โอกาสของกรมวิชาการเกษตรจากกรณีพืชอันตราย ๑๓ ชนิด

.

หมายเหตุ : ขออนุญาตทำซ้ำนะครับ ผมเขียนเรื่องนี้ไว้ตอนอธิบดีกรมวิชาการเกษตรคนใหม่โดนรับน้องซะอ่วมอรทัย เห็นเรื่องมันซาไป ไม่มีความเคลื่อนไหวของทั้งต้นเรื่องไปจนถึงผู้คัดค้าน ดูจะเป็นประเพณีปฏิบัติของคนไทยไปเสียแล้ว ที่เกษตรกรมักจะถูกนำไปเป็นข้ออ้างของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหรือของทั้งสองฝ่ายเสมอ ลงท้ายก็อีหรอบเดิมทุกที

.

………………

.

โอกาสของกรมวิชาการเกษตรจากกรณีพืชอันตราย ๑๓ ชนิด
ที่มา : http://www.onopen.com/teeradejk/09-03-05/4655

ผ่านมาหนึ่งเดือนเพิ่งจะมาเขียนเอาตอนนี้ คงจะยังไม่ตกขบวนกระมัง กับประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องบัญชีวัตถุอันตราย ฉบับที่ ๖ พ.ศ. ๒๕๕๒ โดยฝีมือการชงขมของกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ทำเอาขำกลิ้งตกกะไดกันไปทั้งแผ่นดิน อำกันขนาดที่ว่า ถ้าจะให้เมียต้มยำแกล้มเหล้าสักหม้อต้องไปขออนุญาตที่ไหน จะซื้อขิง ข่า ตะไคร้ ต้องมีใบสั่งจากกระทรวงหรือเปล่า เป็นอาทิ

คร่าว ๆ หลวงท่านสั่งมาว่า ให้ผลิตภัณฑ์จากชิ้นส่วนพืชซึ่งไม่ผ่านกรรมวิธีที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมี ๑๓ ชนิด อันได้แก่ สะเดา ตะไคร้หอม ขมิ้นชัน ขิง ข่า ดาวเรือง สาบเสือ กากเมล็ดชา พริก ขึ้นฉ่าย ชุมเห็ดเทศ ดองดึง และหนอนตายหยาก เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ ๑ บัญชี ข. !?!

.

.

.

.

ขำไม่ออกละสิทีนี้ เพราะสามอย่างในนั้นสวนเราก็ใช้อยู่นี่หว่า …

แต่จะอย่างไรก็ตาม ผมขอให้เครดิตกับประกาศฉบับนี้ก่อนเลยว่า เป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของกระบวนการขับเคลื่อนแนวคิดเกษตรยั่งยืนในประเทศไทย

ส่วนเรื่องการทักท้วงถ่วงดุลนั้นเป็นเรื่องดีครับ แต่อย่าตื่นตระหนกกันจนเกินเหตุ พลิกดูอีกด้านของเหรียญจะเห็นได้ว่า การป้องกันกำจัดศัตรูพืชโดยวิธีธรรมชาตินั้น เป็นที่ยอมรับของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนแม้จะไม่โดยดุษฎีก็ตาม พูดง่าย ๆ คือเถียงไม่ออก โดยเฉพาะกับบริษัทเอกชนที่ถึงขั้น panic เอาเลยทีเดียว เลยต้อง take action ผ่านไอ้ห้อยไอ้โหนในกรมกองจนเป็นเรื่องเป็นราวอยู่ในขณะนี้

ตื้นลึกหนาบางอย่างไรนั้น ผมไม่อาจทราบได้ แต่ในฐานะของผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ผมไม่เห็นว่าประกาศฉบับนี้จะเป็นยักษ์เป็นมารที่ตรงไหน ดูจะเป็นการสื่อสารที่ผิดพลาด ขาดการอธิบายถึงคำจำกัดความและวิธีปฏิบัติที่ชัดเจนเสียมากกว่า เมื่อกำหนดใจเป็นกลางแล้วรับฟังการอธิบาย ก็จะเข้าใจได้ไม่ยาก

ที่เขียนนี้อาจจะดูเป็นการสวนกระแสหรือจะว่าเห็นแก่ตัวก็ได้ เพราะชาวสวนอย่างผมผลิตสารสกัดสมุนไพรและฮอร์โมนไว้ใช้เองอยู่แล้ว จึงไม่อยู่ในขอบข่ายควบคุมของประกาศฉบับนี้

.

ส่วนตัวแล้วไม่เห็นด้วยเท่าใดนักกับการผลิตสารสกัดจากธรรมชาติเพื่อการค้า ทั้งในรูปวิสาหกิจชุมชนหรือผู้ประกอบการรายย่อยก็ตาม อาจจะมีบ้างที่จำเป็นต้องจ้างให้หมักหรือสกัดเพราะข้อจำกัดทางด้านแรงงานและวัตถุดิบ แต่ก็เป็นไปในลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัย จับจ่ายกันก็แค่ค่าวัตถุดิบ เลี้ยงข้าวเลี้ยงเหล้ากันไปตามเรื่องเท่านั้น ตัวอย่างก็ตัวผมเองนี่ละ นอกจากจะสกัดหรือหมักฮอร์โมนและสารขับไล่แมลงศัตรูพืชไว้ใช้เองแล้ว บางตัวบางสูตรที่ผมขาดวัตถุดิบ ผมจะใช้วิธี outsource โดยขอให้พี่น้องชาวสวนที่เขามีวัตถุดิบนั้นและทำใช้ในไร่ในสวนตัวเองอยู่แล้วช่วยทำเผื่อให้ด้วย เราเริ่มที่พบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันถึงผลดี-ผลเสียในการใช้ กระบวนการผลิต วิธีการใช้ แล้วทดสอบดูว่าสมุนไพรตัวนี้ใช้แล้วดี-ไม่ดีอย่างไร ลองผสมกับตัวนั้นดูแล้วจะแข่งหรือข่มฤทธิ์กันหรือไม่ อย่างไร จนได้สูตรที่เหมาะสมกับสวนตัวเอง (เป็นคนละกรณีกับการซื้อที่ทำสำเร็จแล้วมาใช้นะครับ)

บรรดาสารสกัดสมุนไพรหรือฮอร์โมนควบคุมการเจริญเติบโตของพืช ไม่ว่าจะผ่านกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์หรือไม่ก็ตาม ล้วนเป็นส่วนเกินของธรรมชาติแทบทั้งสิ้น เราใช้สมุนไพร ใช้น้ำหมักชีวภาพ เป็นตัวช่วยในการคืนความสมดุลให้ระบบนิเวศและสภาพแวดล้อมในแปลงเท่านั้น ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ไปตลอด เมื่อความสมดุลกลับมาเข้าที่เข้าทาง ความถี่และปริมาณในการใช้ต้องลดลงจนไม่ต้องใช้ในที่สุด นั่นคือ ธรรมชาติได้รับการฟื้นฟูจนสามารถกลับมาเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกับทุกชีวิตที่เข้ามาพึ่งพาอาศัยได้อีกครั้ง

เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วจะลงทุนค้าขายกันไปทำไมให้เสี่ยงกับการขาดทุนจากกำลังซื้อที่ลดลงในอนาคต

การก้าวเดินบนวิถีเกษตรธรรมชาตินั้น ควรดำเนินไปในลักษณะพึ่งพาตนเองและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน การขยายผลด้วยเครือข่ายความรู้น่าจะประสบความสำเร็จได้ยั่งยืนกว่าการส่งเสริมการขาย เพราะที่ใดที่มีผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง ถ้าบริหารจัดการไม่ดี มักจะลงท้ายที่ความขัดแย้งและล่มสลายไปในที่สุด

ในกรณีนี้ผมไม่เชื่อว่าการซื้อมาใช้จะเป็นการขยายผลให้มีการใช้สมุนไพรในการเกษตรกันอย่างแพร่หลาย ที่ผมเชื่อและมั่นใจก็คือ ไม่มีสูตรสำเร็จใด ๆ ในการทำการเกษตร ของอย่างหนึ่งจะเอาไปใช้ได้ในทุกเรือกสวนไร่นา มันเป็นไปไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นแล้วมันจะต่างอะไรกับสารเคมีที่โฆษณาขายกันเกลื่อนประเทศเล่า

.

ทุก ๆ อย่างรอบตัวเราเป็นวัตถุอันตรายได้ทั้งนั้นครับ ใบไผ่เรียวบาง ถ้าออกแรงพอเหมาะ จังหวะดีดี ก็กรีดผิวเรียกแผลได้ อยู่ที่เจตนาในการใช้ว่าจะก่อประโยชน์หรือให้โทษอย่างไร

และก็เป็น ‘เจตนา’ นี่เองที่ทำให้กรมวิชาการเกษตรลุกเป็นไฟอยู่ในขณะนี้ และดูเหมือนทุกคนจะตั้งธงไว้แล้วว่างานนี้มีนอกมีในอย่างแน่นอน ซึ่งอันนี้ก็ว่ากันไม่ได้ เพราะพฤติกรรมที่ไม่ชอบมาพากลแต่หนหลังมันติดหูติดตาผู้คนมาจนทุกวันนี้ การจะลบภาพที่ไม่ดีเหล่านั้นออกจากความทรงจำของคนไทยนั้น, ทำได้ครับ อยู่ที่ว่าจะทำหรือเปล่าเท่านั้นเอง และก็ไม่ได้เป็นการเพิ่มงานใหม่ให้แต่อย่างใด เป็นภารกิจที่กรมฯ ทำอยู่แล้วแต่ยังไม่เข้มข้นเท่าที่ควร มีอะไรบ้างไปดูกัน

๑. ต้องหลากหลาย กรมวิชาการเกษตรต้องนำเสนอทางเลือกให้เกษตรกรไม่ใช่ครอบงำหรือสั่งการ ปัญหาหลักของเกษตรกรทุกวันนี้ก็คือ ต้องแบกรับความเสี่ยงทั้งเรื่องของราคาผลผลิตและความแปรปรวนของสภาพลมฟ้าอากาศ การที่เกษตรกรมีทางเลือกที่หลากหลายนั้น นำมาซึ่งช่องทางของรายได้ที่หลายหลากเช่นเดียวกัน ยิ่งในสถานการณ์ที่การส่งออกมีปัญหาเช่นนี้ กรมฯ ต้องมองเรื่องนี้ให้กว้างครับ ต้องเพิ่มทางเลือกให้มากขึ้น ไม่ใช่วนเวียนอยู่แต่ ข้าว อ้อย หรือมันสำปะหลังเท่านั้น ลองเดินตลาดดูบ้าง จะได้รู้ว่าพืชผักผลไม้ไทยอะไรบ้างที่หายไป ส้มซ่า ส้มจุก ส้มจี๊ด มะปราง มะขวิด มะไฟ หรือจะพืชผักสมุนไพรพื้นบ้านพื้นถิ่น พันธุ์พืชต่าง ๆ เหล่านี้ลองจับมาวิเคราะห์วิจัยเพื่อเสนอให้เกษตรกรพิจารณา ควบคู่ไปกับการรณรงค์ส่งเสริมการบริโภคเพื่อกระตุ้นความต้องการภายในประเทศ ทำได้อย่างนี้แล้วแม้ยอดส่งออกจะดิ่งเหว ตัวเกษตรกรเองก็จะไม่ร่วงตามลงไปอย่างแน่นอน

๒. ต้องรอบด้าน ทำเป็นลืม ๆ เรื่องผลผลิตต่อไร่หรือปัจจัยการผลิตไปเสียบ้าง แต่ไม่ใช่ทิ้งไปเสียเลย ที่ผ่านมา กรมฯ เน้นวิจัยและนำเสนอในเรื่องผลที่จะได้ มุ่งศึกษาการใช้ปัจจัยการผลิตเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงสุด แต่แกล้งทำเป็นลืมผลกระทบที่จะตามมา ทั้ง ๆ ที่ผลกระทบเหล่านั้นเป็นต้นทุนแฝงที่ต้องบวกเข้าไปในกระบวนการผลิตของเกษตรกร ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาดินเสื่อม-ดินตาย สาเหตุก็เพราะการใช้ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช และสารป้องกันกำจัดวัชพืชที่ไม่เหมาะสม ทำให้คุณสมบัติทางกายภาพ เคมี และชีวภาพของดินเปลี่ยนแปลงไปจนเสียสมดุล เพาะปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น ผลผลิตก็ลดลง เรื่องอย่างนี้เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่ทราบนะครับ แทนที่จะแก้ที่ต้นเหตุ คือ การปรับปรุงบำรุงดิน แต่กลับไปเพิ่มปัจจัยการผลิตทั้งปุ๋ยและยามากขึ้น การแก้ปัญหาไม่ถูกจุดอย่างนี้ ก็เพราะได้รับข้อมูลข่าวสารที่ไม่รอบด้านนั่นเอง

๓. ต้องขยายผล กรมฯ ควรเน้นศึกษาวิจัยและต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นทางการเกษตรของบรรดาปราชญ์ชาวบ้าน ซึ่งผลสัมฤทธิ์ของแนวความคิดและชุดความรู้ดังกล่าว ได้ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าเป็นทางรอดของเกษตรกรไทยอย่างแท้จริง ที่สำคัญเห็นผลกันในคนรุ่นเดียวนี่ละ ไม่ต้องรอถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน งานนี้นักวิจัยพื้นบ้านเขาล้ำหน้านักวิชาการเกษตรไปก้าวหนึ่งแล้วนะครับ โดยปรากฏอยู่ใน “โครงการวิจัยและพัฒนาเกษตรกรรมอย่างประณีต ๑ ไร่” ของเครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านและพหุภาคีภาคอีสาน งานวิจัยเชิงประยุกต์ลักษณะนี้ไม่ค่อยปรากฎในหน่วยงานราชการที่เน้นการวิจัยขั้นพื้นฐานเป็นสำคัญ แต่ความสำเร็จของนักวิจัยอยู่ที่การนำผลงานวิจัยไปประยุกต์ใช้ประโยชน์ได้มิใช่หรือ? ทำไมไม่ลองใช้เหตุและผลทางวิชาการที่ตนเองถนัด ไปอธิบายประสบการณ์จากท้องไร่ท้องนาดูบ้างละครับ

ถ้าไม่เชื่อก็พิสูจน์ดูได้ ตั้งสมมติฐานขึ้นมาเลยว่า “วิถีเกษตรลักษณะนี้ไม่สามารถเป็นทางเลือกหรือทางรอดของเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน” แล้วมาโต้แย้งกันด้วยเหตุผลทางวิชาการและข้อมูลการวิจัย ผมเชื่อว่าการวิจัยลักษณะนี้จะช่วยเปิดมุมมองของนักวิชาการเกษตรให้กว้างขึ้น มองเห็นความสัมพันธ์เชื่อมโยงของทุกอย่างรอบตัว แทนที่จะมุ่งลงลึกไปกับพืชหรือปัจจัยการผลิตตัวใดตัวหนึ่ง อันจะนำไปสู่การมองทุกอย่างได้รอบด้าน สุดท้ายคนที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดก็คือตัวเกษตรกรนั่นเอง

สรุปก็คือ กรมวิชาการเกษตรต้องเอาตัวเองออกมาจากวังวนของผลประโยชน์ให้ได้โดยเร็วที่สุด ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม แล้วมุ่งสู่การศึกษาวิจัยและให้บริการข้อมูลที่หลากหลาย ถูกต้อง และรอบด้านกับเกษตรกรทุกระดับโดยไม่มีวาระซ่อนเร้นอื่นใด เพราะดูจะมีแต่แนวทางนี้เท่านั้นที่จะช่วยลบข้อครหาปรามาสที่ผ่านมาในอดีตและที่เป็นอยู่ในปัจจุบันให้เจือจางลงได้

ในส่วนของอธิบดีผู้กุมบังเหียน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเป็นนักบริหารจัดการที่ดี ผมหมายถึงจัดการความรู้นะครับ, ไม่ใช่บริหารผลประโยชน์ เพราะหน่วยงานนี้เป็นที่รวมคนรู้-คนเก่งของประเทศ อธิบดีต้องบริหารจัดการให้นักวิชาการหัวกะทิเหล่านี้เข้ามาทำงานร่วมกันเพื่อตอบสนองความต้องการของเกษตรกรให้ได้มากที่สุด ภารกิจนี้จำเป็นต้องอาศัยความมุ่งมั่น ทุ่มเท โดยไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้ง, และอย่างยิ่งยวด

เลิกห้อยเลิกโหนเกาะกิ่งโน้นจับกิ่งนี้ แล้วกลับลงมาเดินบนดินร่วมทางไปกับพี่น้องเกษตรกรจะดีกว่า …

.

เชื่อหัวไอ้เรืองเต๊อะ !

.

.

2 thoughts on “โอกาสของกรมวิชาการเกษตรจากกรณีพืชอันตราย ๑๓ ชนิด

  1. อ้าว ตกข่าวไปแล้วซีเรา ได้ไง ที่ไร่ก็ใช้อยู่ หนอนตายอยากใช้มากที่สุด

    เขากินรักษามะเร็งด้วยนี่คะ

  2. เราทำของเรามาเป็นร้อยเป็นพันปี ไม่เห็นมีอะไร

    ที่กระดี๊กระด๊ากันก็เห็นแต่พวก campaigner ทั้งหลายกะไอ้พวกลูกกะจ๊อกบริษัทปุ๋ย-ยาในกระทรวงเท่านั้น
    และถึงจะตราออกมาเป็นกฏหมายจริง ก็ไม่เห็นเป็นไร มีปัญญาตามจับยัดตะรางได้ทั้งหมดหรือเปล่า?…ก็ไม่

    จริง ๆ ก็รู้ครับว่าคิดอย่างนี้มันไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรมเท่าใดนัก เพราะคนที่ตั้งใจจริงก็มี แต่ไม่รู้จะทำยังไงเพราะรู้สึกอย่างนี้จริง ๆ

    เหมือนโดนยุงตอมหูอ่ะ

    มันน่ารำคาญ!
    😛

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s