คำถามถึงเกษตรกรไทย

.

“คนที่จะทำเกษตรควรจะต้องรักเกษตร การรักเกษตรก็คือการรักแผ่นดิน”

.

เป็นคำกล่าวของ อ.ระพี สาคริก ที่ผมยึดไว้เป็นหมุดหมายในใจ ตอนเริ่มเดินเข้าสู่ทางตันในชีวิตชาวสวนเมื่อหลายปีก่อน ทุกอย่างที่คิด-ทำ จะต้องย้อนทวนหลักคิดนี้ก่อนตัดสินใจเสมอ ความรักในผืนแผ่นดินนั้น หาใช่การหวงแหนครอบครอง หากแต่เป็นการไม่เบียดเบียน เมื่อได้รับแล้วก็ควรจะให้กลับคืนบ้าง เพราะเมื่อแผ่นดินอุดม คนบนแผ่นดินย่อมสมบูรณ์ตามไปด้วย

จะว่าไปแล้ว เหตุที่เกษตรกรไทยส่วนใหญ่ยังไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ นั่นเพราะเราตักตวงเอาจากแผ่นดินโดยไม่ยั้งคิด ไม่บันยะบันยัง ใช่หรือไม่? พี่น้องเกษตรกรลองถามตัวเองดูสิครับว่า รักในผืนแผ่นดินทำกินมากน้อยเพียงใด?

กว่า ๕๐ ปี นับตั้งแต่ประเทศไทยเริ่มใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับแรก เป็นพิมพ์เขียวในการพัฒนาประเทศ เกษตรกรไทยได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตจากการทำการเกษตรที่หลากหลายเพื่อยังชีพและผลิตเพื่อตอบสนองต่อการบริโภคภายในประเทศ มาเป็นการทำเกษตรเชิงเดี่ยวเพื่อค้าขายและมุ่งผลิตสินค้าวัตถุดิบเพื่อการส่งออกเป็นสำคัญ เราเปลี่ยนความคิดจากที่เคยทำไว้กินไว้ใช้ มาเป็นการสร้างรายได้ แสวงหากำไร ด้วยความคาดหวังในชีวิตที่ดีขึ้น … ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดอะไร แต่มันดีขึ้นจริงล่ะหรือ?

.

.

การเกษตรแผนใหม่ที่เน้นส่งเสริมการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ได้ทำลาย “วิถีแห่งการพึ่งพาตนเอง” ซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันอันแข็งแกร่งที่ถ่ายทอดมาจากเกษตรกรรุ่นก่อนจนหมดสิ้น การทำเกษตรแบบดั้งเดิมถึงแม้จะไม่มั่งคั่งร่ำรวย แต่ก็ไม่ถึงกับอดอยากขาดแคลน นั่นเพราะเราอยู่ร่วมกับธรรมชาติในลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัยต่อกัน ทำให้เรายังคงมีสภาพแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์เป็นแหล่งที่มาของปัจจัยต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต และที่สำคัญการผลิตไว้กินไว้ใช้เป็นการผลิตเพื่อลดรายจ่าย ทำให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้มาก ไม่จำเป็นต้องเอาชีวิตมาผูกติดกับระบบตลาดอย่างสิ้นเชิงเหมือนในปัจจุบัน

ลองทบทวนดูก็แล้วกันว่า การปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงและมุ่งผลิตเพื่อตอบสนองตลาดโลกนั้น เป็นทางเลือกที่เหมาะสมแล้วจริงหรือ? โดยเฉพาะกับเกษตรกรรายย่อย เพราะไม่ว่าจะเปลี่ยนชนิดของพืช เปลี่ยนวิธีเพาะปลูก โยกย้ายขยายพื้นที่ กระทั่งใช้ทั้งเทคโนโลยีและวิทยาการที่ทันสมัย แต่เราก็ยังย่ำอยู่กับที่ ยังหลงอยู่ในวังวนแห่งความทุกข์ยากซ้ำซากอยู่เช่นเดิม นั่นเพราะเราเอาชีวิตทั้งชีวิตไปพึ่งพาคนอื่นมากเกินไป ใช่หรือไม่?

จากที่เคยเป็นเจ้าของที่ดินกลับต้องกลายมาเป็นผู้เช่าหรือต้องรับจ้างใช้แรงงานบนผืนแผ่นดินที่เคยเป็นของตัวเอง จะซื้อปุ๋ย ซื้อยา ซื้อเมล็ดพันธุ์ เขาตั้งราคาไว้เท่าไหร่ก็ต้องจำใจซื้อ ครั้นจะขายผลผลิตยังต้องถามเขาอีกว่าจะรับซื้อได้ในราคาเท่าไหร่ เหมือนหนอนอ้อนวอนนกก็ไม่ปาน ส่วนภาระหนี้สินที่แบกอยู่นั้นจะปลดปลงลงได้ก็ต่อเมื่อมีลูกมีหลานมารับช่วงต่อ อย่าได้คิดสั้นๆ เชียวว่ามันจะหมดลงพร้อมกับลมหายใจของเรา

แทบสิ้นเนื้อประดาตัวอย่างนี้ ไม่น่าจะใช่ชีวิตที่ดีอย่างที่หวังไว้กระมัง?

อยากให้พี่น้องเกษตรกรหาคำตอบกับตัวเองให้ได้ก่อนว่า ชีวิตที่ดีจริงๆ นั้นเป็นอย่างไร? ความร่ำรวยเท่านั้นหรือที่จะช่วยให้เราถึงพร้อมด้วยสุขภาวะที่ดีได้ ความสุขที่ต้องซื้อหากับความสุขที่เราสร้างขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง สุขใดจะยั่งยืนกว่ากัน?

ปี ๒๕๔๓ งานวิจัยเรื่องกระบวนการพัฒนาตัวชี้วัดความสุขของชุมชน โดยปราชญ์ชาวบ้านและเครือข่าย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) พบการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจของชีวิตและจิตใจของเกษตรกรที่เข้าร่วมงานวิจัย โดยในระยะเวลาเพียง ๖-๘ เดือน ทุกคนสามารถสร้างหลักประกันในชีวิตจากพืชที่ปลูก สัตว์ที่เลี้ยง เหลือกินได้แจก เหลือแจกได้ขาย สุขภาพแข็งแรงจากอาหารปลอดสารพิษและการใช้ชีวิตประจำวันทั้ง ขุดดิน ปลูกต้นไม้ หาบน้ำรดผัก มีไม้ยืนต้นหลากหลายทั้งไม้ผลและไม้ใช้สอย ก่อให้เกิดความร่มรื่น สภาพแวดล้อมดีขึ้น เมื่อความอุดมสมบูรณ์เริ่มกลับคืนมา ลูกหลานก็กลับมาอยู่ใกล้ ครอบครัวก็อบอุ่น นำไปสู่ชุมชนที่เข้มแข็ง

ชีวิตที่ดีอย่างนี้ ไม่ต้องซื้อหา ไม่ได้ใช้เงินเป็นตัวตั้ง แต่เกิดจากการได้คิดจนคิดได้ ได้ลงมือทำจนทำได้สำเร็จ อาจดูคล้ายภาพฝัน แต่เป็นวิถีชีวิตที่เกิดขึ้นจริง ถ้าเกิดความสงสัย ไม่มั่นใจ หรือสนใจใคร่รู้ สามารถติดต่อไปได้ที่โรงพยาบาลอุบลรัตน์ อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น คุณหมอและพยาบาลที่นั่นพร้อมจะประสานงานให้อย่างเต็มที่ครับ

(หมายเหตุ : นายแพทย์อภิสิทธิ์  ธำรงวรางกูร ผอ.โรงพยาบาลอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น นอกจากความทุ่มเทในวิชาชีพแพทย์แล้ว คุณหมอยังสนใจในงานพัฒนาชนบทอย่างจริงจัง โดยได้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี จ.ขอนแก่น เพื่อส่งเสริมการรวมกลุ่มของชาวบ้านทำเกษตรแบบผสมผสานและสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง จนเกิดเครือข่ายชาวบ้านกว่าหมื่นครอบครัวในปัจจุบัน)

.

………………

.

มาถึงตรงนี้คงจะรู้สึกเหนื่อยหน่ายเพราะมีแต่คำถามเต็มไปหมด ดูแล้วอาจจะไม่ตรงจริตของเกษตรกรบ้านเราที่ถูกปลูกฝังให้รอรับแต่ ‘สูตรสำเร็จ’ จึงไม่ค่อยได้ตั้งคำถามและจัดการปัญหาด้วยตัวเองสักเท่าไหร่ แต่การเริ่มต้นแก้ไขปัญหาที่ยืดเยื้อเรื้อรังให้ได้ผล อย่างแรกที่ควรทำคือไม่สร้างปัญหาเพิ่ม ดังนั้นการหยุดคิดทบทวนจึงมีความจำเป็น เหมือนเวลาที่เราหลงป่า การเดินลุยไปข้างหน้าเรื่อยๆ รังแต่จะทำให้ยิ่งหลงลึก แต่ถ้าได้หยุดคิด มองย้อน พิจารณาทิศแดดทางลม อย่างน้อยก็ช่วยให้เราได้พักเหนื่อย แล้วหนทางออกก็จะแจ่มชัดขึ้น

ดังนั้นการครุ่นคิดจึงไม่ใช่เรื่องเปลืองเปล่าหรือไร้สาระแต่อย่างใด การไตร่ตรองถึงจุดมุ่งหมายในชีวิตไม่ได้ขึ้นกับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ ระดับการศึกษา หรือสถานะทางสังคม ใครๆ ก็มีสิทธิที่จะคิดเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นได้ แต่ไม่ว่าจะรวยล้นหรือจนยาก ถ้ายังยึดติดอยู่กับปัจจัยภายนอก ยังเอาตัวเองไปพึ่งพิงหรือผูกมัดอยู่กับคนอื่น ผลที่ได้ก็ไม่แตกต่างกัน นั่นคือ เป็นความคิดที่ถูกควบคุมครอบงำ ขาดอิสระ ทำให้คิดได้ไม่สุด คิดไม่ตก ความคิดลักษณะนี้มันง่ายต่อการยอมจำนน พาเราวกวนเข้าสู่วงจรเดิมๆ ไม่มีประโยชน์แต่อย่างใด

.

“หนี้สินล้นพ้นตัวอย่างนี้ แล้วจะเอาเวลา เอาสติปัญญาที่ไหนไปคิดวะ!”

.

แน่นอนว่าหลายคนคงมีความคิดเช่นนี้ แต่อยากจะบอกว่า ปราชญ์ชาวบ้านทุกท่านก็เริ่มต้นจากติดลบทั้งนั้นครับ มีหนี้สินติดตัวกันทุกคน แต่ทุกท่านเลือกที่จะ ‘กลับลำ’ ปลดปล่อยความคิดและจิตใจให้เป็นอิสระ หยุดคิดทบทวน จนสามารถค้นพบหนทางแห่งการพึ่งพาตนเองและอยู่เย็นเป็นสุขมาจนทุกวันนี้

ไยไม่ลองถามไถ่-ไปหาท่านดูบ้าง ไหนๆ ก็เคยปรึกษามาแล้วทั้งเจ๊กขายปุ๋ย ทั้งเสี่ยพุงพลุ้ยขายยา ก็ไม่เห็นได้เรื่องได้ราวอะไร พวกเล่นขายของลูกเดียว แต่กับเพื่อนร่วมชาติ กับปราชญ์ร่วมอาชีพ กลับไม่ไปแวะเวียนเรียนรู้ นึกดูแล้วก็น่าเสียดายนะครับ

ที่ผ่านมานั้น เกษตรกรไทยละเลยความสำคัญของ ‘กระบวนการคิด’ อันเปรียบเสมือนหางเสือกำหนดทิศทาง เราไปให้ความสำคัญกับเทคนิควิธีการมากกว่า ซึ่งแม้จะจำเป็น แต่ก็เปรียบเป็นเพียงเครื่องยนต์ขับเคลื่อน เราจึงละเลยที่จะเค้นเอาศักยภาพของตนเองออกมาใช้ให้เต็มที่ การคิดจากปัญหาของตัวเองย่อมได้วิธีแก้ไขที่ถูกต้องแม่นยำ ไม่เหมือนกับการนำเอาวิธีแก้ไขปัญหาของคนอื่นมาใช้ มันง่ายก็จริง แต่ต้องเสียทั้งเวลาและทรัพยากรมาใช้ในการปรับแก้ คับไปนิด หลวมไปหน่อย ไม่พอดี ใส่ยังไงก็ไม่สบายตัว

นานมาแล้วมีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเคยถามผมว่า อะไรเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการเพิ่มผลผลิต ดินดำ น้ำชุ่ม พันธุ์ดี ทุนหนา ปุ๋ย-ยาที่ถูกสูตรถูกส่วน หรืออะไรอื่นอีก? ผมตอบไปว่าเงินทุน แกส่ายหน้าแล้วเฉลย เล่นเอาจุก ไอ้สี่ห้าอย่างที่ว่ามาไม่ใช่ทั้งนั้นครับ ‘ตัวเรา’ ต่างหากคือคำตอบ คนที่คิดไม่เป็นต่อให้มีเครื่องไม้เครื่องมือหรือปัจจัยที่ดีเลิศขนาดไหน สิ่งเหล่านั้นก็ไม่สามารถเพิ่มผลผลิตได้ด้วยตัวของมันเอง

‘คน’ เท่านั้นครับ ที่จะสามารถนำปัจจัยต่างๆ เหล่านั้นไปประยุกต์ใช้ให้เกิดมรรคผลได้

ฉะนั้นเกษตรกรไทยต้องให้ความสำคัญกับตัวเองให้มาก ภาคภูมิใจในตนเอง หมั่นพัฒนาความคิดและจิตใจอยู่เสมอ ชีวิตที่ดี มีความสุข สมหวังพอสมควรนั้น ควรเกิดจากตัวเรา ควบคุมได้ด้วยตัวเรา ไม่ใช่คอยรับการหยิบยื่นจากมือใคร

หนักไปทางชวนคิดชวนถามซะเยอะ จับต้องไม่ได้อยู่สักหน่อย แต่จุดมุ่งหมายที่เขียนเรื่องนี้ เพราะตั้งใจจะรั้งให้เกษตรกรไทยเดินช้าลง มีโอกาสได้มองไปรอบๆ ตัว แล้วจะเห็นว่าสองข้างทางนั้น ยังมีทางเลี้ยวทางเลือกอื่นอีกมากมายให้เดินผ่าน ส่วนจะราบเรียบหรือขรุขระมากน้อยขนาดไหนนั้น ต้องเลือกต้องลอง ต้องไตร่ตรองด้วยตัวเอง ซึ่งเรื่องนี้ผมเห็นว่าเราโชคดีมากที่มีตัวอย่างทั้งข้อผิดพลาดและความสำเร็จของเกษตรกรหลายๆ ท่านที่ได้นำร่องนำทางไว้ให้เราได้เรียนรู้และชั่งใจ

ตัวผมเองก็เพิ่งเดินออกจากทางสายหลัก เลี้ยวเข้าซอยเล็กๆ มาได้ไม่นาน แรกๆ ก็เดินยากหน่อย เศษไม้เศษหินกีดขวางระเกะระกะ กิ่งก้านหนามไหน่คอยเกาะเกี่ยวให้จังหวะการเดินสะดุดบ้าง อาศัยที่ทางไม่ชันมาก แม้จะต้องเดินอ้อมเพราะหนทางลดเลี้ยว แต่ก็ไม่ได้รีบอะไร ค่อยๆ เดิน ก็ไปได้เรื่อยๆ ไปมันช้าๆ อย่างนี้แหละครับ แต่ไม่หยุด

ผมชอบที่จะเรียกวิถีเช่นนี้ว่า ‘เกษตรทางเลือก’ มากกว่า ‘เกษตรยั่งยืน’ อย่างที่เรียกกัน วิถีดั้งเดิมที่กลายมาเป็นทางเลือกใหม่ให้กับเกษตรกร เป็นการทำการเกษตรที่พึ่งพาความสมดุลของธรรมชาติ อันจะนำไปสู่ความสมดุลของชีวิตตนเองได้ในที่สุด สอดคล้องต้องกันเป็นอย่างยิ่งกับวิถีชีวิตของเกษตรกรรายย่อยบ้านเรา พื้นที่ไม่ต้องมาก ๕ ไร่ ๑๐ ไร่ หรือแค่ ๑ ไร่ ก็อยู่รอด พื้นที่ขนาดเล็กใช้แรงงานภายในครอบครัวก็เพียงพอ แต่ต้องมีความหลากหลายผสมผสาน สามารถใช้พื้นที่ได้ตลอดทั้งปี ซึ่งความหลากหลายนี่เองคือ ‘ความมั่นคง’ ที่ทำให้เกษตรกรไม่ต้องฝากชีวิตไว้กับพืชหรือสัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่ง สวนทางกับแนวคิดของระบบเกษตรเชิงเดี่ยวอย่างสิ้นเชิง

ที่สำคัญ นอกจากหนึ่งสมองกับสองมือที่แข็งขันแล้ว ยังต้องกำกับด้วยจิตใจที่ไม่โลภและรู้จักพออีกด้วย

ตัวอย่างวิถีเกษตรทางเลือกที่คุ้นหูคุ้นตากัน ก็เช่น ไร่นาสวนผสม วนเกษตร สวนสมรม เกษตรธรรมชาติ เกษตรประณีต เกษตรอินทรีย์ เกษตรทฤษฎีใหม่ และยังมีอีกมากให้เลือกเรียนรู้และพลิกแพลงไปตามสภาพสังคมและภูมิศาสตร์ของแต่ละที่-แต่ละคน ในเชิงเศรษฐกิจ การทำการเกษตรลักษณะนี้จะช่วยลดและควบคุมค่าใช้จ่าย ในขณะที่รายได้จะไหลเข้ามาตลอดทั้งปี ทีละเล็กละน้อย ทั้งยังสามารถเชื่อมโยงความต้องการของตลาดในลักษณะกลุ่มหรือชุมชนได้ในอนาคต ถ้ามั่นใจว่าอยู่ตัวแล้วและเข้มแข็งพอ

เป็นวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและมีอิสระอย่างแท้จริง

.

………………

.

.

.

ถึงวันนี้ปัญหาของเกษตรกรไทยเดินมาถึงทางตันแล้วครับ สุกงอมเต็มที ธรรมชาติของลูกไม้เมื่อสุกงอมได้ที่ มันก็ร่วง ไม่มีวันที่จะกลับไปสดเขียวได้อีก อยู่ที่ว่าเมื่อหล่นลงพื้นแล้วจะงอกขึ้นมาใหม่หรือสูญสลายคืนดิน เช่นกันกับคนที่รู้จักใช้ความคิดและสติปัญญา เมื่อเดินมาถึงทางตัน ก็ต้องย้อนเส้นทางเก่า จะกลับไปใช้ทางดั้งเดิมที่คนรุ่นก่อนบุกเบิกไว้ให้และยังใช้การได้ดี … ก็ยังได้ หรือถ้ายังพอมีแรงเหลือ จะหักร้างถางพงบุกเบิกเส้นทางใหม่ของตัวเองได้ … ก็ยิ่งดี

.

ไม่ใช่ดันทุรังวิ่งชนกำแพงให้ตัวเองต้องเจ็บซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างที่เห็นและเป็นอยู่

.

 

13 thoughts on “คำถามถึงเกษตรกรไทย

  1. ผมมีทฤษฏี “ลูกตุ้ม” มาเสนอ ขอรับ

    เมื่อลูกตุ้มแกว่งตัวที่แขวนไว้ แกว่งตัวไปสุดทางหนึ่ง
    (หากสายรั้งไม่ขาดผึงไปเสียก่อน) … มันย่อมแกว่งตัวย้อนกลับมา

    สังคมที่กำลัง”อิ่มจนอ้วก”ในระบอบ”ทุนถอนทุน”
    ก็กำลังแกว่งกลับเช่นกัน เป็นอย่างนี้ท่วโลก

    ส่วนจะทันเวลาหรือไม่ อันนี้ไม่อยากพยากรณ์

    อรุณสวัสดิ์

    : )

  2. สายลมลอย:

    แฮ่…ผมก็พล่ามซะไม่รู้เลยว่าถามอะไร มันหาทางลงไม่ได้อ่ะพี่ ปล่อยไหลซะยาวขนาดนี้ จับต้นชนปลายไม่ถูกเลย

    งั้นถามใหม่ … สบายดีนะครับ?

    ตะกี้บอกอทวงเรื่องมาพอดี ผมก็กะเอาเรื่องนี้ส่งให้แกเลย ไม่รู้จะผ่านหรือเปล่า

    ขายผ้าเอาหน้ารอดไปก่อนละกัน

    กิ๊ว .. กิ้วววว

    .

    .

    ขุนอรรถ:

    อรุณสวัสดิ์ครับ

    เท่าที่ยืนดูอยู่ตอนนี้ ผมรู้สึกว่ามันจะแกว่งรอบแกนเอาน่ะสิครับ หมุนวนเร็วจี๋จนหา ‘สุดทาง’ ไม่เจอ แรง(โลภ)ที่ผลักตุ้มมันไม่ผ่อนไม่พักเลย

    แค่ผ่อนแรงผลักให้พอดีเท่านั้น ทุกอย่างก็น่าจะปกติ

    ง่ายนะ แต่ยาก

    : )

    เมื่อลูกตุ้มที่แขวนไว้ … ถูกสะกิดเพียงเบา อากาศรอบๆ ค่อยๆ เคลื่อนไหว
    เกิดลมพัดโชยแผ่ว … เย็น

    : )

  3. กระแสทุนนิยม วัตถุนิยม อิทธิพลของตะวันตก (เทคโนโลยี การค้า ฯลฯ)ทำให้ทั้งเกษตรกร นักวิชาการเกษตร ผู้บริหารการเกษตร อาจารย์เกษตรส่วนใหญ่ (รวมทั้งผมด้วย)หลงทาง
    เคยตัวที่จะทำเกษตรเชิงเดี่ยวเพื่อเงิน ส่วนใหญ่ยังไม่ได้คิด ไม่อยากคิดและคิดไม่เป็น ผมเองก็เพิ่งคิดได้ไม่นาน
    การนำการเปลี่ยนแปลง คงไม่พ้น 3 วิธีหลัก คือ บุคคล กลุ่ม และมวลชน
    ยังไม่เห็นความจริงจังของภาครัฐในเรื่องนี้ ขออภัยหากทำจริงจังแล้ว ผมอาจจะไม่เห็นเอง ภาคเอกชนและภาคประชาชนเริ่มมีบ้างเล็กน้อย
    คำถามมีมากมาย เช่น ทำไมรัฐไม่ใช้โทรทัศน์ในการรณรงค์เรื่องนี้อย่างจริงจัง ต่อเนื่อง พร้อมกับให้สิ่งจูงใจ และอำนวยความสะดวกแต่มิใช่ยาหอม หรือการหาเสียงแบบประชานิยม
    เช่น ความสะดวกในการได้มาซึ่งเมล็ดไม้ กล้าไม้ เงินยืมไม่เสียดอกเบี้ย ความรู้ ข้อมูล เจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำถึงที่แบบ on farm แต่ถ้าไม่ทำจริงจะต้องถูกปรับดอกเบี้ย เห็นแต่เจ้าหน้าที่เป็นฝ่ายตั้งรับ เมื่อไรจะรุกเสียที จนภาคประชาชนออกมาทำเองแล้ว (โรงเรียนอรหันต์ชาวนา นายแพทย์ที่กล่าวข้างต้น ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม พ่อคำเดื่องภาษี ฯลฯ)
    การศึกษาต้องปฎิรูปครับ ผมมีแนวทางในการปฏิรูปการศึกษาที่คิดว่าแหวกแนว และน่าทำ สนใจเชิญอ่านที่ http://tawatchainakabut.multiply.com/journal/item/4

  4. อ.ธวัชชัย:
    รอภาครัฐเหรอครับ ผมว่าอย่าเลย ตราบใดที่รัฐมอง ‘เกษตรกรรม’ เป็นเพียงแหล่งวัตถุดิบของกระบวนการอุตสาหกรรม
    งานนี้มันถึงขั้นต้องปรับทิศทางของประเทศครับ จึงจำเป็นต้องปรับความคิดของเกษตรกรเองก่อน
    ใครพร้อมก่อนก็เริ่มได้ก่อน ตัวอย่างให้เปรียบเทียบก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
    ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการขับเคลื่อนโดยประชาชนเอง ไม่สมควรที่รัฐจะมากำกับบงการชีวิตประชาชน การจะเปลี่ยนแปลงสิ่งใดไปในทิศทางที่เราต้องการ ก็ต้องกุมสภาพการนำเอาไว้ ดูอย่างเกษตรกรแห่งชาติหรือเกษตรกรตัวอย่างแต่ละท่านสิครับ “คิดเอง ทำเอง” ทั้งนั้น ไม่ต้องเดินตามหรือรอรับการส่งเสริมจากใคร จนสุดท้ายรัฐก็ต้องกุลีกุจอมายกย่องเชิดชู
    ไม่ต้องเดินขบวนให้เสียเลือดเนื้อ เสียแค่เหงื่อจากการปฏิบัติเท่านั้น

    ส่วนเรื่องการศึกษา ผมคิดว่าระบบโรงเรียนวัดในสมัยก่อนเหมาะกับสังคมไทยมากที่สุด คนไทย(ส่วนใหญ่)รู้คุณข้าวคุณคนก็จากก้นบาตร น้ำจิตน้ำใจสะอาดก็เพราะผ่านวัดมาทั้งนั้น

  5. อยากใช้ชีวิตอย่างที่ว่าบ้างจัง

    เป็นอยู่อย่างเรียบง่าย แต่สูงส่งด้วยจิตวิญญาณ

    การก้าวข้ามกำแพงความคิดที่ว่ามันยากเย็นแสนเข็ญ(ใจ)จริงๆ

    ขอไปเยี่ยมชมบ้านสวนบ้างได้มั้ยครับ

    เผื่อบางที่ อาจจะก้าวข้ามกับเขาบ้าง

    ขอบคุณสำหรับข้อคิดดีๆครับ

  6. ถึง…สันป่ากาย

    หลายคนทีเดียวติดกับภาพวิถีเกษตรธรรมชาติในลักษณะที่คุณว่า กับผมเองแล้ว เรียบง่ายน่ะได้ แต่สูงส่งด้วยจิตวิญญาณนี่ ต้องขอให้ถอน ผมยังกินเหล้าเมายา ยังเดินห้าง ยังผลาญน้ำมัน ยังอะไรต่อมิอะไรเหมือนกับคนอื่นทั่วไปอยู่เลย😛

    จิตวิญญาณที่สูงส่งนั้น ต้องหลุดพ้น ต้องเผื่อแผ่นะ ผมว่า อย่างลุงฟู ธอโร หรือปราชญ์ชาวบ้านของเราเนี่ย ใช่เลย

    ลองมองวิถีนี้ในอีกมุมหนึ่งดูสิครับ

    Comment by ธวัชชัย นาคะบุตร — August 10, 2008 @ 5:12 pm

    ยังห่วงการผลิตเพื่อขายก็เป็นธรรมดาละครับที่ต้องเจอปัญหาการตลาด ซึ่งควบคุมไม่ได้ หรือได้ยากแม้แต่รัฐบาล แล้วทำไมไม่ปลูกเพื่อกินเองละครับ จะไม่ดีกว่าหรือครับ

    ทำหลาย ๆ อย่างเพื่อกิน ใช้ของจนเอง เหลือก็ขาย ยังไง ๆ ก้ต้องมีเหลือขาย แจก แลกเปลี่ยน (เหมือนสมัยก่อน ไม่ต้องใช้เงิน)เงินก็ต้องได้ อาจน้อยหน่อย ถ้าคิดอย่างพอเพียงก็น่าจะพอใจ ไหนว่า “เข้าซอยใหม่” แล้วละครับ (ไม่รู้ว่าเข้าซอยใหม่วันไหน) ผมเองก็ยังไม่ได้ทำนะครับ แต่คิดว่า น่าจะทำได้

    แม้จะแปรรูป เพิ่มมูลค่าของสินค้า ก็หนีไม่พ้นปัญหาการตลาด

    ผมว่า ต้องทำใจเรื่องราคา และไม่เน้นผลิตเพื่อขาย ขายไม่ได้ก็ไม่ต้องขาย ได้เท่าไรก็เอา ถึงอย่างไร ผมเชื่อมั่นว่า “เกษตรซอยใหม่” ก็อยู่ได้อย่างสบายครับ

    .

    .

    Comment by golb — August 11, 2008 @ 2:52 pm

    “เกษตรซอยใหม่” ต้องประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับเงื่อนไขชีวิตของแต่ละคนครับ ซอยใครซอยมัน ถ้าลำพังเฉพาะตัวผมเอง ผมอยู่ได้สบายครับบนวิถีเกษตรแบบนี้อย่างที่อาจารย์ว่า เรื่องปลูกไว้กิน ละไว้ในฐานที่เข้าใจได้เลย มีที่ดินติดตัวติดตีนอย่างนี้ไม่วันอดตายหรอกครับ แต่สวนผมจำเป็นต้องมีรายได้จำนวนหนึ่งมาหล่อเลี้ยงด้วยเงื่อนไขสำคัญ ๓ ประการ นั่นคือ

    ๑. ‘ลุงน้อย’ หนึ่งชีวิตที่อยู่เป็นเพื่อนสวนกันมานานกว่าแปดปี นอกจากช่วยกันดูแลสวนแล้ว เรายังช่วยดูแลกันและกันด้วย มันเป็นเรื่อง ‘ใจ’ น่ะครับ ไม่ใช่เรื่องลูกจ้างนายจ้าง

    ๒. ‘ค่าไฟฟ้า’ สวนผมเป็นที่ดอนครับ ตั้งอยู่บนจมูกเขา มีปัญหาเรื่องการเก็บกักน้ำพอสมควร ผมจึงจำเป็นต้องใช้น้ำบาดาลเพื่อการดำรงชีวิตของทั้งคน สัตว์ และพืชภายในสวน

    ๓. ‘ค่าปุ๋ย’ หมายถึงพวกขี้วัวขี้ควายน่ะครับไม่ใช่ปุ๋ยเคมี ความที่กิจกรรมในสวนยังไม่หลากหลาย ส่วนเกินหรือของเหลือใช้ทางการเกษตรจึงมีไม่มากพอที่จะนำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตปุ๋ยใช้เอง อันนี้จำเป็นต้องจ่ายครับ-สำหรับผม

    ในการจัดการเงื่อนไขดังกล่าวข้างต้น ผมต้องอาศัยทั้ง ‘วิถี’ และ ‘วิธี’ เกษตรธรรมชาติมาใช้ประเมินและประมาณตัวเองว่า อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ และทำได้ขนาดไหน?

    มั่นใจเกินร้อยครับว่าใจผม ‘พอ’ แต่ผมก็จำเป็นต้องมีมือมีไม้ไว้ใช้ในการคลี่คลายเงื่อนปมของตัวเองด้วย

    ผมเขียน entry นี้เมื่อปีที่แล้ว ด้วยอยากที่จะให้งานวิจัยต่างๆ ให้ความสำคัญกับเกษตรกรรายย่อยให้มาก เพราะถ้าจะ ‘ขาย’ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญ

    เกษตรกรจะมา ‘ยังชีพ’ อยู่ตลอดไปไม่ได้หรอกครับ เมื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตนเองได้แล้ว ต้องไม่ลืมว่าเกษตรกรเราก็มีภาระความรับผิดชอบในการ ‘เลี้ยงชาติ’ และ ‘เลี้ยงโลก’ ด้วย

    การก้าวข้ามกำแพงความคิดนี้ ก็เหมือนเวลาที่คุณต้องเอาชนะความขี้เกียจตื่นเช้ามาทำงานหรือมาเรียนหนังสือนั่นละครับ

    คุณเอาชนะมันได้เพราะคุณเห็นความสำคัญของการทำงาน-ของการเรียน การทำงานช่วยคุณสร้างสุขให้ครอบครัว ให้สังคม ส่วนการเรียนก็ช่วยสร้างอนาคต ถ้าคุณเห็นมันสำคัญและมีความรับผิดชอบพอ คุณก็ต้องตื่น ใช่หรือเปล่า?

    วิถีเกษตรทางเลือกก็เช่นกัน ถ้าคุณเห็นความสำคัญของมัน กำแพงมันจะสูงก็แค่หัวเข่าของคุณเท่านั้นเอง ผมว่ามันยากตรงที่เราไปสนใจที่รูปแบบกันมากไปหน่อย ถกเถียงกันเพื่อกำหนดดัชนี ต้องวัดค่าออกมาเป็นหน่วยนั้น หน่วยนี้

    เรารู้สึกถึงมันไม่ได้แล้วหรือ?

    สำหรับผม ไม่มีเกณฑ์กำหนดใด ๆ ทั้งนั้น สัญชาตญาณล้วน ๆ ครับ มันเป็นความรับผิดชอบทั้งกับตัวเอง ครอบครัว สังคม และธรรมชาติมากกว่า ง่าย ๆ คุณกล้าบริโภคผลผลิตที่คุณปลูกคุณขายหรือเปล่า – เท่านั้นเอง

    ที่จริงแล้วมันเป็นความเห็นแก่ตัวน่ะครับ ผมอยากจะอยู่บนโลกที่รื่นรมย์ อยู่ในสังคมที่ร่มเย็น มีครอบครัวเปี่ยมสุข ฉะนั้นผมก็ต้องเริ่มที่รอบ ๆ ตัวเองก่อน ผมเชื่อว่า “วิถีเกษตรธรรมชาติ” จะพาผมไปสู่ที่หมายนั้นได้

    เป็นวิถีสากลครับ ใช่เพียงเพื่อเกษตรกรเท่านั้น ใครก็ได้ – – จริง ๆ

    ด้วยมิตรภาพ
    🙂

    ปล. ที่ถามใน about ยกมาตอบที่นี่นะครับ – – สวนผมอยู่ศรีบัวบาน จ.ลำพูนครับ ไม่ใช่ห้วยโป่ง

  7. แน่นอนว่าหลายคนคงมีความคิดเช่นนี้ แต่อยากจะบอกว่า ปราชญ์ชาวบ้านทุกท่านก็เริ่มต้นจากติดลบทั้งนั้นครับ มีหนี้สินติดตัวกันทุกคน แต่ทุกท่านเลือกที่จะ ‘กลับลำ’ ปลดปล่อยความคิดและจิตใจให้เป็นอิสระ หยุดคิดทบทวน จนสามารถค้นพบหนทางแห่งการพึ่งพาตนเองและอยู่เย็นเป็นสุขมาจนทุกวันนี้

    ก็นั้นละซิ…..อะที่นี้ละก็…..กระทรวงศึกษา ฯ ท่านเข้าใจไหม ? เห็นสอนแต่แผนใหม่ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ แผนเก่ามันไม่ทันสมัย มันไม่เข้าใจ หัวมันหัวเผือกฉันกินไม่เป็น…..กินเป็นแต่ แวนวิท คิคุอะเซมิ,,,,,ดร.ประชาธิปไตย ดร.สิทธิมนุษยชน ดร.สิ่งแวดล้อม ดร.การศึกษา ดร.ถั่วงา ดร.หมูหมา ดร.สะปะ….. ฮาละก้าย อีกสำนักงานมากมาย…..พลาญงบประมาณแล้วก็มาก ไม่เห็นชาวบ้านฉลาดกว่าไอ้แป๊ะ อีเจ่ นายหัว นางหัว หรือนายฮ้อย แม่เลี้ยงเลย…..ขายผลิตผลของตนถูก – ซื้อของเขาแพง ให้ลูกหลานแห่ไปซื้อเขากินอยู่ได้ทุกวัน พ่อแม่-ครูอาจารย์เป็นตัวอย่างที่ดีไหม ? ถ้าไม่สร้างขบวนการคิดให้เป็นอยู่ให้พอดี ต่างคนไม่เอาเปรียบกันย่อมพ้นบ่วงกรรมแน่ แต่นี่สารพัดรูปแบบฟาดฟันกันใครไว-ใครได้ กฎไม่เป็นกฎ หมู่มามากนำไปเอาด้วย แล้วใครจะช่วยได้พ่อแม่เจ้าประคุณ
    เหนื่อยบ้าง ! เอาไปวิจัยหากระตังดูซิท่าน ? ได้ผลอย่างไงช่วยบอกผมด้วย
    คนฉลาดมีกระตัง มีฐานะ ได้เรียนโรงเรียนดี-เด่น ชาวบ้านตาดำตาใส ลูกไอ้โน้น หลานอีนี่ อยากเกิดมาจนไปบวชเรียนที่วัด,,,,,โถ ! ดร.เรียนมาสูงคิดได้แค่นี้หรือครับท่าน… ขอถามว่าที่สอนคุณธรรมในโรงเรียนดีเด่น กับ วัด เด็กคนไหนมีคุณธรรมสูงกว่ากัน หลวงพ่อแก่ ๆ ๆ เก่า ๆ ๆ ใช้ไม้เรียวสอนลูกศิษย์ เขียน ก กา ฮ สวย ๆ สอนนักธรรม ได้ดีมีไหมครับ ขอถามหน่อย ดร.เลิกไม้เรียว เป้นไงลูกศิษย์คิดล้างครู…..ดีไหม ? แล้วนี่หรือจะไปสอนให้เกษตรกรดีขึ้นได้อย่างไร ?
    ขอกล่าวไม่ได้เครียด…..พูดให้ฟัง…..จบ

  8. เข้าใจว่าคุณประยุกต์คงไม่ต้องการคำตอบอะไร
    🙂

    ทางเดียวที่เกษตรกรจะปลดแอกตัวเองได้ ต้องระเบิดมาจากข้างในอย่างที่ในหลวงทรงตรัสไว้นั่นละครับ

    ใครหน้าไหนก็ช่วยไม่ได้

  9. คิดว่าเกษตรกรไม่ได้โง่หรือไม่ฉลาดหรอกค่ะ(เท่าที่ได้ไปสัมผัสมา)
    เกษตรกรแต่ละคนเก่งเรื่องวิชาชีพของตัวเองอยู่แล้ว
    หากแต่เกษตรกรยังเดินไม่ถูกทางเท่านั้นเอง
    ก็เพราะคนที่ไปชี้แนวทางเป็นฝ่ายขายหรือฝ่ายส่งเสริมจากบริษัท
    เข้าไปถึงก่อนที่ทางรัฐหรือคนที่มุ่งหวังจะช่วยเกษตรกรอย่างจริงจังจะไปถึง
    และถ้าหากเป็นแนวทาง(ที่เกษตรกรเห็นว่า)ที่สามารถลดความเสี่ยงเพราะการเกษตรความเสี่ยงสูงจริงๆแต่รายได้ไม่คุ้มกับการเสี่ยง(เพราะทางเศรษศาสตร์บอกความเสี่ยงสูงเงินที่ได้สูงเช่นกัน)
    แล้วละก็เกษตรกรคงเห็นดีด้วย
    ลองคิดดูนะคะว่าหากเราเป็นเกษตรกรที่กำลังหมดความหวังและต้องการความช่วยเหลือด่วนคุณจะเลือกอะไร..การเป็นเกษตรกรลูกไร่คงดีที่สุดในขณะนั้น
    จริงรึเปล่าคะ

  10. ไม่ใช่เรื่องโง่หรือฉลาดหรอกครับ เป็นเรื่องของการรู้เท่าทันมากกว่า ทั้งการรู้เท่าทันตัวเองและเท่าทันกระแส

    ถามผมว่าถ้ากำลังหมดหวังหรือต้องการความช่วยเหลือด่วนผมจะเลือกอะไร?

    ที่แน่ ๆ ผมไม่เป็น ‘ลูกไร่’ ใครแน่นอน เพราะนั่นเป็นบ่วงคล้องคอให้เราเดินวนอยู่ในวงจรหนี้สินอย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น ที่ผมจะทำคือหยุดสร้างหนี้เพิ่มเป็นอันดับแรก ผมจะขายที่ส่วนใหญ่ที่มีเพื่อสะสางหนี้ให้หมดหรือให้บรรเทาลง เหลือติดตัวไว้สามไร่ห้าไร่ในการดำรงชีพ ใช้ที่เพียงหยิบมือที่เหลืออยู่นี้แหละในการปลดหนี้ที่เหลือ ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในแนวทางเช่นนี้ก็มีให้เห็นมากมาย แล้วทำไมผมจะทำไม่ได้ละ

    เวลาที่ผมหมดหวัง ผมจะไม่มองไปที่ซีพีหรือเบทาโกรให้ยิ่งสิ้นหวังหรอกครับ แต่ผมจะมองไปที่ผู้พิการหรือบกพร่องทางร่างกาย เตือนตัวเองให้ได้อายว่า เขามีน้อยกว่าเรา แต่ทำไมเขายังมีชีวิตอยู่ได้

    สำหรับเกษตรกรรายย่อยแล้ว ชีวิตไม่ใช่การเล่นพนันหรือการซื้อหวยนะครับ การนำตัวเองเข้าสู่วังวนของความเสี่ยงเป็นเรื่องที่ไม่ควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง เราไม่เหมือนเจ้าของบ่อนอย่างบรรดาอุตสาหกรรมเกษตรขนาดใหญ่ที่ถึงพร้อมด้วยข้อมูล เทคโนโลยี เงินทุน และฟูกนุ่ม ๆ ไว้ให้ล้ม

    ผมเห็นอะไรใน ๑๐ ปีข้างหน้า รู้ไหมครับ?

    ผมเห็นเกษตรกรไทยเหลืออยู่ไม่ถึงร้อยละ ๕ จากที่ปัจจุบันเหลืออยู่ประมาณร้อยละ ๔๐ (เท่าที่จำได้) … เพราะอะไร?

    เกษตรกรเราถูกเลี้ยงไข้ไม่ให้โตมาตลอดครับ เมือจวนเจียนจะตาย กลไกตลาดก็จะยกราคาผลผลิตให้สูงขึ้น จูงใจ (หรือล่อลวง?) ให้เกษตรกรต้องหาทางกู้หนี้ยืมสินมาเสี่ยงกันอีก วนเวียนอยู่อย่างนี้ไม่สิ้นสุด

    การส่งเสริมเกษตรกรให้เป็นหนี้อย่างที่ทำกันอยู่ทุกวันนี้ (ทั้งรัฐและเอกชน) นี่เองที่เป็นตัวบีบให้เกษตรกรต้องขายที่หรือปล่อยให้แบงก์ยึด กลายไปเป็นแรงงานรับจ้าง ที่ดินที่หลุดมือหลุดตีนไปก็ไปอยู่ในมือของผู้ประกอบการหรือบริษัทเกษตรใหญ่ ๆ แทบทั้งนั้น

    ประเทศไทยยังเป็นประเทศเกษตรกรรมแน่นอนครับ แต่เป็นอุตสาหกรรมเกษตรรายใหญ่ไม่กี่ราย ลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ทั้ง ยางพารา พืชพลังงาน สวนป่าเศรษฐกิจ แม้กระทั่งข้าว ที่ผู้ลงทุนอาจจะเป็นต่างชาติก็ได้ ใครจะไปรู้

    ที่สุดแล้ว การลงทุนทางการเกษตรขนาดใหญ่อย่างนี้จะถูกสร้างภาพว่าเป็นแหล่งรองรับแรงงานจำนวนมหาศาล เกษตรกรที่ทุนน้อยไม่สามารถจะแข่งขันได้ก็จะถูกบีบให้ขายที่ให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ ๆ แล้วหันมารับจ้างเป็นแรงงานภาคเกษตรบนแผ่นดินที่เคยเป็นของตัวเอง

    ผมไม่เห็นว่าชีวิตทาสอย่างนี้ มันเป็นชีวิตที่ดีตรงไหน

    การประกันความเสี่ยงของเกษตรกรต้องอาศัยธรรมเท่านั้นครับ ทั้ง ‘ธรรมะ’ และ ‘ธรรมชาติ’

    ‘ถูกทาง’ ของคุณกับผม เผอิญมันคนละเส้นน่ะครับ จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่เรื่องผิดถูกอะไร แต่ถ้าเลือกเดินบนเส้นทางไหนแล้ว ต้องรับผิดชอบผลของการเลือกนั้น ๆ ด้วย เพราะอย่างน้อยในการตัดสินใจนั้นครึ่งหนึ่งก็มาจากตัวเราเอง

    จริงรึเปล่าครับ
    🙂

  11. เห็นด้วยจริงๆค่ะ

    แต่…เอ..เมื่อไรเกษตรกรจะเห็นเป็นอย่างนี้บ้างก็ไม่รู้นะคะ
    ทุกทีที่ไปเจอเกษตรกรเมื่อไรก็อดรู้สึกสงสารไม่ได้
    อย่างไปเจอลุงคนหนึ่งที่ปลูกถั่วเหลืองที่บ.หนึ่งมาให้ทดลองปลูกโดยแนะนำให้ใช้ปุ๋ย และยาต่างๆ(สารเคมี)ตามอัตราที่บ.แนะนำโดยลุงแกไม่ต้องเสียเงินแต่เมื่อได้ผลผลิตแล้วนำมาขายให้บ.หลังจากนั้นก็หักเงินค่าใช้จ่ายจากผลผลิต
    ในช่วงแรกก็ดีอยู่ค่ะแต่เมื่อผ่านไปหลายๆรอบการปลูกแล้วโรค แมลงระบาดหนักขึ้นการใช้สารเคมีต้องเพิ่มปริมาณบ่อยขึ้น รวมทั้งดินเริ่มเสื่อมการใช้ปุ๋ยก็เพิ่มมากขึ้นอีก เมื่อผลผลิตออกมารุ่นหลังนี้ไม่ได้มาตรฐานของบ.
    แล้วเกิดอะไรขึ้น ก็ขายผลผลิตให้บ.ไม่ได้ ต้องไปขายที่อื่นหรือขายให้กับบ.ในราคาต่ำ หักลบกลบหนี้แล้วคงยังไม่พอค่าใช้จ่ายค่ะ
    ทางบ.ก็เริ่มทวงหนี้ไงคะ เฮ้อ… เหนื่อยแทน

    นักศึกษาที่จบทางด้านการเกษตรในปัจจุบันส่วนใหญ่ล้วนเป็นเซลล์ นักส่งเสริมให้กับบ.ใหญ่ๆทั้งนั้น ก็คงเพราะค่าจ้างที่สูงพอสมควร
    แล้วอีกอย่างงานทางด้านการเกษตรหายากจริงๆค่ะ น้อยมากที่ไปอยู่กับงานตรงสายหรือกลับไปทำการเกษตรที่ได้เรียนมาจริง(ประสบการณ์ตรง)

    หลายคนที่จบเกษตรไปถึงขั้นเอ่ยปากว่า มีลูกสอนลูกมีหลานสอนหลานว่าอย่ามาเรียนเกษตรเลยโดยเฉพาะผู้หญิง (คงเห็นว่าหางานยากและทำงานเหนื่อยละมั้งคะ)

    แต่ดีใจมากๆค่ะที่มี Blog แบบนี้ให้ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการเกษตร ใจชื้นขึ้นมาทีเดียวที่ได้เห็นคนที่มีความชอบเหมือนๆกัน แล้วสักวันหนึ่งดิฉันคงได้นำสวนของดิฉันมาให้ชมมั่งนะคะ คงอีกไม่นาน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s