ผมหลงทางในวิถีเกษตรธรรมชาติ

.

หนาวยังไม่ทันอิ่มเลย ไอร้อนก็พริ้วมากระทบหน้าซะแล้ว ลมแล้งมาถึงเร็วจริง ปีนี้

ผมใช้งานต้นไม้ในสวนหนักมากในขวบปีที่ผ่านมา ลองนั่นลองนี่จนจับต้นชนปลายไม่ถูก บังคับวงจรชีวิตพืชผลให้ผิดเพี้ยน แทรกแซงธรรมชาติจนเกินพอดี เฝ้าแต่จะเอาชนะแมลงตัวเล็กๆ ไปจนถึงเชื้อโรคเชื้อราที่มองไม่เห็น เฝ้าคิดเฝ้าทำแต่เรื่องนอกกรอบนอกฤดู จนลืมไปว่าธรรมชาติสร้างชีวิต สร้างระบบเหล่านี้ขึ้นมา เพื่อควบคุมความล้นเกินของกันและกัน ถ้าไม่มีโรคและแมลงศัตรูพืช ถ้าไร้ซึ่งฤดูกาลของผลผลิต ปริมาณที่ล้นเกินของพืชพรรณก็จะฉุดชีวิตเราดำดิ่งลงไปพร้อมกับราคาที่ตกต่ำ

มัวหลงใน ‘วิธี’ จนลืม ‘วิถี’ ที่ควรยึด

วิถีที่ธรรมชาติช่วยทุ่นแรงเราในการดำรงชีวิต “ทำให้น้อยลง รู้สึกให้มากขึ้น” ให้เรามีเวลาและใช้เวลาไปในทางสร้างสรรค์ ได้พบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยน แบ่งปันสิ่งดีดีให้แก่กัน เวลาที่เราจะมองเห็นกันและช่วยเหลือเกื้อกูลกันตามกำลัง เป็นเวลาที่เราจะคิดทำลายโลกและทำลายกันเองให้น้อยลง

ในปีที่ผ่านผมหมกมุ่นจนมองข้ามหลายอย่างรอบตัว เพิ่งมารู้เอาเมื่อไม่กี่วันนี้เองว่า ลุงเสริฐที่มาช่วยผมตัดแต่งกิ่งลำไยอยู่ทุกๆ ปี นอนโรงพยาบาลเพราะเส้นเลือดในสมองแตกตั้งแต่ปลายเดือนก่อน บ้านแกอยู่ห่างสวนผมแค่วัดคั่น

แล้วนี่ผมมัวไปทำอะไรที่ไหนอยู่วะ?

.

.

ที่ผ่านมา … เพียรทดลองพร่ำเพรื่อจนเหนื่อยล้า อ้างกับตัวเองว่าเราใช้วิธีธรรมชาติ เราใส่ใจในสิ่งแวดล้อม ลืมไปว่าการแต่งเติมแม้จะด้วยวิธีธรรมชาติ ก็เป็นการให้น้ำหนักที่เกินพอดีจนเสียดุล ลืมไปว่าอีกหลายชีวิตรอบตัวเองนั้นต้องเหนื่อยหนักกว่าไม่รู้เท่าไหร่ แต่ถึงกระนั้น ต้นไม้ในสวนก็ยังมีแก่ใจผลิดอกออกมาต่อลมหายใจให้เราอย่างซื่อสัตย์ สม่ำเสมอ แม้จะบอบช้ำจากความอยากของเราแค่ไหนก็ตาม

ต่อแต่นี้คงจะปล่อยให้ฟ้าช่วยเลี้ยงดินช่วยดูแลชีวิตในสวน ตามครรลองอย่างที่ควรจะเป็น ไม่ใช่ตามยถา เพียงแต่คิดทำอะไรให้ง่ายขึ้น เพลาๆ เรื่องลองของลองวิชาลงบ้าง ไม่เปะปะ ตั้งธาตุใหม่ ผ่อนกาย คลายความคิด ให้สงบสบายเหมือนจอบที่นอนแช่น้ำเคียงบัวในบ่อ อย่าลืมท่องให้ขึ้นใจด้วยว่า

.

“เกษตรธรรมชาตินั้นยิ่งทำ ยิ่งไม่ต้องทำ”

.

.

8 thoughts on “ผมหลงทางในวิถีเกษตรธรรมชาติ

  1. ผมค่อนข้างจะได้รับความรู้และความเห็นมาอีกทางหนึ่งนะครับ อันนี้อ้างอิงกับอาจารย์ที่ปรึกษากับมีหนังสือเล่มหนึ่ง “ความเรียบง่ายไร้กาลเวลา” พิมพ์โดยสวนเงินมีมา ทั้งสองแหล่งนี้เขาบอกว่า วิถีแบบธรรมชาติโดยที่ไม่พึ่งเครื่องจักรเกินความจำเป็นนั้น อาจจะทำให้เราเสียเวลามากขึ้น ซึ่งข้อดีของมันคือทำให้เราได้สัมผัสกับการทำงาน บางที่ก็มีการโยงไปถึงเรื่องความสุขจากการใช้แรงกายทำงานด้วยซ้ำ นอกจากนั้นก็มีข้อดีอื่นๆเช่นผลดีต่อสิ่งแวดล้อมเป็นต้น

    ที่นี้ ผมก็คิดเล่นๆนะว่า ไอ้เครื่องทุนแรงต่างๆที่ช่วยประหยัดเวลาให้เรามากมายเนี่ย เอาเข้าจริงเวลาว่างที่เกิดขึ้นมามากขนาดนี้ เราใช้กันได้คุ้มค่าจริงๆแล้วหรือยัง อย่างไหนถึงจะเรียกว่าคุ้มค่า ลองถามในทางกลับกันอีก งานที่พวกเราๆท่านๆทำกันอยู่จะช่วยให้โลกนี้ดีขึ้นหรือแย่ลง่กันแน่ คำถามอันหลังนี้ผมเชื่อว่ามีหลายคนที่อาจจะตอบไม่ได้(และตัวผมในอีกสามสี่ปีข้างหน้าก็อาจตอบไม่ได้เหมือนกัน)

  2. soilmatter:
    ไม่ค่อยรู้สึกว่าเสียเวลาอะไรนะ ตื่นขึ้นมาก็มีให้ใช้อีกยี่สิบสี่ชั่วโมง เยอะชะมัด ไม่หมดไม่สิ้นซักที บางทีก็คิดไปว่ามันมีตั้งแปดหมื่นกว่าวินาที ยิ่งเยอะเข้าไปใหญ่ ปัญหาน่าจะอยู่ที่ว่าเราหมกมุ่นหรือจับจดกับบางเรื่องเกินไปมากกว่า

    หนังสือที่ว่าก็เคยผ่านตามาเหมือนกัน หนังสือดี ไอ้ที่คนจับปลาคุยกับเถ้าแก่โรงงานน่ะ เป็นหนึ่งในคำตอบของชีวิตที่ง่ายและจริงที่สุดแล้ว

    หรือมันง่ายเกิน จนไม่เข้าใจกัน?

    เรื่องโลก อย่าซีเรียส ยังไงก็เสื่อม แค่เราไปสปีดให้มันถึงเร็วขึ้นเท่านั้น

    .

    .

    0bserver:
    ขอบคุณครับ

    ปล. ผมไปเจอทั้งสองคอมเมนต์อยู่ในสแปมเฉยเลย หลังปีใหม่มานี่ wordpress เพี้ยนบ่อยแฮะ

  3. เพี้ยนหนักข้อเลยครับ ผมคอมเม้นท์บล็อกใครแล้วแทบไม่ขึ้นเลยสักบล็อก รู้สึกว่าฝั่งภาษาอังกฤษเขา ก็เป็นอยู่เหมือนกัน มีวิธีแก้คือเจ้าของบล็อกต้องช่วยเข้าไปเอาไอ้ที่ไม่ใช่สแปมจริงออก ระบบตรวจสแปมมันเป็นคอมพิวเตอร์ ต้องสอนมันไปสักพัก(ไม่รู้นานเท่าไร) มันถึงจะหาย ว่างๆผมคงจะเขียนถึงแน่เรื่องนี้ เพราะเท่าที่สังเกตเริ่มมีคนบ่นๆเรื่องนี้เมื่อปลายปีที่แล้วนี้เอง่

  4. เราเชื่อใน “วิถีเกษตรธรรมชาติ”
    แต่ยังไม่สบโอกาสลงมือลงแรง
    แวะมาให้กำลังใจเจ้าของบล็อกไปพลางๆ ก่อนแล้วกัน

  5. เอ…อันนี้ผมว่าผมเมนทืแล้วนี่นา

    แหมเพิ่งรู้เจ้าของบล็อกมีรถแบบไขกระจกลงได้ด้วย

    ไอ้กระพ๊อม มีแต่รถแบบเย็นลมโชยอยู่แบบเดียว ควรอิจฉาหรือสงสารดีหว่าสำหรับคนที่ต้องใช้น้ำมันประเทศนอก(ฮิ้วววววววววว)

    แวะมาถีบ(จักรยาน)เล่นในสวนนี้

  6. อยากให้ล

    อยากให้ลูกโตในที่แบบนี้จัง

  7. ถึง คุณติน

    เริ่มที่ยุให้เค้าลองปลูกต้นไม้ดูสิครับ อาจจะเริ่มที่ดอกไม้เป็นก้าวแรกให้เค้ารู้จักดูแลชีวิต ต่อมาก็เป็นไม้ผลให้เค้ารู้จักรอคอยที่จะเก็บเกี่ยวผล สุดท้ายก็ไม้ยืนต้นซึ่งเป็นการอดออมเพื่ออนาคต

    คุณก็เริ่มเตรียมที่ทางให้เค้า พร้อมๆ ไปกับที่เค้าตระเตรียมตัวเอง ได้แค่ไหนก็แค่นั้น ที่เหลือให้เค้าเป็นคนแต่งเติมเสริมต่อเอง

    ผมเชื่ออยู่อย่างว่า เด็กน้อยถ้าลองได้รักต้นไม้แม้แค่ต้นเดียว เค้าจะไม่เติบโตมาเป็นผู้ทำลายแน่นอน

    อยากปลูกต้นไม้มั้ยครับ?

    ปล. อย่าลืมให้เค้าเลี้ยงหมาด้วย ให้โตไปด้วยกัน หมาจะสอนให้เค้ามีเมตตาและเรียนรู้การสูญเสียได้อย่างละมุนละไมที่สุด ถ้าผมมีลูกผมจะทำอย่างนี้เช่นกัน
    🙂

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s