ขอบ่นเรื่องพืชพลังงานหน่อย

.

อาศัยช่วงต้นไม้ต้นไร่พักผ่อนในช่วงฤดูหนาว เราก็เลยแอบพักตาม ใช้เวลาอ่าน-ฟัง-ชม-ชิม ย้อนหลังกับสิ่งที่หมายตาไว้หรือที่คลาดสายตาไปในปีก่อน วันนี้เกิดสะดุดใจกับบางอย่าง เลยอยากบ่นอะไรให้ฟังเล็กน้อย ในฐานะประชาชนและคนทำสวนคนหนึ่ง เพราะค่อนข้างกังวลกับทิศทางและนโยบายของการเกษตรไทย ที่หลักลอยและดูจะเข้ารกเข้าพงไปเรื่อยๆ ในระยะยาวแล้วไม่น่าจะเป็นผลดีสักเท่าไหร่

.

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) คาดการณ์จีดีพีภาคเกษตรปี ๒๕๕๑ จะมีอัตราการขยายตัวประมาณ ๔.๖% (ปี ๒๕๕๐ อยู่ที่ ๔.๓%) โดยในสาขาพืชจะขยายตัว ๔.๘% สาขาปศุสัตว์ ๖.๑% สาขาประมง ๓.๙% บริการทางการเกษตรเพิ่มขึ้น ๓.๘% และ สาขาป่าไม้ลดลง ๘.๔%

.

ตัวเลขสวยครับ มีแนวโน้มที่ดีเกือบทุกตัว โดยเฉพาะสาขาพืชที่เห็นว่าขยายตัวด้วยแรงกระตุ้นจากราคาเป็นสำคัญ ชี้ชัดลงไปโดยตรงที่กลุ่มพืชพลังงาน อาทิ มันสำปะหลัง อ้อย และปาล์มน้ำมัน ภายในปีนี้เราคงจะได้เห็นการปูพรมขยายพื้นที่ปลูกพืชพลังงานเหล่านี้กันยกใหญ่ เหมือนที่คุณเห็นจาก ‘ยางพารา’ เมื่อหลายปีก่อน (ซึ่งไม่รู้ว่าในขณะนี้ได้แจกกล้ายางให้กับเกษตรกรที่เข้าโครงการครบหรือยัง) ไม่ได้นั่งเทียนเขียนนะครับ มาดูโปรโมชั่นกัน เริ่มที่กระทรวงเกษตรฯ ได้กำหนดแผนพัฒนาปาล์มน้ำมัน ปี ๒๕๕๑-๒๕๕๔ วงเงิน ๙,๕๐๐ ล้านบาท เพื่อส่งเสริมใช้ปาล์มพันธุ์ดี ประมาณ ๕ แสนไร่ และส่งเสริมปลูกใหม่ในพื้นที่นาทิ้งร้างหรือทดแทนพืชที่สร้างรายได้ต่ำ ๒.๕ ล้านไร่ ยังไม่พอ กระทรวงพลังงานและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ได้จัดเตรียมหนี้สินล่อใจเกษตรกรอีก ๗,๐๐๐ ล้านบาท

ดีครับ .. กล้ายางพาราก็ยังคาราคาซัง นโยบายส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ก็เพิ่งตั้งไข่ ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง หรือลืมกันไปแล้วก็ไม่รู้ นี่ทำท่าจะตั้งวงกับพืชพลังงานกันแล้ว

.

.

ที่ผมเป็นห่วงคือเรากินน้ำมันไม่ได้ครับ เราต้องกินข้าวกินปลา ไม่ใช่นโยบายไม่ดี แต่ ๑) ผมไม่เห็นมาตรการอะไรที่จะรับรองได้ว่าพื้นที่เพาะปลูกพืชอาหารจะไม่ลดน้อยถอยลงเพราะถูกแทนที่ด้วยพืชพลังงานราคางาม อย่าลืมว่าความมั่นคงทางอาหารเป็นความมั่นคงของชาติครับ ทำให้คนในชาติถึงพร้อมด้วย ปริมาณ คุณภาพ และความหลากหลายของอาหารให้ได้ก่อน แล้วค่อยออกไปแข่งขันกับคนอื่น มันน่าคิดที่บ้านเราได้ชื่ือว่าเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก แต่เรายังต้องนำเข้าอาหารจากต่างประเทศเป็นจำนวนมากอยู่ ทั้งยังมีประชากรในชาติประสบความอดอยากและภาวะทุพโภชนาให้พบเห็นอยู่ทั่วไป

เราถูกริดรอนความมั่นคงทางอาหารไปมากมายมหาศาลแล้วผ่านตัวเลขสวยหรูของการส่งออก ล่าสุดการส่งออกสินค้าเกษตรปี ๒๕๕๐ มีมูลค่าทั้งสิ้น ๔๙๙,๖๗๕ ล้านบาท เบื้องหลังตัวเลขนี้คุณเห็นอะไรกันบ้าง? ผมเห็นการล้มละลายของเกษตรกรผ่านหนี้สินที่เพิ่มพูน ผ่านที่ดินที่สูญเสีย ผมเห็นการล่มสลายของสังคมชนบท เห็นความอ่อนล้าของวัฒนธรรมประเพณีไทย และผมเห็น ดิน น้ำ ป่า อากาศของบ้านเราเสื่อมโทรมลงทุกวัน

.

‘สิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต วัฒนธรรม’ เราตีค่าสิ่งเหล่านี้เป็นตัวเงินได้หรือครับ? เท่าไหร่กัน? ทั้งหลายทั้งปวงนี่คือต้นทุนที่เราต้องสูญเสียไปเพื่อให้ได้อะไรมาครับ?

.

เราต้องสูญเสียความสามารถในการพึ่งพาตัวเองในการผลิตอาหารเลี้ยงปากเลี้ยงท้องคนของเรา มาตั้งแต่เราเริ่มปรับโครงสร้างภาคเกษตรจาก ‘ยังชีพ’ มาเป็น ‘ค้าขาย’ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ฉบับที่ ๑ โน่นแล้ว เราต้องพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากภายนอกทั้งปุ๋ย ยา เมล็ดพันธุ์ เครื่องจักรกล ไปจนถึงเทคโนโลยี เพื่อให้ได้คุณภาพและปริมาณตามที่กำหนด ไม่งั้นก็ขายไม่ได้ แล้วยังมาเจอดาบสองจากกลไกการตลาดที่ซับซ้อนของระบบทุนนิยมเสรีที่เล่นเล่ห์ในการกำหนดราคาสินค้าได้อย่างแยบยลอีก

ผมเลยขำไม่ค่อยออกกับเรื่องเล่าของชาวนาที่ขายข้าวที่ตัวเองปลูกเพื่อเอาเงินไปซื้อข้าวในตลาดมากิน

.

(คลื่นแทรก: เรื่องแผน ๑ นี้มีการพูดถึงกันมากถึงการตัดสินใจที่ผิดพลาด จนนำพาประเทศไปผิดทิศผิดทาง แต่ก็ไม่น่าโทษคนสมัยโน้นเสียทั้งหมดที่คิดที่ทำอย่างนั้น ถ้าเป็นเราอยู่ตรงนั้น เวลานั้น มีข้อมูลเท่านั้น จะทำอย่างไร? ไม่มีใครหยั่งรู้อนาคต ถ้าจะโทษก็ต้องโทษคนรุ่นนี้สมัยนี้ ทั้งคุณทั้งผมนี่แหละ ที่รับรู้ว่ามันผิด แต่กลับไม่พยายามปรับเปลี่ยนแก้ไข ยังเดินตามเส้นทางที่พรำบ่นกันว่าแย่ได้อย่างหน้าตาเฉย ไม่พอ ยังลาดยางตีเส้นให้สวยงามน่าใช้อีกต่างหาก)

.

ต่อครับ ๒) ผมไม่เห็นมีมาตรการไหนที่จะมาควบคุมการนำพืชอาหารมาใช้เป็นพืชพลังงานเลยสักข้อ คงจำกันได้ในปีที่ผ่านมานี่เอง หมู เห็ด เป็ด ไก่ แพงพุ่งพรวด สาเหตุจากต้นทุนอาหารสัตว์ที่เพิ่มขึ้น นั่นเพราะวัตถุดิบอย่างข้าวโพด ถั่วเหลืองและมันสำปะหลัง มีราคาสูงขึ้น ซึ่งราคาที่สูงขึ้นส่วนหนึ่งมาจากความต้องการนำพืชอาหารเหล่านั้นไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทานอล อีกตัวคือน้ำมันปาล์มที่ขยับราคาสูงขึ้น เพราะความต้องการน้ำมันปาล์มในการผลิตไบโอดีเซลมีสูง ทำให้ผลผลิตไม่เพียงพอ ต้องนำเอาน้ำมันปาล์มที่ผลิตเป็นอาหารมาใช้แทน ซ้ายก็มาขวาก็ถึงอย่างนี้ ผู้บริโภคตาดำดำเตรียมตั้งรับกันรึยังครับ

.

ที่สำคัญ ๓) มีอะไรหรือใครหน้าไหนที่จะรับประกันได้ว่า จะไม่มีการบุกรุกแผ้วถางป่าเพื่อปลูกพืชพลังงาน เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับยางพาราเมื่อปี ๔๗-๔๘ ที่ทั้งคนทั้งป่าโดนทำลายจนฉิบหายไปไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ กระทรวงเกษตรฯ ได้ทบทวนข้อผิดพลาดกันหรือเปล่า กระทรวงทรัพยากรฯ เตรียมรับมือเรื่องนี้แล้วหรือยัง อย่าลืมนะครับ มันผู้ใดออกปากที่จะสนองพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ ไว้แล้ว โดยเฉพาะเรื่องการทบทวนการปลูกพืชเศรษฐกิจในเขตป่า ระวังกันไว้ด้วย

.

สุดท้าย ๔) มีแนวทางหนึ่งที่น่ารังเกียจมากในความคิดผม คือการขยายพื้นที่เพาะปลูกพืชพลังงานไปในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งในรูปโครงการพัฒนาต่างๆ ไปจนถึงการเช่าพื้นที่ มันออกจะขวางโลกขัดความเจริญนะในสิ่งที่ผมรู้สึก แต่มันเป็นการทำลายความมั่นคงทางอาหารของเพื่อนบ้านที่น่าละอายที่สุด แทนที่ประเทศเหล่านั้นจะได้ใช้ศักยภาพของแผ่นดินตัวเองในการบำรุงสุขให้กับคนในชาติ ให้ประชาชนของตนท้องอิ่ม สุขภาพดี เพื่อที่จะเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในการพัฒนาประเทศ กลับต้องนำมาปรนเปรอความต้องการที่ไม่มีที่สิ้นสุดของใครก็ไม่รู้

.

(คลื่นแทรก: ใช่ว่าปัญหาพลังงานไม่สำคัญ แต่การแก้ไขไม่ควรทำด้วยการส่งเสริมการใช้ให้มากขึ้น โดยการเสาะหาสิ่งทดแทนไปเรื่อยๆ เพื่อลดต้นทุนให้สามารถควบคุมราคาให้ถูกลง คนก็จะได้หันมาใช้กันมากขึ้น ผมคิดว่าปัญหาพลังงานไม่ใช่อยู่ที่ถูกหรือแพง แต่อยู่ที่เราใช้มันมากเกินไปมากกว่า นั่นเพราะเราอยู่ในสังคมบริโภคนิยม สังคมที่มุ่งผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการที่สูงเกินความจำเป็น ดังนั้นที่ควรทำก็คือต้องรณรงค์ให้ประชาชนลดการใช้พลังงานครับ แม้จะใช้เวลาแต่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ดูการรณรงค์เรื่องบุหรี่เป็นตัวอย่าง ทุกวันนี้มีกี่ที่กันที่คุณสามารถสูบบุหรี่ได้อย่างสบายปอด)

.

ที่บ่นมาเสียยืดยาวแค่ต้องการจะบอกว่า ‘อาหาร’ ต้องมาก่อน ‘พลังงาน’ ครับ และเพื่อเป็นการรักษาสมดุลระหว่างพืชอาหารกับพืชพลังงาน แนวทางการพัฒนาพืชพลังงานไม่ควรมุ่งเน้นไปที่การขยายพื้นที่เพาะปลูก แต่ควรเน้นไปที่การศึกษาวิจัยการเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่หรือการเพิ่มคุณภาพของวัตถุดิบให้ได้พลังงานต่อหน่วยที่สูงขึ้น งานนี้เทคโนโลยีการตัดต่อพันธุกรรมพืชหรือจีเอ็มโอจะพลิกบทบาทจากผู้ร้ายในพืชอาหารมาเป็นพระเอกทันทีถ้าเรานำมาใช้กับพืชพลังงาน

สหรัฐอเมริกาทำมาก่อน เจอปัญหาก่อน และป้องกันแก้ไขได้อย่างดี เพราะประเทศพัฒนาส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางอาหารของตนเป็นอันดับแรก อเมริกาจึงพยายามหาวัตถุดิบมาทดแทนพืชพลังงานที่เรารู้จัก เช่น การเลี้ยงสาหร่ายโตเร็วเพื่อนำมาผลิตไบโอดีเซล หรือการนำพืชจำพวกเซลลูโลสมาวิจัยเพื่อผลิตเอทานอล รวมถึงการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวโพดให้มีเปอร์เซ็นแป้งสูงเพื่อให้ได้พลังงานที่สูงขึ้น

.

ขณะที่บ้านเรายังหมกมุ่นอยู่กับเปอร์เซ็นหัวคิวกล้าไม้กันอยู่เลย

.
.

ปล.๑ การสนองกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ นอกจากมีความพอเพียงเป็นพื้นฐานแล้ว จำเป็นต้องอาศัยความรอบรู้และรอบคอบเป็นสำคัญ การพัฒนาไม่ใช่การสังคมสงเคราะห์ ความเร็วและปริมาณไม่ใช่คำตอบของความสำเร็จที่ยั่งยืนเสมอไป

ปล.๒ ข้อมูลของสหรัฐอเมริกาอ้างอิงจากบทความ “พืชพลังงาน” ทางรอด…ทางเลือกของเกษตรกรไทย โดย คุณดวงใจ เข็มแดง ตีพิมพ์ในวารสารเคหการเกษตร ฉบับที่ ๑ เดือนมกราคม ๒๕๕๑

ปล.๓ ภาพจากผู้จัดการออนไลน์

.

7 thoughts on “ขอบ่นเรื่องพืชพลังงานหน่อย

  1. อืม เรื่องการส่งเสริมการปลูกพืชพลังงานจนควบคุมไม่อยู่ และจะนำไปสู่คลังอาหารในประเทศลดลงี้ จะว่าไปก็นับว่าขัดแย้งกับเศรษฐกิจพอเพียงได้เลยทีเดียว เพราะว่าพอเพียงเนี่ย หมายถึง พวกเราต้องมีพออยู่พอกินกัน แต่จากสถานการณ์ที่คุณ Golb ยกมาแสดงให้เห็นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่รู้จักควบคุมให้ดีพอ ไม่รู้ว่าในอนาคตจะมีใครไปฟ้องว่ารัฐบาลหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหรือป่าว?(ใครเสิรช์มาเจอคงตกใจแน่ๆ) เนื่องจากว่าไปขัดกับพระราชดำรัส และตัวกระทรวงต่างๆพอหลังวันที่ 4 ธ.ค. ก็จะให้สัมภาษณ์ว่าพร้อมน้อมนำมาใช้ แต่พอเอาเข้าจริง เรื่องนี้ก็เป็นแค่ลมปากกันเท่านั้น ยังคงไม่เคยมีการนำแนวคิดพอเพียงมาใช้กับนโยบายระยะยาวหรือเศรษฐกิจของประเทศเลย จะมีก็แต่เขียนแผนกันในกระดาษเท่านั้น(แผ่นNESDBที่10)

    …ตอนนี้ผมกำลังทำ Senior Research เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงจะช่วยลดโลกร้อนได้หรือไม่ ไม่รู้งานนี้จะรอดไหม เพราะว่าเป็นงานเดียวและก็มีรายละเอียดในรายงานเยอะพอสมควร

  2. ผมเขียนเรื่องนี้แนมกับเรื่องข้าวไว้หลายย่อหน้า แต่ยังไม่ได้เกลา เพราะต่อไป..น่ากลัว น่ากลัว

    เรา(ประเทศ) ต้องซื้อข้าว(พืชอาหาร)จากที่อื่น

    ถึงตอนนั้น

    ตัวใครตัวมันละเฟ้ย

    อย่าลืม แล้งมาแล้ว เก็บเม็ดไม้ส่งให้ผมด้วย นะ

  3. soilmatter:

    คงไม่ ‘ขัด’ หรือ ‘หมิ่น’ เป็นเรื่องสำนึกและวิจารณญานของรัฐว่าจะเลือกทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือของคนทั้งประเทศ

    ตามความคิดผม พระราชดำริเรื่องพลังงานทดแทนมุ่งหวังในการลดการพึ่งพา ผลิตใช้เอง ใช้ในชุมชน ไม่ใช่ป้อนโรงกลั่น แต่ละชุมชนก็มีแหล่งวัตถุดิบเพียงพอใช้ภายในชุมชนตัวเอง และจัดสรรแบ่งปันกันด้วยระบบสหกรณ์

    ไม่ต้องไปอิงกับใคร มีกำรี้กำไรบ้างก็เสียภาษีให้รัฐได้ในอัตราที่เหมาะสม

    เรื่องรีเสิร์ชแนะนำให้อ้างอิงตำราพุทธศาสนาด้วย เพราะโลกเรามันร้อนด้วยกิเลสเป็นสำคัญ และงานชิ้นนี้ของคุณคงทำให้ต้องออกสนาม ลุยท้องนาท้องไร่ ได้คุยกับปราชญ์มากมาย อย่าลืมเอามาเล่าในบล็อกบ้าง

    หมายเหตุ: ส่วนที่คอมเมนต์ไม่ได้ ผมไปเจออยู่ในสแปมว่ะ ไม่รู้ไปอยู่ได้ยังไง? ขอบคุณและขอให้สมพรปากทีเถอะ สุดท้ายขอให้สนุกกับ senior research

    .
    .

    สายลมลอย:

    คงไม่มีใครเห็นว่ามันน่ากลัว เพราะสมัยนี้เห็นใครก็กินแต่ขนมปังกัน

    ถึงตอนนี้

    ก็ตัวใครตัวมันอยู่แว้ว คงคิดกันว่าประเทศชาติเป็นต้นไร่ไม้ผล ที่สับรากเฉือนเหง้าแล้วจะผลิดอกออกลูก

    ไม่ลืมครับ รอลูกเหียงอยู่ ดอกร่วงแล้ว คงต้องรอสักพัก นะ

  4. อ่านจนจบ
    ผมนึกถึงสิ่งที่เคยเรียนในวิชาเกษตรสมัยเด็กๆ
    “ไร่นาสวนผสม”
    มันเป็นแค่สิ่งที่อยู่ในตำรา
    ที่ไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้จริงเหรอครับ

    คงเพราะผมอยู่ในวงการอุตสาหกรรมด้วยกระมังครับ
    ทำให้รู้สึกว่าเมืองไทยไม่ค่อยมีนโยบายใดๆ ที่สนับสนุนการเกษตรภาครัฐ
    เพราะเอะอะก้ได้ยินเกษตรกรออกมาขอให้พักหนี้
    ในขณะที่นายทุนนอนกินไวขวดหล่ะแสน

  5. ไม่ครับ..คุณเอก

    ‘ไร่นาสวนผสม’ เป็นหนึ่งในระบบเกษตรยั่งยืนที่ปฏิบัติได้และเห็นผลจริง เพียงแต่เป็นวิถีที่ทวนกระแสบริโภคนิยม … ก็เลยไม่ได้รับความนิยม? เป็นชีวิตที่เคลื่อนไหวอย่างปกติ ช้าบ้าง เร็วบ้าง ตามจังหวะเวลาและเงื่อนไขของชีวิต อย่างที่ควรจะเป็น

    เราอาจจะวิ่งกันเร็วเกินไป จึงมองผ่าน ไม่ทันสังเกต

    กับเรื่องนโยบาย เมื่อเราเลือกที่จะนำพาเกษตรไทยลงสู่สนามการค้าเสรี หลีกไม่พ้นที่ต้องผลิตให้มาก เพื่อขายให้ได้มากๆ ฉะนั้นเราก็คงเห็นแค่การสนับสนุนปัจจัยการผลิตไปเรื่อยๆ ทั้ง ปุ๋ย ยา เงิน ซึ่งนี่ก็คือมูลเหตุของปัญหาหนี้สินซ้ำซากลากยาวมาจนทุกวันนี้

    กับเรื่องหนี้ ผมไม่มีความรู้สึกร่วมในเรื่องนี้ คงให้ความเห็นไม่ได้มากนัก แต่เมื่อรัฐดำเนินนโยบายผิดพลาดที่ไม่เผื่อทางถอยให้เกษตรกร รัฐต้องทบทวนและปรับวิธีคิดเสียใหม่ ไม่ใช่เรื่องน่าอายหรือเป็นการเสียหน้า ที่จะนำตัวอย่างความสำเร็จในการจัดการหนี้สินของภาคประชาชน ของชุมชน กลุ่ม สหกรณ์ต่างๆ มาปรับใช้

    แต่เห็นโควตากระทรวงเกษตรฯ ว่าเป็นของไอ้อีตัวไหนแล้ว ก็ให้วังเวง อดสู

    ทั้งโง่ ทั้งตะกละ …

  6. น้ำมันแพง ทำให้คนหันมาผลิตน้ำมันปาล์มทดแทน
    ถ้าเราเอาน้ำมันปาล์มมาทำน้ำมัน อาหารก็จะขาดแคลน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s