ความจริงคือใจ

.

หลายคนคงเป็นเหมือนกัน กับหนังสือสามสี่เล่มที่จะต้องหยิบมาอ่านซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่รู้เบื่อ เป็นเพื่อนติดเป้ในทุกครั้งที่ลุยดงปีนดอย กองอยู่บนเบาะหลังรถคู่ใจทุกคราวที่ล้อหมุนบนทางเปลี่ยวเถื่อน แม้ในวันที่ต้องลงหลักปักฐานที่หนึ่งที่ใด หนังสือเหล่านั้นก็จะนอนเรียงกันอยู่บนชั้น รอให้เราเข้ามาทักทายพาเที่ยวอีกครั้ง

สำหรับผมเองแล้ว ‘บ้านดวงใจ’ ของพิบูลศักดิ์ ละครพล เป็นหนึ่งในนั้น นอกเหนือไปจาก ‘ปุลากง’ ของโสภาค สุวรรณ, ‘ขุนนางป่า’ และ ‘พูดกับบ้าน’ ของ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์

ถ้าไม่ได้สัมผัส ไม่เคยล้มลุกคลุกคลานกับชีวิตแบบนี้มาด้วยตนเอง คงไม่กล้านำมาแบ่งปันได้อย่างสนิทใจ เป็นตัวหนังสือที่ถ่ายทอดแบบแผนชีวิตได้ตรงตัวตรงใจผมมากที่สุด ขออนุญาตผู้แต่งในการบันทึกความคิดที่ตัวผมเองไม่มีความสามารถพอที่จะคั้นมันออกมาให้อ่านง่ายและชัดเจนเช่นนี้ได้

.

“ทำไมต้องอดทนด้วย เป็นชีวิตที่พวกคุณเลือกแล้วไม่ใช่หรือ พวกคุณพอใจและรักชีวิตแบบนี้” พ่อสงสัย

“ใช่ครับ เราเลือก แต่งานทุกอย่างก็ล้วนต่างมีปัญหาทั้งนั้นแหละ โดยเฉพาะกับคนหนุ่ม ปัญหาทางจิตใจนี่มีมาก คือมันต้องต่อสู้กับจิตใจของตัวเอง ชีวิตมันไม่ใช่ความฝัน กว่าที่จะเป็นรูปเป็นร่างได้อย่างที่เห็นนี่ก็เล่นเอาแย่ไปเหมือนกัน ที่นี่มันป่ารก หญ้าถางวันสองวันมันก็ขึ้นแล้ว ปลูกอะไรก็ถูกพวกแมลงรบกวน อีกอย่างพวกเรามาจากครอบครัวของชนชั้นกลาง เรียกง่ายๆ เป็นปัญญาชนช่างฝันที่ยังไม่เคยสัมผัสกับชีวิตจริง เรานึกว่ามันสวยหรูและก็ง่ายดายแบบอุดมคติ แต่พอมาลองใช้ชีวิตเข้าจริงๆ มันไม่ง่ายอย่างที่คิดหรอกครับ แค่ปัญหาการคมนาคม ความเหงา ท้อแท้นี่ก็แทบรับมือกับมันไม่ไหวแล้ว อย่าไปถึงปัญหาการใช้แรงงาน การเพาะปลูก ทุกอย่างมันต้องลงมือลงแรงและลองผิดลองถูกทั้งนั้น”

“ผมเข้าใจ แต่มาได้ขนาดนี้ก็นับว่าเก่ง” พ่อชม

“ไปกันหลายคนแล้ว กลับไปสู่สังคมเมืองเหมือนเดิม อย่างที่ว่า เราเป็นนักฝันกันเสียส่วนใหญ่ แต่ถ้าไม่มีนักฝัน ก็คงไม่มีโลกที่เป็นจริงใช่ไหมครับ มันก็ต้องปรับตัวไป ที่สำคัญจิตใจเราเองต้องเอาชนะให้ได้ ดีที่พวกเราที่เหลือนี่จะเป็นพวกที่ผ่านการศึกษาเรื่องศาสนามา มันก็เลยเอาชนะปัญหาด้านจิตใจได้ อะไรก็ตามถ้าเราไม่เถรตรงเกินไป มันก็อยู่ได้”

“เถรตรงยังไง”

“ก็อย่างที่เห็นนี่ เรามีส้วมซึม มีโถนั่ง มีเตาแก๊สใช้เมื่อคราวที่ต้องใช้ และก็มีวิทยุฟัง มีทีวีดูเมื่ออยากดู ก็ยังไม่ตัดขาดตัวเองจากโลกภายนอก นี่ไม่ใช่การเรียกร้องเพื่อให้ผู้คนกลับไปสู่การใช้ชีวิตแบบชุมชนบุพกาล หรือแบบมนุษย์สมัยหิน แต่คือการเรียกร้องให้กลับไปหาธรรมชาติ การเกษตรแบบพึ่งตนเองและก็รับเอาเทคโนโลยีมาแต่พอเหมาะพอควร คือรับมาแบบให้มันเป็นผู้รับใช้เรา ไม่ใช่เป็นนายเรา มันเป็นเรื่องของจิตใจมากกว่าวัตถุ ทุกวันนี้เราให้ความสำคัญกับวัตถุกันมาก จนความเป็นคนลดน้อยลง คือมันแปรเป็นวิถีแบบสังคมอุตสาหกรรมมากขึ้น สิ่งแวดล้อมเลวลง ป่าหมด สังคมแปรปรวน ชีวิตจิตใจ ค่านิยม ความสัมพันธ์ของคนแย่ลง ห่างเหินกันมากขึ้น เห็นแก่ตัวมากขึ้น โดดเดี่ยวมากขึ้น อะไรพวกนี้ พี่คงรู้สึกและเคยพบเห็น”

“ผมเห็นด้วย ผมเองวันหนึ่งก็คงต้องกลับไปชนบท”

“ยังดีที่พี่รู้สึกและพยายามที่จะกลับมาแนบแน่นอยู่กับธรรมชาติ ผมว่าธรรมชาตินี่คือมารดาของมนุษย์เรา เป็นครูที่ยิ่งใหญ่ และเป็นผู้ให้ที่วิเศษ เพียงแต่เราจะรู้จักรักษาดุลของธรรมชาติไว้ และปรับตัวปรับใจของเราให้สอดคล้องกลมกลืน รวมทั้งระบบทั้งหมดด้วย ชีวิตมนุษย์คงดีขึ้น เราจะเป็นสุขมากขึ้น สุขภาพจิตดีขึ้น”

“พวกคุณดูแข็งแรงกันทุกคนนะ”

“เพราะได้ออกกำลัง แบกจอบฟันดิน รดน้ำ นี่คือการออกกำลังกายที่ไม่ต้องไปเสียเงินให้สถานสุขภาพที่ไหน เราเดิน ไม่ได้ขึ้นลิฟต์ประจำ เราอยู่กลางแจ้งที่อากาศสด ไม่ได้อยู่ในห้องแอร์ เราไม่ดื่มกาแฟ บางคนก็ดื่มนะ และบางคนก็ติดรายการทีวีอยู่ มันก็ต้องพอเหมาะพอดีอย่างที่ผมว่าแต่แรก” พี่แก้วพูด สายตาจับจ้องไปที่แปลงผักที่กำลังงามสะพรั่ง คะน้าใบเขียวอวบอ้วนด้วยปุ๋ยคอก ชวนให้นึกไปถึงคะน้าหมูกรอบอาหารจานโปรดของฉันขึ้นมาตะหงิดๆ แต่น่าเสียดาย พี่ๆ ที่นี่เป็นมังสวิรัติกันทั้งนั้น

“ความจริงมันอยู่ที่ใจทั้งนั้นแหละครับ อะไรก็ตามที สาวๆ เคยมาที่นี่ หรือคนเมืองทุกคน กรี๊ดทั้งนั้น อุ๊ยสวย อุ๊ยน่ารัก ธรรมชาติ ลำคลอง แม่น้ำ ฟ้า ดาว แดด ตะวัน ภูเขาลำเนาไม้ ติดอกติดใจไม่อยากกลับ บางคนขออยู่เลยก็มี แต่เอาเข้าจริงๆ ไม่ถึงอาทิตย์หรอกครับ ต้องโกยอ้าว …” พี่แก้วหยุด ยิ้ม

“เหงาสิครับ” พี่อีกคนพูดเสริม

“ใช่ ที่นี่เงียบจะตาย ต้องเป็นคนสันโดษจริงๆ ถึงจะอยู่ได้ ป่ามันเหงานะครับ ไหนจะกลางคืนที่มืด เราจุดตะเกียงวอมๆ เทียนไข มันก็ดูโรแมนติคดีหรอกครับ ถ้าจะนั่งมองมันกับคนรักสองต่อสองแค่ประเดี๋ยวประด๋าว …”

(บางตอนจากบทที่ ๓๕ “ความจริงคือใจ” ของหนังสือ “บ้านดวงใจ” โดย พิบูลศักดิ์ ละครพล, ฉบับพิมพ์ครั้งแรก กรกฎาคม ๒๕๓๔, สำนักพิมพ์กำแพง)

.

หิ้วมาฝากจากสวน เผื่อมีใครอยากลองชิมชีวิตแบบนี้ดูบ้าง ไม่ยากแต่ก็ไม่ง่าย ในเมืองหรือชนบทไม่น่าใช่สาระ จะหันไปเป็นเกษตรกรกันทั้งประเทศก็ดูกะไร การรักษาใจต่างหากที่สำคัญ เลือกเมล็ดพืชพันธุ์ดีมาปลูกไว้ในใจ บำรุงดูแลอย่างธรรม(ชาติ) ไม่ซับซ้อน ไม่เร่งรัด คงเหมือนทำกับข้าว ปรุงอย่างไรก็ได้กินอย่างนั้น สะอาด เจือปน ตัดแต่ง แฝงพิษ เชิญเลือกบำรุงบำเรอกันตามอำเภอใจ … แค่อยากชวนมาว่ายทวนน้ำกัน เหนื่อยก็พัก ตีโป่งลอยคอตามกระแสน้ำไป หรือแวะนั่งพักบนฝั่งก่อน ไหวก็ว่ายต่อ ทำบ่อยบ่อย ปวดล้าเป็นเรื่องธรรมดา พอเริ่มอยู่ตัว ที่นี้จะลืมลอยคอไปเลย

ต้นธารนั้นอุดมสมบูรณ์ ยิ่งใกล้ก็ยิ่งตื้น แต่สุดปลายสายน้ำที่เห็น ไม่เหวก็มหาสมุทร ลึกสุดหยั่งทั้งนั้น

อันนี้ของแถม ผมมีบ้านในดวงใจหรือบ้านในฝันมาให้ชมกัน อยากมีบ้านอย่างนี้ตั้งแต่เด็กแล้ว ถึงทุกวันนี้ก็ตาม เข้าใจว่าเด็กชายหลายคนคงจะเคยคิดเหมือนกัน … รึเด็กหญิงก็ด้วย?
.
.

ภาพจาก http://phottle.com/blog/houses-with-view
.
.

5 thoughts on “ความจริงคือใจ

  1. ความเป็นคนเมืองของผมจะบอกว่า อยู่บ้านอย่างนั้นวันดีคืนดี ลมพัดมาแรงๆตกลงมาคอหักตายแน่ๆ ขอฝันแค่ได้อยู่บ้านทรงไทยกลางสวนสวยก็พอแล้ว

  2. ผมว่ากว่าจะถึงพื้น หัวใจวายตายซะก่อน

    ใครว่าสันโดษแล้วไร้สีสัน ผมเถียงขาดใจ อยู่แบบหวิวๆ อย่างนี้ ใครบ่นเบื่อ ต้องเช็คหัวใจกันหน่อยแล้ว ว่าแข็งเกินคนรึเปล่า

  3. ขอเป็นกระท่อมเล็กๆอยู่ข้างล่างจะดีกว่านะคะ เพราะบ้านอย่างในภาพ แค่เห็นก็ไม่ขึ้นไปแล้วค่ะ วันไหนฝนตกฟ้าร้อง คงได้ใกล้ชิดสายฟ้าเร็วกว่าใครๆเป็นแน่

  4. แล้วข้างล่างยิ่งไม่น่ากลัวกว่าเหรอ? สิงสาราสัตว์ กระทั่ง คน

    ว้า! … เดี๋ยวนี้เด็กหญิงเด็กชายไม่อยากมีบ้านต้นไม้กันแล้วเหรอ?

  5. เมื่อก่อนตอนเ็ด็้กเคยดูหนังฝรั่ง เห็นเขามีบ้านบนต้นไม้แล้วอยากมีบ้าง
    แต่ต้นไม้ใหญ่ขนาดนั้นมันหาได้ยากเสียแล้ว

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s