จากใจเด็กวัดคนหนึ่ง

.

ขอต่อจาก แรกกล้าผักหวานป่า ตอนก่อนนิดนึง รู้สึกว่ายังมีอีกเรื่องที่อยากเขียน คือ เมื่อพูดถึงเรื่องการเพาะเมล็ดเพื่อใช้เป็นต้นตอในการขยายพันธุ์ดังที่เคยกล่าวไว้ ก็อดไม่ได้ที่จะคิดว่า กระบวนการพัฒนาเกษตรกรรมบ้านเราก็ควรเป็นไปในครรลองนี้เช่นกัน

ภูมิปัญญาทางการเกษตรดั้งเดิมที่ผ่านการเคี่ยวกรำจากธรรมชาติและความวิริยอุตสาหะของชาวนาชาวไร่รุ่นแล้วรุ่นเล่า จนคุ้นเคยถูกคอกับ ดิน น้ำ ลม ไฟ ของถิ่น นี่คือ ‘ต้นตอ’ ที่ผ่านการเพาะผลิจากเมล็ดพันธุ์ที่พร้อมสำหรับการตัด-ต่อ-แต่ง-ตอน เพื่อแตกหน่อต่อยอดได้อย่างมีคุณภาพและยั่งยืน

ผิดกับที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ที่เราพากันละเลยรากเหง้า ไม่ทันใจกับการฟูมฟักต้นตอ เรารับเอานวัตกรรมและเทคโนโลยีกระทั่งวิถีชีวิตมาใช้อย่างไม่ประสา เหมือนปลูกต้นไม้จากกิ่งตอนพันธุ์ดีราคาแพง รากที่มีก็เพียงรากฝอย, ใช่รากแก้ว เจอพายุพัดผ่านก็หักโค่น นั่นเพราะไร้แรงยื้อหลักยึด กิ่งกล้าก็อ่อนแอไร้ภูมิคุ้มกันก็เพราะแปลกถิ่น แปลกที่อยู่ เมื่อประสบปัญหาหรือเวลาวิกฤต ก็มักง่ายในการคิดแก้ คิดได้แค่โค่นทิ้งแล้วก็ปลูกใหม่ ปัญหาจึงเรื้อรังรักษาไม่หายสักที ซึ่งคงไม่เฉพาะกับวงการเกษตรกรรมเท่านั้น แต่แทบทุกองคาพยพของสังคมไทยเลยก็ว่าได้ ที่เรียกกันว่า ‘สังคมไร้ราก’ ก็คงไม่ผิดนัก

การศึกษามักจะถูกหยิบยกมาพูดถึงเสมอ ทั้งในฐานะต้นเหตุและทางออก ที่นี่ก็เช่นกัน

ไม่ต้องอะไรเลย ขอแค่สอนให้คนเรียนแล้วเกิดปัญญา รู้เท่าทัน แยกแยะเป็น เรียนให้รู้ว่าอะไร ‘ควร-ไม่ควร’ มากกว่า ‘คุ้ม-ไม่คุ้ม’ อย่างที่ทำกันอยู่ จะได้ไม่ต้องโค่นทิ้งแล้วปลูกใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดินเสื่อมก็ถางป่าใหม่ พอป่าหมดก็ออกมารับจ้าง ซึ่งนั่นไม่ใช่การแก้ปัญหาด้วยปัญญา เพราะนอกเหนือไปจากความมีเหตุมีผล หลักเกณฑ์ หลักการ หรือจะหลักกูก็ตาม การใช้ปัญญาแก้ไขปัญหาต้องยึดมั่นในความถูกต้องให้มากกว่าความถูกใจเป็นสำคัญ

ผมเชื่อว่าการตัดสินใจกระทำสิ่งใด ๆ จากฐานคิดว่า ‘คุ้ม-ไม่คุ้ม’ ทำให้เรามองข้ามตัวแปรสำคัญของโจทย์ไป นั่นคือ ‘ตัวเราเอง’ เราแทนค่าตัวเองเป็นศูนย์ ลืมไปเลยว่าตัวเองก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา ฉะนั้นไม่ว่าเราจะแก้โจทย์ด้วยวิธีใด คำตอบที่ได้จึงผิดอยู่เสมอ

คำถามก็คือ เรียนอย่างไรให้เกิดปัญญา? ผมว่าเรียนแบบโรงเรียนวัดน่าจะดี เรียนกับพระ เรียนกับธรรม

อย่างที่ตั้งชื่อเรื่องไว้ แม้จะไม่ตรงซะทีเดียวคือเป็นวัดฝรั่งไม่ใช่วัดไทย แต่ไม่ว่าจะเป็นวัดหรือโบสถ์ก็ล้วนให้ความสำคัญกับจริยธรรมหรือ ethics เป็นลำดับแรก แน่นอนว่าการขัดขืนย่อมมีอยู่บ้างในใจ ทำนองว่า “กูเป็นพุทธเรื่องอะไรมาจับกูเข้าโบสถ์ทุกเช้าด้วย” แต่นั่นเป็นการบังคับที่ไม่ได้ยัดเยียดอะไร แต่จะค่อย ๆ ซึมเข้าไปในความคิดและจิตใจผ่านคำสวดคำอธิษฐาน ผ่านหลักสูตรการเรียนการสอนและการประพฤติปฎิบัติตนเป็นตัวอย่างของครู เราก็แค่คอยซับที่เขาซึมมาให้ อย่าปล่อยทิ้งไปอย่างไร้ประโยชน์

ด้วยเบ้าหลอมแบบนี้ สิ่งที่ได้ติดตัวมาหลังก้าวพ้นรั้วโรงเรียนก็คือ ‘ความละอาย’ ส่วนตัวแล้วเห็นว่าเราไม่ต้องถึงกับเกรงกลัวต่อบาปมากก็ได้ เพราะบาปบางประการก็ก่อให้เกิดคุณมากกว่าโทษในบางกรณี ตัวอย่างเช่น การโกหกในบางโอกาสหรือการฆ่าเพื่อเป็นอาหาร สำหรับผมแล้วแค่ ‘ยางอาย’ ก็เพียงพอให้เราเกาะถนนชีวิตไปได้อย่างปลอดภัย ไม่ลื่นไถลหลุดโค้งพลิกคว่ำ

ผมก็เห็นว่าแก่นแกนของการศึกษามันอยู่ที่ “เรียนอย่างไร” เท่านั้นเอง แต่เรากลับไปสนใจกับเปลือกที่ว่า “เรียนอะไร” กันเสียเป็นส่วนใหญ่ เรารู้แจ้งแทงตลอดกับทักษะวิชาการนานา แต่รู้จักตัวเองมากน้อยแค่ไหนกัน เคยถามตัวเองหรือเปล่าว่า สิ่งที่คิดทำนั้นเกิดจากตัวตนที่แท้ เป็นความต้องการที่จริง หรือถูกครอบงำนำชักให้ทำลงไป

ที่เราดิ้นรนเล่าเรียนให้สูงขึ้นเพียงเพื่อที่จะได้อยู่สูงกว่าคนอื่นเขาเท่านั้นหรือ?

คำถามนี้เป็นผลพวงมาจากการศึกษาของไทยในปัจจุบันที่สอนให้คนมองปัญหาและใช้ชีวิตแต่ในแกน y จะเรียกแกนตั้งหรือแนวดิ่งก็ช่าง แต่มันทำให้เราต้องไต่ระดับชีวิตอยู่ตลอดเวลา นั่นคือเราต้องพร้อมที่จะเหยียบย่ำผลักไสคนอื่นอยู่เสมอไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือจำใจก็ตาม จนวันนี้ผลของการมุ่งสอนให้คนเอาแต่ปีนป่ายไขว่คว้าก็ปรากฎเป็นรูปธรรมจับต้องได้จากปากที่ขากถ่มออกมาเป็นวลีสุดถ่อยที่ว่า

“จะคอร์รัปชั่นบ้างก็ไม่เห็นเป็นไร ถ้ามีผลงาน”

สะท้อนถึงค่านิยมใหม่ของสังคมไทยได้น่าอดสูยิ่ง หัวหงอกหัวดำในบ้านนี้เมืองนี้ใครมียางพอที่จะถามตัวเองได้หรือเปล่าว่า เราปลูกฝังสั่งสอนกันอย่างไรถึงทำให้ลูกหลานไทยมีความคิดเลว ๆ อย่างนี้ได้

สอนเด็กให้มองและใช้ชีวิตในแนวนอนหรือแกน x ดูบ้างเป็นไร ให้ความสำคัญกับความเสมอภาคและคุณค่าความเป็นคนที่เท่าเทียมกัน มองคนให้เป็นคน ปฎิบัติต่อกันเยี่ยงวิญญูชนพึงกระทำ คนเราเวลานอนไม่มีใครสูงเกินหรือต่ำกว่ากันไปเกินหนึ่งฝ่ามือหรอกครับ วัดดูได้เลย คิดได้อย่างนี้แล้วความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรมในสังคมน่าจะบรรเทาลงได้บ้าง ที่สำคัญมันช่วยให้มุมมองที่กว้างไกลกับชีวิต เวลาคุณนอนดูดาวคุณจะเห็นดาวดาษฟ้า แต่ถ้าคุณยืนมองมันคุณจะเห็นแค่ไม่กี่ดวงตรงหน้าเท่านั้น … คืนนี้ลองดูได้

.

ชยสาโร ภิกขุ ท่านมองการศึกษาได้ตรงใจผมนักว่า
.

“…ทุกวันนี้คนมีความรู้แน่นหนา แต่มีการศึกษาน้อยนิด ความรู้มันมาก แต่การศึกษามันน้อย ความรู้อยู่ในกรอบที่คับแคบมาก และเมื่อการแสวงหาความรู้ขาดหลักธรรมเป็นบาทฐาน หรือเป็นกรอบ ความรู้นั้นก็จะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี…”

.

ประเทศไทยก็หนีไม่พ้นความจริงข้อนี้เช่นกัน และดูเหมือนว่าการศึกษาบ้านเราจะสร้างปัญหามากกว่าสร้างปัญญาเอาเสียด้วย ทั้งที่เรามีโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งเรียนฟรี เรียนทางไกล กระทั่งเรียนตามอัธยาศัย ไม่หนำใจ ยังแถมโรงเรียนกวดวิชาให้ตาลีตาเหลือกวิ่งไล่กวดกันเข้ามหาวิทยาลัยให้เป็นทางเลือกพิเศษอีก

เรามีสถาบันการศึกษาเกิดใหม่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดพร้อมกับหลักสูตรการเรียนการสอนที่ตอบสนองได้ทุกความต้องการ เราพัฒนาวงการศึกษาด้วยการยกระดับวิทยาลัยให้อู้ฟู่หรูหรากับการเป็นมหาวิทยาลัยจนเกลื่อนเมือง แต่แล้วทำไมปัญหาสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการเมือง กลับทวีความรุนแรงขึ้น ไม่ลดลงบ้างเลย ทั้งที่จริงแล้วมันควรจะแปรผกผันกันมิใช่หรือ?

ปัญหาของเราไม่ใช่เรื่องของการขาดองค์ความรู้หรอกครับ แต่เป็นการนำความรู้ไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสมมากกว่า นั่นเพราะเราขาดซึ่งปัญญามากำกับความรู้ กิเลสตัณหาจึงชักพาให้ใช้ความรู้ไปในทางเสื่อมอยู่ร่ำไป

‘ปัญญา’ จึงเปรียบได้กับรากแก้วของสังคมที่ช่วยยึดโยงไม่ให้ชีวิตต้องพังทลายหรือเคว้งคว้างตามน้ำตามลมได้ง่ายดายนัก

คุณดูต้นไม้สิครับ หลังพายุกระหน่ำ กิ่งหักก้านฉีก ดอกปลิดใบปลิว ขอเพียงรากไม่ถูกขุด โคนไม่โดนถอน แม้จะเหลือแต่ตอติดดิน แต่ในเวลาไม่นานต้นไม้ก็จะแตกตาดอกออกตาใบมาซ่อมแซมรักษาตัวเองเพื่อความอยู่รอดเสมอ

.

.

ในขณะที่ปัญญาต้องกำกับความรู้ แล้วใครจะคอยดูปัญญา? พระเอกของเราก็คือ ‘สติ’ ที่ต้องคอยประคองปัญญาอีกที ใครที่ชอบขับรถเกียร์กระปุกหรือเกียร์แมนน่วลน่าจะเข้าใจ ถ้าเปรียบชีวิตเราเป็นรถ ความรู้ก็เหมือนคันเร่งที่ถูกควบคุมจังหวะการเร่ง/อัตราความเร็วด้วยแป้นคลัตช์ซึ่งก็คือปัญญา โดยมีสติเป็นเบรกที่คอยยั้งคอยหยุดเมื่อรถอยู่ในสภาวะที่ไม่ปลอดภัย

ตัวผมเองคงคิดและเขียนได้หยาบ ๆ เพียงเท่านี้ แต่อยากให้ลองละเลียดอย่างละเอียดกับ ไตรสิกขา : องค์รวมแห่งการศึกษาที่สมบูรณ์ ดู เพราะพุทธศาสนานั้นเป็นทั้งหลักความเชื่อและวิถีชีวิตของคนไทย การเรียนรู้ในเชิงพุทธจึงเป็นการเรียนรู้จากรากฐานภูมิปัญญาที่สั่งสมมาแต่อดีต เป็นการเรียนรู้เพื่อรักษารากให้หยั่งลึกเป็นหลักให้ต้นไม้ได้แตกกิ่งก้านสาขาอย่างอิสระเสรี

“อิสระจากอวิชชา” ไม่ใช่หรือที่ควรเป็นเจตนารมณ์อันแท้จริงของการศึกษามากกว่าการมุ่งผลิตแรงงานสู่ตลาดทุน

แม้ไม่อาจคาดหวังให้หน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบด้านการศึกษาของประเทศ กลับหลังหันมาให้ความสำคัญ สุมหัวกันคั้นกันขบกับวิถีการเรียนรู้แบบนี้ให้มากกว่าการสร้างตึก ซื้อคอมพิวเตอร์ หรือหาบคอนเร่ขายตำแหน่ง แต่อย่างน้อยผมคิดว่า เราเองนี่ละครับ, หมายถึงพ่อแม่ผู้ปกครอง ที่จะสามารถนำวิถีการเรียนรู้ในเชิงพุทธเช่นนี้มาปรับใช้กับชีวิต กับครอบครัว เพื่อช่วยกันหยั่งรากฐานที่มั่นคงให้แรกกล้าของชาติได้เติบโตมาเป็นไม้ใหญ่ที่ยังร่มเงาให้ผืนแผ่นดินไทยได้ต่อไปในอนาคต

.

………………

.

ข้อมูลอ้างอิง : เอกสาร “ไตรสิกขา : องค์รวมแห่งการศึกษาที่สมบูรณ์” ดาวน์โหลดมาจาก www.moralproject.net

เอกสารที่น่าสนใจ :  สู่การศึกษาแนวพุทธ โดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ดาวน์โหลดมาจาก www.papayutto.org

.

.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s