17th

.

ประมาณปี ๒๕๓๖ ตอนนั้นผมอยู่ปีสาม มีโอกาสได้เป็นลูกหาบแบกน้ำ แบกแบตเตอรี่ให้กับทีมสารคดีส่องโลกของพี่โจ๋ยขึ้นดอยหลวงเชียงดาว นำเสนอผลกระทบของการท่องเที่ยวที่กำลังจะเกิดกับขุนเขาแห่งนี้

การบูมของกระแสอนุรักษ์หลังการเสียชีวิตของคุณสืบในช่วงเวลานั้น นำพาให้ผู้คนอยากสัมผัสใกล้ชิดธรรมชาติ นับร้อยนับพันรอยเท้าที่เหยียบย่างสู่เชียงดาวด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ได้ก่อให้เกิดความเสียหายกับระบบนิเวศและสังคมพืชในแถบถิ่นนั้นเป็นอย่างมาก จนเกือบจะสายเกินเยียวยา รวมถึงปัญหาขยะที่เกิดจากกิจกรรมและความมักง่ายของมนุษย์

(ศึกษาข้อมูลสังคมพืชบนดอยหลวงเชียงดาวได้ ที่นี่ ครับ)

สารคดีชิ้นนั้น นับเป็นสื่อหนึ่งที่ช่วยจุดประกายให้เกิดความตระหนัก รู้จัก และรักษาธรรมชาติบนขุนดอยศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ทำให้ “เชียงดาว” ยังคงตั้งตระหง่านเป็น “เชียงดาว” แผ่นดินที่สูงเพียงฟ้าเพียงดาว มาจนกระทั่งปัจจุบัน

และสิ่งที่ได้รับรู้และเข้าใจผ่านสายตาลูกหาบเล็กๆ คนหนึ่งในทริปนั้น คือ ลำพังแค่เรามีจิตสำนึกรักและหวงแหนธรรมชาตินั้น ไม่พอครับ ต้องนำเสนอความรู้ ความเข้าใจ ที่ถูกต้องในการปฏิบัติตนต่อธรรมชาติให้กับสังคมด้วย

.

๑ กันยายน อาจจะเลือนไปจากความทรงจำของใครหลายๆ คนไปแล้ว ว่าเกิดอะไรขึ้นในวันนี้เมื่อ ๑๗ ปีที่ผ่านมา ชีวิตหนึ่งที่สูญเสียไปในวันนั้น สอนผมว่า ถ้ายังไม่รู้จัก ยังไม่รู้จริงเกี่ยวกับธรรมชาติ ก็ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะเข้าไปยุ่งยุ่มย่ามต่อกัน บ้านใครบ้านมันครับ อย่าออฟไซต์ คนเป็นแขกก็ควรจำกัดตัวเองอยู่แค่ห้องรับแขกเท่านั้น เจ้าของบ้านย่อมไม่พอใจที่เราเที่ยวเดินเพ่นพ่าน เข้าห้องโน้นออกห้องนี้ในบ้านของเขาเท่าใดนัก ถ้ายังไม่รู้จักชอบพอกันอย่างลึกซึ้ง ไม่มีความเคารพเกรงใจซึ่งกันและกัน ก็ต่างคนต่างอยู่ ต่างทำหน้าที่ของตัวไป

นี่คงเป็นสิ่งที่คุณสืบต้องการจะบอกกับพวกเราทุกคน ส่วนตัวแล้วไม่เห็นด้วยกับวิธีการที่คุณสืบเลือก แต่ก็เคารพในการตัดสินใจของลูกผู้ชายด้วยกัน

.

วันนี้มารู้จักเสี้ยวหนึ่งของ “สืบ” ผ่านปลายปากกาของพี่โจ๋ยกันครับ

.

ผมคัดลอกบทหนึ่งจากหนังสือเล่มนี้ล่ะครับ “หลากชีวิต อินเดียนน่า…โจ๋ย บางจาก” โดย สันติธร หุตาคม พิมพ์ปี ๔๒ ส่วนใหญ่แล้วผู้ชายเรามักจะไม่ค่อยพูดหรือเขียนถึงผู้ชายด้วยกันสักเท่าไหร่ ถ้าไม่ยอมรับกันจริงๆ และการยอมรับนั้นมักเกิดจากการร่วมทุกข์มากกว่าร่วมสุข อดและอิ่มด้วยกัน กินข้าวหม้อเดียวกัน กินเหล้าแก้วเดียวกัน … เตือนก่อนว่าไม่สั้นนะครับ ยาวเอาการ แต่อยากให้อ่านกันดู เราจะรู้จักตัวตนของใคร ผ่านวิธีการทำงานของเค้าเสมอ

.
.
.

………………

.
.

.
วนาจร … คนเที่ยวป่า
โจ๋ย บางจาก

.

มีหลายเหตุผล…สำหรับคนเรา เพื่อนำมาใช้อ้างในการเดินทาง…เที่ยวป่า ข้ออ้างที่พบบ่อยๆ คือ…เปลี่ยนบรรยากาศ

แต่ยังมีบางเหตุการ ผลักดันให้คนเดินทางตัดสินใจเก็บของใส่เป้หลัง ใครคนนั้นอาจต้องการ…เที่ยวป่าเพื่อพิสูจน์ตัวเอง

หนุ่มสาวหลายคนมีความปรารถนาอย่างเดียวกัน จึงชักชวนออกห่างจากหนทางจำเจซ้ำซาก และใช้ความเซ็งเป็นข้ออ้าง นัดหมายกันในหมู่คณะ ผลาญวันหยุดสุดสัปดาห์ โดยการไปชุบชีวิต…สดๆ ณ ที่แปลกใหม่จากแต่ก่อน

ป่าคือความลึกลับของมนุษย์ เป็นห้องค้นคว้าอันรโหฐานทางธรรมชาติ ผู้ทรงศีลเดินธุดงค์เพื่อค้นหาความจริง โดยอาศัยอ้อมกอดอันอบอุ่นตรวจมองตนเอง

ส่วนบางคนเที่ยวป่าเพราะต้องการสัมผัสธรรมชาติอันหยาบโลน…ต้องการหาประสบการณ์ใหม่ๆ แต่งเติม-ต่อชีวิต…ด้วยความคะนอง

หลายคนตามเพื่อนเข้าป่าไปเพราะเหตุนี้ เพราะต้องการไปดูนกดูสัตว์ หรือต้องการใช้ชีวิตเถื่อนๆ อย่างลำเค็ญ จะได้นอนกลางดินกินข้าวข้างกองไฟ…ทุกข์กายเพื่อซบหาความสุขใจ

คนเที่ยวป่าแบบที่ไม่เคารพวิญญาณ มักมุทะลุบุกเข้าไปเพียงเพื่อต้องการสูดดมกลิ่นอายธรรมชาติ…แล้วกลับออกมาอย่างปีติสุข คนส่วนนี้มักลืมกลบฝังขยะของตนเอง ทำตัวเป็นพาหะแห่งความศิวิไลซ์ ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อความบริสุทธิ์ดั้งเดิม

ผมเคยเห็นนักวิชาการสัตว์ป่าผู้หนึ่ง ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นนักอนุรักษ์ธรรมชาติชนิดหัวชนฝา ไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายสัตว์ป่า หรือทำให้ธรรมชาติดั้งเดิมแปดเปื้อนได้

ถึงขนาดใช้ปืนยิงสุนัขซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงในหน่วยพิทักษ์ป่าบางแห่งทันทีที่เห็นตัวมัน และยังเคยยิงนกยูงอินเดียที่พบอาศัยอยู่ในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่…โดยไร้เมตตา

เขาให้เหตุผลน่าสนใจในสิ่งที่ทำไปว่า…

.

“คนไทยมักใจบุญ ชอบเลี้ยงสัตว์เพราะคิดว่าได้บุญ แต่คนเหล่านี้ไม่เข้าใจธรรมชาติ พอเบื่อตัวมันหรือไม่มีเวลาจะหาอาหารให้สัตว์เลี้ยงกิน ก็เพียงแต่นำมันมาปล่อยป่า เพราะเข้าใจว่าสัตว์ทุกตัวสามารถกลับไปใช้ชีวิตในป่าได้…

“แต่ในทางวิชาการ สัตว์ป่าที่มนุษย์เลี้ยงไว้คือพาหะของโรคร้าย นำอันตรายมาสู่สิ่งมีชีวิตในธรรมชาติที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน การนำสัตว์ที่ไม่มีอยู่ในธรรมชาติดั้งเดิมมาเลี้ยงในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เป็นเรื่องอันตรายมาก อาจทำให้โรคกลัวน้ำแพร่ระบาดในสัตว์อื่นๆ หรืออาจทำให้สัตว์ป่าในวงศ์ใกล้เคียงกันกลายพันธุ์เมื่อเกิดจับคู่โดยบังเอิญ สำหรับนกยูงอินเดีย คนที่ปล่อยมันเข้าป่านั้นคงคิดว่าได้ทำบุญ แต่ความจริง มันกลายเป็นการทำลายล้างครั้งใหญ่ในอนาคต หากนกยูงเหล่านั้นเกิดผสมพันธุ์กับนกยูงไทย สายพันธุ์ทั้งระบบจะสูญสิ้นภายในไม่ช้า การตัดสินใจฆ่าสัตว์ บางครั้งก็เป็นเรื่องฝืนใจสำหรับคนที่รักธรรมชาติ ที่ต้องตัดสินด้วยการทำลาย”

นึกถึงเรื่องนกยูงแล้วทำให้คิดถึง คุณสืบ นาคะเสถียร ขึ้นมาทันที…มหาบุรุษท่านนี้ผมขอคารวะด้วยใจ ในเจตจำนงที่ไม่เคลือบแฝงใดๆ ของท่าน

ก่อนพี่สืบจะมาดำรงตำแหน่ง หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ผมกับพี่สืบเคยพบกันมาก่อน ตอนนั้นพี่สืบเป็นเพียงนักวิชาการสัตว์ป่า กำลังทำวิจัยสัตว์ป่าอยู่หลายชนิดในป่าห้วยขาแข้งและป่าทุ่งใหญ่นเรศวร

พี่สืบเคยชวนผมให้มาเก็บภาพนกยูงไทยผสมพันธุ์ บริเวณหาดทรายใกล้กับหน่วยพิทักษ์ป่าเขาบันได ซึ่งพี่สืบรับปากกับผมว่า จะทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะนำทางให้ เพราะการถ่ายภาพนกยูงในช่วงฤดูผสมพันธุ์เป็นงานที่ต้องวางแผนกันอย่างดี

นกยูงจะผสมพันธุ์ในช่วงเดือน กุมภาพันธุ์ ถึง มีนาคม ช่วงนี้ทางเขตฯ จะปิดด่านไม่ให้ใครเข้าไปใกล้พื้นที่อาศัยของสัตว์ นอกจากจะมีหัวหน้าคณะซึ่งเป็นผู้มีความรู้นำทางไปด้วยเท่านั้น

ผมยังจำเหตุการณ์วันนั้นได้ทั้งหมด ตั้งแต่เริ่มออกเดินทางจากเขตฯ จนถึงหน่วยพิทักษ์ป่าเขาบันได พี่สืบย้ำเสมอระหว่างเวลาขับรถเข้าพื้นที่ ซึ่งเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ป่านั้น เราจะต้องระวังยิ่งกว่าการขับรถภายในรั้วโรงเรียนเด็กอนุบาล แกห้ามผมใช้สัญญาณแตร ห้ามเร่งรถเร็วเกินกว่า 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ห้ามไม่ให้ขับรถทับลงไปในแอ่งน้ำขัง ซึ่งพี่สืบเกรงว่าอาจมีเต่าบกบางชนิดมาอาศัยอยู่ การเดินทางของเราจึงคืบคลานเข้าป่าช้ากว่าเต่าทุกตัวในโลก แต่ก็ทำให้ตลอดทางที่ผ่านมานั้น ผมได้พบเห็นสัตว์ป่าหายากอีกเป็นจำนวนมาก

พวกเราเดินทางกันช้าไม่เร่งร้อนกับเวลา เพราะพี่สืบไม่ต้องการให้สัตว์ป่าตัวใดได้รับอันตรายจากรถของเรา วันนั้นเราจึงต้องจอดรถแวะทานข้าวห่อกันริมถนน ผมประทับใจที่เห็นพี่สืบสอนผมและคนอื่นๆ เหมือนครูสอนเด็กที่ไม่รู้จักโลกนี้ดีพอ

แกย้ำเตือนอยู่ตลอดทางว่า เราเหมือนคนแปลกหน้าที่กำลังขึ้นบ้านคนอื่น ต้องรู้จักมีมารยาทกันบ้าง เข้าป่าต้องรู้กฎของป่า

นักศึกษาหลายคนเคยบอกผมว่า เที่ยวป่ากับคุณสืบไม่สนุก เพราะแกจะห้ามโน้นห้ามนี่ตลอด เช่น…ห้ามก่อกองไฟ ห้ามทิ้งขยะหรือสิ่งใดๆ โดยเด็ดขาด ขยะเหลือใช้ที่นำไปทุกชิ้น จะต้องนำกลับออกมาด้วย แม้กระทั่งก้นบุหรี่หรือก้านไม้ขีด เศษอาหารเหลือจากรับประทานแล้ว ทุกๆ สิ่งจะต้องได้รับการควบคุมอย่างเคร่งครัด

พี่สืบเคยเล่าให้ผมฟังว่า เวลาเดินป่านั้น หากจำเป็นต้องหุงหาอาหาร ก็ควรหาทำเลสถานที่ให้สมควร ไม่ใช่คิดก่อไฟเพื่อความสะดวกสำหรับล้อมวงหาไออุ่น แต่ต้องดูว่าที่ตรงนั้นไม่มีต้นไม้ขึ้นปกคลุมผิวดิน เพราะความร้อนจากกองไฟอาจทำอันตรายพืชพรรณขนาดเล็กที่เรามองไม่เห็นได้ เมื่อถึงเวลาทำอาหาร ก็ควรคำนวณปริมาณอาหารให้เพียงพอสำหรับรับประทานเท่านั้น การทิ้งเศษอาหารโดยคิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อสัตว์ บางทีอาจนำเชื้อโรคหรือสารปนเปื้อนอื่นๆ ที่ร่างกายสัตว์ไม่สามารถยอมรับได้ ไปแพร่กระจายในธรรมชาติ จึงไม่ควรทิ้งเศษอาหารหรือขยะทุกชนิดไว้ในป่า ห้ามทำการเผาหรือกลบฝัง เพราะสัตว์ป่าสามารถไปคุ้นเขี่ยเมื่อได้กลิ่นคาว

แม้แต่เคมีฆ่าแมลงหรือน้ำยาที่ใช้ไล่ยุง พี่สืบยังไม่ยอมให้เรานำติดตัวไว้ แกบอกกับผมว่าในโลกนี้ยังมีแมลงอีกหลายแสนชนิด ที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่เคยรู้จักไม่เคยศึกษา สิ่งมีชีวิตในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทั่วประเทศไทย ล้วนมีค่าต่อนักวิจัยและชาวโลก ไม่ว่ามันจะตัวเล็กใหญ่ขนาดไหนก็ตาม

ทุกครั้งที่มนุษย์เดินทางเข้าไปในถิ่นอาศัยของสัตว์ป่า เราจะต้องรักษากฎที่ตั้งไว้อย่างเคร่งครัด เพราะมนุษย์เติบโตจากในเมือง จึงเป็นพาหะนำโรคร้ายต่างๆ ที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติมากที่สุด

ฉะนั้น…เวลาจะไปทำธุระส่วนตัว ขอให้พวกเราช่วยกันขุดหลุมให้ลึกๆ แล้วอย่าลืมฝังกลบให้เรียบร้อย พร้อมกับหาก้อนหินหรือสิ่งของหนักๆ มาทับไว้เพื่อป้องกันสัตว์ป่ามาคุ้ยเขี่ยด้วย อุจจาระของคนเรานี่ล่ะ คือธนาคารเชื้อโรคสำคัญที่ต้องระวังกันให้มากที่สุด

พี่สืบเป็นนักวิชาการประเภทไม่หวงวิชา ชอบสอนชอบเตือนพวกเราอยู่เสมอ แกเคยบอกผมว่า เวลาทำสารคดีออกทีวี เก็บเรื่องเหล่านี้ไปเล่าให้ผู้ชมรายการด้วย คนไทยเราไม่ค่อยเคารพสถานที่ แถมยังไม่ยอมอ่านกฎข้อห้ามต่างๆ ที่ทางเจ้าหน้าที่เขียนประกาศไว้อีก พี่สืบจึงอยากให้มีคนทำรายการสารคดีอย่างผม นำความรู้ไปบอกผู้ชม เพื่อจะได้เข้าใจอุดมการณ์ที่จะช่วยกันอนุรักษ์ธรรมชาติให้ถูกทิศทาง

ผมพบกับพี่สืบครั้งแรก ที่สำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ถูกคอกันตรงที่แกกล้าพูดกล้าทำ ขณะนั้นกำลังมีกระแสต้านเขื่อนน้ำโจน ซึ่งพี่สืบกับนักวิชาการป่าไม้บางคนร่วมเป็นหัวหอก เดินนำในขบวนผู้ร่วมคัดค้านอำนาจรัฐ ผมเคยสัมภาษณ์แกออกโทรทัศน์โดยไม่ได้ตัดทอนข้อความ ซึ่งพี่สืบเน้นกับผมว่าถ้าแกกล้าพูด ผมต้องกล้านำออกอากาศ และผมก็ปฏิบัติตามสัญญา ปรากฎว่า…พี่สืบโดนตั้งกรรมการสอบวินัย ฐานปากพล่อยไปด่าอธิบดีกรมป่าไม้ ว่าไม่มีปัญญารักษาป่า แต่ดันไปคิดปลูกป่า…ในที่รกของป่าดงดิบ

หลังจากนั้น… ผมกับพี่สืบจึงร่วมงานกัน ฝ่ายแกเป็นผู้ปฏิบัติตามโครงการต่างๆ ที่รับผิดชอบ ส่วนผมเป็นผู้คอยติดตามสังเกตการณ์เวลาปฏิบัติงาน เพื่อบันทึกเป็นข้อมูล

คุณสืบ นาคะเสถียร เป็นนักเรียนนอกจึงมีหัวก้าวหน้า แกเชื่อว่า ประเทศไทยจะรักษาป่าที่เหลือไว้ได้ จะต้องอาศัยศรัทธาของคนเรา คนไทยในยุคนั้นไม่ค่อยมีโอกาสได้รับรู้เรื่องราวในป่า เพราะถูกสอนมาจากโรงเรียนแต่เด็กๆ ว่า ประเทศไทยมีรายได้จากการส่งออกมากที่สุด โดยการนำไม้ออกนอกประเทศ ยุคนั้นครูที่โรงเรียนสอนเด็กกันอย่างนี้ สอนให้ภูมิใจในการส่งไม้เป็นสินค้าออก เพื่อนำรายได้มาสู่ประเทศ การจะแก้ความคิดไม่ให้ตัดไม้ทำลายป่าจึงเป็นเรื่องยาก

ก่อนที่ผมจะตัดสินใจ ยกกองถ่ายสารคดีเข้าไปทำงานในป่าลึกของเมืองไทย พี่สืบต้องใช้วาจาหว่านล้อมผมอยู่นาน เพราะอุปกรณ์ในการทำงานยุคนั้น ไม่ทันสมัยเช่นปัจจุบันนี้ การยกทีมกองถ่ายเข้าป่า จะต้องเตรียมใจ เตรียมตัว เตรียมอุปกรณ์ต่างๆ เป็นพิเศษ และยังต้องหาอาสาสมัครมาร่วมงาน เนื่องจากงานที่ไปทำนั้น อยู่ในดงทุรกันดาร ยากเกินกว่าพาหนะใดจะเข้าถึง

เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ทีมงาน “ส่องโลก” ใช้เจ้าหน้าที่ทั้งหมด 3 คนในคณะ อุปกรณ์ที่ใช้ในการถ่ายทำสารคดีโทรทัศน์ ก็ทั้งหนักทั้งเทอะทะไปเสียหมด ช่างกล้องจะต้องมีผู้ช่วยแบกสายพะรุงพะรัง พร้อมอุปกรณ์บันทึกเทปที่แยกต่างหากอีกตัว พวกที่เหลือก็ต้องแบกหามก้อนแบตเตอรี่จำนวนมากเข้าป่าไปด้วย ขาดความสะดวกสบายทั้งหมดที่เคยหาได้จากการทำงานในที่อื่นๆ ทุกคนจึงต้องทุ่มเทใจ มีความสนุกกับการเดินทาง ซึ่งในยุคนั้นกว่าผมจะค้นพบผู้ร่วมงานที่รู้ใจ มันยากกว่างมเข็มในมหาสมุทร บางคนคิดว่าตนเองรักป่าอยากติดสอยเข้าไปแบกของ แต่พอร่วมงานได้สักวันเดียว ก็บ่นออดแอดหนีกลับไปบ้านเฉยๆ ผมก็เคยพบมาแล้ว ในยุคหลังนี้ผมจึงปรับวิธีทำงาน ยอมเสียเงินหาอุปกรณ์ที่ราคาแพงขึ้น แต่มีความสะดวกแก่ผู้ใช้มากขึ้น จนสามารถลดจำนวนคนในทีมกองถ่ายลงจากสามคนเหลือสองคนจนกระทั่งวันนี้… คนเดียวถ่ายมันซะสองกล้องได้อย่างสบาย

ผมรู้จักป่าดีขึ้น ก็เพราะได้ร่วมงานกับผู้รู้จำนวนมาก บางคนเคยเป็นพรานเก่าที่กลับใจหันมาเป็นเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยพิทักษ์ฯ บางท่านเป็นผู้รู้ทางด้านวิชาการ มีทฤษฎีมากมายมาเล่าให้ฟัง หลายทริปที่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับคนเหล่านั้น มันทำให้ผมเจียมตนขึ้นอีกเยอะ

อาชีพการงานของพี่สืบ ความจริงอยู่ในสายวิชาการ แต่หากเปรียบเป็นนักบวช พี่สืบก็เดินไปในทางปฏิบัติ ชอบธุดงค์ไปตามความลำบาก ผมเคยตามพี่สืบไปถ่ายสารคดี โครงการช่วยชีวิตสัตว์ตกค้าง ในโครงการสร้างเขื่อนเก็บน้ำเชี่ยวหลาน จังหวัดสุราษฎร์ธาณี โดยอาศัยร่วมอยู่ในทีมช่วยชีวิตบนแพไม้ไผ่นานร่วมเดือน ได้เห็นทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังชีวิตจริงและชีวิตราชการมาอย่างใกล้ชิด ผมยอมรับว่า คนเหล่านี้น่าเห็นใจ…

พี่สืบปฏิบัติต่อผมเหมือนคนทั่วไป และบางทีอาจจะน้อยกว่าผู้ใต้บังคับบัญชาของพี่สืบเสียด้วยซ้ำ เพราะแกถือว่าผมก็มาทำงานในส่วนของผม คือติดตามไปดูเหตุการณ์ต่างๆ อย่างผู้สังเกตการณ์เพื่อมารายงานต่อประชาชน ส่วนตัวแกเองมีหน้าที่ควบคุมโครงการ เป็นหัวหน้าชุดวางแผนช่วยเหลือสัตว์ เราสองคนจึงแบ่งงานกันทำ มีอะไรสงสัยก็ให้ถามในที่ประชุม ตลอดเดือนเต็มเราคุยกันแต่เรื่องงาน เพราะเวลาที่ใช้อยู่มีค่าต่อชีวิตสัตว์ พี่สืบไม่ได้ให้ความสนใจแก่คณะผมเท่าไหร่นัก ถือว่ามาอยู่ร่วมแพเดียวกันแล้ว ต้องช่วยเหลือตัวเองได้

คณะของผมติดตามลงเรือเข้าเขื่อนเชี่ยวหลานโดยไม่ได้เตรียมตัวแต่อย่างใด เพราะเป็นการนัดหมายที่เกิดขึ้นอย่างฉุกละหุก ทีมงานของผมจึงไม่ได้เตรียมเสบียงอาหารไปด้วย เพราะคิดว่าคงอยู่ถ่ายภาพเพียงไม่กี่วัน แต่เนื่องจากการทำงานช่วยชีวิตสัตว์ตกค้างบนเกาะชั่วคราวขณะนั้นเร่งรัดมาก หากเสียเวลาเพียงวันเดียว สัตว์หลายตัวอาจจมน้ำตาย คณะของผมจึงต้องติดอยู่ในแพบนเขื่อนที่ระดับน้ำกำลังสูงขึ้นเรื่อยๆ เราไม่สามารถออกไปไหนได้จนกว่าจะมีใครนำเรือออกไปธุระในเมือง ซึ่งสภาพการกินอยู่ของเจ้าหน้าที่เป็นไปด้วยความลำบาก อาหารก็มีอยู่อย่างจำกัด เท่าที่งบประมาณจะจัดสรรให้ตามจำนวนคน

การหุงหาอาหารเพื่อเลี้ยงดูผู้ปฏิบัติงาน จะทำกันอย่างง่ายๆ ทุกคนจะกินข้าวในหม้อเดียวกัน ซึ่งหุงกันครั้งเดียวเพื่อเลี้ยงคนทั้งแพ ส่วนกับข้าวจะแบ่งปลากระป๋องให้ตามจำนวนมื้อ คณะของผมไม่ได้เตรียมเสบียงไปด้วย พี่สืบจึงตัดโควต้าปลากระป๋องจากสุนัขไล่สัตว์ที่นำมาใช้งานนี้ มาแบ่งให้พวกผมได้กินกัน แต่ก็ยังไม่ครบคนจึงต้องแบ่งอาหารกระป๋องบางส่วนของพี่สืบมาด้วย เราจึงพออดมื้อกินมื้ออยู่กันไปจนเสร็จภารกิจสำคัญ

เมื่อเราเดินทางจากมา ผมได้นัดพบกับพี่สืบที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งแถวซอยหลังสวน เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมหลังโครงการได้ปิดไปแล้ว พี่สืบเมื่อพบกับคณะของผมที่ไปด้วยกันทั้งหมด แกรีบถามกับเราว่า ตอนที่อยู่ในเขื่อนลำบากกันบ้างไหม มีใครในทีมบ่นกันบ้าง ขณะเดียวกันแกได้ขอโทษที่ไม่ได้ดูแลเพราะมัวยุ่งอยู่กับงาน ซึ่งพวกเราได้แต่ยิ้มเพราะไม่ได้คิดอะไร เพราะใช่แต่พวกผมที่ลำบาก แต่ทุกคนในคณะปฏิบัติงานชุดนั้น ทุกคนต่างก็พบความทุกข์ยากลำเค็ญมาด้วยกัน บางทีอาจจะหนักหนากว่าพวกเราเสียด้วยซ้ำ

ก่อนกลับคืนนั้น…พี่สืบขอเป็นเจ้ามือเลี้ยงพวกเราทั้งโต๊ะ ก่อนจะบอกเป็นประโยคสุดท้ายว่า… “…เสร็จงานนี้ พี่ยังใช้หนี้ไม่หมดเลย ต้องตามเลี้ยงคนอีกหลายมื้อ ก่อนมากรุงเทพฯ ก็ได้ฝากเงินไปซื้อปลากระป๋องใช้ให้อีแดงมันแล้ว พรุ่งนี้ยังไม่รู้จะเป็นใครอีก

ระหว่างนั่งรถไปยังสำนักงานหน่วยพิทักษ์ป่าเขาบันได พี่สืบได้พูดถึงสิ่งที่แกหวังให้เป็นจริง พี่สืบต้องการเห็นการรวมเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทั้งสองแห่งเป็นหนึ่งเดียวกัน คือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร เพื่อจะได้มีการวางแผนจัดการอย่างถูกต้องไปตามทิศทางเดียวกัน ซึ่งตอนนั้นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทั้งสองแห่งยังแบ่งการบังคับบัญชา ทำให้การจัดสรรงบประมาณในการดูแลรักษาป่า เป็นไปอย่างไม่ทั่วถึงต่อสภาพความเป็นจริง

พี่สืบชอบงานวิจัยมากกว่างานบริหาร แต่ขณะนั้นกำลังถูกทาบทามให้มาดำรงตำแหน่งหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ซึ่งตัวพี่สืบเองบอกกับผมว่า ใจจริงอยากทำงานวิจัยที่ได้ประโยชน์กว่า แต่ก็ห่วงเจ้าหน้าที่ และการจัดการซึ่งมีแต่ปัญหาที่ยากแก่การแก้ไข เพราะนโยบายของรัฐบาลขณะนั้น ยังเปิดให้มีการทำไม้ในพื้นที่สัมปทาน โดยไม่มองความจริงว่า พื้นที่ป่าไม้ของชาตินับวันมีแต่ลดจำนวนลง และน้อยเกินกว่าตัวเลขซึ่งถือว่าอยู่ในขั้นวิกฤต

พี่สืบบอกผมว่า หากแกตัดสินใจไม่ทำงานที่ตนถนัด คืองานวิจัยสัตว์ป่า แกอาจเข้ามาทุ่มเทชีวิตให้กับป่าแห่งนี้เป็นพิเศษ แกอยากเห็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง ได้ผลตอบแทนจากการปฏิบัติหน้าที่อย่างคุ้มค่า หากเฟืองจักรชิ้นเล็กๆ อ่อนแอแล้ว คงไม่สามารถบริหารกลไกที่ใหญากว่าได้ ทุกวันนี้กรมป่าไม้ปล่อยให้พวกเขาเดินถือปืนเข้าป่า โดยไม่ได้รับความเห็นชอบตามกฎหมาย เราปล่อยให้ลูกจ้างชั่วคราวรักษาป่า โดยไม่มีกฎหมายคุ้มครอง พวกเขาต้องเสี่ยงชีวิต และถูกจับติดคุกหากเกิดการปะทะกับผู้กระทำผิด ด้วยกฎหมายฉบับเดียวกัน…

พี่สืบถามผมว่า… “ถ้าพี่มาอยู่ที่นี่ แล้วจะมาช่วยกันหรือไม่”

ตอนนั้น…ผมได้แต่นิ่งเงียบ พยายามตั้งใจขับรถไปให้ถึงจุดหมายเท่านั้น

กว่าเราจะมาถึงหน่วยพิทักษ์ป่าเขาบันได ก็เป็นเวลาใกล้ค่ำแล้ว พี่สืบไล่ให้ผมไปเตรียมตัว จัดอุปกรณ์ที่จำเป็นใส่เป้ไว้ เรานัดกันที่โรงครัวของหน่วย ทานข้าวเย็นเสร็จแล้ว…คืนนี้ 4 ทุ่ม พี่สืบจะพาเราเข้าไปยังที่บังไพรไว้ เพื่อเตรียมตัวถ่ายภาพนกยูงที่จะปรากฏตัวในเช้าวันรุ่งขึ้น

ผมเก็บของที่จำเป็นอยู่เพียงสิบนาที ก็มานั่งรอที่โต๊ะอาหาร ผมได้พบกับคุณประทีป หัวหน้าหน่วยเขาบันไดเป็นครั้งแรก เราแนะนำตัวกันอย่างรวดเร็ว

ประทีปเพิ่งเดินทางกลับจากที่สร้างบังไพร เขาบอกกับผมว่า นกยูงจะผสมพันธุ์อยู่แถวๆ นี้ จึงต้องเสียเวลามากกว่าจะเดินไปหาที่สร้างบังไพรได้…

ประทีปชี้มืออกไปตามความสลัว ดวงอาทิตย์กำลังลับเหลี่ยมเขา เขาเดินออกมาชี้มือให้ผมดูที่สร้างบังไพรไว้ ผมมองเห็นหาดทรายขาวปรากฏอยู่ใกล้ห้วยอ้ายเยาะ ห่างจากหน่วยเขาบันไดซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาราว 600 เมตรเท่านั้น

มันดูใกล้แค่เอื้อม แต่ทำไมประทีปจึงบอกกับผมว่า ต้องเสียเวลามากกว่าจะเดินไปหาที่สร้างบังไพรให้เรา

จากที่นี่… ผมสามารถตั้งกล้องถ่ายนกยูงทั้งฝูงได้อย่างสบาย ทำไมพี่สืบต้องการให้เราเข้าไปสัมผัสใกล้ชิดกับธรรมชาติมากที่สุด แกถึงสั่งงานให้ประทีปไปซุ่มสร้างบังไพรถึงริมห้วย

“ใกล้แค่นี้เอง ทำไมต้องออกเดินทางตั้งแต่ 4 ทุ่มด้วยนะ” …ผมแอบคิดอยู่ในใจ

หรือผมจะฟังผิดไป พี่สืบคงหมายถึง ให้ผมเตรียมตัวกันก่อน เพื่อจะเดินทางตอนตี 4 ในวันรุ่งขึ้นละมั้ง…

ผมเดินกลับมาที่โต๊ะทานข้าว ซึ่งประทีปกำลังจัดสำรับอยู่ แล้วเอ่ยปากชวนคุยถามขึ้นลอยๆ ว่า เขาสร้างบังไพรไว้กี่แห่ง…

“พี่สืบบอกให้ผมพาลูกน้องไปสร้างไว้แห่งเดียวครับ… หัวหน้าบอกว่า หาดตรงนี้มันใกล้กับหน่วย ถ้าอยากได้ภาพมุมสูง ก็สามารถย้ายกล้องมาถ่ายที่เนินข้างล่างได้ แต่ถ้าอยู่ตรงนั้นพอถ่ายเสร็จแล้ว จะได้ไม่ต้องเดินทางไกล แกไม่อยากเอาห่อข้างไปด้วย เลยกะว่า ถ้าเสร็จงานแล้วจะได้ขึ้นมาทานข้าวเช้ากันเลย ผมสั่งให้เตรียมอาหารไว้ตั้งแต่ตอนสายๆ คงจะพอดีเวลา”

คำพูดของชายหนุ่มทำให้ผมเชื่อว่า ตัวเองคงฟังผิด บังไพรอยู่แค่นี้จะรีบเดินไปทำไมกัน ผมจึงหันหลังกลับไปที่รถ เปิดประตูไปเอื้อมหยิบขวดเหล้าที่ซื้อมาจากในเมือง มาจิบแก้เมื่อย หลังจากผมเดินทางไกล (ทั้งที่ใกล้ที่สุด) มาตลอดทั้งวัน

ระหว่างรอคนอื่นเตรียมตัว ผมกับประทีปนั่งจิบเหล้าคุยกันหลายเรื่อง พี่สืบก็เดินจากสำนักงานลงมาสมทบกับเรา แต่คราวนี้ดูแตกต่างไปจากเดิม เพราะพี่สืบสวมเสื้อกันลมตัวใหญ่ทับมาด้วย

ผมรินเหล้าบางๆ ให้พี่สืบ เวลาเข้าป่าพี่สืบจะทานเหล้ากับลูกน้องอยู่เสมอ คนป่ากับสุราดูจะเป็นของคู่กัน ผมชงให้ตัวเองเป็นแก้วที่สาม ก่อนจะหันไปถามพี่สืบ ถึงขั้นตอนที่นกยูงเลือกคู่ผสมพันธุ์

“นกยูงเป็นสัตว์ป่าที่ระแวงภัยสูง ยิ่งในฤดูนี้ตัวผู้จะระวังตัวเป็นพิเศษ…ถ้าเราโชคดี อาจจะเป็นทีมแรกที่ได้บันทึกภาพตอนที่มันจีบกันบนคบไม้” พี่สืบบอกกับผม ก่อนจะหันไปคุยกับประทีปว่า

“เมื่อเช้านี้เห็นมันขึ้นคบหรือยัง…”

ประทีปพยักหน้า ก่อนจะรายงาน “…ผมเห็นแต่ตัวผู้เมื่อเช้า มีตัวเมียอยู่สองสามตัว เกาะยอดไม้อีกฟาก พวกมันยังไม่จับคู่กันครับ คงเป็นเพราะเมื่อเช้าหมอกลงจัดมาก ไก่ป่าเลยไม่ยอมลงหาด…”

ประทีปพูดจบ เขาก็หันไปหยิบจานใส่กับข้าว ส่งมาให้พวกเราแกล้มเหล้า แต่ผมยังกังวลเรื่องเวลาที่นัดหมายกัน จึงเอ่ยปากถามพี่สืบอีกครั้ง ย้ำให้มันแน่ใจตัวเอง

“พี่สืบ… วางแผนให้ผมยังไงบ้างครับ คืนนี้จะได้เตรียมไปให้พร้อม ตอนเช้าผมไม่อยากลืมอะไรอีก…”

พี่สืบคงจะไม่เข้าใจคำถามของผม แกจึงบอกแต่เพียงว่า

“เตรียมไปให้หมดนั่นแหละ… เอ้อประทีป คืนนี้พี่จะขอยืมคนของประทีปด้วย ไปช่วยขนของสักสามคน เราจะนอนกันที่นั่นเลย เช้ามาจะได้เริ่มทำงาน…”
ผมเริ่มคิดในใจ… สงสัยจะเดินทางกันคืนนี้แน่ แต่คืนนี้ของพี่สืบมันสี่ทุ่มหรือตีสี่กันนะ

“…คืนนี้ ทีปไม่ต้องไปส่งนะ ขอคนขนของก็พอ ตอนสายจะเดินกลับกันเอง…” ถึงตอนนี้ชักรู้แล้วว่า…แผนเดิมนั้นไม่ได้เปลี่ยน

“…เราไม่ออกเดินทางกันตอนเช้าหรือครับ คุณประทีปบอกผมว่าบังไพรอยู่แถวนี้เอง”

ผมถามพี่สืบ ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะทำงานครั้งนี้ด้วยความสงสัย ทำไมจะต้องรีบเข้าไปซ่อนตัวในบังไพรด้วย ทั้งๆ ที่มองเห็นกันอยู่แค่นี้…

พี่สืบหันมายิ้ม… ก่อนจะอธิบายให้ผมเข้าใจกฎป่าและวิธีการทำงานของนักวิจัย

“ขอโทษด้วย ที่ไม่ได้เล่ารายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องของนกยูงให้โจ๋ยฟังก่อน ตอนเดินทางมาก็มัวคุยแต่เรื่องอื่น ไว้ทานข้าวอยู่กันพร้อมๆ หน้า จะเล่าให้ฟังหมดทุกขั้นตอนของการจับคู่ผสมพันธุ์…พี่กะว่าเราทานข้าวเสร็จแล้วจะเริ่มเดินทางกันเลย ราวๆ 4 ทุ่ม ก็คงถึงบังไพร เมื่อเข้าประจำจุดของแต่ละคนแล้วค่อยพัก รอให้เช้าแล้วคอยถ่ายภาพกันตอนนั้น…”

ผมยังสงสัย ว่าทำไมเราจะต้องเริ่มเดินทางตั้งแต่ไก่ยังไม่ทันโห่ ที่ซุ่มบังไพรก็อยู่ห่างจากโต๊ะทานข้าวเพียงแค่เอื้อม คืนนี้นอนพักเก็บแรงไว้ เดินกันพรุ่งนี้ก็น่าจะทันถมเถ

พี่สืบคงอ่านใจผมทะลุ จึงต้องมาอธิบายต่อไปว่า

“ตามธรรมชาตินั้น พอตกค่ำนกยูงก็จะบินขึ้นไปนอนบนคบไม้สูง เราไม่สามารถรู้เลยว่า มันแอบตัวอยู่ที่ไหน จึงต้องพยายามใช้วิธีเดินเลี่ยงออกห่างจากถิ่นที่คาดว่ามันอาศัยอยู่ แล้วค่อยหาช่องทางตัดเข้าสู่ที่ซุ่มทำบังไพรไว้ การเดินทางตอนค่ำอย่างนี้ นอกจากจะเป็นการอำพรางตัวเราเองจากสัตว์แล้ว เรายังต้องเดินอ้อมเป็นระยะทางไกลอีกหลายกิโลเมตร เพื่อให้สัตว์แถวนี้ไม่พบเสียงผิดสังเกต เวลาเดินเข้าที่ดูสัตว์ตอนกลางคืน เราจะไม่ใช้ไฟฉายส่องทาง เพราะนกยูงมันจะผิดสังเกตได้ ทำให้พวกมันไม่กล้าลงหาดในตอนเช้า ถ้าพวกเราทานข้าวเสร็จแล้วก็ไปกันได้เลย…”

พี่สืบคงอยากจะบอกผมว่า ตราบใดหากมนุษย์ยังไม่เข้าใจธรรมชาติทั้งหมด เราควรเป็นฝ่ายถอยหนี ยอมเสียแรงเสียเวลาอีกสักหน่อย เพราะความรู้จากธรรมชาตินั้น ไม่มีทางลัดที่จะศึกษาได้เข้าใจอย่างรวดเร็ว

คืนนั้นหลังจากพวกเราทานอาหารเสร็จแล้ว พี่สืบได้เรียกประชุมช่างภาพทั้งหมด โดยนัดกันว่า ต่อไปนี้จะไม่มีการพูดคุยหรือส่งเสียงใดๆ ตลอดไป เพราะเสียงพูดของเรา เป็นเสียงคลื่นที่ต่ำ สัตว์ป่าหลายชนิดสามารถรับฟังได้ เราจะต้องใช้สัญญาณมือติดต่อกัน จนกว่าภารกิจสำคัญจะลุล่วง
ผมได้เรียนรู้จากพี่สืบมามาก จนรู้ว่าคนที่เกรงใจธรรมชาติ เขาปฏิบัติตัวอย่างไร มันเป็นเคล็ดง่ายๆ นำไปสู่ความสำเร็จของผู้คนที่ต้องการเป็นนักสังเกตการณ์ธรรมชาติ…อย่างแท้จริง

ตลอดทั้งคืน ผมไม่สามารถข่มตาหลับได้สักงีบ ความมือที่ปิดบังเราจากสัตว์ มันทำให้ผมเกิดความกังวล เพราะสายตาไม่อาจมองเห็นสิ่งรอบตัว

ในขณะเข้าไปซุ่มตัวรออยู่ในบังไพรที่สร้างไว้ ผมรู้สึกถึงวิญญาณป่าที่เข้ามาแอบชิด

ไก่ป่าเป็นนาฬิกาบอกเวรยามแก่ห้วยอ้ายเยาะ พวกมันแข่งกันขับขัน ส่งเสียงกังวานก้องไปทั้งป่า

ความมืดยังห่มคลุมหุบห้วย ซึ่งถูกโอบล้อมไปด้วยดงไม้รก จนกระทั่งขอบฟ้าด้านตะวันออกเริ่มปรากฎเรืองแสงสาด พอให้ผมมองเห็นเงากลุ่มหมอกเย็นตาปรากฏชัดขึ้นมาเป็นลออ

พวกเราทั้งหมด กำลังซุกตัวอยู่ในดง แต่ความจริงน่าเรียกว่าพงไม้ที่แน่นขนัด ซุ้มบังไพรที่ประทีปสร้างให้ เป็นเพียงการปรับสภาพที่ราบ ให้โล่งโถงเพียงพอไม่ให้เราทำเสียงดังขึ้นได้ ในยามจำเป็นต้องการขยับตัวเพื่อหาจังหวะถ่ายภาพเท่านั้น

พี่สืบไม่ได้งีบหลับเช่นเดียวกับผม พอหันกลับไปดูแกทำมือจุ๊ปาก กระซิบด้วยเสียงที่แผ่วกระซาบคล้ายจะบอกว่าให้ผมตั้งใจฟังเสียงอะไรสักอย่าง ที่กำลังจะเกิดขึ้นในขณะนั้น…

ในดงไพรใจกลางห้วงลึกสีมรกต ความสงบเพิ่งตื่นจากหลับ แดดอ่อนลออ ฉาบแสงขึ้นมาเป็นริ้วระบาย ผมมองเห็นพี่สืบจดจ่ออย่างตั้งใจ คล้ายรออะไรสักอย่าง…

พอกลุ่มหมอกเริ่งจาง… บทเพลงเถื่อนก็เริ่มกรีดเสียงขับขาน หวีดหวิวเป็นจังหวะสูงต่ำตามทำนอง

นกป่าสะบัดขนฟู่ตากแสงทอ เพื่อให้เนื้อกายในตัวที่ปุยขนปรกอยู่ ได้ซึมซาบรับไอแดดอรุณที่เพิ่งสาดส่อง พอมันอุ่นกายมากขึ้น เราก็จะได้ฟังเสียงขับร้องบรรเลงไพรกันอย่างครื้นเครง ใครว่าป่ารกไม่จอแจ ผมว่าไม่จริง… สำเนียงป่าตอนนี้… เจื้อยแจ้วไปด้วยเพลงบรรเลง

นกป่าจะออกหากินแบ่งเป็นกลุ่มๆ มันทำให้เสียงขับร้องรอบตัวเราเปลี่ยนไปมาตลอด ผมเฝ้าฟังเสียงนกได้มากกว่า 40 ชนิด ที่แทรกสลับกันหากิน บินข้ามมาเกาะกิ่งอยู่เหนือคบคาใกล้ๆ ตัวในเวลาเพียงชั่วเศษยามเท่านั้น

ความทุกข์ทรมานทั้งหมดได้มลายหายสิ้น พวกเราตื่นเต้นที่ได้ยินสำเนียงดงที่ไม่เคยพบมาจากที่แห่งใด แต่ละช่วงนาที เพลงขับขานก็จะเปลี่ยนทำนองเสนาะ มันบอกให้เรารู้ถึงความหลากหลายของสรรพสิ่งที่รอบล้อมป่าแห่งนี้ไว้
พวกเรายังคงนิ่งฟังอยู่ในดงไม้บังไพร ซึ่งบัดนี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่อย่างสันโดษ ฝูงนกตัวเล็กๆ เหล่านี้จะทำหน้าที่เหมือนหน่วยสอดแนม ที่เข้ามาสืบดูลานกว้างก่อนการจับคู่ครองของนกยูง ถ้าหากฝูงนกไม่บินมา ไก่ป่าก็จะรอดูเชิงอยู่แถวแนวชายป่า หากไก่ไม่ยอมลงหาด นกยูงซึ่งรอเชิงอยู่บนคบไม้สูง พวกมันจะไม่ยอมร่อนถลาลงดิน มานวยนาดเดินระบำหาคู่อวดนงคราญให้เราได้เห็น

ในโลกของสรรพสัตว์ ต่างมีหน้าที่ของตนเอง ทุกชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน หากสิ่งใดขาดหายไป ณ ที่ถิ่นนั้น ก็จะขาดความสมบูรณ์…

ผมเป็นคนกรุงเทพฯ เกิดใจกลางมหานคร บนตึกสูตินารีของโรงพยาบาลหญิง เติบโตจำความได้ที่ห้องแถวอาคารสงเคราะห์ยมราช ข้างๆ สนามม้านางเลิ้ง มาเติบใหญ่ที่บ้านกลางทุ่งตำบลบางจาก จึงเป็นเด็กลูกกรุงที่ มาโตริมทุ่งบางจาก

จนกระทั่งเจริญวัย แก่กล้าพอจะหนีโรงเรียนออกไปหางานทำ มีธุรกิจของตนเองตั้งแต่อายุยังไม่พ้นเบญจเพสด้วยซ้ำ

ฟังประวัติแล้ว… น่าจะเป็นเสี่ยไปตั้งนาน

แต่ผมดันชอบใช้ชีวิตโลดโผน

เป็นปากเสียงแทนชาวบ้าน การเป็น “นักข่าว” ทำให้วัยหนุ่มของผมมีค่า เกิดการเปลี่ยนแปลงชีวิต และมีโอกาสย่างเหยียบไปตามสถานที่ “หวงห้าม” ซึ่งติดป้ายไว้สารพัด

ทั้งที่รู้ว่าเมื่อเดินมาทางนี้ จะบากหน้าไปหางานอื่นได้ยากกว่าใคร อาชีพนักข่าวทำให้คนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จัก กลายเป็นมิตรสนิทได้ในพริบตา แต่พออยู่ต่อไป ผมจึงเริ่มเข้าใจ “กลไก” ของการเปิดประเด็นข่าว (ในยุคนั้นของผม) มากขึ้น

นักข่าวเริ่มหมดความหมาย กลายเป็นเพียงผู้ฉีกซอง (ข่าว) ที่เขาแจกให้ การตกเป็นข่าวกลายเป็นเรื่องนิยม เป็นการประชาสัมพันธ์ที่อำนวยผลต่อผู้ให้ (ข่าว) เสียส่วนมาก

เมื่อสื่อมวลชน (ยุคนั้น) ทำธุรกิจกับข่าว… ผมจึงเดินออกมา… สมัครเป็นนักเขียนบทความพิเศษในหนังสือพิมพ์รายวันที่เพิ่งเปิดตัวขึ้นใหม่

ผมถูกบรรจุอยู่ในกองบรรณาธิการฉบับพิเศษ มีหน้าที่เขียนสกู๊ปในหนังสือฉบับวันอาทิตย์ งานใหม่ทำให้ผมห่างจากกรุงเทพฯ ออกไป มีสัปดาห์ละ 5 วัน เดินทางและค้นหาเรื่องราวน่าสนใจมาเขียนลงคอลัมน์

ทุกสัปดาห์ตั้งแต่เย็นวันเสาร์ ผมจึงมีคิวเดินทางไปตามจังหวัดต่างๆ เพื่อพบคนแปลกหน้ามากมาย และจะกลับมาโรงพิมพ์อีกครั้งเพื่อเขียนบทความ… และนำกล้องถ่ายภาพกลับมาตัดฟิลม์ที่ห้องมืด มันเป็นกิจวัตรประจำสัปดาห์ ภารกิจที่รับผิดชอบอยู่เกือบขวบปีเต็ม

งานใหม่ช่วยทำให้ผมมีสิ่งเร้าใจ อยากรู้อยากเห็นไม่สิ้นสุด มันทำให้ผมเริ่มเข้าใจในวัฏจักรของโลก ความเปลี่ยนแปลงที่ไม่หยุดนิ่งของทุกสิ่ง

ผมเริ่มมองชีวิตคนที่ผมรู้จัก เป็นเสมือนเปลือกหอยรูปร่างแปลก ที่ผมเก็บมาเรียงไว้บนหิ้งประดับ ที่ผมคิดว่าเป็นการค้นพบสิ่งล้ำค่าบนความมหัศจรรย์จากชายหาดที่เดินผ่านมา

แต่เพียงไม่นาน เปลือกหอยที่สวยกว่า จะปรากฏขึ้นจากหากทรายแห่งเดียวกัน

วันเวลาและความเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำ ทำให้หาดทรายเจิ่งนองกลับเหือดแห้งซ้ำแล้วซ้ำอีก เมื่อผมเดินกลับมาใหม่ ทุกสิ่งก็ยิ่งแปลกไป ณ ที่แห่งเดียวกัน

เพียงแต่…ยังไม่มีใครสังเกตเห็นมาก่อนเท่านั้น

ผมลาออกจากงานนักเขียนเพราะ “ขบถเดือนเมษา” ประสบความล้มเหลว เจ้านาย… กลายเป็นวณิพก-พเนจรออกนอกราชอาณาจักร

หลายปีต่อมา ผมจึงกลับมาหยิบปากกา หากินโดยการเขียนบทสารคดี มันเป็นงานที่ใครๆ ก็หมางเมิน ไม่สามารถหากินเป็นอาชีพได้มาก่อนเลย

แต่เมื่อเลือดเข้าตา… และมีทางเดียวที่เลือกได้

ผมจึงตกลงใจ ซื้อเป้อีกใบไว้บรรจุอุปกรณ์ถ่ายภาพ นับจากนาทีนั้น ปฏิทินชีวิตของผมก็มีแต่รอบกากบาทของการเดินทาง

ผม “เที่ยวป่า” เพราะความจำเป็น

แต่ในความทรงจำ…ผมเดินทางอยู่ในดงหนามอยู่เสมอ

.

.

8 thoughts on “17th

  1. ชอบจังครับ ได้แง่คิด หลากหลาย ตั้งแต่เรื่อง การเที่ยวป่า กฎธรรมชาติ ความทุ่มเทในการทำงาน ไปจนถึง ธุรกิจสื่อ ถ้าจะขออนุญาตคุณ golb เอาบทนี้ไปลงต่อที่บล็อกบ้างจะได้ไหมครับ ??

    ประเด็นหนึ่ง ในเรื่องที่น่าสนใจมาก ซึ่งพวกผมก็เคยเจอ การตั้งคำถามจากผู้คนจำนวนหนึ่ง ไปยังนักอนุรักษ์สัตว์ป่า ที่เยอรมันด้วย เกี่ยวกับการ จำต้องทำลายชีวิตหนึ่งด้วยเหตุผลเกี่ยวกับอนาคตของพวกมันเอง และกับวงจรชีวิตสัตว์อื่น

    หลายเดือนก่อน หมีขาวในสวนสัตว์เบอร์ลินให้กำเนิดลูกน้อยแล้วไม่ยอมเลี้ยง ผู้ดูแลจึงต้องนำเจ้าหนูน้อยนั้น (ซึ่งได้รับการตั้งชื่อว่า คนุท) มาเลี้ยงดู ป้อนนมและอาหารให้อยู่ได้ จนเจ้าคนุทเกิดติดมนุษย์แจไม่ยอมห่าง

    มีนักอนุรักษ์สัตว์ป่าจำนวนหนึ่ง ออกมาบอกว่าควรฆ่าเจ้าหนู คนุท ทิ้งเสีย เพราะสัตว์ป่าจะมาเลี้ยงโดยคนนั้นไม่ถูก หากปล่อยไว้ เมื่อมันเติบใหญ่ อยู่ไปก็จะลำบาก แต่คนประท้วงกันมากโดยเฉพาะเด็กๆ คนุทเลยรอดชีวิต กลายเป็นดาราของสวนสัตว์เบอร์ลินที่มีคนไปเยี่ยมท่วมท้นมาก

    ตอนประท้วง มีเด็กๆยกป้าย มีบางป้ายตั้งคำถาม น่าสนใจ ด้วนสำเนียงน่ารัก ๆ ว่า

    “หนูนึกว่านักอนุรักษ์ จะพิทักษ์สัตว์ ?”

    เห็นแล้วก็ ว่าเออ ! จริงด้วย…เลยน่าสนใจดี

    กรณีคนุท น่าสนใจว่า มนุษย์ใช้สิทธิอะไรมาตัดสินชีวิตว่า หากอยู่ต่อไป คนุทจะ “ลำบาก” จนต้องใช้อำนาจเหนือบางอย่าง มาทำลายชีวิตมันเสีย ? คำถามก็คือ ไอ้ที่ว่า ลำบาก น่ะ ลำบาก ใคร ?

    อ่านเรื่องการต้อง ยิงทิ้ง สัตว์บางอย่างในบทที่คุณ golb ยกมา ก็ว่า อันนี้ยังมีเหตุผลกว่า เพราะอาจมีผลกระทบอันใหญ่หลวงต่อสัตว์อื่น ๆ …แต่ก็อีกนั่นแหละ…หากคิดแบบคนธรรมดา ไม่ได้ศึกษาเรื่องพวกนี้มา ก็อาจต้องตั้งคำถามว่า “มีวิธีแก้ไขอย่างอื่นที่ดีกว่าการทำลายชีวิตพวกมัน” (ที่มันเองก็ไม่ได้เลือกที่จะเป็นแบบนี้ แต่เป็นเพราะมนุษย์ต่างหาก) หรือเปล่า ? (เช่น จับมันไปปล่อย หรือ ส่งกลับที่อื่น …อืม….หรือว่า ไอ้วิธีแบบนั้น มันยุ่งยาก หรือ ก็จะเสียเวลามนุษย์อีก ??

    สุดท้่ายก็เลย ยืมป้ายเด็กเยอรมันมายกบ้าง “หนูนึกว่านักอนุรักษ์ จะพิทักษ์สัตว์ป่า”😀

  2. ไม่ต้องขออนุญาตครับ เพราะผมก็คัดลอกมาจากหนังสือของพี่โจ๋ยอีกที การเผยแพร่เพื่อความรู้ ความเข้าใจ เจ้าของเรื่องย่อมยินดี

    ถามต่อว่า มนุษย์ใช้สิทธิอะไรในการจับสัตว์ป่ามากักขัง ไม่ว่าจะเพื่อวัตถุประสงค์ทางการศึกษาวิจัย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อการนันทนาการ

    มนุษย์เรายังมีสิ่งบันเทิงเริงรมย์ไม่มากพออีกหรือ?

    พูดถึงเหตุผลในเรื่องการศึกษาวิจัย เราจะได้อะไรจากผลการทดลองภายใต้ปัจจัยที่ถูกควบคุม ไม่เป็นธรรมชาติ ผลที่ได้ไม่มีวันสมบูรณ์แบบ ที่ได้ก็คือ เราคาดว่ามันจะเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้…ก็เท่านั้น

    โน่นครับ..อยากรู้อะไรก็ต้องเข้าบ้านเขา เข้าไปในอาณาจักรของเขา แต่ส่วนใหญ่ทำไมได้ เพราะอะไร ก็เพราะเรา “กลัว” ว่ากันว่ามนุษย์เป็นเผ่าพันธุ์ที่ขลาดกลัวที่สุด มักแสวงหาความมั่นคงปลอดภัยหลากรูปแบบ ผ่านหลายพฤติกรรม เห็นแก่ตัว เอารัดเอาเปรียบ กร่าง ยกตนข่มท่าน และ ก่อสงคราม

    มนุษย์ก็แค่เดินสองขา หลังเหยียดตรง แล้วมาทำใหญ่ ทำหยาม เผ่าพันธุ์อื่นๆ

    โถ! พ่อคุณ..แค่ไวรัส แบคทีเรีย ตัวเล็กๆ ยังเอาชนะไม่ได้เลย

    กับธรรมชาติ ต้องมองถึงความสัมพันธ์ ไม่ใช่มองแต่ผลที่เกิด ที่เห็น ในขณะนั้น ตัวผมเองก็ไม่ได้เจนจัดชัดแจ้งกับเรื่องราวของธรรมชาติมากนัก ตัวเราเป็นห่วงโซ่ข้อที่เท่าไหร่ อยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ ของสายโซ่ธรรมชาติที่ล้อมรัดโลกเราอยู่ รู้มากไปก็เท่านั้น รู้จริงรึเปล่าก็ไม่แน่

    วงชีวิตแค่ร้อยปี ริจะมาแตกฉานกับการสั่งสมนับร้อยล้านปี

    ยากว่ะ..ไอ้น้อง

    เห็นไอ้หนูคนุทแล้วก็สงสาร อีกหน่อยคงจะได้รับรู้ถึงชีวิตซังกะตายเหมือนแม่มัน เคยได้ยินทหารคุยกัน “ให้กูโดนยิงตายในสนามรบ ยังดีกว่าถูกรถชนตายในเมืองอย่างนี้อีกว่ะ อย่างน้อยกูก็ตายแบบมีเหตุผล แต่อย่างนี่กูไม่รู้เลยว่ามันขับรถชนกูทำไม”

    คนุทก็คงอยากตายบนก้อนหิมะ ใต้มหาสมุทรเย็นเยียบ เหมือนบรรพบุรุษของมัน

  3. ขอบคุณครับ แหะ ๆ ที่ต้องขออนุญาตก่อนด้วย เพราะเห็นว่าคุณ golb เป็นผู้แปลงให้เป็นเอกสารฉบับดิจิตอล จะจิ๊กไปเลย ก็เกรงจะไม่งาม😀

    จริงแล้ว หากพูดถึงประเด็นเรื่องจับสัตว์มาขัง มาเก็บไว้ในสวนสัตว์ ผมแอบคิดว่า ยังมีข้ออ้างไม่เข้าท่าอีกเพียบของพวกมนุษย์ เช่นว่า เพื่ออนุรักษ์ ????? เพื่อการศึกษา ?????

    เพื่ออนุรักษ์ด้วยการจับมันแยกออกจากธรรมชาติ นี่นะหรือ ?? บางที่ จับแยกออกจาก “ถิ่น” ที่อยู่เดิม ไปหนาวตายคากรงที่ “ถิ่น” อื่นอีกด้วย (ผมไม่ได้เล่าว่า ในขณะที่ เจ้าหนูคนุท รอดชีวิต แต่ อาม่าหมีแพนด้า ที่ถูกเยอรมันเอามาจากจีน กรงข้าง ๆ ตายในเดือนเดียวกันนะครับ) จับมาศึกษา นี่ยิ่งน่าขัน ให้ศึกษาพฤติกรรมสัตว์ในกรง ในธรรมชาติแคบ ๆ จำลอง กับป้ายอธิบายชื่อทื่อ ๆ อยู่หน้ากรงแบบนี้ สู้นั่งกดสารคดีสัตว์โลกในทีวีดู น่าจะได้อะไรมากกว่า ถ้าอ้างแบบนี้ แสดงว่า หากจะศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ก็ควรต้องจับมาขังในห้องมั่งล่ะสิ เหมือน หนังเกาหลี Oldboy (ฮา ฮา)

    และในบรรดาการจับสัตว์มาขังให้คนดูที่เลอะเทอะที่สุด ผมก็เห็นจะเป็นขังไว้ดูตอนกลางคืน แบบนี้ล่ะครับ😀

    “ไนท์ ซาฟารี”

    ตอนกลางคืนทำอะไรล่ะไอ้สัตว์
    สารพันสารพัดสัตว์หน้าขน
    ตอนกลางคืนทำอะไรล่ะไอ้คน
    สาระวุ่นสาระวนมาทั้งวัน

    อยากดูอะไรกันนักหนา
    ตั้งแต่เห็นกันมาก็ฆ่าฉัน
    ตั้งแต่แรกสบตาก็ฆ่ากัน
    จนเราสิ้นเผ่าพันธุ์ไปหลายพงษ์

    ฆ่าและฆ่า พอหายากกลับอยากดู
    น่าอดสูพอใกล้สูญก็เสริมส่ง
    คอยจ้องดูเราสืบพันธุ์สืบว่านวงศ์
    กูละงง พวกงี่เง่าจะเอายังไง

    กิน ขี้ ปี้ นอน ไม่ต่างกัน
    วันทั้งวันคอยจ้องดูกันอยู่ได้
    แถมกลางคืนยังมาจ้องคอยส่องไฟ
    มาเบิ่งตาหาอะไรในราตรี

    เดรัจฉานต้อยต่ำแต่กำเนิด
    สัตว์มนุษย์ล้ำเลิศประเสริฐศรี
    จะเอาไงพอเถอะไนท์ ซาฟารี
    ค่ำคืนนี้ ส่ำสัตว์จะสืบพันธุ์.

    โดย ศักดิ์สิริ มีสมสืบ

  4. แหม..เช้านี้ผมได้จิบกาแฟ แกล้มบทกวีเฟี้ยวฟ้าวบทนี้แล้ว ทำเอาเช้าครึ้มๆ ของผมครื้นเครงขึ้นมาทันควัน

    มนุษย์ทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้ ทั้งตัวเล็ก ตัวใหญ่ อยู่ไม่สุขกันทั้งนั้น ชนักทั้งเก่าทั้งใหม่ ปักหลังทะลุหน้า

    รอดหรือไม่..ไม่ทราบ ก็แล้วแต่บุญทำกรรมแต่ง แต่อย่างน้อยคนเหล่านั้น คงได้รับรู้ถึงรสชาติของการถูกจับตา ขุดคุ้ย ตรวจสอบ กระทั่งสุดท้าย ถูกจับกุม คุมขัง จำกัดเสรีภาพ

    คนพวกนี้ต่างหากที่เราควรจับใส่กรง ศึกษาพฤติกรรม ให้ลูกเด็กเล็กแดงได้ดูไว้เป็นเยี่ยง

    …แต่อย่าเอาอย่าง

  5. พอดี ใช้คีเวิร์ด geo33 แล้วมีข้อความจากเอ้ จีออ 33 เลยตามเข้ามาชมสวนอักษร และถ่อยแถลงอันพรั่งพรู และลื่นไหลเหมือนสายน้ำหลาก หลังจากฝนตกใหม่ๆ ที่ข้นขลักจากตะกอนดินที่ถูกน้ำฟ้าชะลงมา
    ถ้ามีเวลาพอ และมีอารมณ์ ลองใช้ข้อมูลจากประสบการณ์ที่เคยเก็บเกี่ยว ดื่มดำและใช้ชีวิตอยู่ในป่า หรือจากการท่องเที่ยวตะลอนกับเพื่อนๆ ข้างกองไฟ แสงเทียน อาจที่ดอยหลวงเชียงดาว อุทยานแห่งชาติแม่สา-ปุย ดอยอินทนนท์ น้ำสาย เชียงแสน ออบขาน ออบหลวง ดอยลังกา-ผาโง้ม หรือตูบในสวนเชิงดอยที่ลำพูนก็ได้ ร้อยเรียงออกมาเล่าสู่กันฟังมั่งซิ อยากเห็นภาพความทรงจำเก่าๆ อดีตอันน่าอิจฉาสำหรับหลายๆ คนที่ไม่มีโอกาสได้สัมผัส ซึ่งน่าจะยังคงชัดเจนผ่านตัวอักษร ถ้อยคำและความชัดเจนของการนำเสนอ ที่มีอยู่ แบ่งปันให้เพื่อนๆ ๆได้รำลึกความหลังร่วมกันเมื่อครั้งยังหนุ่มน้อย หรือแบ่งปันกับเพื่อนๆ ผู้รักชีวิตกลางสายลม หมอกเหมย ป่าเขา สายน้ำ และแสงแดดหรืออาจเป้นบรรยากาศยามเช้าที่ตูบน้อยหลังสวนก็ได้

  6. คำเตือน : คอมเมนต์นี้ติดเรตหน่อยนะครับ ไม่ค่อยสุภาพ

    นั่นมึงเหรอ…ไอ้เบื่อ

    สำนวนนักนะมึง แม่ง! เขียนมาได้ “ถ่อยแถลงอันพรั่งพรู” บล็อกกูเสื่อมหมด เรื่องประสบการณ์ ความทรงจำ มันเลือนๆ ไปหมดแล้วว่ะ ทุกวันนี้ก็แค่เอามาช่วย มองโลก มองคน เท่านั้น จะให้ถ่ายทอดนี่ท่าจะลำบาก ไม่สามารถจริงๆ ความจำกูสั้น ถ้าไม่จดไว้ก็ลืม

    ถ้าจะเอาเจ๋งๆ ต้องไอ้กื๋อว่ะ มันเล่นเอเวอร์เรสต์แล้วตอนนี้ ลุ้น แม่ง! อยู่ ไอ้เวรนี่มันเอาจนได้ นับถือ แม่ง! จริงๆ

    กูว่ามึงเขียนได้ สมองมึงดีกว่ากู จำได้มากกว่ากูแน่ อ่านข้างบนแล้วเข้าท่าดีว่ะ ลองดิ เดี๋ยวกูไปแจม เอาเรื่องพวกกรุงเทพด้วยนะโว้ย คิดถึงแม่ง

    ปล. ถ้าไม่ใช่ไอ้เบื่อก็ขอโทษด้วยว่ะ … ใครวะ?

  7. อือ กะว่าตอนเมาๆ จะลองร่ายใส่เครื่องบันทึกเสียงเป็นเรื่องเป็นราวดูสักที แล้วค่อยมานั่งแกะ เพราะเท่าที่รู้ตอนเมา เม่น. พร่ามเรื่องเก่าๆได้อารมณ์จริงๆ ฟะ แล้วภาพประกอบคงต้องไปหาจากไอ้ต้องมัน คิดว่าน่าจะมีรูปเก่าๆ มากพอสมควร แต่ต้องไปรื้อเอา เผลอๆ ถ้าเขียน เค้น สะกัดเรื่องราวเก่าๆ เด็ดๆ ออกมาได้ทุกเม็ดนะ ตูว่าน่าจะดังยิ่งกว่าเจ เค โรลริ่ง หรือเพชรพระอุมาอีก แต่เป็นภาคตะลุยเชียงดาวหรือดอยลังกาดีฟะ
    ส่วนเรื่องไอ้กื๊อตลุยเอเวอร์เรส ตูว่าเม่นน่าจะไปถึงวะ ก็ตามๆ ดูอยู๋ เข้าไปดูใน TITV เน็ทซื เผื่อมันกลับมาจะได้ประกบออกรายการ เล่าเรื่องการจุดประกายนักปีนเขา
    แต่ว่ากลางเดือนหน้าเตรียมความพร้อมไว้นะ งานแต่งท่านเบี้ยว เห็นว่าจัดที่ริชม่อน นนทบุรี เห็นที แกต้องลาก egg มาไกลแล้ววะ งานแต่งเพื่อนเราก็ยินดีด้วย ที่จะได้มาเจอกัน ชนแก้วกัน แล้วฝันถึงวันวาน

  8. หวัดดีว่ะเพื่อนเอ้ เมื่อวาน 23 ต.ค 2550 ไปงานศพพี่โชคมา เจอรุ่นพี่หลายคน คุยกันตามประสา ได้เวปมาจากไอ้ บอรี่ (มาจากสะตอบอรี่ป่าววะ) รุ่นเรามี ไอ้ต้อง กรู ไอ้นิ่ม ไอ้หนู(นิว) ไอ้โม หาได้แค่นี้ก้อเยอะแล้ว
    วันหลังจะมาเที่ยวบ่อยๆนะ เอ่อ บล๊อคมันน่าจะฝากรูปได้นะ จะได้อัพเดทหน้าตากันหน่อย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s