลือจากแลกจึ่งขายมานานหนา
ซื้อแต่ที่จำเป็นเราทำมา
แต่ปู่ย่ายายตาเราทำกัน

น้ำใจเป็นตัวตั้งดั่งหลักหมุด
บริสุทธิ์สัตย์ซื่อถือตั้งมั่น
น้อมธรรมะนำทางมานานวัน
แต่เราบั่นวิถีไทยไม่ไยดี

อันนานาวิกฤติชาติที่ก่อเกิด
เพราะเตลิดหลงทางอันบัดสี
มุ่งมัวเมาโลกียะสุดอัปรีย์
แม้ภูมีท้วงเตือนไม่เชื่อฟัง

ถึงวันนี้ผองไทยจงได้คิด
ทบทวนทางเดินผิดแต่หนหลัง
นำเกษตรสานต่อหล่อเลี้ยงคลัง
ให้ไทยยั่งยืนหยัดพัฒนา

ธีรเดช คำบุญชู
๒๓/๕/๕๕

ปล. บันดาลใจจากบทกวี “เกษตรศักดิ์” ประพันธ์โดย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

555000006390401

กสิกรรมวิถีพุทธ

.

.

ได้ยินกันมาเยอะแล้วว่าทำเกษตรต้องพอเพียงพึ่งตน ซึ่งก็คงจะไม่นำมาย้ำซ้ำที่นี่อีกเพราะผมเองก็รู้สึกเฝือเต็มทนแล้วเหมือนกัน แต่ก็มีประเด็นสำคัญอยู่อย่างที่ไม่อยากให้ละเลยกันไป เพราะจากประสบการณ์ของตัวเอง การที่เราจะเดินไปสู่จุดนั้นได้ต้องมีฐานคิดทางพุทธศาสนาคอยประคับประคองค้ำยันไว้พอสมควรอยู่เหมือนกัน เท่าที่นึกได้ทันทีขณะนี้ก็คือ “มักน้อย-สันโดษ” (สองคุณลักษณะนี้ปรากฏอยู่ใน “วรรณะ ๙” ของพุทธศาสนาอันได้แก่ ‘อัปปิจฉะ’ และ ‘สันตุฏฐิ’ สนใจก็ลองศึกษาหาเอาเองนะครับ)

“ความมักน้อย” ถ้าจะให้นิยามก็ตามพยัญชนะนั่นเอง คือ ชอบน้อย ๆ เอาไว้กับตัวเองให้น้อย ๆ ไม่ใช่ชอบของกระจุ๋มกระจิ๋มชิ้นเล็กชิ้นน้อยหรือพวกคิดเล็กคิดน้อยนะ น่าจะเป็นประเภทคิดใหญ่ที่แม้จะทำเล็ก แต่ให้ใคร ๆ เยอะ เอาไว้แต่น้อย อย่างนี้เสียมากกว่า ซึ่งการทำการเกษตรถ้ามีความมักน้อย เราจะนึกถึงตัวเองน้อยลง นึกถึงคนอื่นมากขึ้น วิธีการผลิตของเราก็จะเบียดเบียนน้อยลง ผลผลิตของเราก็จะมีคุณค่า มีคุณธรรม ผู้บริโภคที่รู้คิดย่อมไม่อยากให้สินค้าดีดีอย่างนี้หายไปจากท้องตลาด การเกื้อหนุนจุนเจือกันก็จะเกิดขึ้นเป็นประจำสม่ำเสมอไม่ขาดสาย

อีกคำคือ “สันโดษ” ความเข้าใจในสันโดษโดยทั่วไปจะออกไปทางปลีกเปลี่ยวเสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งไม่น่าจะใช่!?! อธิบายง่าย ๆ ด้วยวรรคทองที่คุ้นหูกันมานานว่า “จงพอใจในสิ่งที่ตัวเองมี” นี่แหละสันโดษ เพราะสันโดษคือความพอที่ใจ ด้วยไม่มีปัญญาบารมีพอที่จะอธิบายอย่างกระจ่างได้ จึงขอยกคำพระมาอรรถาธิบายแทนน่าจะถูกต้องเป็นประโยชน์กว่า ท่านสมณะโพธิรักษ์ได้เขียนไว้ในหนังสือ “วิถีพุทธ” เกี่ยวกับความสันโดษไว้ดังความตอนหนึ่งว่า

.

… ๔. เป็นคนใจพอหรือสันโดษ (สันตุฏฐิ) ได้แก่ คนที่ได้ฝึกหัดลดละความเสพความติดของตนลงมาตามลำดับ เช่น เราเคยกินวันละ ๓ มื้อ แล้วตั้งใจลดน้อยลงมากินวันละ ๒ มื้อ หรือเคยใช้เงินเดือนละห้าพัน ก็ตั้งใจลดน้อยลงมาใช้สามพันให้พอ เป็นต้น จนสามารถทำได้โดยภาวะจิตใจนี่แหละจะมีความเจริญขึ้นเป็น สันโดษ คือ ใจมันจะมี ความพอ กับสิ่งที่เป็นที่มี จะมีความทนได้ มีปัญญาฉลาดรู้ว่า ๒ มื้อ หรือ ใช้เดือนละสามพัน เราสามารถทำได้ พอ จริง ๆ และมีปัญญาเห็นผลดี เห็นจิตใจระงับ เห็นจิตใจไม่ต้องทน ไม่ต้องทุกข์ จิตสันโดษเพราะใจมันพอจริง ๆ เพราะมีปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในความหลงโลก และได้ลดละกิเลสตัวติดยึดตามโลกสำเร็จจริง …

.

ความก็อย่างที่ยกมา เกษตรกรที่สมาทานสันโดษ การยึดติดจะลดลง หยุดเป็น ยั้งได้ เป็นได้เช่นนี้เราก็จะไม่นำพาตัวเองเข้าไปสู่วังวนอุปถัมภ์ของใคร ปัญหาเดือดร้อนดิ้นรนในเรื่องหนี้สินหรือถูกเอารัดเอาเปรียบก็จะค่อย ๆ หายไปจากชีวิตของเกษตรกรได้ในที่สุด

จะว่าไปแล้วทุกหลักธรรมคำสอนสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ทั้งนั้น แต่ที่เน้นสองข้อที่ว่าเพราะเกษตรกรเราเป็นต้นทาง ทุกอย่างที่ออกจากมือเรามีผลกระทบกับทุกชีวิตทั้งทางตรงและทางอ้อม ฉะนั้น การให้ไปมากกว่าเอาไว้ประกอบกับความพอแล้วของจิตใจ จึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะเป็นหัวจักรลากจูงโบกี้ชีวิตเกษตรกรไปสู่จุดหมายได้โดยสวัสดิภาพทั้งตัวเราและใคร ๆ เขาที่ร่วมขบวน

ยากครับกับการอธิบายธรรมเพราะสภาวะเราไม่ถึง ก็เอาแค่พอถูไถแล้วไปขวนขวายขยายต่อกันเอาเอง มีตัวอย่างการเปรียบเทียบวิถีเกษตรที่คล้องคลอไปกับพุทธวิถีได้อย่างน่าสนใจ อาจจะด้วยเคยลงมือทำ จึงทำให้เข้าใจได้ง่าย เป็นบางช่วงบางตอนจากหนังสือ “น้ำหมักชีวภาพและจุลินทรีย์พื้นบ้าน” โดย ชุมชนสหกรณ์บุญนิยมราชธานีอโศก (สามารถหาซื้อได้ที่ ธรรมทัศน์สมาคม ครับ) หน้าที่ ๓๐ บอกไว้ว่า …

.

… พูดถึงการทำกสิกรรมธรรมชาติหลายคนที่ทำมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๐ ก็คงจะเหนื่อยและท้อถอยไปบ้าง จึงอยากจะนำเสนอการทำกสิกรรมธรรมชาติแบบพุทธโอวาทปาติโมกข์บ้าง กล่าวคือ เริ่มตั้งแต่ สัพพปาปัสสะอกรณัง ไม่นำสิ่งที่เป็นพิษลงไปในดิน ซึ่งจะทำให้สิ่งที่มีชีวิตในดินตาย โดยเฉพาะจุลินทรีย์ที่สร้างสรรค์สิ่งดีให้แก่ดิน แต่จะส่งเสริมสิ่งมีชีวิตที่สร้างความเสื่อมโทรมให้ดิน ดังนั้นเราต้องปราบอกุศลก่อน คือ จุลินทรีย์กลุ่มทำลายที่อยู่ในดินบริเวณนั้นก่อน โดยการเลิกนำสารเคมีทุกชนิดมาลงในพื้นที่ และนำจุลินทรีย์กลุ่มสร้างสรรค์มาครองพื้นที่แทน แล้วสรรพชีวิตในดินจะเปลี่ยนไปตามกระแสระบบวงจรการสร้างสรรค์ มิฉะนั้นแล้วปุ๋ยและอินทรียวัตถุที่ท่านนำมาใส่ลงดินก็เท่ากับขนเสบียงอาหารมาให้โจรร้ายขยายอาณาเขตและเพิ่มพลพรรคมากขึ้นไปอีก เปรียบเหมือนคนเราที่ตกอยู่ใต้อารมณ์ของกิเลสที่ถูกเร้าด้วยการโฆษณา การกระทำทุกอย่างแม้จะออกมาดูเหมือนดี แต่ก็เป็นไปเพื่อเสริมกิเลสให้โตขึ้น

พร้อมกันนั้นเราต้องทำ กุสลัสสูปสัมปทา ไปพร้อม ๆ กันด้วย กล่าวคือ ต้องนำสิ่งดีคืนสู่ดินด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมให้ดิน โดยการนำเอาอินทรียวัตถุที่เรามีในพื้นที่มาปกคลุมดินเพื่อป้องกันจุลินทรีย์จากการถูกแดดเผาตาย และปลูกพืชหมุนเวียนลงไปโดยไม่ต้องลงทุนไปขนอินทรียวัตถุจากแหล่งอื่น ซึ่งขอบอกว่า อาหารและแร่ธาตุในดินนั้นพอเพียงสำหรับพืช ถ้าไม่ถูกจุลินทรีย์กลุ่มทำลายแย่งไปกินเสียก่อน เมื่อเราสร้างระบบห่วงโซ่อาหารให้ดำเนินไปในทิศทางสร้างสรรค์และต่อเนื่อง นี่คือมรรควิธีที่จะเดินไปสู่ สจิตตปริโยทปนัง เนื่องจากเราเข้าใจผิดคิดว่า การทำกสิกรรมธรรมชาติคือไม่ทำอะไรเลย จึงเกิดทางสุดโต่ง ๒ ทาง คือ ทางหนึ่งเดินไปสู่เส้นทางของฤๅษี กล่าวคือ ไม่ทำอะไรเลย รอให้ดินผลิตอาหารและพืชขึ้นมาเอง อย่างดีก็แค่หว่านหรือหยอดเมล็ดลงไป รอให้ดินบันดาลผลเองและอดทนรอคอยเท่าที่จะรอได้ เมื่อรอไม่ไหวแล้วก็ตบะแตกจึงไปขนปุ๋ยและอินทรียวัตถุมาใส่ให้มาก ๆ โดยไม่รู้ว่ามีโจรคือ จุลินทรีย์กลุ่มทำลายนั่งยิ้มรอกินอินทรียวัตถุอยู่ เปรียบเหมือนเดินทางไปสายพระเจ้า คือ ไม่ฆ่าอกุศลก่อน มุ่งจะทำแต่กุศลให้มาก ๆ อาจจะดูดีแต่เมื่อหมดอุตสาหะทำดีลงเมื่อใด อกุศลก็จะกลับมาครอบครองหัวใจดังเดิม ถ้าเราเดินทางสู่มรรควิธีกสิกรรมแบบพุทธแล้ว เราก็จะมีอันหวังได้ว่าจะเจริญไปตามลำดับเท่าที่เราจะมีความเพียร…

.

พระพุทธองค์ทรงชี้แนะแนวทางแก้ไขปัญหาทุกปัญหาในโลกนี้ให้สำเร็จเสร็จสิ้นลงได้โดยใช้ อริยสัจ ๔ เป็นยุทธศาสตร์ แลใช้ มรรคมีองค์ ๘ เป็นยุทธวิธี ทบทวนดูทีสิว่า ดีแค่ไหนแล้วที่พุทธศาสนาได้หยั่งรากมั่นคงบนผืนแผ่นดินไทย บุญแค่ไหนแล้วที่เรามีองค์ภูมิพลคอยรดน้ำพรวนดินสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้ต้นกล้าประชาไทย

แล้วเราจะไม่เห็นคุณค่าแห่งรากธรรม มิหนำซ้ำยังปล่อยให้พระองค์ทรงเหนื่อยเปล่าได้ลงคอเลยเชียวหรือ?

.
……………
.

ปล.๑ นึกเขียนเรื่องนี้เพราะสภาพสังคมไทย ณ ขณะเขียน มันเกินจะแก้ด้วยวิธีทางโลกแล้ว วิถีธรรมจึงน่าจะเป็นทางรอดสุดท้ายของสังคม … ผมคิดอย่างนั้น
ปล.๒ ตัวผมเองสมาทานวิถีพุทธของ ‘อโศก’ ด้วยคล้องกับวิถีชีวิต กิจวัตร และถูกจริตตนเป็นสำคัญ มิได้ปฏิเสธพุทธกระแสหลักแต่ประการใด และขออภัยถ้าได้สร้างความขุ่นข้องหมองใจให้กับผู้ใด

.

ขนฟางเข้าสวน

.

ช่วงนี้บ้านสวนอยู่ในโหมดเตรียมรับหน้าแล้งครับ หลัก ๆ ก็มีซ่อมระบบน้ำ-เปลี่ยนท่อจุดต่อจุดเลี้ยวต่าง ๆ ที่ชำรุด และขนฟางเข้าสวนเพื่อใช้สำหรับคลุมดิน คำถามว่าแล้วทำไมต้องฟาง? อ.อุดม ศรีเชียงสา ท่านแจกแจงประโยชน์ของฟางไว้ดังนี้

๑. เป็นหัวปุ๋ยชั้นดีฟางอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส และไนโตรเจน ฯลฯ ถ้าหากเรานำฟางไปคลุมดินจะทำให้พืชผักเจริญเติบโตแข็งแรง ทนต่อศัตรูพืชได้เป็นอย่างดี ท่านที่ไม่ชอบฟางอาจทำให้ระคายผิวบ้างจึงหันไปใช้มูลวัวมูลควายแทน ท่านเคยสังเกตไหมครับว่าวัวควายกินอะไรพวกมันกินหญ้า กินฟาง ก็นำไปบำรุงร่างกายของมันทั้งหมด ส่วนที่เหลือก็ขับถ่ายออกมาซึ่งเป็นกากเดนของฟาง ประโยชน์ก็มีน้อย จึงมีผู้เปรียบเทียบเอาไว้ว่า มูลวัวมูลควาย ๑๐ ส่วนจึงจะเท่าฟาง ๑ ส่วน หรือเปรียบเทียบให้ชัดเจนเข้าไปอีกว่า ฟางเปรียบเหมือนรถมือหนึ่งหรือรถใหม่ มูลวัวมูลควายเปรียบเสมือนรถมือสอง ท่านจะเลือกเอาอะไร ฟางเป็นส่วนหนึ่งของแม่โพสพ (ข้าว) นอกจากฟางแล้วยังมีแกลบ รำ ละอองข้าว (คายข้าว) ทั้งหมดคือผลผลิตที่ออกมาจากข้าว เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อดินและมนุษย์เป็นอย่างมาก ถ้าหากชาวไร่ชาวนาหันมาใช้วัตถุดิบเหล่านี้แทนปุ๋ยเคมีแล้ว จะทำให้ประเทศไทยไม่ต้องสั่งซื้อปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศ ซึ่งทำให้เราขาดดุลการค้าอย่างมากมายมหาศาล

๒. ฟางช่วยปรับโครงสร้างของดินที่เป็นกรดหรือเป็นด่างให้เกิดความสมดุลในตัวของมันเอง ดินที่เป็นกรด (Acid Soils) หมายถึง ดินที่มีค่า PH ต่ำกว่า ๗.๐ ดินที่เป็นด่าง (Alkaline Soils) หมายถึง ดินที่มีค่า PH สูงกว่า ๗.๐ ไม่ว่าดินจะเป็นกรดหรือเป็นด่าง ถ้าหากท่านเอาฟางไปคลุมดินไว้ สิ่งเหล่านี้จะค่อยๆ หายไปเองทันที ช่วยรักษาหน้าดินตามธรรมชาติของดิน ถ้าหากไม่มีอะไรปกคลุมหรือกั้นเอาไว้ หน้าของดินจะเสื่อมสลายและสูญเสียไปกับสายลม น้ำ และแสงแดด ซึ่งจะทำให้ดินเป็นดินด้านอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าหากเรานำฟางไปคลุมดินเอาไว้ จะทำให้เกิดชั้นหน้าดินอีกทีหนึ่ง ช่วยคลุมหญ้าและวัชพืชต่างๆ เมื่อเรานำฟางไปคลุมหญ้าและวัชพืชหนาพอสมควร โดยไม่ให้อากาศหรือแสงแดดส่องถึงพื้นดิน จะทำให้หญ้าและวัชพืชเน่าเป็นปุ๋ยหมักตามธรรมชาติอย่างดี หลังจากนั้นเราก็จะสามารถแหวกฟางออกปลูกพืชผักต่างๆ ได้โดยไม่ต้องออกแรงมากนัก ฟางรักษาความชื้นให้แก่ดิน เป็นการสร้างดินให้มีชีวิต

๓. สร้างระบบนิเวศถ้าหากเราทำกสิกรรมที่ใช้ฟางเป็นหลักจะทำให้ประหยัดน้ำมากขึ้น ช่วยให้เกิดวัฏจักรชีวิตของสัตว์ที่มีประโยชน์ต่อดิน ตามธรรมดาดินที่ว่างเปล่าหรือดินโล้นจะเป็นดินป่วยดินดาน ดังนั้นถ้าหากเราปลูกพืชลงไป พืชผักก็จะอ่อนแอไม่เจริญเติบโต ศัตรูของพืชก็จะมาทำลาย แต่ดินที่คลุมด้วยฟางจะเป็นดินที่ร่วนซุยเพราะไส้เดือน จุลินทรีย์และสัตว์ต่างๆ ช่วยกันพรวนดิน ดินที่คลุมด้วยฟางก็จะเป็นอาณาจักรของสัตว์ต่างๆ เพราะระบบนิเวศวิทยาอุดมสมบูรณ์ เช่น คางคก แย้ จิ้งเหลน แมงมุม ฯลฯ การระบาดของแมลงศัตรูพืชก็จะค่อยๆ หายไป โดยที่เราไม่ต้องไปใช้สารขับไล่แมลง ดังนั้นการทำลายชีวิตของสัตว์ต่างๆ ในไร่นา นอกจากจะผิดศีลธรรมตามหลักของพระพุทธศาสนาแล้ว ยังเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมที่เราอาศัยอยู่ให้เสื่อมลงไปอย่างน่าเสียดายเป็นที่สุด

อ่านฉบับเต็มได้ที่ “ฟางมีค่ากว่าทองคำ”

พักหลังนี่หนักไปทางตัดแปะเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่กว่าจะนำมาเสนอก็ผ่านการปฏิบัติด้วยตัวเองมาระดับหนึ่งแล้ว ซึ่งเห็นว่ามีประโยชน์จึงเอามาแบ่งปัน จริง ๆ เรื่องพวกนี้คนที่สมาทานวิถีเกษตรธรรมชาติน่าจะได้อ่านผ่านตา ได้ลองทำผ่านมือมากันจนช่ำชองแล้ว ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร

นอกจากการคลุมดินแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผักหวานป่าปลูกใหม่ “ร่มเงา” เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้ระบบราก บ้านสวนเราปลูกผักหวานแซมไปกับต้นลำไย ซึ่งจริง ๆ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่เผอิญว่าเราทำลำไยต้นเตี้ยนี่สิ แล้วจะเอาร่มเอาเงาจากที่ไหนมากางให้ผักหวาน?!?

“แสลน” คือคำตอบครับ ไม่จำกัดสไตล์ ทำอย่างไรให้กรองแรงแดดได้ คิดเอาเอง

ไม่มีแสลน ไม่มีสตางค์ ใช้ทางมะพร้าวแทนได้ 🙂

.
.
……………
.

.

บันทึกสวน มกราคม ๒๕๕๕
.

๑. หยอกล้อเล่นหัวกันมาหลายปีจึงได้บทสรุปสำหรับสวนนี้ว่า ควรปลูกผักหวานป่าหลังฝนครับ ตั้งแต่พฤศจิกายนเป็นต้นไป อากาศแห้งพอดี ความชื้นในดินพอเหมาะ เรียกว่าพอฉ่ำฉ่ำไม่เฉอะแฉะ ปลูกหน้าฝนเหมือนชาวบ้านเค้า ร้อยทั้งร้อยตายเรียบ! น้ำเยอะเกิน รากเน่า-รากินหมด

๒. ผักหวานป่าต้นนี้ผ่ามาออกลูกเดือนมกราคม?!? จากปกติที่ต้องเป็นเมษายน การปรับเปลี่ยนวงรอบชีวิตของบางไม้ในสวน เตือนเราให้ตะหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพลมฟ้าอากาศที่นับวันจะรุนแรงและใกล้ตัวเราเข้ามาทุกที ทางรอดทางเดียวของเกษตรกรในวันนี้และวันข้างหน้าก็คือ การกลมกลืนและถ้อยทีถ้อยอาศัยกับธรรมชาติ ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาเอาชนะคะคานกันเฉกเช่นปัจจุบัน

เพราะนี่ไม่ใช่โลกใบเดิมที่เราคุ้นเคยกันอีกต่อไปแล้ว…

.
……………
.

แก้ไขเพิ่มเติม – ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕
.
๑. อาจมีข้อสงสัยว่าลำไยทรงเตี้ยเป็นอย่างไร? มาชม อ.พาวิน มะโนชัย จาก ม.แม่โจ้ เฉลยครับ 🙂


๒. เผื่อใครสนใจ, ผมเคยเขียนถึงการตัด-แต่งกิ่งลำไยของบ้านสวนเอาไว้ที่ http://www.onopen.com/teeradejk/09-12-08/5178
.

นำร่อง-สอดราก

.


ยังคงวนเวียนอยู่กับผักหวานป่า ด้วยยังไม่แจ่มแจ้งกับไม้ชื่อนี้มากนัก สนุกกับการทดลองทำตามคำบอกเล่าที่ผ่านหูผ่านตา พอเห็นว่าได้ผลเลยอยากนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน สวนเราให้ความสำคัญกับไม้ชนิดนี้เพราะปัจจัยเรื่องดินครับ ผลการตรวจสอบข้อมูลชุดดิน ช่วยเรากำหนดรูปแบบและทิศทางของสวนได้มาก “ดินที่นี่ไม่เหมาะทำการเกษตรควรปล่อยไว้เป็นป่า” สวนเราจึงเน้นไม้ยืนต้นมากกว่าผักพืชล้มลุก ผักหวานป่าจึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพพื้นที่มากที่สุด

วิธีการปลูกผักหวานป่าแบบนี้ผมเรียนรู้จากคุณอำนวย คลี่ใบ เจ้าของสวนผักหวานป่าจากจังหวัดแพร่ครับ ผมเรียกเอาเองว่าปลูกแบบนำร่อง-สอดราก คร่าว ๆ คือวิธีนี้ไม่ต้องเตรียมหลุมปลูก บ่มเมล็ดจนรากงอกประมาณ ๑ นิ้ว จะปลูกตรงไหนก็ใช้เหล็กแทงลงดินเป็นการนำร่อง แล้วจึงสอดรากเมล็ดผักหวานข้างต้นลงไป บีบโคนรากเบา ๆ ให้ดินกระชับ กดเมล็ดอย่าให้มิด หาหญ้าฟางมาคลุม ปักไม้หมายจุดไว้เป็นอันเสร็จ

แล้วอะไรคือเหตุผลของวิธีปลูกแบบนี้ ให้คุณอำนวยเล่าเองจะดีกว่า …

การใช้เหล็กแทงดินให้เกิดรูนำร่องช่วยให้รากผักหวานป่าสามารถหยั่งลงดินในระดับลึก ซึ่งหากไม่มีเวลารดน้ำในช่วงฤดูแล้ง ผักหวานป่าก็สามารถดูดซับน้ำจากดินในระดับลึกได้ หากไม่มีการทำรูนำร่อง รากผักหวานป่าที่ชอนลงในดินอาจชอนไปสะดุดก้อนหินขนาดเล็กหรือดินแข็ง ทำให้ทิศทางการชอนของรากเบี่ยงเบนไปทางด้านข้างระดับผิวดิน ทำให้รากอยู่ในระดับตื้น เมื่อถึงฤดูแล้ง ความร้อนที่ผิวดินจะเป็นสาเหตุให้รากผักหวานป่าเหี่ยวแห้งเพราะไม่สามารถหาน้ำในระดับผิวดินที่แห้งได้ และผักหวานป่ามักจะตายในช่วงนี้

และด้วยวิธีนี้ .. เมื่อลองทำดูก็พบว่าได้ผลจริง

.
เริ่มที่บ่มเมล็ดในแกลบดำจนรากงอกแต่ในรูปนี่ยาวไป ให้รากยาวประมาณหนึ่งนิ้วกำลังดี

ใช้เหล็กเส้นขนาด ๒ หุน ยาวประมาณฟุตหรือมากกว่า แทงดินเป็นรูนำร่อง ถ้ารูใหญ่กว่านี้รากอาจไม่กระชับกับดินทำให้รากฝ่อได้

สอดรากลงรู กดเมล็ดให้จมประมาณสองในสาม เพราะถ้าลอยมากเมล็ดก็เฉาหรือจมมิดเมล็ดก็เน่า อย่าลืมบีบโคนรากให้กระชับดินด้วย

ถ้าผ่านด่านหอยทาก ไส้เดือน จิ้งหรีดที่ชอบมากัดกินยอดหรือต้นอ่อนได้ก็เจอกัน

.

ช่วงปีสองปีที่ผ่านมากระแสผักหวานป่าจัดได้ว่าแรงมาก ซึ่งประโยชน์อย่างหนึ่งของกระแสนี้ก็คือ เกิดการสั่งสมและเผยแพร่ภูมิปัญญาในการปลูกผักหวานป่าในรูปแบบและวิธีการต่าง ๆ แต่อีกด้านก็ส่งเสริมให้คนละโมบมากขึ้น ด้วยราคาค่าตัวที่สูงเพราะซัพพลายที่น้อย แต่ในอนาคตก็จะเหมือนพืชตัวอื่น ๆ ที่แห่ปลูกตามกันไป น่าเสียดาย..เราเรียนรู้ที่จะเอาชนะข้อจำกัดและอุปสรรคในการทำการเกษตรได้มากมายอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ไม่เคยถอดบทเรียนและเรียนรู้ที่จะเอาชนะความมักมากในจิตใจตัวเองได้สักที

ตัวผมเองไม่ใช่ชาวสวนที่หัวก้าวหน้านักเพราะไม่รักที่จะเสี่ยง แต่ที่ผ่านมา.. วิธีคิดเช่นนี้มันช่วยเสริมภูมิคุ้มกันชีวิตได้อย่างดีทีเดียว

.


นี่เป็นสภาพแปลงเพาะหลังคัดเมล็ดไปปลูกแล้ว เวลาผ่านไป.. เมล็ดที่หลงหูหลงตาก็พากันงอกออกมาให้เห็น ไม่แน่ใจว่าจะมีชีวิตรอดไปได้นานแค่ไหน ก็คอยดูกันไป อาจจะพบวิธีปลูกใหม่ ๆ อีกวิธีหนึ่งก็ได้ ใครจะไปรู้

.

ท้ายนี้ .. ผมมีวีซีดีการปลูกผักหวานป่าของคุณอำนวย คลี่ใบ ที่สอนให้ผมรู้จักการปลูกและดูแลผักหวานป่า รวมไปถึงวิธีดูแลชีวิตไปพร้อม ๆ กัน ใครสนใจก็ส่งชื่อ-ที่อยู่มาทางอีเมล์ได้เลยครับ ผมจะสำเนาส่งไปให้ ไม่คิดค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ไม่มีปัญหา copyright ครับ การเผยแพร่นี้ถือเป็นธรรมทาน 🙂

.

do-nothing

.

“…สิ่งที่ผมมุ่งหวังคือ การทำเกษตรด้วยวิธีที่เป็นธรรมชาติและน่าพึงพอใจ ซึ่งส่งผลให้งานง่ายขึ้น ยิ่งกว่าหนักขึ้น วิธีคิดของผมก็คือ “ลองไม่ทำสิ่งนี้ดูซิ ลองไม่ทำสิ่งนั้นดูซิ” ผมได้มาถึงข้อยุติที่ว่า ไม่จำเป็นต้องไถพรวนดิน ไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมี ไม่จำเป็นต้องทำปุ๋ยอินทรีย์ ไม่จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าแมลง เมื่อคุณปฏิบัติจริง ๆ ดู คุณจะพบว่ามีวิธีการทางเกษตรกรรมไม่กี่อย่างเท่านั้นที่มีความจำเป็น” (สู่เกษตรกรรมแบบไม่กระทำ : มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ)

.

อ่านแล้วก็กลับมาทบทวนชีวิตตัวเอง ตั้งแต่การเริ่มต้นในครรลองเดียวกันกับเกษตรกรส่วนใหญ่ทั่วไป ปุ๋ยยาสารพัดถูกอัดฉีดจนอ่อนแอทั้งคนและต้นไม้ พอสบโอกาสได้เลี้ยวเข้าสู่ทางเลือกใหม่ในการลด-ละ-เลิกใช้สารเคมี ชีวิตก็ยังถูกรั้งไว้ด้วยการคิดค้นทดลองสูตรสมุนไพร ฮอร์โมน น้ำหมักชีวภาพต่าง ๆ สารพัดสารพัน คิด ๆ ดูแล้วหนทางนี้ที่แม้จะสะอาดและปลอดภัยกว่า แต่ก็ยังเป็นการดัดแปลงแทรกแซงธรรมชาติอยู่ดี

แล้วถ้าเราเลือกที่จะไม่ทำ … เลือกที่จะเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติล่ะ?

ผมอาจจะคิดและรู้สึกเพี้ยน ๆ ไปเองก็ได้ว่า หลากหลายรูปแบบการเกษตรที่แตกแขนงมาจากแนวคิดเกษตรธรรมชาตินั้น (อินทรีย์ ไร้สาร ปลอดสาร ออแกนิกส์ ฯลฯ) ล้วนแฝงไว้ด้วยความต้องการเอาชนะธรรมชาติทั้งสิ้น น่าจะด้วยเหตุผลเดียวที่อธิบายได้ในตอนนี้ว่า เราไม่ไว้วางใจว่าใครจะทำได้ดีไปกว่าตัวเรานั่นเอง…

อยากจะยกตัวอย่างที่ดูจะไม่เกี่ยวข้องกันนัก แต่ก็น่าจะเทียบเคียงกันได้ คือหลัง ๆ มานี้พอเข้าหน้าฝนของทุกปี เราก็จะเฮโลกันไปปลูกป่า ปลูกต้นไม้ นัยว่าเพิ่มพื้นที่สีเขียวลดภาวะโลกร้อน แต่ปลูกเสร็จแล้วเราก็กลับมาบริโภคทรัพยากรกันอย่างไม่บันยะบันยัง เผาผลาญพลังงานกันอย่างบ้าคลั่งเหมือนเดิม!?! เช่นกันกับเกษตรทางเลือกในชื่อต่าง ๆ เราเลือกใช้วิธีธรรมชาติแทนสารเคมีในการเร่งรัดอัดฉีดและอารักขาพืช-สัตว์ เพียงเพื่อวัตถุประสงค์ในการเพิ่มผลผลิตเหมือนเดิม

วิธีทำเปลี่ยน แต่วิธีคิดไม่ได้เปลี่ยนไปเลย…

.

.

ปีนี้สวนยื้อเวลาตัดหญ้ามาจนถึงห้วงท้ายปลายฤดูฝน เหนื่อยมากขึ้นกว่าปีก่อน ๆ เยอะ ด้วยต้องคอยระวังชีวิตเล็ก ๆ ที่กำลังเติบโตอยู่ใต้พงหญ้ารก จากเมื่อสี่เดือนก่อนที่หยอดเมล็ดผักหวานป่าทิ้งไว้ให้อยู่ในความดูแลของธรรมชาติ แรกแหวกแพหญ้าหนาทึบแล้วเห็นเมล็ดไม้เติบใหญ่แข็งแรงก็ยิ้มกับตัวเองด้วยสมใจ นับเป็นอีกข้อสงสัยที่ได้รับการพิสูจน์แล้วกับการเกษตรแบบไม่กระทำของลุงฟู

.

.

สำคัญกว่านั้น การนอบน้อมและวางใจให้ธรรมชาติ ทำให้ชีวิตได้กลับมาห่วงใยดูแลอีกหลายชีวิตอันเป็นที่รักได้อย่างเต็มกำลัง จนที่สุดแล้วเราจะไม่ต้องเพาะปลูกดูแลอะไรในไร่ในสวนอีก แต่ขยับขยายออกมาปลูกความปรารถนาดีให้คนใกล้ชิด กระทั่งคนรอบข้างห่างไกลเท่าที่แรงและเวลาจะอำนวย

.

ที่นั่น (น่าจะ) มีคำตอบ

.

ความที่ผมเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ค่อนไปทางแย่ มีความเป็นปัจเจกสูง เต็มไปด้วยอัตตา และขี้เกียจ หลากหลายปุจฉาที่ผ่านเข้ามาจึงไม่ได้รับคำวิสัชนาอันเป็นที่พึงพอใจกลับไปจากบ้านสวนหลังนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำถามที่เกี่ยวกับเทคนิควิธีการทางการเกษตรต่าง ๆ

ทั้งหลายทั้งปวงก็ด้วยเหตุผลส่วนตัวที่เห็นว่า “วิธีคิด” สำคัญกว่า “วิธีทำ”

จึงขอชดเชยการละเลยไม่ใส่ใจในบางคำถามด้วยแหล่งเรียนรู้ที่คิดว่าเป็นประโยชน์ที่สุดเท่าที่เคยผ่านตามาบนโลกเสมือนใบนี้

หนึ่ง, เป็นชุมชนออนไลน์ทางการเกษตรที่ดูอบอุ่น มีการแลกเปลี่ยน แบ่งปัน มีชีวิตชีวาและความเคลื่อนไหว เหมาะเป็นคู่คิดสำหรับการเริ่มต้น อีกหนึ่ง, เป็นเหมือนแหล่งรวมเคล็ดวิชา ถ่ายทอดเทคนิควิธีทางการเกษตรที่พยายามผสมผสานธรรมชาติกับวิทยาศาสตร์เข้าไว้ด้วยกัน เหมาะกับใครก็ตามที่รักในการเรียนรู้ทดลอง ที่สำคัญก็คือทั้งคู่ตั้งมั่นบนฐานคิดของการพึ่งพาตนเอง

สองที่ที่ว่านี้น่าจะตอบบางคำถามของหลาย ๆ ใครได้บ้าง …ไม่มากก็น้อย

.
.

ลาด-ลุ่ม-ลึก

.

.

บ้านสวนปลายกรกฎาฯ หลังฟ้าเพิ่งจะหมาดจากหยาดฝน ขอบันทึกสั้น ๆ ไว้ว่า “…ขี้เกียจครับ…” ประโยคนี้ผมตีความเอาจากหนึ่งในแนวคิดเกษตรธรรมชาติของลุงฟูนั่นก็คือ “do nothing” ซึ่งผลที่ได้ก็ความรกเรื้ออันแสนงดงามอย่างที่เห็น ใต้ดงพงหญ้าหนาทึบนี้ได้ฟูมฟักชีวิตน้อย ๆ ของบางพืชพรรณ หนึ่งในนั้นเป็นผักหวานป่าที่ผมหยอดเมล็ดทิ้งไว้โดยไม่ใส่ใจมาตลอดสองเดือนเต็ม “เก่งจริงก็ต้องโผล่หน้าขึ้นมาทักทายกันให้ได้” ผมคิดของผมอย่างนี้ ฉะนั้นมารอดูกันว่าธรรมชาติจะจัดการกันเองอย่างที่รับรู้กันมาหรือเปล่า

การเดินทางบนวิถีเกษตรธรรมชาติเป็นการเดินสวนทางกับเกษตรกรโดยทั่วไปที่ต่างมุ่งมั่นสู่ยอดเขาสูง ในการเดินขึ้นแต่ละก้าวนั้นต้องใช้พละกำลังมากมาย ง่ายต่อการเหนื่อยล้า ทายท้าต่อการบาดเจ็บและสูญเสีย ด้วยสายตาที่จับจ้องแต่ยอดภู จิตใจที่จดจ่อสู่ยอดเขา จึงละเลยอุปสรรคและภยันตรายที่รายรอบตัว ทั้งหินลอยกรวดลื่น ขอนไม้ไหน่หนามตามรายทาง เราจึงพบเห็นการก้าวพลาด เดินสะดุด ลื่นไถลของผู้เลือกเดินบนวิถีนี้อยู่เนือง ๆ สุดท้ายเพียงเพื่อขึ้นไปพบว่า จุดสูงสุดยอดของภูนั้นมีแต่ความว่างเปล่าและลมแรง …

ผิดกับผู้ย่ำเดินบนวิถีธรรมชาติที่เลือกจะเดิน ลาด ลงสู่ที่ต่ำอย่างมีสติระแวดระวัง อาจจะดูแล้วเชื่องช้าแต่ทุกก้าวหยั่งมั่น สายตาแลต่ำและมองรอบ มือไม้คอยเหนี่ยวยึดเถาวัลย์พรรณไพรไว้พยุงยามล้มลื่น ทีละก้าว ๆ จนสุดทางลาดสู่ที่ ลุ่ม ชุ่มอุดม

ผมเองในวันนี้ได้เดินลงมายืนบนที่ลุ่มนี้ได้พักใหญ่ ค่อย ๆ เก็บเกี่ยวดอกผลจากความอุดมไว้พอเลี้ยงชีวิต เหลือแต่เพียงพาตัวเองไปสู่วิถีแห่งความลุ่ม ลึก ของธรรมชาติ ความลึกที่เอื้อเฟื้อต่อทุกชีวิต และความลึกนี่เองที่เอื้อให้เกิดการเผื่อแผ่ระหว่างกันของเพื่อนมนุษย์ เสมือนรากไม้ที่แตกแขนงแผ่ขยายออกไปไม่หยุดยั้งแลยังประโยชน์ให้หลากชีวิตทั้งบนดินและใต้ดิน

ก็อย่างที่ทราบ, เรื่องเหนือฟ้าใต้ดินทำนองนี้มองเห็นกันไม่ได้ง่าย ๆ แต่ของอย่างนี้ใครทำ ใครก็ได้ และรับรู้ได้กับตัวเองเท่านั้น อาจเป็นด้วยอายุอานามที่มากขึ้น การเดินลงสู่ที่ต่ำอย่างนี้เลยถูกเท้าเข้าทางและพอเหมาะพอเจาะกับสังขารตัวเป็นที่สุด …

.

หมายเหตุ: ‘ลุงฟู’ เป็นนามที่ผมเอ่ยถึงอย่าง (แอบ) สนิทสนมของ ‘มาซาโนบุ ฟูกุโอกะ’ ชาวนาธรรมดา ๆ คนหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น

.
.

ชื่นใจ

.

ผมสัมผัสได้ถึงความสุขมากมายจากตัวอักษรเปี่ยมฝันเหล่านี้ แอบดีใจเสียด้วยซ้ำที่ทั้งเขาและเธอเลือกที่จะมาเคาะประตูบ้านทักทาย นึกถึงตัวเองเมื่อแรกรู้จักวิถีเกษตร ประกายแรกถูกจุดขึ้นตอนทำงานพัฒนาบนดอยสูง ‘สล่าอาจา’ ครูคนแรกกับที่ทำกินขนาดพอเหมาะพอดี ไม่เล็กไม่ใหญ่แค่ตามองทั่วตีนเดินถึง แต่สามารถเลี้ยงตัวและครอบครัวได้อย่างมีความสุข

ชีวิตที่ดำรงอยู่อย่างสุขสงบเช่นนี้ เกิดจากการรู้จักตัวเอง รู้ความต้องการที่แท้ของตนบนฐานของความจำเป็น, ไม่ใช่ความอยาก นั่นคือสิ่งที่ผมเรียนรู้และนำมาปรับใช้กับชีวิต

เกษตรกรรมไม่ใช่อาชีพครับ, แต่เป็นวิถีชีวิต วิถีที่เป็นส่วนหนึ่งของสมดุลแห่งโลกที่คอยถ่วงความโลภโมโทสันไม่ให้โน้มหนักจนเกินไป โดยพื้นฐานแล้วเกษตรกรรมคือการให้ เป็นการเอื้อเฟื้อแบ่งปัน เพราะเกษตรกรรมสรรค์สร้างปัจจัยพื้นฐานในการดำรงอยู่ของชีวิต การทำการเกษตรที่แท้จริง-ที่อิงแอบแนบชิดกับธรรมชาติจะช่วยให้เราไม่วิตกกังวลเรื่องการกินการอยู่ เราจึงมีเวลาเหลือเฟือที่จะคิดและทำสิ่งดีดีให้กับตัวเอง ครอบครัว ชุมชน ไปจนถึงประเทศชาติ

ไม่ว่าคุณจะยืนอยู่ตรงจุดไหน เพียงมองข้ามมูลค่าเราก็จะเห็นคุณค่า ไม่จำเป็นหรอกครับที่ต้องปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ เพียงปลูกความรักและปรารถนาดีต่อกัน ทนุถนอมจนเติบใหญ่ให้ประโยชน์ เราก็จะได้รับเกียรติให้เป็นเกษตรกรกันโดยถ้วนหน้า

ทั้งหมดนี้เป็นเนื้อแท้ของความรู้สึกและความเข้าใจที่ผมมีต่อคำว่า “เกษตรกรรม”

รู้สึกชุ่มชื่นหัวใจอย่างบอกไม่ถูกเมื่อความคาดหวังที่ว่า “อยากให้คนไทยรักที่จะเป็นเกษตรกรกันมาก ๆ” (จาก about) ปรากฏเป็นจริง ขออนุญาตนำเอาความฝันอันสวยงามเหล่านี้มาชโลมบล็อกให้ชุ่มฉ่ำ เหมือนสายฝนที่โปรยปรายลงมาจูบดินอย่างดูดดื่มและเนิ่นนานเช่นเมื่อคืนวานที่ผ่านมา…

อ้อ! เกือบลืม…ถึงแม้จะเกิดการเรียนรู้และเข้าใจแล้วก็ตาม แต่ใช่ว่าจะคิดทำได้ทั้งหมด เพราะเงื่อนไขของแต่ละชีวิตย่อมไม่เหมือนกัน อย่ายึดติดหรือขึงตึงกับมันนะครับ

.

.
เชกูวารา
2007/05/03 at 6:38 pm

สวัสดีครับ พบบล็อกนี้เข้าโดยบังเอิญ ขออนุญาตติดตามเป็นแฟนประจำ เพราะหาเรื่องราวทำนองนี้และอ่านเข้าใจง่าย สบายใจ รื่นสลวยแบบนี้ได้ไม่ง่ายนัก

เรื่องของเรื่อง ผมกับคนที่คาดว่าจะเป็นเพื่อนคู่คิดในบั้นปลายวางเป้าหมายกันว่า สักวันหนึ่งหลังจากชดใช้หนี้ชีวิตเรียบร้อย และปฏิบัติภารกิจเพื่อตอบแทนให้ประเทศได้ตามควรแล้ว ก็จะผันตัวเองไปเป็นเกษตรกร และหวังใจด้วยว่าจะยังไม่แก่ไปซะก่อน เพราะไม่งั้นเรี่ยวแรงคงถดถอย

อย่างไรก็ตาม ผมตั้งใจกันอย่างแน่วแน่ว่าจะเลือกแนว “ทำมาหากิน” และ อิงแอบแนบเนื้อกับธรรมชาติให้มากที่สุด เพราะยังมีความเชื่ออีกเรื่องหนึ่งที่ต้องพิสูจน์ และจะลองทำอย่างสุดความสามารถในช่วงสุดท้ายของชีวิต (ที่เขียนมาทั้งหมดนี่ เป็นความมุ่งหมายเท่านั้น ทำได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ )

ตอนนี้เลยเริ่มศึกษาหาความรู้ด้านนี้ไปพลางก่อน และดูแล้วว่าจะได้คำตอบหลายเรื่องจากบล็อกนี้ครับ

ด้วยมิตรภาพ

จาก ทางเลือกของเกษตรกร
.

.

=y=
2007/06/17 at 9:46 pm

กำลังนั่งอ่าน Blog นี้เป็นรอบที่สอง เพราะผมก็กำลังจะทำสวนในสไตล์แบบนี้เหมือนกันครับ ช่วงนี้กำลังปรับแนวคิดของคนที่บ้านและหาข้อมูลเสริม (แถวบ้านผมชอบใช้ยาฆ่าหญ้ากันมากๆ)

ป.ล. กำลังนั่งดูคอนเสริต Rock for the Greatest King ที่ทางช่อง 11 เอามาฉายใหม่แล้วรู้สึก “อิน” ไปกับบทเพลงครับ นานๆจะได้เห็นศิลปินที่ผมชอบออกมาเล่นให้ดู ผมยังจำได้ตอนเรียนมหาวิทยาลัย เคยนั่งรถไปหาเพื่อนที่ราม แล้วให้เพื่อนพาไปเที่ยว Rock Pub แล้วก็เจอ Olarn นั่งเมาอยู่หน้าผับ ….

จาก อย่าเปลือยดิน
.

.

yimplex
2007/10/02 at 12:58 am

สวัสดีครับ ผมเองกำลังจะออกไปเป็นชาวสวนเหมือนกันครับ
ปกติตอนอยู่บ้านนอก ผมชอบเก็บผักข้างทางกิน อร่อยดี
ไม่ต้องไปซื้อหา ตอนนี้เก็บเงินมาได้จำนวนหนึ่งแล้ว กำลังจะไปซื้อ
ที่ดินที่ อ.ขลุง จันทบุรี ชอบเว็บของคุณมาก จะเข้ามาบ่อยๆนะครับ

จาก ข้าวแดงแดง แกงร้อนร้อน
.

.

แหม่ม
2007/10/12 at 12:26 pm

ขอบคุณมากค่ะ ตอบได้เร็ว ทันใจดีจัง ชาวสวนทำงานเร็วกว่าชาวเมืองซะอีก ชาวเมืองเขียนไป มันตอบมาเดือนหน้า

อยากบอกข้อมูลเพิ่มเติมเล็กน้อย เผื่ออาจมีประโยชน์ช่วยเหลือในการตอบ คือว่ามีที่ดินอยู่ 15 ไร่เป็นของพ่อ ซึ่งก็คงคุยกันได้ไม่ยากในการครอบครอง อยู่ที่จังหวัดนครนายกค่ะ

พ่อชวนไปดูมันหลายครั้งหลายครา แต่ปฎิบัติเสธความหวังดีมาตลอด จนตอนนี้อยากไปดูมันมากว่าหน้าตาเป็นยังไง รู้แต่ว่ามันปลูกหน่อไม้อยู่แค่นั้นค่ะ เป็นที่ของพ่อเอง ซึ่งพ่อก็เคยอยู่ที่นั่น รู้จักคนแถวนั้นพอสมควร มีญาติอยู่บ้าง แต่ดิฉันไม่รู้เท่าไหร่ คงต้องเริ่มไปรู้จักเร็วๆ นี้

ที่ดินมีแล้ว เงินก็พอมีบ้างเล็กน้อย แต่แรงงานนี่ไม่แน่ใจ เพราะไม่เคย แต่อยากลองดูเหมือนกัน

อยากทำกินและเหลือเผื่อขาย แล้วยังไงจะเข้าไปอ่านเรื่องทางเลือกของเกษตรกรนะคะ

ขอบคุณมากมากค่ะ สำหรับข้อมูล

แหม่ม

จาก บ้านสวนตอบคุณแหม่ม
.

.

k.kai
2008/11/27 at 11:54 pm

บ้านสวนสวยมากค่ะ อยากเปลี่ยนมาใช้ชีวิตแบบนี้มานานแล้ว
แต่ด้วยกำลัง ความเห็นที่ขัดแย้งและความกลัวของตัวเอง
ก็เลยต้องเก็บความฝันนี้ไว้
เมื่อไรที่เรียนหนัก ทำงานหนักก็มักคลายเครียดด้วยความฝันและความหวัง
บางทีอยากจะหนีไปที่ที่ไม่มีใครรู้จักและไปเริ่มต้นด้วยการเป็นเกษตรกรที่มีมือเปล่าไม่มีทั้งเงินและใบปริญญา
แต่ด้วยความห่วง ห่วงคนในครอบครัวคงจะผิดหวังน่าดู
ก็คงต้องรอวันที่พร้อมมากกว่านี้วันนั้นคงอีกไม่นาน
ขอบคุณนะคะที่เอารูปสวนสวยๆมาให้ดู
เป็นต้นแบบได้ดีทีเดียวและขอบคุณอีกครั้งที่ให้ได้ระบาย

จาก About

.

.
aura
2009/07/15 at 2:09 am

เพิ่งจะเปิดเจอเป็นครั้งแรกเพราะต้องการหาข้อมูลผักหวานป่า กำลังจะไปเริ่มต้นชีวิตชาวสวนเหมือนกัน โดยเริ่มจากศูนย์ จริง ๆ ตอนนี้กำลังต้องการกำลังใจมาก ๆ เนื่องจากมีความกลัวเข้ามาเกะกะในความรู้สึก ต้องขอบคุณสำหรับสิ่งดี ๆ ที่มีให้กับทุกคน นั่งอ่านตั้งแต่เมื่อวานเช้าจนเข้าสู่วันใหม่ สวนสวยมากเลยค่ะ ไว้จะมารบกวนอีก คงจะต้องขอคำปรึกษาจากคุณด้วย ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ…

จาก Change
.

.

lek.tanbet
2009/12/12 at 2:40 pm

เพิ่งจะเข้ามาที่นี่ค่ะ
อ่านแล้วรู้สึกดีมาก อยากร่วมแบ่งปัน
เล็กทำงานรับราชการ อยู่ใน อบต.ขนาดกลางแห่งหนึ่งในบ้านเกิด พ่อแม่พี่น้อง เครือญาติ รับราชการมากกว่าครึ่ง ไม่ร่ำรวยและไม่เคยหรูเลิศอย่างลูกคุณหนู แต่ไม่ยากลำบาก ปานกลางมาก ๆ เคยไปเรียน ไปทำงานในเมืองหลวงมา 8 ปี ได้ประสบการณ์ดี ๆ มามากมายโดยเฉพาะเรื่องความอดทน นำกลับมาใช้ที่บ้าน พ่อตายก็ได้มรดกที่นามา 1 ไร่ เมื่อปี 2548 ชีวิตไม่เคยทำนาเลย มีหน้าที่แต่เรียนหนังสือกับทำงานที่ตนรับผิดชอบเท่านั้น แต่ชอบชีวิตชาวนามาก ๆ แอบอิจฉาเพื่อนแถวบ้านเสมอ รู้สึกว่าชีวิตเขาช่างอิสระ ไม่มีข้อจำกัดอะไรเลย อยากไปไหน เวลาไหน ทำอะไรก็ได้ตามใจตลอด ก็เลยตั้งใจว่าจะทำนาเองให้ได้ อยากจะเป็นชาวนา รู้สึกว่าเป็นอาชีพที่ค้นพบความรู้สึกของตนเองแล้วว่า ทำแล้วจะมีความสุขที่สุด ก็เลยซื้อที่ดินใกล้เคียงสะสมเพิ่มอีก 2 งาน ในปี 2549 และในปี 2550 เริ่มปรับที่นา ขุดสระน้ำขนาดเล็ก 1 บ่อ ถมดิน 3 ครั้ง เพราะที่นาต่ำ น้ำท่วมถึงตลอดปีไม่มีแห้ง ลดน้ำไม่ได้ เพราะคนอื่นที่นาติดกันเขาแอบปันน้ำมาใส่นาตลอด หญ้าก็เยอะ ไถ 3 รอบก็ยังไม่ได้ดี เป็นอันว่าปี 2550 ไม่ได้ทำนา ก็ไม่ท้อนะ ปี 2551 เริ่มใหม่ คราวนี้แม่ช่วยเป็นพี่เลี้ยง ได้ข้าวมา 20 ถัง รู้สึกดีใจมาก ปี 2552 เริ่มปรับที่นาอีกครั้ง ถมดิน ทำคูใหม่ ให้กว้างและสูงกว่าเดิมในช่วงหน้าแล้ง พอฝนลงก็เอาไม้ผล พวกมะม่วง ชมพู่ มะยม สะเดา กล้วย มะพร้าวไปปลูก น้ำยังท่วมถึงอีก พอน้ำลดก็เกี่ยวข้าวได้ 38 ถังมากกว่าปีที่แล้ว 18 ถัง ดีใจมาก ต้นไม้ที่ปลูกไว้รอดตายครึ่งหนึ่งของที่ปลูกไว้ ปี 2553 ตั้งใจว่าจะปรับที่นาก่อนปลูกข้าวอีก แล้วก็จะเพิ่มการปลูกไม้ผลซ่อมแซมต้นที่ตาย ก็จะลองเลี้ยงไก่บ้าน และปลูกผักกินเองบ้าง อ๋อลืมเล่าให้ฟังว่า บ่อที่ขุดไว้ ได้ปลาช่อนมาทำกับข้าวหลายตัวเลย ปีนี้จะลองซื้อพันธุ์ปลามาปล่อยเพิ่มด้วย
ที่เล่ามานี้อยากบอกว่า เล็กใช้เวลาว่างจากงานประจำเท่านั้น ตอนเย็นบ้าง เสาร์อาทิตย์บ้าง แรก ๆ ทำไปเพื่อคลายเครียดจากการทำงานประจำ เพราะงานอบต.กับผู้บริหารท้องถิ่นที่วุฒิภาวะไม่ถึงเกณฑ์นี่เป็นอะไรที่บีบอารมณ์ความรู้สึกเหลือเกิน ทุกครั้งที่นายกฯพูดจะอ้างประโยชน์สุขของประชาชนและทำความดีแทนคุณแผ่นดินเสมอ แต่คนทำงานอย่างเราทราบดีว่าเบื้องหลังคำพูดที่เลิศเลอ คือผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง เล็กสำนึกบุญคุณเงินเดือนที่มาจากรายได้แผ่นดิน โดยการปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบกฎหมายอย่างเต็มกำลังความสามารถ แต่ก็เบื่อหน่ายในบางครั้ง และสามารถไปชาร์ตแบตเตอรี่ได้ที่นาทุกครั้ง เริ่มนับถอยหลังแล้วว่าจะทำงานอีก 15 ปี พอได้บำเหน็จดำรงค์ชีพรายเดือน จะลาออกมาเป็นชาวนาเต็มตัวเลย
การทำนา ปลูกต้นไม้ เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา ช่วยให้จิตใจดีขึ้นมาก ยกระดับความเป็นคนได้มาก ทุกวันนี้เล็กและสามีจะพาลูกสาว 2 คน ไปนาทุกวันหยุดเสมอ ปลูกฝังความเป็นคนให้ลูกทางอ้อม ลูก ๆ ไม่ดื้อเลย และรู้จักคิดมากกว่าเด็กในวัยเดียวกัน ไม่ได้โม้ แต่สังเกตุจากพฤติกรรมและคำพูดของเขาค่ะ
หากท่านผู้อ่านรู้สึกเบื่อหน่ายเวลาทำงาน ลองใช้วิธีนี้ไปคลายเครียดดูบ้าง นอกจากจะดีต่อสุขภาพแล้ว ยังดีต่อสังคมและประเทศชาติ ที่สำคัญ ได้เข้าใจว่าพ่อของแผ่นดินสอนให้เราเป็นคนได้อย่างลึกซึ้นจริง ๆ ค่ะ /ขอบคุณนะคะ แล้วจะเข้ามาเล่าให้ฟังอีก บ้าย บาย …

จาก เกษตรประณีต ๑ ไร่

.

.

House
2010/04/29 at 10:51 pm

สวัสดีครับคุณgolb

ติดตามอ่านตั้งแต่ยังเป็นมนุษย์เงินเดือนจน ณ เวลานี้เลิกชีวิตแบบนั้นแล้ว ปลีกตัวเองพร้อมคู่ขีวิต มาใช้ชีวิตสงบอยู่ในชนบท หลีกหนีความสับสน วุ่นวายของสังคมเมือง ท่ามกลางสายตา(ของญาติมิตร)ที่เป็นห่วง แต่ก็ไม่ได้ห้ามปรามอะไร ตอนนี้กำลังสร้างบ้าน ปรับพื้นที่ คงต้องออกแรงอีกมาก เพราะผืนดินผ่านการทำเกษตรเคมีมาอย่างโชกโชน พร้อมทั้งปรับวิถีการดำเนินชีวิตของตัวเองให้ช้าลง

คงจะได้เข้ามาแจมในเวปมากขี้น หลังจากทำตัวเป็นผู้อ่าน(อย่างเดียว)เสียนาน

สวัสดีครับ

จาก การเริ่มต้น
.

.

ปล. ขอบคุณทุกความคิดฝันและความพยายามที่เป็นแรงบันดาลใจในการเขียน

.

.