Déjà vu

.

ทันควันตามคาดครับ คล้อยหลังพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จฯ ได้ไม่ถึง ๔๘ ชั่วโมง บรรดาแผนแม่บทและมาตรการป้องกันรักษาป่าก็ทยอยผุดโผล่ออกมาโชว์สายตาคนไทยเป็นระลอก เป็นอาการเรื้อรังของข้าราชการไทยครับ เรียกกันว่า “โรคต่อมความรับผิดชอบโตเฉียบพลัน” แต่ไม่ต้องเป็นห่วงครับ อาการนี้จะค่อยๆ บรรเทาลงตาม “สำนึกผิดชอบชั่วดี” ของแต่ละบุคคล ใครมีน้อยก็จะหายเร็ว ใครมีมากก็หายยากลำบากหน่อย

แดกดันกันเล็กน้อยพอหอมปากหอมคอละกัน กับมาตรการต่างๆ ที่ออกมามีอยู่หลายข้อที่ผมเห็นด้วยเต็มที่ อาทิเช่น การสร้างความเข้มแข็งให้องค์กรประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาป่า การนำเทคโนโลยีดาวเทียมมาใช้ติดตามตรวจสอบการบุกรุกทำลายป่า การเสนอให้รัฐบาลทบทวนนโยบายส่งเสริมการใช้พื้นที่ป่าเพื่อเกษตรกรรม โดยเฉพาะพืชอุตสาหกรรมอย่าง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน เป็นต้น ต่างๆ เหล่านี้เป็นมาตรการที่ต้องแปรให้เกิดผลในทางปฏิบัติให้ได้โดยเร็ว

แต่มีอยู่หนึ่งมาตรการที่ผมไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง คือ การเพิ่มพื้นที่ป่าโดยการส่งเสริมการปลูกป่า จากประสบการณ์ที่เคยผ่านหู ผ่านตา ผ่านมือมานั้น การกำหนดพื้นที่เป้าหมายมักจะไม่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง ไม่มีการออกสนามสำรวจสภาพปัจจุบัน ใช้การวงในแผนที่คร่าวๆ ไม่มีการรังวัดเป็นเรื่องเป็นราว วิธีการอย่างนี้สุ่มเสี่ยงต่อการถางป่าเก่าเพื่อปลูกใหม่หรือทับซ้อนพื้นที่ทำกินของชาวบ้านเป็นอย่างมาก และยังมีการแสวงหาผลประโยชน์จากงบประมาณเพาะชำกล้าไม้ไปจนถึงแรงงานปลูกอีกต่างหาก ไม่นับความหลากหลายของพันธุ์พืชซึ่งเป็นหัวใจของป่า ที่เราหาไม่ได้เลยในสวนป่าเมืองไทย

การเพิ่มพื้นที่ป่าที่ได้ผลและยั่งยืนที่สุดคือ “ปล่อยให้ป่าฟื้นตัวโดยธรรมชาติ” เคยเขียนถึงไปบ้างเล็กน้อยในโพสต์ “ทำให้ง่าย” พร้อมตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าแนวคิดนี้มีการปฏิบัติแล้วเห็นผลจริง เป็นวิธีที่ถูกและง่าย มีความหลากหลายใกล้เคียงกับป่าธรรมชาติที่สุด เพราะธรรมชาติของป่านั้นมีการฟื้นฟูและแพร่พันธุ์ด้วยตัวเองตลอดเวลา เราแค่ป้องกันไม่ให้มีการบุกรุกหรือรบกวนทั้งจาก ‘คน’ และ ‘ไฟ’ ก็พอ
.

.
ถึงวันนี้ต้องมีการทบทวนนโยบายจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของเรากันใหม่ได้แล้วครับ รัฐต้องให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นอันดับแรก รัฐต้องกระจายอำนาจและความรับผิดชอบไปให้ทุกภาคส่วนของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งชุมชนรอบพื้นที่ป่า เวลาร้อยกว่าปีที่ผ่านมากรมป่าไม้ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การจัดการทรัพยากรโดยรัฐฝ่ายเดียวเป็นความผิดพลาดและล้มเหลว ศักยภาพที่จำกัดของส่วนราชการทั้งกำลังคนและงบประมาณ เป็นความจริงและข้ออ้างตลอดมาในการตอบคำถามถึงความไร้ประสิทธิภาพของตนเอง

ขอเรียกร้องให้รัฐบาลและสภานิติบัญญัติแห่งชาติเร่งพิจารณาและผลักดันร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน ให้แล้วเสร็จภายในวาระของรัฐบาลชุดนี้ เพื่อให้สิทธิและหน้าที่ในการดูแลรักษาป่าของชุมชนได้รับการคุ้มครองรองรับทางกฎหมาย

นี่น่าจะเป็นการสนองพระราชเสาวนีย์ที่ถูกทางและทันทีที่สุดแล้ว ผลดี-ผลเสียของ พ.ร.บ.ป่าชุมชน ได้มีการระดมความคิดเห็น อภิปรายถกเถียงกันมาพอสมควร ผมว่าทุกคนที่เกี่ยวข้องทราบดีครับ ว่าอะไรเป็นอะไร อยู่ที่ว่าจะทำหรือไม่และทำเพื่อใครมากกว่า

ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ประชากรเพิ่มขึ้นสวนทางกับทรัพยากรที่ลดลง คำจำกัดความของคำว่า “อนุรักษ์” ต้องเปลี่ยนไปแล้วครับ การอนุรักษ์ไม่ใช่การเก็บใส่ตุ่มฝังดินเหมือนเดิมอีกต่อไป การอนุรักษ์ในวันนี้ต้องเป็นการใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการใช้ประโยชน์บนพื้นฐานของ need ไม่ใช่ greed เช่นที่ผ่านมา ทรัพยากรที่ยังคงเหลือจึงจะมีเผื่อแผ่เพียงพอสำหรับคนไทยทุกคน

แต่ที่ขำไม่ออกคือคำให้สัมภาษณ์ของนายวิชัย แหลมวิไล อธิบดีกรมป่าไม้ ที่ว่า

ต้องช่วยกันดูแลป่าของรัฐที่มีอยู่ให้ใช้ประโยชน์มากที่สุดและคุมเข้ม หากมีงบประมาณมากเพียงพอ อาจต้องสร้างกำแพงกั้นหรือทำแนวเขตถาวร

สั้นและแคบมากๆ กับความคิดนี้ ขอโทษเถอะครับ กรุณาสำเหนียกไว้ด้วยว่ากำแพงที่แข็งแกร่งที่สุดคือกำแพงคนครับ คนที่สุขที่ทุกข์เกิดแก่เจ็บตายอยู่รอบผืนป่านั่นเอง คนที่ร่วมแรงร่วมใจกันปกปักรักษา ผูกข้อต่อแขนล้อมรัดผืนป่าของตนเอาไว้ นี่ต่างหากที่เหนียวแน่นมั่นคงกว่ารั้วลวดหนามหรือกำแพงคอนกรีตมากมายนัก

ไม่รู้ว่าประเทศชาติปล่อยให้คนที่มีความคิดแบบนี้มารับผิดชอบงานที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อนอย่างนี้ได้ยังไง

กำแพงกั้นป่า คิดได้ไงวะ!

.

.

.

8 thoughts on “Déjà vu

  1. จากที่พอจะเคยเดินป่ามาบ้าง แม้จะไม่ได้เป็นจริงเป็นจังอย่างใครเขา แต่ก็พอทำให้ตัวเองมีแว่นตามองโลกนอกกรุงเทพฯได้กว้างกว่าปกติพอควร

    พอจะมองออกมานานแล้วครับ ว่า “ป่า” ในบริบทของสังคมไทย เป็นอะไรมากกว่าสวนสัตว์ หรือพื้นที่ที่มีต้นไม้รกๆเท่านั้น

    ป่าบางแห่ง ยังไม่รกเท่าสวนเงาะของชาวบ้านเลยเสียด้วยซ้ำ

    คนเมืองมี “มโนคติ” ผิดๆเกี่ยวกับป่ามากมายครับ สังเกตได้จากตัวเองที่เป็นคนเมือง ช่วงแรกๆที่ได้มีโอกาสสัมผัสการใช้ชีวิตในป่าเพียงผิวๆ ก็พอจะรู้ได้เลยว่าบรรดาคนเมืองที่ปกติเดินมากที่สุดในพารากอนนั้น .. จะมีภาพของป่าผิดๆอย่างไรบ้าง

    เห็นภาพป่ายังเห็นผิดๆ ประสาอะไรกับการมองเห็นความสัมพันธ์ของ “คน กับ ป่า” ล่ะ .. จริงไหม

    และจากที่ได้ไปเห็นป่าที่บ้านเมืองอื่นมาบ้างเช่นกัน จำได้ว่าใช้เวลาครุ่นคิดนานเอาการว่าทำไมหนอ ป่าบ้านเขา กับป่าบ้านเรา มันถึงต่างกันเสียเหลือเกิน

    แม้จะไม่ได้คำตอบ (เพราะไปเที่ยว ไม่ได้ไปทำวิจัย) แต่ได้ข้อสังเกตมาอย่างหนึ่่งว่า คนไทยไปลอกเอา “สูตร” การบริหารทรัพยากรป่าไม้ ของฝรั่งมาทั้งดุ้น ซึ่งมาเอามาใช้แบบดิบๆอย่างนั้นไม่ได้ ในบริบทของสังคมไทย ที่กินอยู่กับ “ป่า” ในหลายบริบทมานานกว่าฝรั่งมากมาย

    เอาเถอะครับ ผมมีบทสรุปชวนคิด (ขำๆ) 2 ข้อ

    1. สภาพหนึ่งของสังคมเชิงอำนาจในไทย ที่เป็นรากเหง้าของปัญหาหลายๆอย่างก็คือ การมีสังคมแบบรวมอำนาจอยู่ที่กรุงเทพฯเพียงอย่างเดียว ทำให้เราเห็นการจัดการอะไรหลายๆอย่าง เป็นไปแบบ “ตาบอดคลำช้าง” อยู่เรื่อยๆ

    ก็คนเมืองอยู่ในเมือง วันๆอยู่หน้าคอม กับจอโทรทัศน์ จะให้ไปเข้าใจโลกกว้างได้อะไรมากมายหนักหนา

    ยิ่งบรรดา “ท่านๆ” ยิ่งไม่ต้องไปพูดถึง …

    2. … อันนี้ต้องกล่าวด้วยความเคารพ
    แต่ผมมีข้อสรุปกับพรรคพวกเพื่อนฝูงมานานแล้วว่า หน่วยงานที่มีส่วน “ทำลาย” ทรัพยาการป่า และธรรมชาติ ของประเทศนี้มากที่สุดตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา

    คือ “กระทรวงเกษตรฯ” (และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ ที่เพิ่งเกิดตามหลัง)

  2. ผมก็มีบทสรุปชวนขมมาเล่าให้ฟัง

    หลายฝ่ายคาดหวังให้ชาวบ้านดูแลรักษาป่า เพราะได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าทำได้ดีกว่าหน่วยงานภาครัฐ แต่เรากลับไม่คุ้มครองตอบแทนอันใดให้พวกเค้าเลย ทั้งที่สิ่งที่เค้าต้องการก็เพียงแค่ขอใช้ประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ จากผืนป่าที่เค้าหวงแหนรักษา เพื่อการดำรงชีวิตอย่างเป็นปกติตามสมควรเท่านั้น

    รัฐก็ขอบคุณ แต่ห้ามนั่นนะ ห้ามนี่นะ เพราะมันผิดกฎหมาย ประชาชนต้องเข้าใจนะว่าเราต้องธำรงไว้ซึ่งความเสมอภาคและความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย ใครผิดก็ว่าไปตามผิด

    อยู่มาวันนึง ใครก็ไม่รู้เข้ามาตัดไม้ในป่าของพวกเค้า ป่าที่เป็นชีวิตพวกเค้า ป่าที่พวกเค้าเฝ้าปกปักรักษามาแสนนาน เพียงเพราะมันได้สัมปทานจากรัฐ ถูกกฎหมายเป๊ะ

    จบแบบขื่นๆ อย่างนี้ล่ะครับ

    คนเมืองลองปรับ “มโนคติ” ดูหน่อยมั้ยครับ ความจริงนั้นป่าชุมชนเป็นทางเลือกที่ให้คนได้ใช้ประโยชน์ เป็นเหมือนกันชนป้องกันการบุกรุกรบกวนพื้นที่อนุรักษ์และบรรดา sensitive area ทั้งหลาย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ต้องรักษาไว้อย่างเข้มงวด

    การใช้ประโยชน์จากป่าชุมชนจึงไม่ใช่การทำลายครับ เป็นการเก็บกินดอกเบี้ยโดยที่เงินต้น ซึ่งก็คือ ป่าอนุรักษ์ยังคงนอนสงบอยู่ในแบงค์ ไม่ได้รับการแตะต้องสักนิด

    การจะให้ชุมชนดูแลรักษาป่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องติดเกราะให้พวกเค้าครับ นั่นคือ การรับรองป่าชุมชนของเค้า รับรองการบริหารจัดการ กฏ กติกา ที่ร่วมคิดร่วมทำกันขึ้นมา ขอแค่นี้ล่ะครับ

    ส่วนในเรื่องป่าบ้านเขาบ้านเรา คิดแบบกลางๆ นะ ป่าบ้านเรามีความหลากหลายทางชีวภาพมากกว่า การจะทำอะไรก็ซับซ้อนกว่ามาก อันนี้ต้องเห็นใจ แต่ก็เห็นด้วยว่าเราพลาดที่ไปเอาวิธีการบริหารทรัพยากรของฝรั่งมาใช้ดิบๆ ทั้งดุ้น ทั้งที่เค้ากับเราแตกต่างกันทั้งภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม มันเลยเกิดปัญหาซ้อนปัญหาขึ้นมาเรื่อยๆ ไม่จบไม่สิ้น

    แต่ที่แน่ๆ คนของเค้าท้องอิ่มและคิดเป็น นี่ต่างหากที่ควรทำให้เกิดกับคนของเรา

  3. เอ้ ทำไมเอ็งไม่อ่านให้จบ ที่คุณวิชัย แหลมวิไลเขาบอกจะสร้างกำแพงกั้นน่ะ กั้นพวกเขาเองเว้ย แล้วก็พวกนักกินเมืองทั้งหลายด้วย ให้อยู่แต่ในกระทรวง อยู่ที่บ้านนั่นแหละ จะได้ไม่ออกมาเพ่นพ่านเกะกะข้างนอก

  4. อ้าว..ไอ้ผมก็เข้าใจว่าท่านอับปัญญา ที่แท้พวกท่านช่างล้ำลึกเสียนี่กะำไร ถ้าเป็นอย่างพี่ว่า ก็นับว่าเป็นคุโณปการสูงส่งต่อประเทศชาติเลยนะเนี่ย

    ผมขอโมทนาสาธุด้วยคน

    หน้าฝนนี่กำลังดีเลย ชะมารวมกันให้หมดซะทีเดียว ทั้งในทั้งนอกประเทศ

  5. จอบร้อยอันมิสู้รถดันคันเดียว
    ชาวบ้านปลูกสักเอาไว้ กว่าจะตัดขายได้ เลือดตา เลือดตัวแทบกระเด็น
    ไอ้พวกไม่ต้องปลูก แค่หันไปขยิบตา ลากออกมาได้เป็นรถ
    ให้ชาวบ้านทั้งปลูกทั้งดูแล แต่แตะต้องไม่ได้
    จะเอาไว้ให้ใครมาแตะ หรือจะให้เก็บเอาไว้ขูดขอหวยสถานเดียว

  6. How can we fix it?

    Kill them all?

    หมดปัญญาครับ ถ้าไม่เป็นธรรมซ้ำซากอย่างนี้ สุดท้่ายถ้าจนตรอกจริงๆ

    ก็ต้อง … กูนี่แหละ ‘กฎหมาย’ กันบ้างล่ะ

  7. เฮ้อ!!! เดินป่าเสาะหาต้นน้ำมาหลายเทือกภู(ตนเอง)

    มีงานจบ(เขาเรียกอะไรหนอ…ทีสีด รึ?) ของพวกเรียนเกี่ยวกับพรรณไม้ สรรพสัตว์ มวลแมลง สภาพภูมิศาสตร์ อะไรอีก….?? เอกสารพวกนั้นกองเป็นภูเขาในโลกลี้ลับซึ่งคนธรรมดามิอาจเอามาอ่านเปิดกระบาล

    คนที่เรียนจบเหล่านั้น……ไร้กำลัง อ่อน แรง หรือตายหมดแล้ว..?? ผมสงสัยมานานแล้ว ว่าคนพวกนั้นไปไหน ทั้งโดยฟิสิคอล และ มโนเปเปอร์

    ถึงได้ปล่อยให้โลกของป่าเขาและสรรพสัตว์ต้องร่นหายไปสู่ภพภูมิอันจับต้องมิได้

    ขออภัย…ผมตามมาบ่นครับ…

    หึหึ

    ——————————–

    เจ้าเรือนสบายดีหนา ?

  8. ก็เพราะมันไม่ได้เรื่อง หาประโยชน์อะไรไม่ได้มั้งครับ ถึงต้องเก็บต้องซ่อนให้ห่างไกลสายตาผู้คน ปิดประตูลั่นดาลมิดชิด

    ผิดกับตำราที่มีชีวิตอย่าง “ปราชญ์ชาวบ้าน” ของเรา องค์ความรู้ที่เปิดรับทุกคนที่ใฝ่รู้ ใฝ่ดี สำเนาไปได้ไม่อั้น แล้วยังสามารถอัพเดตได้ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ตามเหตุตามผลที่ถูกต้องชัดเจนกว่า

    แตกหน่อ ต่อยอด ไปไม่รู้จบ

    ส่วน “คนพวกนั้น” ผมก็ไม่รู้ว่ามันไปไหนเหมือนกัน อาจจะกลายพันธุ์ไปแล้วก็ได้ กลายเป็นสปีชี่ส์ที่ไม่สำนึกในคุณค่าของวิชาความรู้ที่ร่ำเรียน ไม่ใส่ใจคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ ไม่ยึดมัั่นในคำสัตย์ปฏิญาณ แค่นี้ก็ไม่เป็นผู้เป็นคนแล้ว

    ไม่ค่อยไว้ใจฝากความหวังกับ “คนพวกนั้น” สักเท่าไหร่ สู้ฝากความหวังไว้กับต้นไม้ใบหญ้าก็ไม่ได้ เพราะร้ายดียังไง ก็ยังผลิดอกออกผล ให้อย่างซื่อสัตย์ สม่ำเสมอ

    คงให้อภัยไม่ได้…เพราะทำให้ผมต้องบ่นตามพี่เสียยืดยาว

    หุหุ

    _ _ _ _ _ _ _ _ _ _

    สบายที่สุดครับ

    ส่วนคุณพี่สายลมลอย..ป่านนี้คงได้นั่งจิบกาแฟฟังเสียงกล้าอ่อนระบัดลม…เพลินนนนน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s