ผูกปิ่นโต

.

รูปแบบผักตะกร้าหรือการผูกปิ่นโต คนเมืองหรืออาจเป็นคนอีกชุมชนหนึ่งจ่ายเงินให้กับคนอีกชุมชนหนึ่งซึ่งผลิตพืชชนิดหนึ่ง เพื่อเป็นทุนให้กับคนปลูกก่อน แล้วให้เกษตรกรก็ส่งผลิตผลให้กิน เป็นการเดินทางตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค โดยมีหัวใจคือเกษตรอินทรีย์เป็นหลักปฏิบัติ

.

เป็นบางส่วนจากถ้อยคำของพี่สายลมลอย เกษตรกรไทยคนหนึ่ง ประทับใจครับ กับความหมาย กับการเปรียบเปรย ผมเชื่อโดยส่วนตัวว่า เกษตรกรกับผู้บริโภคต้องเดินไปพร้อม ๆ กัน บนเส้นทางสายเกษตรอินทรีย์ เป็นภาพของสังคมที่เอื้อเฟื้อเกื้อกูลและสมประโยชน์ร่วมกัน ช่วยลดความเสี่ยงเรื่องราคาของคนปลูกและคุณภาพสินค้าของคนกิน

ตัวผมเองไม่ถนัดนักกับการปลูกผัก งานมันละเอียดเกินไป ผมชอบพืช crop ยาว ๆ อย่างไม้ผลมากกว่า ซึ่งถ้าจะผูกปิ่นโตกันคงต้องรอเป็นปี เหมาะสำหรับลูกค้าที่ชอบทรมานตัวเองกับการรอคอย แต่ถ้าจะไม่ให้หลุดเทรนด์รักษาสุขภาพ ผลไม้ไทยต้องปรับลุคเสียใหม่ครับ เน้น R&D มากขึ้น มีการวิเคราะห์ วิจัย และรับรองสรรพคุณอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เชื่อถือได้ แปะฉลากบอกได้เลยว่ามีกี่แคลอรี มีสารอาหารชนิดใดบ้าง ปริมาณบริโภคต่อหน่วยเป็นเท่าไหร่ วิธีใช้และข้อควรระวัง เอาให้ครบให้เคลียร์กันไปเลย คนส่วนใหญ่ชอบเบิ้ลชอบของแถมกันทั้งนั้น ยิ่งถ้ากินอิ่มแถมเป็นยาได้ด้วย ก็ยิ่งง่ายต่อการควักกระเป๋าจ่าย

.

เราต้องทำ fruit pharm(acy) ครับ … ไม่ใช่ fruit farm

.

ยกตัวอย่างกับ ‘ลำไย’ พืชทำเงินใกล้ตัว สรรพคุณโดยทั่วไปที่ทราบกัน คือ บำรุงหัวใจ บำรุงเลือด บำรุงระบบประสาท ช่วยเพิ่มพละกำลัง ทำให้เจริญอาหาร พูดง่ายๆ คือ เป็นยาบำรุงร่างกายนั่นเอง ในฝั่งของการวิจัยก็พบว่า สารสกัดมาตรฐานจากลำไยอบแห้งมีสรรพคุณออกฤทธิ์กระตุ้นให้เซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่และเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวทำลายตัวเองแบบอะพอพโตซิส (apoptosis induction) ซึ่งเป็นผลจากงานวิจัย “การประเมินความเป็นพิษของผลลำไยที่ได้จากการใช้สารโพแทสเซียมเป็นสารเร่งการออกดอก” โดย รศ.ดร.อุษณีย์ วินิจเขตคำนวณ ภาควิชาชีวเคมี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

แล้วไงต่อล่ะครับ พอแค่นี้เหรอครับ ข้อมูลเบื้องต้นเหล่านี้นอนรอนักวิจัยไทยเข้ามาขยายผล ต่อยอดทำประโยชน์ สร้างมูลค่าเพิ่ม อยู่ในสวนในไร่มากมาย ไม่เฉพาะกับลำไยเท่านั้น จะให้พวกผมสกัดโน่นเขย่านี่ หยอดนั่นหยดนี่ แล้วสรุปออกมาเป็นงานวิจัยแบบชาวบ้าน เห็นทีจะไม่ไหวหรอกครับ อุตส่าห์ข้ามน้ำข้ามทะเลไปร่ำเรียนถึงเมืองนอกเมืองนา อย่างน้อยควรจะทำอะไรให้มันคุ้มค่าเครื่องบินบ้างก็ยังดี ผมรู้สึกเอาเองว่าบ้านเรามีงานวิจัยเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า เพื่อการค้าขายน้อยเกินไป เราให้น้ำหนักไปกับการเพิ่มปริมาณมากกว่า เช่น ผลของสาร x ที่มีต่อการเจริญเติบโตของแมลง y หรือ ปริมาณของปุ๋ย ก. ที่เหมาะสมกับพืช ข. วนเวียนกันอยู่อย่างนี้ จะเปลี่ยนก็แค่ตัวพระเอกกับผู้ร้าย เปลี่ยนเวลาเปลี่ยนสถานที่เท่านั้น แต่โครงเรื่องก็เหมือนเดิม วิจัยเพื่อพัฒนาชาตินะครับ Think Big กันหน่อย

.

บ่นไปงั้นแหละครับ เอามัน เอาพอหายคันปาก พาออกนอกเรื่องมาตั้งนาน วันนี้มีตัวอย่างของการ ‘ผูกปิ่นโต’ เถาเล็กๆ น่ารักมาฝากครับ จากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ … น่าลองนะครับ

.

………………

.

สถานีผักอินทรีย์…ผู้บริโภคโปรดระวังในการใช้ชีวิต
โดย รัชดา ธราภาค

.

ในการจัดสรรรายจ่ายประจำปี หลายคนอาจเลือกที่จะควักเงินสักก้อนเพื่อการมีสุขภาพดี อาจใช้เป็นค่าตรวจสุขภาพประจำปี ค่าสมัครฟิตเนส ค่าสมาชิกแมกกาซีนแนว Health & Beauty ฯลฯ ขณะที่บางคนใช้เงินจำนวนหนึ่ง เพื่อบอกรับเป็นสมาชิกผักปลอดสารเคมี โดยตลอด 52 สัปดาห์ ทุกเช้าวันจันทร์ ผักอินทรีย์นานาชนิดจะถูกจัดส่งถึงหน้าประตูบ้าน

ตลาดลักษณะนี้ เรียกกันว่า ระบบสมาชิกผู้บริโภคสนับสนุนการเกษตรอินทรีย์ (CSA: Community Supported Agriculture) ซึ่งเกิดขึ้นมานานในประเทศอุตสาหกรรมจ๋า ที่ประชาชนหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่ดี โดยลุกขึ้นมาปฏิเสธอย่างแข็งขันต่อพืชผักและผลิตภัณฑ์ที่ได้จากสายพานการผลิตขนาดใหญ่โดยระบบโรงงาน ไม่ว่าจะเป็นในเยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา หรือญี่ปุ่น

วัลลภา แวน วิเลียนวาร์ด หัวหน้าโครงการส่งเสริมสนับสนุนตลาดสีเขียวและ CSA เป็นหนึ่งในสามสิบกว่าครอบครัว ที่บอกรับผักปลอดสารรายปีจากฟาร์มผักบ้านห้วยหินดำ อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี มาได้สักระยะ ก่อนจะคิดถึงความจำเป็นในการขยายแนวร่วม ‘ผู้บริโภคสีเขียว’ ให้กว้างขวางออกไป อันเป็นที่มาของ โครงการส่งเสริมสนับสนุนตลาดสีเขียว และ CSA รวมทั้ง สถานีผักอินทรีย์ ที่เริ่มนับหนึ่งในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา

“มันไม่ใช่แค่ระบบส่งผักแบบ delivery แต่หมายถึงการ ‘ยู-เทิร์น’ ชีวิต โดยการเปลี่ยนตัวเองเป็นผู้บริโภคที่แอ็คทีฟ”

ตัวอย่างของความ ‘แอ็คทีฟ’ ในการเป็นสมาชิกผัก เริ่มต้นตั้งแต่การรวบรวมสมัครพรรคพวกในละแวกบ้านให้ได้เกินจำนวน 5 ครอบครัวขึ้นไป เพื่อให้สวนผักได้ค่าตอบแทนที่คุ้มค่าขนส่ง

อีกความจำเป็นของการต้องตื่นตัวมากๆ มาจากเหตุผลที่ว่า สินค้าอุปโภคบริโภคที่เป็นมิตรต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมไม่ได้หาง่ายหรือมีขายทั่วไป

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ?

.

ดัน ‘ดีมานด์’ เสริม ‘ซัพพลาย’ ตลาดสีเขียว

ประเทศพัฒนา (มานาน) แล้ว ซึ่งก้าวสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมไปก่อนหน้า กลุ่มผู้บริโภคสวนกระแสก็เติบโตมาก่อนบ้านเราด้วย

ผู้ผลิต ‘กรีนโปรดักท์’ ในประเทศไทยเรียกว่า ‘พอหาได้’ แต่เมื่อผู้บริโภคพันธุ์ใหม่เพิ่งถือกำเนิด และยังมีจำนวนไม่มากนัก ผลิตภัณฑ์หลังยุคอุตสาหกรรมจำนวนหนึ่งจึงถูกผลิตเพื่อส่งออกไปขายยังต่างประเทศ ทิ้งผู้บริโภครุ่นใหม่ในบ้านเราให้ต้องดิ้นรนขวนขวาย เพื่อเสาะแสวงหาผลิตภัณฑ์สีเขียวกันจ้าละหวั่น

เมื่อผู้บริโภคสายพันธุ์นี้มีน้อย ผู้ผลิตก็ไม่กล้าเปลี่ยนวิถีที่เคยดำเนินมา เกษตรกรเคยสาดสารเคมีกันโครมๆ ย่อมไม่กล้าทำสิ่งที่แตกต่าง ทั้งที่หลายคนก็เผชิญพิษภัยของสารเคมี

‘ระบบสมาชิก’ จึงหมายถึงการสร้างหลักประกันการรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรจากการเพาะปลูกแบบปลอดสารอันตราย แต่ผู้บริโภคต้องมีความเข้าใจในธรรมชาติด้วย

“เกษตรกรไม่ได้ปลูกแบบฟาร์มใหญ่ แต่เป็นเกษตรผสมผสาน พวกผักพื้นบ้าน ซึ่งให้ผลผลิตตามฤดูกาล กำหนดประเภทและปริมาณได้ยาก ฉะนั้น เราจ่ายปีละ 12,000 บาท สวนผักส่งของทุกวันจันทร์ ครั้งละ 3 กิโลกรัม คละทั้งผักและผลไม้ ช่วงไหนผักน้อย ก็อาจจะได้กล้วยหรือหัวปลีแทน ส่งอะไรมาเรากินหมด” การสร้างสรรค์เมนูอาหาร และปรับพฤติกรรมการรับประทานของครอบครัวจึงเป็นความ ‘แอ็คทีฟ’ อีกประการของผู้บริโภคกลุ่มนี้

.

เครือข่ายผู้บริโภคสวนกระแส

การรวมตัวกันที่ ‘สถานีผักอินทรีย์’ ก็เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และช่วยกันหาผลิตภัณฑ์ดีๆ รวมไปถึงการสร้างกิจกรรมอันจะเป็นการขยายฐานผู้บริโภคนอกกระแสให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ‘วัลลภา’ อธิบายแนวคิดว่า คือความพยายามผลักดันทั้งในด้าน ‘ดีมานด์’ และ ‘ซัพพลาย’ หมายความว่า ยิ่งเพิ่มจำนวนผู้บริโภคให้มากขึ้น เป็นกลุ่มก้อนเหนียวแน่นขึ้น ก็จะเป็นการสนับสนุนให้ผู้ผลิตกล้าเดินบนเส้นทางสีเขียวเพิ่มมากขึ้นตามกัน

“ตอนนี้เรามีสมาชิกผักอยู่ 50 ราย ซึ่งไม่มากพอจะสร้างการเปลี่ยนแปลงในวงกว้าง เราจึงต้องไปยุทั้งสองด้าน ถ้าผู้บริโภคเห็นประโยชน์ และเข้าใจเงื่อนไขข้อจำกัดของผลผลิตเกษตรและผลิตภัณฑ์อินทรีย์ เราก็สามารถชักชวนให้คนหันมาทำออร์แกนิกกันมากขึ้น” ล่าสุด กำลังชักชวนฟาร์มไก่-หมู และบ่อปลา ให้หันมาทำฟาร์มแนวออร์แกนิก โดยอีกด้านเป็นการหารือทางฝั่งผู้ซื้อว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะจัดระบบสมาชิกแบบเดียวกับผัก-ผลไม้

‘วัลลภา’ เล่าว่า ตอนนี้ ‘สถานีผักอินทรีย์’ สามารถรวบรวมผลิตภัณฑ์ดีๆ ได้จำนวนไม่น้อย โดยทุกครั้งที่เจอกัน จะมีคนแนะนำผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกใหม่ๆ ที่ไปเจอมา ไม่ว่าจะเป็นข้าวกล้อง ไข่ไก่ หอม-กระเทียม ผลิตภัณฑ์นม สบู่ แชมพู เครื่องสำอาง น้ำยาล้างจาน เสื้อผ้า ไปจนถึงของขบเคี้ยว

กิจกรรมนัดพบกันเป็นระยะที่สถานีผักอินทรีย์ ‘วัลลภา’ บอกว่า ทุกครั้งที่เจอกัน บรรดาสมาชิกต่างพูดคุยแลกเปลี่ยนกันระเบ็งเซ็งแซ่ โดยเฉพาะประเด็นการสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ เพื่อรองรับผลผลิตเกษตรบางชนิดที่อาจจะมีปริมาณมากในบางช่วง

“บางช่วงได้ผักกวางตุ้งมาเยอะมาก แต่ละบ้านก็จะมาหาทางว่าทำอย่างไรกันดี ช่วยกันหาเมนูใหม่ๆ” วัลลภาเล่าขำๆ

‘สถานีผักอินทรีย์’ ยังต้องมีความกระฉับกระเฉงพร้อมรับโทรศัพท์จากเกษตรกรที่อาจจะโทรมาบอกว่า “อีก 1-2 เดือนจะมีลำไยออก” “เดือนหน้าส้มจะออก” สถานีผักก็จะแจ้งข่าวนี้แก่บรรดาสมาชิกเพื่อเตรียมรับเทศกาลกินผลไม้

นอกจากนี้ ยังมีการเดินสายเพื่อขยายแนวร่วม โดยไปตั้งวงเสวนาเรื่องราวของการเป็นผู้บริโภคสีเขียวตามโรงเรียน หรือหมู่บ้านต่างๆ และยังมีการจัด Farm visit เยี่ยมชมแหล่งผลิต เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจถึงกระบวนการผลิต และสร้างความใส่ใจสนใจให้เกิดกับผู้บริโภคทั่วไป

.

ร้านผัก ‘แฟร์เทรด’

“เราเชื่อว่า สังคมไทยมาถึงจุดที่มีคนจำนวนหนึ่งเห็นผลเสียของชีวิตในเมืองใหญ่ และต้องการยู-เทิร์นชีวิตจากที่เป็นมา”

ส่วนหนึ่งในความเชื่อมั่นของ ‘วัลลภา’ มาจากประสบการณ์ 7 ปีใน บริษัท สวนเงินมีมา จำกัด ที่พัฒนามาจาก ‘เพื่อนเสม’ ชุมชนคนทำกิจกรรม ซึ่งเป็นลูกศิษย์ลูกหาของปัญญาชนสยาม ‘สุลักษณ์ ศิวรักษ์’ โดยเธอเองเป็นหนึ่งในหลายคนที่ผันตัวเองจากชีวิตธุรกิจบนถนนสาย ‘ฟาสต์แทร็ค’ มาสู่ ‘ชีวิตความเร็วต่ำ’ ที่คุณภาพเหนือกว่า

กิจการและกิจกรรมในร่ม บริษัท สวนเงินมีมา ประกอบด้วยสำนักพิมพ์และร้านหนังสือศึกษิตสยาม ซึ่งชื่อนี้ ในแวดวงนักกิจกรรมและผู้ที่ติดตามความเคลื่อนไหวทางสังคมน้อยคนนักจะไม่รู้จัก เพราะความขลังของชื่อ ‘ศึกษิตสยาม’ และ ‘สังคมศาสตร์ปริทัศน์’ อยู่ตรงการเป็นแหล่งบ่มเพาะนักคิด นักกิจกรรมของสังคมไทย ที่มีบทบาทสูงเมื่อครั้งเหตุการณ์ตุลา โดยเมื่อปี 2516 ร้านหนังสือชื่อเดียวกันนี้ตั้งอยู่ที่ถนนพระรามสี่ ติดกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“ครั้งนั้นร้านศึกษิตสยามเป็นหัวหอกต่อต้านเผด็จการ แต่ยุคนี้เราสู้กับบริโภคนิยม” วัลลภา กล่าวใต้หมวกอีกใบในตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการสำนักพิมพ์สวนเงินมีมา

ในช่วง 7 ปี หลายคนอาจผ่านตาหรือถึงขั้นติดตามเป็นแฟนหนังสือของ ‘สวนเงินมีมา’ ซึ่งเน้นนำเสนอเรื่องราวความคิด-ชีวิตนอกกระแสอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งแนวคิดเรื่องธุรกิจกับความรับผิดชอบสังคม ‘วัลลภา’ บอกว่า การดำรงอยู่ของร้าน การเติบโตของจำนวนสมาชิก และยอดจำหน่ายหนังสือที่เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ทำให้เธอเชื่อว่า มีกลุ่มคนที่ต้องการทางเลือกที่แตกต่าง และคนกลุ่มนี้กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

และเธอหวังว่า ในอนาคต ‘สถานีผักอินทรีย์’ จะก่อตัวทั่วทุกมุมเมืองจากพลังความตื่นตัวของผู้บริโภคสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งจะพิสูจน์ความเป็นไปได้ของธุรกิจที่ไม่มุ่งแต่โกยกำไร แต่ใส่ใจคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค และรับผิดชอบต่อสังคมไปพร้อมกัน

.
.
.

7 thoughts on “ผูกปิ่นโต

  1. ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆ ค่ะ เข้ามาตามอ่านประจำ

  2. สวัสดีครับ
    ผมไม่ได้แวะมาเสียนาน
    เรื่องการผูกปิ่นโต ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจครับ
    ที่น่าคิดคือระยะทาง และกลุ่มมากกว่า คือไม่ให้ห่างกันมากเกินไป

    ส่วนเรื่องการวิจัย
    ผมคิดว่าเป็นที่การสื่อสาร 2 ฝ่ายครับ
    ด้วยนักวิจัยในปัจจุบันเข้าหาตลาดน้อยไป ((อ้างอิงจากที่ทำงานครับ))
    งานวิจับ จึงไม่ได้ไปในทางเดียวกัน

  3. คุณแหม่ม : ดูที่มารึยังครับ ไหวรึเปล่า ปลูกกระต๊อบไว้นอนเล่นก่อนละกัน ค่อยๆ ทำ

    yimplex : สร้างกลุ่มเองสิ เมืองแถบชายทะเลก็เป็นเมืองใหญ่ น่าจะมีผู้บริโภคแนวนี้พอสมควร โรงแรม ร้านอาหารก็เยอะนี่

    ake : ใช่ครับ ไอ้ประเภททำเป็น mass ใหญ่ๆ มันไม่ยั่งยืน ผลประโยชน์มันกระจุกอยู่กับคนไม่กี่คน ควรเป็นปิ่นโตเถาเล็กๆ ช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจภายในชุมชน ราคาไม่สูงเพราะไม่ต้องบวกค่าขนส่ง ไม่ต้องมีหีบห่อสวยงาม เด็ดเช้าๆ ใส่ตระกร้าส่งตามบ้านลูกค้าได้เลย หรือลูกค้าครึ้มอกครึ้มใจ ย่ำแปลงไปเก็บเอง ก็เข้าที

    ส่วนเรื่องการวิจัย ผมว่านักวิจัยควรจะจับเทรนด์ได้ว่า ในเชิงปริมาณแล้วเราไม่มีทางสู้จีนหรือเวียดนามได้ ไม่ว่าวันนี้หรือวันไหน วช. ควรจะเก็ทเรื่องนี้ก่อนใครเพื่อนเลย จะได้กำหนดทิศทางการวิจัยของชาติได้ถูกต้อง งานวิจัยควรรับใช้ชาติมากกว่าแค่เพื่อเขียนตำราขอตำแหน่ง งานวิจัยที่ดีใช้ได้จริงก็มีครับ น่าภูมิใจ น่ายกย่อง

    แต่น้อยเหลือเกิน (ตามที่เห็นที่รู้สึกนะ ผิดถูกไม่รู้เหมือนกัน ผมมันอยู่วงนอกอ่ะ)

  4. เวลาอ่านข่าวเรื่องอาหารเป็นพิษต่างๆ เส้นก๋วยเตี๋ยวใส่สารกันบูด เนื้อปลาปั๊กเป้าที่เอาไปทำลูกชิ้นหรือส่งร้านหมูกะทะ หมูที่มีสารเร่งเนื้อแดง กุ้งแห้งชุบสี ถั่วงอกใส่สารฟอกขาว ฯลฯ) เราสงสัยว่า ทำไมคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคไทยถึงได้ตกต่ำขนาดนี้ ทั้งๆ เราเป็นประเทศที่โชคดีที่สุดในโลกในเรื่องอาหารการกินและผลิตผลทางการเกษตร

    ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความไม่มีสัมมาอาชีวะ ไม่แคร์ต่อคนอื่นของพวกพ่อค้า หรือความไม่แอ็คทีฟของผู้บริโภคกันแน่ จะเป็นไปได้ไหมที่ผู้บริโภคจะรวมตัวกัน และบอกว่า เราไม่ต้องการอาหารที่แค่สวย ดูดีแต่ภายนอก แต่ต้องการอาหารที่มีคุณภาพ มีประโยชน์ต่อร่างกาย และไร้สารพิษ เราพร้อมจะแอนตี้คนที่ผลิตอาหารไร้คุณภาพ และในขณะเดียวกันเราก็พร้อมที่จะจ่ายเงินและสนับสนุนคนที่ทำดีมีคุณภาพ

    ดูๆ แล้วคงเป็นไปได้ยาก เพราะโดยรวมๆ คนก็ยังเห็นแก่ตัวกันอยู่ (อยากจะได้ของทั้งถูก ทั้งดี ซึ่งในโลกนี้มักไม่ค่อยมี) และหลายๆ คนก็ไม่มีความพร้อม ส่วนคนที่พอจะ “พร้อม” บ้าง ก็ไม่แอ็คทีฟพอ…

  5. ผมว่าเราให้นิยามของการ ‘กินดี อยู่ดี’ ผิดไปเยอะ กลายเป็นเรื่องของความหรูหรา ราคาแพงเสียส่วนใหญ่ ทั้งที่มันก็แค่เรื่องของความสะอาด ความปลอดภัย เท่านั้น

    ความพิถีพิถันในการกิน-อยู่ ไม่ต้องใช้เวลาครับ ใช้แค่สติกับสมองก็พอ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องของการเสียเวลา (อย่างที่ชอบอ้างกัน) เรื่องเวลานี่เถียงกันไม่จบครับ เคยคุยกับเพื่อน มันก็ว่า “มึงอยู่อย่างนี้มึงก็ทำได้สิ ลองไปเป็นอย่างกูสิ เวลาทำงานยังมีไม่พอเลย” ก็น่าจะจริงของมัน เลยบอกมันให้หายใจน้อยๆ หน่อย จะได้มีเวลาไปทำงานมากขึ้น (ดีที่มันไม่เชื่อ)

    ดูๆ แล้วก็ ‘ยาก’ อย่างที่คุณ nitbert ว่า ตั้งแต่อดีตจนถึงทุกวันนี้ ประเทศไทยอยากมีประชาธิปไตยเต็มใบ เข้มแข็ง แต่ก็พิกลที่คนในชาติไม่รู้จัก ไม่รักษาสิทธิของตัวเอง ยังไม่พอ ไม่เคารพสิทธิของคนอื่นอีกต่างหาก

    ‘สิทธิ’ จะมีค่าเมื่อถูกละเมิด ที่ยังไม่มีแอ็คชั่นหรือแอ็คทีฟกัน ก็น่าจะ็เพราะ หนึ่ง-ยังไม่ถูกละเมิด สอง-ยอมให้ละเมิด

    บ้านเราหนักไปทางข้อสองซะเยอะ … ซะด้วย

    ขับรถในเมืองลองหยุดให้คนข้ามทางม้าลายสิครับ หมาเห่ากันเกรียว ไม่เชื่อลองดู
    😉

  6. แหม…ใส่ยศให้ผมซะโก้เลย…เกษตรกร…

    ผมยังไม่กระดิกหู กระตุกหำเลย ใส่ยศซะโก้เจียว….เอาวา….ยังไงก็ อยู่กะดินกินกะดิน วันก่อนย้อนยุคให้ยุงมันกัดแก้มก้น โดยการขี้ในสวนซะเลยนั่น

    อย่างไรก็แล้วแต่….เริ่มต้นจากการแจกก่อน…ใกล้ๆ ไม่ต้องเสียค่าขนส่ง ฝากก็ได้ สร้างเครือข่ายให้เยอะๆ เข้าไว้ ทำนองป่าล้อมเมือง เมื่อทุกคนมีกินมีใช้ไม่ต้องซื้อหาก็น่าจะสนอง Need ได้บ้างกระมัง?

    ปล. เก็บเม็ดไม้ยืนต้นไว้ให้ด้วยเน้อ
    แลกกันกับเม็ดอะไรบางอย่างที่ผมจะส่งมาให้ลองเพาะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s