do-nothing

.

“…สิ่งที่ผมมุ่งหวังคือ การทำเกษตรด้วยวิธีที่เป็นธรรมชาติและน่าพึงพอใจ ซึ่งส่งผลให้งานง่ายขึ้น ยิ่งกว่าหนักขึ้น วิธีคิดของผมก็คือ “ลองไม่ทำสิ่งนี้ดูซิ ลองไม่ทำสิ่งนั้นดูซิ” ผมได้มาถึงข้อยุติที่ว่า ไม่จำเป็นต้องไถพรวนดิน ไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมี ไม่จำเป็นต้องทำปุ๋ยอินทรีย์ ไม่จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าแมลง เมื่อคุณปฏิบัติจริง ๆ ดู คุณจะพบว่ามีวิธีการทางเกษตรกรรมไม่กี่อย่างเท่านั้นที่มีความจำเป็น” (สู่เกษตรกรรมแบบไม่กระทำ : มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ)

.

อ่านแล้วก็กลับมาทบทวนชีวิตตัวเอง ตั้งแต่การเริ่มต้นในครรลองเดียวกันกับเกษตรกรส่วนใหญ่ทั่วไป ปุ๋ยยาสารพัดถูกอัดฉีดจนอ่อนแอทั้งคนและต้นไม้ พอสบโอกาสได้เลี้ยวเข้าสู่ทางเลือกใหม่ในการลด-ละ-เลิกใช้สารเคมี ชีวิตก็ยังถูกรั้งไว้ด้วยการคิดค้นทดลองสูตรสมุนไพร ฮอร์โมน น้ำหมักชีวภาพต่าง ๆ สารพัดสารพัน คิด ๆ ดูแล้วหนทางนี้ที่แม้จะสะอาดและปลอดภัยกว่า แต่ก็ยังเป็นการดัดแปลงแทรกแซงธรรมชาติอยู่ดี

แล้วถ้าเราเลือกที่จะไม่ทำ … เลือกที่จะเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติล่ะ?

ผมอาจจะคิดและรู้สึกเพี้ยน ๆ ไปเองก็ได้ว่า หลากหลายรูปแบบการเกษตรที่แตกแขนงมาจากแนวคิดเกษตรธรรมชาตินั้น (อินทรีย์ ไร้สาร ปลอดสาร ออแกนิกส์ ฯลฯ) ล้วนแฝงไว้ด้วยความต้องการเอาชนะธรรมชาติทั้งสิ้น น่าจะด้วยเหตุผลเดียวที่อธิบายได้ในตอนนี้ว่า เราไม่ไว้วางใจว่าใครจะทำได้ดีไปกว่าตัวเรานั่นเอง…

อยากจะยกตัวอย่างที่ดูจะไม่เกี่ยวข้องกันนัก แต่ก็น่าจะเทียบเคียงกันได้ คือหลัง ๆ มานี้พอเข้าหน้าฝนของทุกปี เราก็จะเฮโลกันไปปลูกป่า ปลูกต้นไม้ นัยว่าเพิ่มพื้นที่สีเขียวลดภาวะโลกร้อน แต่ปลูกเสร็จแล้วเราก็กลับมาบริโภคทรัพยากรกันอย่างไม่บันยะบันยัง เผาผลาญพลังงานกันอย่างบ้าคลั่งเหมือนเดิม!?! เช่นกันกับเกษตรทางเลือกในชื่อต่าง ๆ เราเลือกใช้วิธีธรรมชาติแทนสารเคมีในการเร่งรัดอัดฉีดและอารักขาพืช-สัตว์ เพียงเพื่อวัตถุประสงค์ในการเพิ่มผลผลิตเหมือนเดิม

วิธีทำเปลี่ยน แต่วิธีคิดไม่ได้เปลี่ยนไปเลย…

.

.

ปีนี้สวนยื้อเวลาตัดหญ้ามาจนถึงห้วงท้ายปลายฤดูฝน เหนื่อยมากขึ้นกว่าปีก่อน ๆ เยอะ ด้วยต้องคอยระวังชีวิตเล็ก ๆ ที่กำลังเติบโตอยู่ใต้พงหญ้ารก จากเมื่อสี่เดือนก่อนที่หยอดเมล็ดผักหวานป่าทิ้งไว้ให้อยู่ในความดูแลของธรรมชาติ แรกแหวกแพหญ้าหนาทึบแล้วเห็นเมล็ดไม้เติบใหญ่แข็งแรงก็ยิ้มกับตัวเองด้วยสมใจ นับเป็นอีกข้อสงสัยที่ได้รับการพิสูจน์แล้วกับการเกษตรแบบไม่กระทำของลุงฟู

.

.

สำคัญกว่านั้น การนอบน้อมและวางใจให้ธรรมชาติ ทำให้ชีวิตได้กลับมาห่วงใยดูแลอีกหลายชีวิตอันเป็นที่รักได้อย่างเต็มกำลัง จนที่สุดแล้วเราจะไม่ต้องเพาะปลูกดูแลอะไรในไร่ในสวนอีก แต่ขยับขยายออกมาปลูกความปรารถนาดีให้คนใกล้ชิด กระทั่งคนรอบข้างห่างไกลเท่าที่แรงและเวลาจะอำนวย

.

6 thoughts on “do-nothing

  1. ถ้าเกษตรเคมีเป็นฝากฝั่งหนึ่งของการทำเกษตรโดยไม่สนใจธรรมชาติ มีเพียงความโลภเป็นเครื่องนำทาง สารพัด สารพรรณ สารเคมี ที่ประเคนเข้าไม่ยังราก กิ่ง ใบ เพื่อกระตุ้นให้เกิดผลผลิตมากที่สุด โดยไม่รับรู้(หรือรับรู้แต่ตรูไม่สน) เลยว่าสิ่งเหล่านั้นจะสร้างผลกระทบทางลบใดๆกับพืชทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
    เกษตรธรรมชาติของลุงฟู ก็จะเป็นอีกฟากฝั่งนึงของการเกษตรหรือเปล่า คือการปล่อยให้ธรรมชาติได้ทำงานอย่างเต็มที่ตามศักยภาพเท่าที่มี
    ปัญหาคือสภาพของแต่ละพื้นที่ มีความอุดมสมบูรณ์ที่ไม่เท่ากัน ไม่ได้แย้งความคิดของคุณGolb แต่เห็นต่างในบางส่วน ที่เหมือนกันคงเป็นส่วนที่การให้โอกาสธรรมชาติได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ แต่ ในฐานะเกษตรกร ผมคิดว่าอะไรที่เราสามารถทำเพื่อส่งเสริม หรือสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมให้พืชได้เติบโต และออกดอกออกผล ตามควร ภายใต้เงื่อนไขว่าวิธีการเหล่านั้นต้องไม่เป็นการนำเอาสิ่งแปลกปลอมที่เป็นพิษแก่ คน สัตว์ และพืช เข้ามาใช้ สวนของผมเคยใช้สมุนไพร ไล่แมลงในระยะแรก แต่พอตัวหั้มตัวเบียน เข้ามารับไม้ต่อ ผมก็ถอยฉาก ส่วนของดินนั้นผมใช้แต่ปุ่ยหมัก ปุ๋ยคอก น้ำสกัดพด.2เพื่อเพิ่มจุลินทรีย์ที่เป็นมิตรกับต้นไม้ และการคลุมดินเป็นหลัก สารกระตุ้น ฮอร์โมนต่างๆเคยศึกษาเหมือนกัน แต่คิดเองว่าหน้าที่ดูแล บำรุงรักษาเป็นของเรา แต่หน้าที่ออกดอกออกผลเป็นหน้าที่ของต้นไม้ ถ้าเค้าพร้อมเค้าคงออกดอกออกผลมาเอง ถ้าเค้าไม่พร้อมเค้าคงไม่ออก ต่าง คน/ต้นไม้ ต่างทำหน้าที่ครับ

    ถือเป็นการแลกเปลี่ยนก็แล้วกันครับ

    เฮ้าส์

  2. @House

    แย้งได้ครับ, ยินดี🙂

    ผมเขียนในมุมของคนเฝ้ามองและเก็บเกี่ยว ปฏิบัติน้อยลงแล้ว แถวบ้านเค้าเรียกอยู่ตัวอะไรทำนองนี้ รู้สึกเหนื่อยที่จะบินสูง อยากบินต่ำ ลงลึกมากขึ้น กรณีของผมทำได้ง่ายเพราะเป็นสวนเล็ก ๆ ไม่ใช่ไร่นาที่การจัดการค่อนข้างซับซ้อนและเป็นกระบวนการ crop ขนาดใหญ่ timing ต้องชัดเจน จึงไม่ขอก้าวล่วงหรือเปรียบเทียบใดใดด้วยไม่สันทัด

    เห็นด้วยทั้งหมดกับปัญหาข้อจำกัดเรื่องสภาพพื้นที่และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสมดุล เพราะเคยผ่านมือมาแล้วแม้จะต่างรูปแบบและวิธี แต่อยากชวนคิดในเรื่องสิ่งแปลกปลอมที่ไม่น่าจะหมายถึงสารเคมีหรือสารพิษเท่านั้น คือผมไม่แน่ใจว่ามนุษย์เราแตกฉานในเรื่องจุลชีพ-จุลินทรีย์ต่าง ๆ มากน้อยขนาดไหน? สิ่งที่ตามองเห็นเรายังควบคุมลำบาก ประสาอะไรกับที่มองไม่เห็น

    ผมเริ่มกังวัลในเรื่องนี้มาได้ปีกว่า ๆ แล้ว พักหลังมานี้ผมจึงพยายามไม่นำปัจจัยอะไรจากภายนอกเข้ามาในสวน กระทั่งขี้วัวขี้ควายก็ตาม จุลินทรีย์ก็ใช้จุลินทรีย์ท้องถิ่นที่อยู่ในป่าในสวนนั่นแหละ ใช้เศษใบไม้ใบหญ้าในสวนเป็นปุ๋ยพืชสดอย่างเดียว ซึ่งมันก็เข้าทางของลุงฟู เลยนำมาพูดถึงในนี้บ่อยขึ้น การตีความของผมอาจจะผิดนะ เพราะอาศัยเพียงความรู้และประสบการณ์ที่มีกับตัวเท่านั้น เป็นการมองที่ใกล้ตัว ไม่รอบด้านเท่าไหร่

    ผมว่าเกษตรธรรมชาติเป็นวิถีชีวิตนะ ไม่ใช่แค่รูปแบบหนึ่งรูปแบบใดในการทำการเกษตรเท่านั้น ไม่ใช่ฟากไหนฝั่งใด แต่เป็นต้นธารจุดกำเนิด มนุษย์เราแตกแขนงวิธีการทำการเกษตรออกมามากมาย เพียงเพราะเรารู้สึกว่าสิ่งที่ธรรมชาติมีให้นั้น ไม่พอปาก ไม่ทันใจ

    หากเราทำลายตาน้ำเสียแล้ว จะหาน้ำใส สะอาด บริสุทธิ์จากที่ไหนมากินกัน?

    ยังอีกไกลครับและไม่รู้จะไปถึงหรือเปล่าที่จะหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เหตุเพราะอัตตาตัวโต อัตตาทำให้เกิดความสงสัย เมื่อสงสัยก็ต้องทดสอบทดลอง ความสงสัย-ไม่เชื่อนี่เองที่ผลักไสให้เราต้องไปยืนอยู่คนละฝั่งกับธรรมชาติอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว ผมเองยังอยู่ในวังวนนี้อยู่เลย มันจึงไม่เต็มปากเต็มคำนักที่จะบอกว่า “แค่ปลูกก็พอ”

    ก็เรียนรู้กันต่อไป…

  3. คุณธีคะ คราวนี้พี่ไป 16 วัน ได้ไปเห็นความเปลี่ยนแปลงของต้นไม้ที่ปลูกไว้เมื่อต้นเดือนต้นไม้ที่ปลูกไว้พี่ไม่ได้ใส่ปุ๋ยอะไรเลยนอกจากเศษใบไม้แห้งเท่านั้นถือว่าดีพอสมควร ทีนี้ก็รอดูกันต่อไปว่าถ้าแล้งแล้วจะเป็นอย่างไร เห็นแล้วก็ชื่นใจค่ะ ได้ไปถอนต้นหญ้ารอบๆโคนต้น กับตัดหญ้าบ้างมากองไว้ค่ะให้ช่วยปรับสภาพดินด้วย อย่างที่บอกคุณธีไว้ว่าที่ตรงนี้เคยปลูกสับปะรดสารเคมีค่อนข้างมากค่ะ คงจะต้องสู้กันสักตั้ง ขอบคุณมากนะคะสำหรับกำลังใจที่มีให้กับครอบครัวพี่

  4. บล็อกนี้อ่านแ้ล้วได้อะไร มากมายจริง ๆ ชอบสำนวนการเขียนของคุณมากค่ะ อ่านช้า ๆ แต่ละคำ แต่ละบรรทัด เก็บไปคิดแล้วได้อะไร ที่สะกิดใจตัวเองมากมาย เป็นนกน้อยกำลังฝึกบินค่ะ ยังไม่พร้อมบิน เพียงแต่เข้ามาหาข้อมูลเก็บเล็กผสมน้อย….ทิ้งท้ายว่า…ถ้าเรามัวแต่เดินตามรอยเท้าของคนอื่น ก็จะไม่มีวันมีรอยเท้าเป็นของตัวเอง และอะไร ๆ ที่ใคร ๆ ว่าดีและถูก บางทีมันอาจไม่จริงเสมอไป….ต้องเรียนรู้และทำมันด้วยตัวเองนะคะ สู้ ๆ ค่ะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s