อย่าเปลือยดิน

.

ห่างหายจากบล็อกไปพักนึง ไปตัดหญ้ามาครับ การตัดหญ้าหน้าฝนเป็นงานที่ยืดเยื้อที่สุด คล้อยหลังไปไม่เท่าไหร่ ไอ้ที่ตัดไปแล้วก็ผลิโผล่ออกมาทักทายเราอีก วนเวียนอยู่อย่างนี้ล่ะครับ จนฝนเม็ดสุดท้ายโน้น ถึงจะได้หยุดได้ยั้ง สรุปได้เลยว่าการตัดหญ้าเป็นงานที่ไม่น่าพิสมัยที่สุดในการทำสวน

.

แต่หญ้าและวัชพืชนับเป็นสิ่งที่มีค่าอย่างหนึ่งในการทำการเกษตร

.

เรามักจะเข้าใจว่าวัชพืชต่าง ๆ เป็นตัวแย่งปุ๋ยจากต้นไม้ ต้องกำจัด จะด้วยสารเคมีหรือการถาก การถอน กระทั่งการเผาก็ตาม แต่ผมไม่คิดอย่างนั้น หญ้าหรือวัชพืชจะช่วยห่มดินไม่ให้หนาวหรือร้อนเกินไป การคลุมดินจะช่วยรักษาอุณหภูมิและความชื้นของดินให้พอเหมาะต่อการเจริญเติบโตของพืช และช่วยส่งเสริมการทำงานของจุลินทรีย์ในดิน เมื่อมาดูระบบราก หญ้าหรือวัชพืชส่วนใหญ่จะมีระบบรากที่ตื้นเมื่อเทียบกับต้นไม้อื่น ๆ วงจรชีวิตก็สั้น เกิดมาแล้วก็ตายไป หน้าฝนก็เริงร่างอกงาม แต่พอหน้าแล้งก็ล้มหายตายจาก กลายเป็นอินทรียวัตถุที่มีคุณค่า จริงครับที่วัชพืชก็อาศัยอาหารจากดินเหมือนไม้อื่น ๆ แต่เมื่อหญ้าตายหรือถูกเราตัด ธาตุอาหารเหล่านั้นก็กลับคืนสู่ดินอีกครั้ง

ผมว่าเป็นเรื่องดีซะอีก ดินที่หญ้าขึ้นได้แสดงว่ายังมีความอุดมสมบูรณ์อยู่พอสมควร หญ้ามักจะเกิดในที่โล่งทั่วไป เมื่อเริ่มปลูกพืชก็ต้องเจอกับหญ้าหรือวัชพืชเป็นของธรรมดา แต่เมื่อต้นไม้เจริญเติบโตมากขึ้น หนาแน่นขึ้น จากที่โล่งกลายเป็นที่ร่ม ปัญหาเรื่องหญ้าก็จะค่อย ๆ หมดไป ใต้เงาไม้จะปรากฏวัชพืชประเภทใบกว้างหรือไม้ล้มลุกอื่น ๆ ขึ้นมาแทน ซึ่งการจัดการจะสะดวกและง่ายกว่า ทั้งยังเป็นแหล่งหลบซ่อนอาศัยของบรรดาแมลงศัตรูธรรมชาติทั้งหลายได้อีกด้วย

หญ้าหรือวัชพืชแสดงถึงความแข็งแรง ทนทาน ปรับตัวได้ในทุกสภาพพื้นที่ สังเกตมั้ยครับ แมลงศัตรูพืชทั้งหลายมักจะไม่ชอบกินวัชพืช คุณสมบัติเด่นเช่นนี้ ทำให้เกษตรกรนิยมนำเอายอดวัชพืชต่าง ๆ มาหมักเป็นน้ำหมักชีวภาพ ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงและภูมิต้านทานให้กับพืชผักไม้ผล

การทำเกษตรธรรมชาติต้องไม่ฆ่าหรือกำจัดหญ้า ให้ตัดบ่อย ๆ คลุมดินเอาไว้ครับ มีประโยชน์อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น ทำให้ดินมีชีวิต มีพลัง สร้างอาหารได้เอง ทำให้ดินเป็นก้อนปุ๋ย เกษตรกรเราจะได้ไม่ต้องเสียเงินเสียทองไปกับปุ๋ยเคมี ลดการพึ่งพา ลดต้นทุน

.

ถ้าจะเปลือยดิน เราก็ต้องถอดเสื้อผ้าทำสวนครับ อย่าเอาเปรียบดิน

.

.

ยามสายที่ท้ายสวนครับ ตัดได้ไม่ทันไรก็งอกออกมาให้เหนื่อยอีกแล้ว

.

เมื่่อทำเกษตรธรรมชาติได้ระยะหนึ่ง สังเกตได้ว่าวัชพืชจะเริ่มต้นเตี้ยใบกว้างหนานุ่ม แผ่ขยายทางข้างมากขึ้น ที่พุ่งทะยานขึ้นฟ้าและแข็งคมเหมือนหญ้าคาจะน้อยลง

.

เมื่อต้นไม้เติบโตแผ่ร่มเงามากขึ้น ๆ หญ้าก็จะค่อย ๆ หายไป เป็นวงจรชีวิต เป็นธรรมชาติ

.

.

ปล. นอกเรื่องครับ ไม่เกี่ยวกับโพสต์นี้แม้แต่น้อย เมื่อคืนมีโอกาสได้ดูถ่ายทอดสดคอนเสิร์ต ‘Rock for The Greatest King’ ทาง สทท. ๑๑ เหมือนได้สัมผัสกลิ่นไอและรสชาติที่ถูกปาก ที่คุ้นเคย ทั้ง โอฬาร พรหมใจ แหลม มอริสัน มาโนช พุฒตาล สุรสีห์ อิทธิกุล คาไลโดสโคป(ได้ ‘กระชากใจ’ กลับมาอีกครั้ง) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เอกมันต์ โพธิ์พันทอง(ที่ปลิดวิญญาณผมกระจุยไปกับ ‘สายล่อฟ้า’ ของพี่ป้อม พี่โต๊ะ เมื่อสิบกว่าปีก่อน) แม้จะไม่ใช่คอนเสิร์ตที่สมบูรณ์แบบมากนัก แต่ก็เป็นเสียงดนตรีที่มาขับกล่อมสวนให้ได้หายคิดถึง

.

เบาเบาก่อนนอนครับ

.

.

.

4 thoughts on “อย่าเปลือยดิน

  1. กำลังนั่งอ่าน Blog นี้เป็นรอบที่สอง เพราะผมก็กำลังจะทำสวนในสไตล์แบบนี้เหมือนกันครับ ช่วงนี้กำลังปรับแนวคิดของคนที่บ้าน และหาข้อมูลเสริม (แถวบ้านผมชอบใช้ยาฆ่าหญ้ากันมากๆ)

    ป.ล. กำลังนั่งดูคอนเสริต Rock for the Greatest King ที่ทางช่อง 11 เอามาฉายใหม่แล้วรู้สึก “อิน” ไปกับบทเพลงครับ นานๆจะได้เห็นศิลปินที่ผมชอบออกมาเล่นให้ดู ผมยังจำได้ตอนเรียนมหาวิทยาลัย เคยนั่งรถไปหาเพื่อนที่ราม แล้วให้เพื่อนพาไปเที่ยว Rock Pub แล้วก็เจอ Olarn นั่งเมาอยู่หน้าผับ ….

  2. รู้สึกดีทุกครั้งที่ได้รับรู้ว่าเมืองไทยจะมีเกษตรกรเพิ่มขึ้นไม่ว่าจะมากหรือน้อย เช้านี้ก็เช่นกัน
    😀

    การปรับความคิดของตนเองว่ายากแล้ว แต่กับคนรอบข้างยากยิ่งกว่า ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการทำให้ดู เปรียบเทียบให้เห็น สุดท้ายการยอมรับก็จะเกิดขึ้น

    ปล. บางครั้งชีวิตนักดนตรีกับชาวสวนก็คล้ายๆ กัน บรรเลงตามตัวโน้ต ตามที่ซ้อมกันมา บ่อยครั้งนึกสนุกก็ “ด้น” กันสดๆ และเมื่อสิ้นเสียงบรรเลงจากโน้ตตัวสุดท้าย หรือเมื่อเวลาเย็นย่ำ ยามอาทิตย์ลับลา ขอบฟ้าเปลี่ยนสี

    ก็ได้เวลา … มาววว

    ทู้กกกก .. รายย .. ปายยย

  3. ผมหายไปแสนนาน ไม่ได้เข้ามาเรียนวิชาดินที่นี่ ขออภัย พักนี้เป็นจิตรกรอีกครั้ง เขียนสีเขียวลงดินไถคราดเตรียมแช่เม็ดพันธุ์ และหว่านในเวลาต่อมา

    ปีนี้ผมทำนาดำในพื้นที่นาของตัวเอง และทำแปลงตกกล้าห่างจากบ้านเพียงชายคา ชนิดขากตุ๋ยเสลดหล่นถึงคันแปลง ก่อนถอนข้าวลงปักดำผมคงได้นั่งจิบกาแฟมองใบกล้าอ่อนระบัดลม

    การเริ่มต้นเปลือยดินในวิถีเก่า กรองการใช้ฟางคลุม ในปีต่อ ๆ มาหากไม่ใช้ฟางจากพันธุ์ข้าวต่างชนิดกัน ผมคงไม่ต้องไถพรวน ใช้วิธีคลุมฟางแทน ถึงตอนนั้น ผมจะเล่าให้ฟังอีกหน

    ส่วนในสวนผมใช้วิธีคลุมโคนอยู่แล้วครับ

    หัวใจของเกษตรธรรมชาติ คือ อย่าเปลือยดิน – เรามาจากฐานความรู้เดียวกัน คือ ธรรมชาติ

    ————————
    สบายดีนะครับ

  4. ผมอยู่ที่นี่กับแวดล้อมของไม้ใหญ่ยืนต้น เคยแต่นั่งนอนฟังเสียงยอดไม้ไหวใบไม้ร่วง อยากนั่งจิบกาแฟฟังกล้าอ่อนระบัดลม กลางทุ่งเวิ้งว้าง สุดลูกหูลูกตาบ้าง

    สวนผมเป็นที่ดอนกันดาร คงต้องใช้เวลานานพอดู กว่าจะอุดมได้อย่างสมบูรณ์ แต่เวลาที่ผ่านไปกับหน้าดินที่หนาขึ้น ปีละมิลสองมิล คิดแล้วก็คุ้ม

    พักนี้ผมก็ลงทะเบียนเรียนวิศวกรอยู่ครับ … วิศวกรดิน … เรียนกันทั้งชีวิต นานชะมัด แต่เรียนฟรี

    ————————

    สบายดีครับ พี่ก็คงเช่นกัน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s