เอา GPS ไปทำไร่

.

อ่านเจอในวารสารเคหการเกษตรปกล่าสุด ฉบับที่ ๘ เดือนสิงหาคม ๒๕๕๐ ไม่ใช่บ้านเราครับ แต่เป็นที่สหรัฐอเมริกา “J. Muller & Sons Farms” ตั้งอยู่ที่เมืองวูดแลนด์ ทางตอนเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย เนื้อที่ ๑๐,๐๐๐ เอเคอร์ (ประมาณ ๒๕,๐๐๐ ไร่) แบ่งเป็น ๒๒๐ แปลง ปลูกพืชหลากหลายชนิดหมุนเวียนไปตามฤดูกาลและความต้องการของตลาด ได้แก่ องุ่น มะเขือเทศ ทานตะวัน แอปเปิ้ล กระเทียม ข้าวโพด ข้าวสาลี และวอลนัท ความน่าสนใจของฟาร์มนี้อยู่ที่การบริหารจัดการครับ “การควบคุมต้นทุนการผลิต” คือหัวใจของที่นี่

การเลือกชนืดพืชที่จะปลูกจะใช้ข้อมูลด้านต้นทุนการผลิตและราคาผลผลิตที่คาดการณ์ในปีการผลิตนั้นเป็นปัจจัยสำคัญ ในส่วนการตลาด ผลผลิตทั้งหมดของฟาร์มจะทำ contract farming กับบริษัทที่รับซื้อผลผลิตล่วงหน้า ลดปัจจัยเสี่ยงจากปัญหาราคาผลผลิตและสามารถกำหนดปริมาณการผลิตได้อย่างแน่นอน

อีกหนึ่งวิธีควบคุมต้นทุนการผลิตของฟาร์มที่ทำให้ผมทึ่งมาก ในฐานะที่จบภูมิศาสตร์ นี่เป็นตัวอย่างแรกที่ผมเคยเห็นในการประยุกต์ใช้เทคนิควิธีทางภูมิศาสตร์มาใช้ในการเกษตรได้อย่างชัดเจน วิชาภูมิศาสตร์การเกษตรที่เคยร่ำเรียนมาก็สอนแค่การวิเคราะห์การใช้ที่ดินของเกษตรกรและปัจจัยทางภูมิศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรเท่านั้น

แต่เกษตรกรมะกันเค้าใช้ GPS ช่วยในการขึ้นแปลงปลูกครับ

ความที่แต่ละแปลงปลูกมีเนื้อที่เป็นพันไร่ขึ้นไป ลำพังความสามารถของมนุษย์ไม่สามารถบังคับรถไถให้ทำแปลงเป็นเส้นตรงได้ตลอดทั้งแปลง ซึ่งต้องไถใหม่แก้ไขรูปแปลงอยู่บ่อยครั้ง เสียทั้งเงินเสียทั้งเวลา และการที่แปลงไม่เป็นเส้นตรงยังทำให้รถเก็บเกี่ยวเข้าไปทำงานในแปลงได้ลำบาก ทางฟาร์มจึงติดตั้ง GPS บนรถไถเพื่อกำหนดตำแหน่งให้รถวิ่งเป็นเส้นตรงตามทิศทางและความเร็วที่กำหนดจากระบบ ไม่เพียงแค่นั้น ระบบนี้ยังช่วยเช็คสภาพของดิน ความลาดเอียง ความสม่ำเสมอของแปลงปลูก และใช้เช็คผลผลิตระยะต่างๆ ในแปลงว่าอยู่ในระยะเก็บเกี่ยวสม่ำเสมอทั่วทั้งแปลงหรือไม่ อย่างไร

นี่เป็นข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดของเกษตรกรรมบ้านเค้ากับบ้านเรา เกษตรกรบ้านเค้าเสาะหา คิดค้น ประยุกต์ โดยมีรัฐสนับสนุนทั้งข้อมูลและเทคโนโลยี เป็นความต่างที่เราควรเอาอย่าง สิ่งที่อยากเห็น คือ การประยุกต์ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ (GIS) มาใช้ในการกำหนดนโยบายเกษตรกรรมของชาติ ข้อมูลดิน พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ข้อมูลเกษตรกร(ทั้งประเภทและจำนวน) ลักษณะภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ปริมาณน้ำฝน แหล่งน้ำ(ทั้งบนดินและใต้ดิน) การระบายน้ำ ภัยพิบัติ พื้นที่เสี่ยง ถนนหนทาง ข้อมูลการตลาด(ทั้งในและนอกประเทศ) การใช้ประโยชน์ที่ดิน กรรมสิทธิ์และการถือครองที่ดิน ฯลฯ จริงๆ ยังมีอีกเยอะแต่เอาเท่าที่นึกได้แค่นี้ก่อน

ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ต้องถูกนำออกมาวิเคราะห์เพื่อกำหนดโซนนิ่งพื้นที่เพาะปลูกอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ในความคิดผมการโซนนิ่งจะแก้ไขปัญหาราคาพืชผลได้อย่างเป็นรูปธรรมที่สุด คิดดูว่า คน ๖๐ คน ผลิตและขายให้กับคน ๔๐ คน กินให้ท้องแตกตายยังไงมันก็ต้องเหลือ ผลผลิตมากเกินความต้องการ ราคาก็ตก จะแก้ให้ได้มันต้องควบคุมปริมาณผลผลิตครับถึงจะกำหนดราคาเองได้ ผลิตให้พอดีหรือน้อยกว่าความต้องการของคน ๔๐ คน อย่างน้อยก็เท่าทุนล่ะ แต่แน่ๆ คือกำไร ไม่มีขาดทุน แต่ต้องเป็นธรรมทั้งกับคนกินและคนปลูกพึ่งการส่งออกอย่างเดียว เสี่ยงเกินไปครับ ต้องพึ่งกันเองให้มากขึ้น ปลูกกินปลูกขายกันในบ้านนี่แหละ ผมเชื่อว่าการโซนนิ่งช่วยได้

.

อ้างอิง: ภาพจาก www.gpsfly.com

.

แก้ไขเพิ่มเติม วันที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๑

ถ้าสนใจการประยุกต์เทคโนโลยี GPS, GIS และ Remote Sensing มาใช้ในการเกษตร เข้าไปศึกษาเพิ่มเติมได้ที่

Agriculture 2.0 (ตอนที่ 1) http://gotoknow.org/blog/smart-farm/193004
Agriculture 2.0 (ตอนที่ 2) http://gotoknow.org/blog/smart-farm/193857

.

.

5 thoughts on “เอา GPS ไปทำไร่

  1. สิ่งที่เอ้อยากเห็น มีคนเริ่มทำบ้างแล้ว ถึงจะยังไม่เต็มรูปแบบ คือ น้ำตาลมิตรผลว่ะ เขาใช้ gis มาทำฐานข้อมูลไร่อ้อย วันเดือนปีที่ปลูก พันธุ์ที่ปลูก ปลูกเมื่อไหร่ พื้นที่อยู่ตรงไหน (ลิ้งค์กับ gps) แต่ก็ยังไม่สมบูรณ์มากนัก

    อย่างที่เคยคอมเม้นต์ไว้แหละว่า ถ้าอยากจะทำอะไร ให้ทำเอง อย่าไปรอ “มัน” เลยวะ

  2. ข้อมูลทั้งหลายมักจะอยู่แต่ในกรมในกอง หาประโยชน์อันใดไม่ได้ เข้าถึงก็ยาก ทั้งที่เอาเงินภาษีของเราไปจัดทำ

    “โครงการพระราชดำริ”ิ เป็นพิมพ์เขียวการพัฒนาชาติที่เหมาะสมกับประเทศไทยที่สุด คิดโดยคนไทย เพื่อคนไทย เพราะคิดจากคนที่รู้จักและรักประเทศไทยที่สุดคนนึง

    เป็นความหมายและผลสัมฤทธิ์ของคำว่า “บูรณาการ” ที่แจ่มชัดที่สุด

    เรียบง่าย ใช้ได้จริง เสียอย่างเดียว ผลประโยชน์ทั้งหมดตกเป็นของชาติและประชาชน ไม่เหลือเผื่่อแผ่ให้ “มัน” บ้างเลย

    พวก “มัน” เลยไม่ทำ

    เมืองไทยน่าจะเอาอย่าง “โททัล ฟุตบอล” ของดัตช์ เล่นเป็นทีม สลับสับเปลี่ยนทดแทนกันได้ ไม่หวงบอล เล่นเพื่อชนะ และ แพ้เป็น

    อยากกินมันเผาว่ะพี่บวก

  3. ร้องได้คำเดียวว่า “อุย”

    วันนี้ ผมจับจอบลงไปลุยในนาเป็นวันที่สอง หลังจากใช้เครื่องทุ่นแรงในทะเลตมเล่นเอาเกือบตาย

    เกือบตาย แปลว่า หอบซี่โครงบาน ดาวพราย เข่าปวด มือในถุงมือยังห้อเลือด

    หลังจากนั้นผมจึงใช้จอบแทน….

    ถามว่านี่เป็นเครื่องมือ เครื่องทุ่นแรงหรือไม่….คำตอบคือใช่ ครับ…แต่….มันแค่ล้าหลังไปหน่อยแค่นั้นเอง

    เอ…จอบจะใช่สัญญลักษณ์ของการเดินไปข้างหน้า หรือถอยลู่ตกเหวไปเลยก็ไม่รู้นะ

    – – – – – – – –

    รึว่าไง??

  4. “จอบ” สำหรับผมเป็นสัญลักษณ์ของการบุกเบิกครับ ลงจอบแรกถ้ามิดหน้าจอบ แสดงว่าแรงเราดี ดินเราดี แค่นี้จะทำอะไรก็ไม่ยาก ที่สำคัญยิ่งใช้ยิ่งเบา คราบเลือดคราบเหงื่อขัดด้ามจอบให้เงาวับ กระชับมือ

    ในสวนผมไม่ต้องทุ่นแรงอะไรมาก เพราะไม่ต้องไถ ไม่ต้องพรวน แค่จอบกับเครื่องตัดหญ้าก็เอาอยู่

    แต่กับผืนนา คิดว่าบางครั้งก็จำเป็น

    แต่ถ้าทันสมัยแล้วต้องมีภาระให้แบกเพิ่มขึ้น กลับไปล้าหลัง “เอาแรง” กันไม่ดีกว่าหรือ หนมจีนแกงไตปลาหม้อใหญ่ๆ น่าจะกะลังดี (พอรึป่าวหว่า?)

    ส่วนตัวผมจะเลือกใช้อะไร ก็ +-*/ ภาระที่เพิ่มกับผลตอบแทนที่ได้ ถ้าพอใจก็เอา

    ปล. แวะไปหาที่เนชั่น เห็นว่าต้องกรอกประวัติยุบยิบ เลยไม่ได้เข้าไปคุยด้วย ขอโทษนะครับ

  5. เป็นบทความทีดีมีมากเลยครับ แต่สำหรับผม ใช้หาร้านอาหารหละ เวลาหิวแวะเข้าไปหาร้านอาหารผ่าน GPS เลยก็ได้ ร้านอาหารแนะนำ สูตรอาหาร สูตรขนม สูตรของหวาน หาได้จากในนี้เลยหละ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s