โยซึบะ : ปิ่นโตเถาย่อมๆ จากญี่ปุ่น

.

ในตลาดการค้าปัจจุบันหันความสำคัญกับผู้บริโภคมากเกินไป แต่สำหรับองค์กรของเรา เราไม่ต้องการให้ความสำคัญกับผู้บริโภคจนมากเกินไป เพราะเป็นการบีบคั้นเกษตรกรผู้ผลิต และในระบบตลาดมักจะละเลยความสำคัญของการผลิต โดยอย่างยิ่งต่อสภาพความเป็นอยู่ของเกษตรกร

.
เป็นไงครับ นี่คัดเอาที่ชอบมาแปะไว้ก่อน ส่วนที่เหลืออยู่ข้างล่าง เป็นข้อเขียนดีๆ ที่เอามาฝาก อีกหนึ่งเส้นทางตัวอย่างที่เกษตรกรและผู้บริโภคจับมือกันเดินไปพร้อมๆ กัน ตอกย้ำแนวคิด “ผูกปิ่นโต” ให้มีที่ยืน ท่ามกลางกระแสบริโภคนิยมงมงาย คนที่พึ่งตนเองได้เท่านั้นครับที่จะอยู่รอด ไม่ว่าเกษตรกรหรือผู้บริโภค ยิ่งพึ่งพาความคิดและวิจารณญาณของตัวเองได้จะดีที่สุด

ช่วงนี้ขอขัดตาทัพ-อัพบล็อกด้วยวิธีตัดแปะแบบนี้ไปก่อน ข้าวของแพงก็เป็นไปตามกลไก เมื่อเอาตัวไปผูกกับกระแสหลักอย่างนี้ จะกี่รัฐบาลก็ทำได้แค่บรรเทา ประชาชนเองลองหันมามองกระแสรองกันหน่อยดีไหม? ทำไมยังต้องบริโภคในสิ่งที่คนอื่นต้องการให้เราบริโภคอยู่ทุกวี่วัน ลองรวมก๊วนกันซักสี่ส้าซ้าห้าคนเป็นอย่างต่ำ ลุยฟาร์มย่ำแปลง ไปยื่นข้อเสนอที่ปฏิเสธก็ได้ให้กับเกษตรกรดู จะเป็น ผัก ผลไม้ ไก่ หมู หรืออะไรอื่นก็ได้ทั้งนั้น ดีลกันเองไม่ต้องผ่านโบรกเกอร์ น่าสนุกออก

ผมว่าถ้าจะผูกปิ่นโตกัน สำคัญที่คนกินนะครับว่าอยากกินอะไร คนทำจะได้ทำอย่างสุดฝีมือ ให้ติดอกติดใจ

.

ปล. ผมชอบวิธีการของเจ้าของฟาร์มหมูบางคนที่ชำแหละเอง ขายเอง หน้าฟาร์มนั่นล่ะ สามารถตั้งราคาที่ผู้บริโภคพอรับได้ ตัวเกษตรกรเองก็พอมีกำไร  รู้สึกจะเป็นที่เชียงรายถ้าจำไม่ผิด ไม่ต้องผ่านคนกลางที่คอยกดราคาหน้าฟาร์มแล้วไปบวกราคาหน้าเขียง แม้เป็นการเพิ่มภาระกับเกษตรกร แต่ก็เป็นวิธีที่ช่วยแก้ทั้งปัญหาของตนเองและผู้บริโภคไปพร้อมๆ กัน แบบนี้มันได้ใจกันนะ ผมว่า
.

………………

.

Yotuba : ขบวนการอาหาร ‘กู้โลก’
เรียบเรียงโดย สิริลักษณ์ ศรีประสิทธิ์

.มองไปทางซ้ายเจอเซเว่นฯ มองไปทางขวาก็เจอเทสโก้ฯเอ็กซ์เพลส สินค้าที่ขายตามร้านรวงเหล่านี้ก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก แม้จะมีรายการสินค้าต่างๆ ให้เหลือสรรมากมาย แต่มองๆ ดูแล้วก็มาจากบริษัทใหญ่ๆ เดียวกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น เนสท์เล่, ยูนิลิเวอร์, คอตเกตปาล์มโอลีฟ, พีแอ็นด์จี ฯลฯ

โดยมากแล้วสินค้าที่ผลิตในปริมาณมากเหล่านี้ บางบริษัท บางโรงงาน ก็เอารัดเอาเปรียบแรงงาน ให้สวัสดิการค่าจ้างแก่แรงงานต่ำกว่ามาตราฐาน บางโรงงานปล่อยน้ำเสียลงสู่แม่น้ำและสิ่งแวดล้อม เครื่องสำอางบางยี่ห้อยังทดลองกับสัตว์โดยไร้ซึ่งความเมตตาอีกด้วย ฯลฯ แต่ข้อมูลเหล่านี้ไม่ค่อยถูกพูดถึงกันเท่าไรนัก และที่สำคัญ ต้นทางการผลิตสินค้าเหล่านี้ ช่างห่างไกลจากความรู้สึกและการรับรู้ข้อมูลของผู้บริโภคเสียเหลือเกิน

ปัญหาที่เกิดขึ้นเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ และยังได้ส่งผลกระทบต่อผู้คนที่เกี่ยวข้องในระบบการผลิตทุกขั้นตอนมาอย่างยาวนานแล้วอีกด้วย นับตั้งแต่ทรัพยากรธรรมชาติ ไปยังผู้บริโภค และ “เกษตรกร” ก็มักเป็นกลุ่มคนที่ใครหลายคนอาจละเลยไป

เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2551 มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือร่วมกับองค์กรพันธมิตร จึงได้จัดเสวนาเรื่อง “สหกรณ์…การเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิตในชนบทกับผู้บริโภคในเมือง” ประสบการณ์จากประเทศญี่ปุ่นขึ้นที่ ห้องประชุมมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โดยมี คุณคานาอุ ยามากูจิ ตัวแทนจากสหกรณ์โยซึบะ องค์กรเครือข่ายผู้ผลิตและผู้บริโภค จ.โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น มาพูดคุยถึงแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานขององค์กร และสภาพการณ์โดยทั่วไปของเกษตรกรและเกษตรกรรมญี่ปุ่น

.

โยซึบะ : โชคดี มีความสุข

โยซึบะ (Yotuba) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1976 (พ.ศ.2519) เกิดจากการรวมตัวของบริษัทขนาดเล็กภายในประเทศญี่ปุ่น จำนวน 35 แห่ง ประกอบด้วย บริษัทผู้ทำการขนส่งอาหาร 22 แห่ง และบริษัทแปรรูปอาหาร 13 แห่ง มาร่วมกันสร้างเครือข่ายผู้ผลิตและผู้บริโภค ภายใต้ชื่อ “โยซูบะ” โดยมีแนวคิดที่ต้องการเชื่อมต่อระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค เพื่อให้เห็นความสำคัญกับกระบวนการผลิตอาหารและสินค้าที่มาจากธรรมชาติ มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค (www.yotuba.gr.jp)

“โยซึบะ”คือ ใบไม้ชนิดหนึ่ง ซึ่งปกติแล้วมีใบ 3 แฉก แต่สำหรับการนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ขององค์กรได้ใช้เป็นใบรูป 4 แฉก ซึ่งมาพร้อมกับความเชื่อที่ว่า นั่นหมายถึง ความโชคดี มีความสุข ความสุขสมบูรณ์ของชีวิตนั่นเอง

ปัจจุบันโยซูบะ มีพนักงานที่ทำงานดูแลงบประมาณกองกลาง และทำหน้าที่ประสานงาน จำนวน 300 คน เกษตรกรผู้ผลิตในสังกัดประมาณ 30 ราย นอกสังกัด 50 ราย, ฟาร์มในสังกัด (เช่น ฟาร์มวัว ฟาร์มหมู) 4 แห่ง และเครือข่ายสมาชิกผู้บริโภคทั่วประเทศ 40,000 กว่าคน

.

เชื่อมโยงหัวใจ ผู้ผลิต-ผู้บริโภค

คุณยามากุจิ เล่าว่า โยซูบะมีนโยบายหลักอันเป็นหัวใจสำคัญพื้นฐาน คือการส่งเสริมกระบวนการผลิตที่ไม่ใช้สารเคมี เน้นความเป็นธรรมชาติ และมีการแปรรูปผลิตภัณฑ์ หรือสินค้า ที่มีความปลอดภัยกับผู้บริโภคเป็นหลัก โดยงานหลักของโยซูบะ แบ่งออกเป็น 3 ฝ่ายหลักๆ

1.การซื้อวัตถุดิบ และผลผลิตจากเกษตรกรสมาชิกที่สังกัดอยู่ในองค์กรโยซูบะ 2.องค์กรทำการแปรรูปผลิตภัณฑ์เอง และ 3.จำหน่ายสินค้า ผลผลิตทางการเกษตร และผลิตภัณฑ์แปรรูป ไปยังผู้บริโภคสมาชิก โดยมีแคตตาล็อกให้สมาชิกสั่งซื้อทางไปรษณีย์ได้ โดยสินค้าที่ได้รับการสั่งซื้อจากสมาชิกจะถูกจัดส่งไปยังบ้านใน 1 สัปดาห์ นอกจากนี้กรณีข้าวสาร สมาชิกผู้บริโภคสามารถที่จะสั่งซื้อได้เป็นรายเดือนหรือรายปีก็ได้

เสน่ห์ของโยซึบะคือ ผู้บริโภคในเมืองตรวจสอบย้อนกลับไปถึงที่มาของพืชผักจนไปถึงตัวผู้ผลิตได้ด้วยความเชื่อมั่นว่า ตนเองบริโภคผักปลอดสารและเป็นธรรมแก่เกษตรกรรายย่อย

“กรณีสั่งซื้อข้าวสารล่วงหน้าแบบรายปี มีผลดีกับทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคที่สั่งซื้อ เนื่องจากทางสหกรณ์โยซูบะ หรือผู้ผลิตสามารถที่จะคาดคะเนผลการผลิตได้ แต่ผลผลิตก็จะก็ไม่ตรงตามคาดเสียทีเดียว เนื่องจากไม่ได้ผลิตแบบเกษตรกรรมอุตสาหกรรม ดังนั้น ผลผลิตที่ได้ก็จะขึ้นอยู่กับฤดูกาล และสภาพอากาศในแต่ละปีด้วย”

“นอกจากนี้ สมาชิกผู้บริโภคที่สั่งซื้อข้าวสารรายปี จะได้เข้าร่วมกิจกรรมกับผู้ผลิตโดยตรงในการปลูกข้าว เช่น ดำนา เกี่ยวข้าว เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อเชื่อมโยงทั้ง 2 ฝ่าย ทำให้ผู้บริโภคได้เรียนรู้ และเข้าใจว่า ข้าวมาจากไหน มีกระบวนการผลิตอย่างไร ทั้งนี้ การสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงผู้ผลิตและผู้บริโภคที่มีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องคำนึงถึง การเปิดโอกาสให้ทั้ง 2 ฝ่ายได้มาร่วมกิจกรรมด้วยกัน แลกเปลี่ยนข้อมูล และความต้องการของทั้ง 2 ฝ่าย ว่าจะทำอย่างไรให้การผลิตและการบริโภคเป็นไปอย่างลงตัว”

.

โยซึบะไม่ละเลย ‘เกษตรกร’

คุณยามากุจิ เล่าต่ออีกว่า ผลผลิตทางการเกษตร และผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ ของกลุ่มเกษตรกรของเรานั้น ต้องยอมรับว่าไม่สามารถจะผลิตได้จำนวนมากเหมือนกับบริษัท หรือโรงงานใหญ่ๆ ฉะนั้นบางฤดูกาล และบางปี ผลผลิตอาจมีน้อยและไม่แน่นอน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางธรรมชาติ เช่น บางปีอาจประสบปัญหาทางธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม อากาศร้อนจัด เป็นต้น

ในตลาดการค้าปัจจุบันหันความสำคัญกับผู้บริโภคมากเกินไป แต่สำหรับองค์กรของเรา เราไม่ต้องการให้ความสำคัญกับผู้บริโภคจนมากเกินไป เพราะเป็นการบีบคั้นเกษตรกรผู้ผลิต และในระบบตลาดมักจะละเลยความสำคัญของการผลิต โดยอย่างยิ่งต่อสภาพความเป็นอยู่ของเกษตรกร”

ผลิตภัณฑ์จากโยซึบะ นอกจากจะเน้นที่อาหารส่งตรงถึงผู้บริโภคโดยตรงแล้ว การผลิตสินค้าไม่ได้ต้องการขายทีละมากๆ แบบอุตสาหกรรมและต้องขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศ ความเป็นอยู่ที่ดีของเกษตรกรด้วย

ทั้งนี้ ผลผลิตและผลิตภัณฑ์ในสังกัดของโยซูบะ โดยรวมมีราคาสูงกว่าสินค้าทั่วไปในตลาด 1.5% แต่เป็นผลิตภัณฑ์ที่เน้นให้ความสำคัญกับคุณภาพ และความปลอดภัย โดยสมาชิกส่วนใหญ่เป็นครอบครัวที่มีรายได้ปานกลาง เป็นผู้บริโภคที่ใส่ใจในเรื่องคุณภาพของผลิตภัณฑ์อาหาร และสินค้า แต่เนื่องจากทำงานยุ่ง จึงไม่มีเวลาสะดวกในการออกไปซื้อสินค้าข้างนอก ส่วนผู้บริโภคที่ไม่ได้เป็นสมาชิกโยซูบะ ก็สามารถซื้อสินค้าได้ในร้านค้าขนาดเล็กที่กระจายอยู่ 8 แห่งในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศญี่ปุ่น โดยสามารถซื้อได้ในราคาเดียวกันกับที่ขายให้สมาชิกผู้บริโภค

.

เกษตรกรในยุคโลกาภิวัตน์

“ที่ผ่านมาประเทศญี่ปุ่นมีการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ก้าวหน้า และผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเป็นหลัก โดยรายได้จากอุตสาหกรรมนั้น นำมาซื้อสินค้าเกษตรกรรม เนื่องจากการผลผลิตทางการเกษตรภายประเทศสามารถผลิตได้เอง 40% เท่านั้น อีก 60% เป็นการนำเข้า” คุณยามากุจิ กล่าว

“นอกจากนั้น คำถามก็คือ การมีรายได้จากอุตสาหกรรมเพื่อซื้อสินค้าเกษตรจะทำได้ตลอดไปหรือไม่ เพราะในยุคโลกาภิวัตน์ การแข่งขันทางตลาดมีสูง ผู้ผลิตรายใหญ่สามารถกระจายสินค้าไปยังประเทศต่างๆ ได้อย่างเสรีมากกว่าอดีต ในตลาดโลกาภิวัตน์แบบนี้ ทำให้เน้นอุตสาหกรรมมากขึ้น ทุนใหญ่จะเข้ามามีอิทธิพลในการผลิตมากขึ้น โดยที่เกษตรกรรายย่อยต้องแข่งขันกับทุนขนาดใหญ่ที่สามารถผลิตสินค้าได้ในปริมาณมาก และขายในราคาถูกกว่า หากสู้ไม่ได้ก็อยู่ไม่ได้ ก็ต้องล้มเลิกไป”

“ไม่เพียงแค่นั้น อาหารราคาถูกที่นำเข้ามาขายจากต่างประเทศ ทำให้เกษตรกรในประเทศนั้นอยู่ไม่ได้ ต้องต่อสู้มากขึ้น ในทางกลับกัน เกษตรกรของประเทศที่นำสินค้าอาหารราคาถูกไปขายให้ประเทศอื่น เกษตรกรของประเทศที่ผลิตอาหารราคาถูกก็ถูกกดขี่ราคาด้วยเช่นกัน ในโลกโลกาภิวัตน์นี้จึงน่าเป็นห่วงว่า การผลิตแบบอุตสาหกรรม ใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยี จะส่งผลให้เกษตรกรรายเล็ก รายน้อย อยู่อย่างลำบาก และการเกษตรแบบดั้งเดิมจะสูญหายไปหรือไม่ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ถูกทำลาย” คุณยามากุจิ กล่าวทิ้งท้าย

.

อย่างไรก็ตาม ถือว่าความพยายามของกลุ่มเกษตรกร และองค์กรโยซึบะก็กำลังได้รับการยอมรับ และมีสมาชิกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ลองจินตนาการดูซิคะว่า มันจะดีมากแค่ไหน หากเราทุกคนรู้ว่าสิ่งที่เรากำลังรับประทานอยู่นั้นผลิตขึ้นจากที่ใด ใครเป็นคนผลิต ชีวิตของเกษตรกรผู้ผลิตเป็นอย่างไรบ้าง

‘บ้านนี้เลี้ยงวัว เลี้ยงหมู บ้านนั่นผลิตเต้าเจี้ยว บ้านโน่นทำไร่ส้ม บ้านข้างๆ บ้านเราขายกล้วยปิ้ง คงจะดีไม่น้อย หากเรารู้ว่า ทุกบาททุกสตางค์ที่เราจ่ายไปจะตกไปอยู่ในมือใคร อาหารที่เรารับประทานปลอดภัยหรือไม่’ คำถามร้อยแปด ปัญหาพันเก้า เราทุกคนสามารถช่วยกันคิดช่วยกันตอบ และช่วยกันแก้ไขได้นะคะ หันมาบริโภคอุปโภค อาหารสินค้าที่ผลิตในท้องถิ่น ก็น่าจะเป็นก้าวแรกที่ช่วยกู้โลกได้คะ
.

เรื่องและภาพจาก www.localtalk2004.com

.

.

.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s