แก้โจทย์ราคาผลผลิต

.

ราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำเป็นวังวนไปแล้วครับ ทางแก้ที่ดีที่สุด คือ อย่าเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในวังวนของปัญหาที่ว่านั้น ปัญหาเกิดจากปริมาณผลผลิตที่มาก ทำให้ราคาตก ก็ต้องแก้ด้วยการควบคุมปริมาณผลผลิต

การแทรกแซงตลาดของรัฐทั้งการรับจำนำสินค้า ประกันราคาพืชผล ล้วนเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ใช้ได้ผลกับพืชบางตัว บางเวลา ไม่ยั่งยืน เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความซื่อสัตย์สุจริตค่อนข้างสูง เหมาะกับบรรดาประเทศที่พัฒนาแล้ว ประเทศที่มีเงินมาก มีจำนวนเกษตรกรน้อย (ประมาณ ๕-๑๐% ของจำนวนประชากร) เท่านั้น

ผมนิยมชมชอบแนวคิด ‘โซนนิ่ง’ เป็นการส่วนตัวครับ เพราะดูแล้วเป็นการควบคุมปริมาณผลผลิตที่น่าจะเห็นผลที่สุด ใช้ศักยภาพทางการเกษตรของพื้นที่ได้อย่างเต็มที่ หลักการง่าย ๆ คือ บริเวณไหน จำนวนเท่าไหร่ ควรปลูกอะไร ซึ่งการจะได้มาซึ่งข้อมูลนี้ ต้องผ่านการวิเคราะห์ทั้งสภาพพื้นที่ สภาพแวดล้อม ระบบนิเวศวิทยา ผลตอบแทนเชิงเศรษฐกิจและสังคมประกอบกัน ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้เกษตรกรตัดสินใจเลือกเพาะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์ได้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ของตัวเอง เป็นหลักการที่ดีมาก ถ้าได้นำไปปฏิบัติ

แต่ไม่มีวี่แววจากภาครัฐในเรื่องดังกล่าว แม้จะมีการขยับจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรในการจัดทำเขตเศรษฐกิจพืชในรายพื้นที่ขึ้นมา เป็นการริเริ่มที่ขอชื่นชม แต่การขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวก็ดูจะติด ๆ ขัด ๆ ไม่คืบหน้าไปไหนสักเท่าไหร่ ดูจะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของหน่วยงานรัฐไปซะแล้ว ที่แพลนแล้วก็นิ่ง … นิ่งสนิทจริง ๆ ทุกวันนี้จะมีเกษตรกรสักกี่คนครับ ที่รู้ว่าแห่งหนตำบลของตัวเหมาะกับพืชชนิดไหน สัตว์ประเภทใด

จึงอยากเสนอให้พี่น้องเกษตรกรโซนนิ่งตัวเองครับ ยังไม่ต้องตามหลักการเป๊ะ ๆ ลองเริ่มต้นจาก ลดการผลิต ลดพื้นที่ปลูก เน้นการเพิ่มคุณภาพ เกษตรกรหนึ่งคนถ้าสามารถลดปริมาณผลผลิตลงได้อย่างน้อย ๒๐-๓๐% ปริมาณผลผลิตโดยรวมก็ต้องลดลง ซึ่งน่าจะมีผลให้ราคาถีบตัวขึ้นบ้าง ส่วนปริมาณขายที่ลดลง น่าจะชดเชยได้ด้วยราคาที่สูงขึ้นจากคุณภาพที่ดีขึ้น

เสริมด้วยมาตรการ “กระจายความเสี่ยง” ครับ เราต้องมีผลผลิตที่หลากหลาย ตัวนึงร่วง อีกตัวช่วยฉุด ทุกวันนี้ผมก็เล่นวิธีนี้อยู่ กระจายผลผลิตให้มีทั้งในและนอกฤดู หาพืชรองเจ๋ง ๆ สักตัวสองตัวมาช่วยเสริม ตอนนี้ผมก็ได้ผักหวานป่ามาช่วยเสริมอาการทรุดจากลำไยได้พอสมควร สูตรนี้ค่อนข้างลงตัวกับสวนผมในเวลานี้ แต่ก็อย่าวางใจ ทำอะไรต้องให้สมดุลครับ ไม่เอียงไปข้างใดข้างหนึ่งจนเกินไป เบรกความคิดที่จะได้เป็นกอบเป็นกำไว้ก่อน ให้เน้นไปที่ได้อย่างสม่ำเสมอ ชีวิตก็จะปกติสุขตามสมควร

.

ยอดผักหวานป่า … อวบอัด

.

ส่วนที่ (ยัง) คาดหวัง (ได้หรือเปล่า) ให้ภาครัฐเร่งคิดและทำมี ๒ เรื่องใหญ่ ๆ คือ เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว และ การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศ โดยเฉพาะเรื่องหลังนี่สำคัญ ผลผลิตทางการเกษตรเป็นสินค้าที่เน่าเสียง่ายครับ การเก็บรักษา การแปรรูป และการกระจายสินค้าออกสู่ตลาดอย่างรวดเร็วแม่นยำ การจัดการให้ทยอยออก ไม่ใช่ทะลักออกมาพร้อมๆ กัน เป็นสิ่งจำเป็น เพราะมีผลต่อการกำหนดราคาเป็นอย่างมาก

เกษตรกรต้องเอาตัวเองออกจากสมการก่อนครับ จึงจะสามารถแก้โจทย์นี้ได้

.

.

.

7 thoughts on “แก้โจทย์ราคาผลผลิต

  1. จริงๆ แล้วเกษตรกร ก็เหมือนกับอาชีพอื่นๆ ที่ต้องมีความรู้ในเรื่องอื่นๆ อย่างพอเพียง ไม่ว่าจะเป็นเทคโลโลยี การจัดการ การเงิน บัญชี กฎหมาย ฯลฯ (หรือจะเรียกรวามๆ ความรู้ในการเอาตัวรอด ก็คงได้)

    เกษตรกรส่วนใหญ่ที่เอาตัวรอดได้ ที่ลืมตาอ้าปากได้ เป็นเพราะลงมือทำเองมากกว่าได้ความช่วยเหลือจากภาครัฐ

    กะอีแค่ภาครัฐจะยอมลดทิฐิ ลดอีโก้ หันไปเรียนรู้จากคนที่ประสบความสำเร็จแล้ว และพยายามช่วยส่งเสริมกระจายองค์ความรู้ ภูมิปัญญาชาวบ้าน ไปให้ทั่วๆ ก็ยังไม่ทำ

    ไม่รู้จะคาดหวังอะไรแล้วค่ะ

  2. คนที่ยืนเต็มสองขาของตัวเอง ล้มยากเสมอครับ

    ในมุมมองของรัฐ ประเทศต้อง “ปกครอง” ไม่ใช่ “บริหาร” การสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชนจึงเป็นสิ่งต้องห้ามอย่างเด็ดขาด

    ไม่มีวันที่รัฐจะส่งเบ็ดให้ชาวบ้านไปตกปลาเอาเองหรอกครับ ที่สำคัญคนส่วนใหญ่พอใจที่จะรอรับแจกปลาจากรัฐมากกว่าซะด้วย เราถกเถียงกันว่า ปัญหามันมาจากการศึกษา เรียนน้อย พึ่งตนเองไม่ได้ ผมคนนึงล่ะที่ไม่เห็นด้วย ปัญหามันอยู่ที่มโนธรรมต่างหาก

    ผลสำรวจของใครไม่รู้ที่สรุปว่า “คอร์รัปชั่นไม่ใช่สิ่งผิด” หรืออะไรทำนองนี้ ไงครับ..ความคิดของคนมีการศึกษาในสังคมปัจจุบัน การฉ้อฉล เบียดบัง หยิบฉวย สิ่งที่ไม่ใช่ของตัว กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปแล้ว

    หมาบ้านผม มันยังไม่เคยแย่งกระดูกกันเลย แต่สังคมคนกลับจ้องเอาเปรียบกันทุกวินาที ชอบเดินทางลัด มิน่า..หนังสือฮาวทูทั้งหลายถึงขายดีกันจัง อยากได้ซักเล่มเหมือนกัน ประเภท how to die by your kiss ไม่รู้หาซื้อได้ที่ไหน?
    😉

    พี่บวก…เห็นเหี่ยวๆ แต่สายเดี่ยวเอวลอยต่อแถวเข้าคิวกันยาวเลยนา จะบอกให้

  3. ผมเขียนไว้เรื่อง ระบบอุปถัมภ์ เมื่อเร็วๆ นี้เอง click here …

    ก็พอจะสรุปได้ว่า ทุกอย่างมีดีมีไม่ดี ต้องเลือกใช้ให้เป็น
    ไม่ใช่เรื่องเงิน แน่นอน … ประเทศนี้ ต้องพัฒนาการศึกษาก่อนเพื่อนเลย

    : )

  4. อยากจะแย้งว่า ควรส่งเสริมการเรียนรู้ของประชาชนมากกว่า การศึกษาแค่สอนให้รู้ว่าหกล้มแล้วเจ็บ แต่การหกล้มจริงๆ นั้น เราจะรู้ซึ้งถึงความรู้สึกเจ็บปวดว่าเป็นยังไง

    คราวหน้าจะได้ระวังตัวให้มากขึ้น และเตือนใครๆ ได้ด้วย

    ส่วนตัวแล้วไม่ค่อยศรัทธากับระบบการศึกษาในปัจจุบันสักเท่าไหร่ กลายเป็นสินค้าและบริการประเภทหนึ่งไปซะแล้ว มันดูมอมเมายังไงชอบกล

    ที่ชาติบ้านเมืองฉิบหายวุ่นวายอยู่ทุกวันนี้ ไม่ใช่เพราะไอ้พวกการศึกษาสูงหรอกหรือครับ

    บางคนนะครับ ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะผมก็จบตรี ก็นับว่าสูงกะเค้าเหมือนกัน
    😀

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s