รางวัลเต็มตู้ก็ไม่มีประโยชน์

.

ชื่นชมกับข่าวความสำเร็จของเด็กไทยได้ไม่เท่าไหร่ ก็ต้องเศร้าใจกับข่าวการสูญเสียตำรวจไทยจากเหตุการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้อีกครั้ง

น่าจะได้เวลาแล้ว ไม่ใช่สิ ต้องได้เวลาแล้วที่เทคโนโลยีของไทยจะก้าวข้ามผ่านขั้นของการประกวดแข่งขันไปสู่การใช้งานจริงได้เสียที
.

.
บทบาทสำคัญประการหนึ่งของเทคโนโลยี คือ ช่วยลดความเสี่ยงให้กับมนุษย์ ศักยภาพและความภาคภูมิใจจากการเป็นแชมป์โลกหุ่นยนต์กู้ภัยสองปีซ้อนในการแข่งขัน World Robocup Rescue ที่ได้รับมา ต้องพัฒนาไปเป็นผู้ช่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดให้กับภารกิจในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ได้โดยเร็ว

ฝีมือและมันสมองของเด็กไทยได้รับการยอมรับจากสากลแล้วครับ ไม่ต้องพิสูจน์อะไรอีก ผู้ใหญ่ช่วยขัดเกลาปรุงแต่งเพิ่มเติมก็น่าจะใช้ได้

ฝากรัฐช่วยพิจารณาเรื่องนี้ด้วย เพราะนอกจากค่าเงินบาทแล้ว สิ่งที่สำคัญกว่านั้นมากนัก คือ ชีวิตคน ครับ

ภาพจาก http://www.robotshop.ca

.

.

11 thoughts on “รางวัลเต็มตู้ก็ไม่มีประโยชน์

  1. ในฐานะที่คลุกคลีอยู่กับแวดวง “เทคโนโลยี” มาบ้าง (แม้จะไม่ได้ลึกซึ้งเท่าใดนัก)

    ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าสิ่งที่ทำให้เทคโนโลยีบ้านเรา ยังไม่สามารถ “ก้าวผ่านโลกการประกวดแข่งขัน” เข้าสู่โลกของการใช้งานจริงได้นั้น ไม่ได้เป็นเพราะตัวเทคโนโลยีเองหรอกครับ

    ผมเชื่อว่าประเด็นต่างๆในเชิง “ธุรกิจ” ต่างหาก ที่เป็นตัวการทำให้เราไม่สามารถผลิตเทคโนโลยีใดๆขึ้นใช้เองได้ หรือที่เราเรียกกันว่า “การผลิตเชิงการค้า” นั่นแหละ

    มีประเด็นปลีกย่อยมากมายในทางธุรกิจ ที่ทำให้ธรรมชาติของตลาดในบ้านเรา ไม่สามารถทำให้เกิดการ “ผลิตเทคโนโลยีในเชิงการค้า” ได้จริงและโตได้อย่างยั่งยืน ซึ่งถ้าเอามาไล่เรียงตรงนี้ คงยาวกว่าโพสต์นี้แน่ๆ (แหะ แหะ)

    เอาเป็นว่าในความเห็นผม คนแรกที่ควรยืนมือเข้ามาทำอะไรสักอย่าง เพื่อแก้โจทย์ทางธุรกิจให้มันเดินต่อไปได้เอง เพื่อให้บ้านเราผลิตเทคโนโลยีใช้เองได้นั้น … คือ “รัฐ” ครับ

    แต่พอเหลียวมองดูรัฐบาลและการเมืองไทยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา … ก็ึคงได้แต่ร้องเพลงรอไปพลางๆ พร้อมกับซื้อของไต้หวัน / เกาหลี / จีน มาใช้กันก่อนแหละครับ

    ^__^

  2. เป็นไปได้มั้ยครับ กับการผลิตที่ไม่มุ่งหวังผลทางการค้า

    ใช้ในภารกิจเฉพาะ เป็นเหมือนต้นแบบ เอามาใช้จริงก่อน เน้นที่ประโยชน์ใช้สอย ไม่ใช่รูปลักษณ์หรือการตลาด ถ้าคิดจะขายในอนาคต ประสิทธิผลที่เกิดขึ้นในพื้นที่ปัญหา น่าจะเป็นตัวช่วยโฆษณาได้เป็นอย่างดี

    ใช้หลักขาดทุนคือกำไร “Our Loss Is Our Gain” ที่ในหลวงทรงพระราชทานไว้ ถ้าคิดในเชิงการค้าอาจจะขาดทุน แต่การที่เราสามารถรักษาชีวิตไว้ได้ ชีวิตนั้นก็จะมีความรู้สึกมั่นใจ ปลอดภัย อุ่นใจ มีกำลังใจและความฮึกเหิมในการทำงาน การปฏิบัติหน้าที่ในภาวะวิกฤต สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่นโยบาย ยุทโธปกรณ์ หรือเทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่เป็น “ใจ” ครับ

    คนที่มีใจมุ่งมั่นเป็นอาวุธที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการต่อสู้กับวิกฤต ถ้าภารกิจลุล่วง ความปกติสุขที่เกิดขึ้นก็ถือเป็นกำไร เพียงแต่มันวัดเป็นตัวเงินค่อนข้างยาก

    ถ้าจะวัดเป็นตัวเงินกันจริงๆ ชีวิตที่สูญเสียไปนั้น รัฐต้องใช้เงิน ใช้เวลา ใช้ทรัพยากรอื่นๆ ไปมากเท่าไหร่ในการสร้างหรือพัฒนาเค้าขึ้นมา สร้างขึ้นมาใหม่จะทันใช้หรือเปล่า จะมีขีดความสามารถเท่าหรือไม่ ก็ไม่แน่ สู้รักษาของเดิมไว้ ใส่เกราะ ติดอาวุธให้ไม่ดีกว่าหรือ?

    ถามอีกครั้ง … เป็นไปได้มั้ย กับการผลิตที่ไม่มุ่งหวังผลทางการค้า?

    คุณสรุจคิดว่าไงครับ .. ขออภัยที่เอ่ยนาม😛

    (พักหลังนี้ตัวหนังสือคุณดูเครียดๆ นะ … แควนๆ ฝากมาบอก😀 )

  3. จากประสบการณ์ (อันน้อยนิด) ของผม ผมเชื่อล้านเปอร์เซ็นต์ว่าถ้าจะทำอะไรแล้วต้องรอภาครัฐ อย่าไปทำเลยครับ ตายแล้วเกิดใหม่เป็นคนสิงคโปร์ยังมีโอกาสมากกว่า

    ยกตัวอย่างเรื่องเกษตรอินทรีย์นี่หรือการเ้กษตรผสมผสานก็แล้วกัน ชาวบ้านเขาพูดกันโครมๆ ตัวอย่างที่ทำสำเร็จก็มีเยอะแยะ ก็ไม่เห็นมันจะมาทำอะไร

    หรือน้องเอ้ว่่าไง?

  4. ช่ายครับ..พี่บวก เห็นด้วยทุกอย่าง และเห็นมานานแล้วด้วย

    “รัฐ” เสียผู้เสียคนมาตั้งแต่ริเริ่มทำแผน๑ แล้วนะ ผมว่า ใครก็ตามถ้าได้เริ่มชี้นำ เริ่มสั่งการ เมื่อไหร่นะ แม่ง! เสียทุกราย ออกลูกเหลิงลูกกร่างซะเยอะ ศักดิ์ศรีความภาคภูมิใจต่างๆ มันหายไปตั้งแต่มันเริ่มคิดว่า “ต้องทำอย่างนี้” กับประชาชน แทนที่จะคิดว่า “จะให้ช่วยอะไรได้บ้าง” แล้วล่ะครับ

    แต่ที่ฝากรัฐในเรื่องนี้ เพราะเห็นว่ามือไม้ของรัฐมีเยอะและเชี่ยวชาญกว่า และที่สำคัญเหล็กกำลังร้อน เด็กเพิ่งได้รางวัลมา น่าจะผลักดันได้ง่าย กับลักษณะการทำงานตามกระแสของบ้านเรา ถ้าผมรู้เรื่องเครื่องยนต์กลไกซักหน่อย มีเงินซักนิด ผมไม่ง้อ แม่ง! หรอก ทำเองไปตั้งนานแล้ว (ล่าสุดเห็นข่าวเมื่อคืน มีการขยับกันบ้างแล้ว เห็นต้อนรับเด็กที่ทำเนียบ แล้วเห็นว่าจะมีการต่อยอดในเรื่องนี้ ดีครับ ดีมากๆ ด้วย ขอให้ทำจริงละกัน)

    ผมช่วยตัวเองจนชินแล้วครับ(ฮา) รัฐอย่ามาขัดขาก็แล้วกัน อำนวยความสะดวกให้ดีก็พอ(ไม่ฮา)

    ปล. คอมเมนท์อย่างเมามัน ปล่อย แม่ง! ไปสามตัว(รวมตัวข้างหน้านี้ด้วย) จะผิดพรบ.คอมพิวเตอร์รึเปล่าหว่า?

  5. ถ้าถามว่าเป็นไปได้ไหม ที่จะไม่ผลิตเพื่อการค้า แต่ผลิตเพียงเพื่อเป็นต้นแบบ หรือที่เรียกกันว่า Prototype น่ะ … เป็นไปได้อยู่แล้วครับ

    คำถามที่สำคัญไม่ใช่คำถามที่ว่า “ได้หรือไม่” หรอกครับ … ต้องถามว่า “ใครควรจะทำ” มากกว่า

    เพราะถ้าผลิตแบบ prototype แน่นอนว่าต้องใช้เงินลงทุนสูงมากๆ เนื่องจากโดยพื้นฐานแล้ว สินค้าเทคโนโลยี เป็นสินค้าที่ต้องเน้นการผลิตแบบ mass production ถึงจะทำให้ต้นทุนต่อหน่วยต่ำลงได้ ลองนึกถึงราคาโทรศัพท์มือถือ ที่ลดลงเรื่อยๆเมื่อมีคนใช้กันเยอะๆเอาละกันครับ

    ในความเห็นผมจึงคิดว่าลืมได้เลยครับว่า “เอกชน” คนไหนจะทำ หรือถ้าจะให้เศรษฐีเงินเหลือใ้ช้ซักรายลุกขึ้นมาทำ ผมว่าเค้าเอาเงินไปแจกชาวบ้านที่สามีโดนยิงตาย ดูจะได้ผล ได้ใจ ผู้คนมากกว่า

    ดังนั้นหากอยากทำ prototype จริงๆ ผมจึงมองไม่เห็นว่าใครอื่น นอกจากภาำครัฐ ที่จะต้องยื่นมือเข้ามาทำเอง (แต่ก็ต้องถามหาความเหมาะสมของการใช้เงินภาษีด้วยนะครับ ซึ่งเป็นอีกเรื่องที่ไม่ขอกล่าวถึง)

    อันที่จริงการทำ prototype น่ะไม่ได้ยากอะไรหรอกครับ ขอแค่เงินถึงก็พอ แต่ทำอย่างไรให้มัน “ยั่งยืน” (Sustain) นี่สิยากกว่า ซึ่งเป็นโจทย์ที่ภาคการผลิตบ้านเรายังทำกันไม่ได้จริงๆจังๆเสียที

    ไม่ต้องมองไกลถึงอุปกรณ์ Hi Tech อย่างหุ่นยนต์ เอาแค่อุปกรณ์ช่วยงานด้านการเกษตร ผมเห็นประกวดได้รางวัลกันประจำ และหลายอันก็ดัดแปลงได้ดี ดูน่าจะลงตัวกับการใช้งาน “แบบไทยๆ” ได้ด้วย แต่สุดท้ายก็เป็นเพียงของประดิษฐ์ ไม่สามารถนำเข้าสู่ตลาด ผลิต ขาย และใช้งานกันต่อไปในวงกว้างได้เสียที

    หลายคนรู้จัก โทมัส เอดิสัน ในแง่นักประดิษฐ์ แต่ทราบไหมครับว่าเขาคือผู้ก่อตั้ง บริษัท GE และเป็น “นักธุรกิจ” ด้วยเช่นกัน มิเช่นนั้น วันนี้ “หลอดไฟ” ก็คงยังอยู่แ่ต่ในห้องทดลองของเขานั่นแหละครับ

    คนภายนอกอาจจะไม่รู้หรอกครับว่า บุคคลากรด้านเทคโนโลยีบ้านเราไม่ได้ขาดแคลน ทั้งสติปัญญาและความสามารถ เราขนาดเพียง “ตลาดงาน” รองรับเท่านั้น

    ลองนึกถึงน้องๆเหล่านี้ที่ได้รับรางวัลมากมายสิครับ นึกกันดูเล่นๆว่าพวกเขาตอนอายุ 30 ปีจะไปทำอาชีพอะไรกันบ้าง จะมีกี่คนที่ยังได้วนเวียนอยู่กับสิ่งที่ตัวเองชอบในวันนี้ หรือถ้าได้ทำจริงๆ ก็คงนั่งอยู่แถวโตเีกียว ไม่ก็ LA มากกว่าจะอยู่ที่ กทม.

    ปัญหาเรื่องการนำเอาเทคโนโลยี มาผลิตใช้งาน “จริง” ในไทยนั้น เป็นปัญหาเชิง “โครงสร้าง” ครับ

    : )

  6. อ้อ .. ส่วนเรื่องตัวหนังสือที่บ้านผมช่วงนี้ สงสัยมันคงเครียดตามจังหวะชีวิตของเจ้าของมันแหละครับ … แหะ แหะ

  7. ขอบคุณกับคำตอบที่เคลียร์และคมข้างต้น

    เป็นประชาชนนั่นเองที่ต้องขวนขวาย เสาะหา พัฒนาเทคโนโลยีด้วยตนเอง เพื่อชีวิตที่ปกติและมีความสุข

    กำลังหาทางลดรายได้ของตัวเองอยู่ ไม่อยากต้องเสียภาษีให้พวกแม่ง!มากนัก เก็บไว้เสียภาษีบาปให้น้องฟักแฟงแตงกวาดีกว่า

    : P~~~

  8. เออะ….ก๊อก ๆ อะโหล…อะโหล มีคนอยู่แถวนี้ไหม เจ้าบ้านอยู่ไหม เลี้ยงอะไรไว้หรือเปล่า ดุหรือเปล่า??

    ก๊อก ๆ

    แวะมาเยือน

    แต่เจ้าบ้านดุจัง…แหะ ๆ

  9. ผมฉีดยาแล้วนะคร้าบบบ

    ก็ระบบระบอบมันล้มเหลว เราก็ต้องดิ้นรนเสาะหากันเอาเอง

    แต่คิดอีกที ระบบไม่มีความรู้สึก ไม่มีสำนึก ไม่มีความคิด ไม่น่าจะเกี่ยว น่าจะเป็นที่คนมากกว่า

    เนอะพี่เนอะ

  10. นั่นจิเนอะ

    อยู่บ้าน ๆ แบบคนบ้าน ๆ เนี่ยะแหละ เวิร์คสุด แบบนิ่ง ๆ หายใจเบา ๆ

    หายใจแรงไม่ได้ เปลืองตังค์

    เนอะ น้องเนอะ

    ปล. ตอนนี้ผมเลี้ยงม้าไป ๑ ตัว ไว้แทนเครื่องตัดหญ้า และเครื่องผลิตปุ๋ย…เผื่อบรี๊ดสายพันธุ์ใช้งานแทนรถ และสัตว์เลี้ยงบำบัดสไตล์บ้าน ๆ

    ลองดู ในสวนลำใยเหมาะมาก นะ..ม้าไทยใหญ่ไม่แพงนะ

  11. ผมตั้งใจจะไม่เลี้ยงสัตว์ในสวนน่ะครับ แค่หมาตายผมก็แย่แล้ว ไม่อยากผูกพันกับสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่นๆ อีก

    ก็รู้อ่ะนะว่าต้องปล่อยวาง เรื่องอื่นพอได้ แต่เรื่องนี้กับผมแล้วมันยากโคตร

    ปล. ว่าแต่ว่า บรีดออกมาแล้วจะ lazy เหมือนเจ้าของสวนรึป่าวหว่า …

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s