ทางเลือกของเกษตรกร

วันนี้เอาเรื่องใกล้ๆ ตัวมาเล่าสู่กันฟังบ้าง ปัญหาราคาผลผลิตทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่สังเกตได้ของสวนในละแวกนี้ก็คือ เริ่มมีการลงมะม่วงแทนลำไยไปแล้ว ๒-๓ เจ้า และมีบางสวนปล่อยร้างเพราะสู้ค่าดูแลไม่ไหว จำได้ว่าสถานการณ์อย่างนี้เคยเกิดมาแล้วเมื่อซัก ๖-๗ ปีที่ผ่านมา เคยได้ยินมั้ยครับ ‘ปลูกส้ม ล้มลำไย’ แห่ปลูกตามกันไปโดยเฉพาะสวนลิ้นจี่สวนลำไยแถว อ.ฝาง ยิ่งไปดึงราคาส้มให้ตกลงมาอีก สุดท้ายก็มีไม่กี่รายที่รอด ถึงวันนี้ผมคิดว่าเกษตรกรเราต้องตัดสินใจแล้วล่ะครับว่า

จะเลือก ‘ทำมาหากิน’ หรือ ‘ทำมาค้าขาย’

ถ้าเลือกอย่างแรก ต้องเริ่มต้นที่การพึ่งตนเอง หยุดผลิตเพื่อคนอื่น แล้วหันมาผลิตเพื่อตัวเอง เหลือจากตัวเอง จากการกินการใช้แล้ว ค่อยเอามาขาย เกษตรกรที่เลือกแนวทางทำมาหากินที่สามารถอยู่ได้ท่ามกลางกระแสการล้มละลายของเกษตรกรไทย ส่วนใหญ่มีวิถีการทำเกษตรคล้าย ๆ กัน คือ

มีการปลูกพืชอย่างหลากหลาย เพื่อสนองตอบต่อการบริโภคของตนเองเป็นหลัก ใช้สติปัญญาและประสบการณ์ที่สั่งสม เป็นองค์ความรู้ในการจัดการและพัฒนากระบวนการผลิตให้สามารถตอบสนองความต้อง การของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการทำการเกษตรแบบมีความสุข เอื้ออาทรต่อตัวเอง ต่อผู้อื่นและต่อธรรมชาติ

ว่ากันว่านี่เป็นทางออกของเกษตรกรไทยอย่างแท้จริง

ถ้าเลือกทางที่สอง ต้องทำใจให้พร้อมที่จะรับความเสี่ยง เพราะการทำการเกษตรเพื่อการค้านั้น ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอกมาก ต้นทุนสูงเพราะเป็นธุรกิจผูกขาด ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง รวมถึงต้นทุนแฝงในรูปของสภาพแวดล้อมที่เสื่อมลงจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่ใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงปริมาณมาก ทำให้ดินเสื่อมคุณภาพและสมดุลของระบบนิเวศสูญเสียไป จะอยู่ได้ต้องลดความเสี่ยงลงให้ได้มากที่สุด

เทคนิควิธีต่าง ๆ ในการจัดการความเสี่ยงทางการเกษตร มีการศึกษาค้นคว้า นำเสนอผ่านสื่อหลายแขนงให้เกษตรกรนำมาพิจารณาปรับใช้ ทั้งแบบแมนน่วลและดิจิตอล หรือตัวอย่างแบบตัวเป็น ๆ จับต้องได้ก็มีเยอะ ที่สำคัญเกษตรกรต้องรู้จักประมาณตนเอง ทำเท่าที่กำลังเราจะทำได้ รู้จักสิ่งที่จะทำอย่างถ่องแท้ อย่าแห่ตาม อย่าหวังฟลุ๊ค

ถ้ายังไม่รู้จักตัวเองทั้งในเรื่องศักยภาพและความต้องการ อย่าเลือกเดินทางนี้

ผมเลือก ‘ทำมาค้าขาย’ โดยอาศัยหลักการกระจายความเสี่ยง คือ พยายามให้มีความหลากหลายของพันธุ์พืช มีพืชหลักเป็นลำไยที่แบ่งทำนอกฤดูแปลงนึง ปล่อยออกธรรมชาติแปลงนึง และมีพืชรอง คือ ผักหวานป่า คิดอยู่ว่าถ้ามีพืชเสริมอีกอย่างก็จะสมบูรณ์แบบ มีรายได้รายวัน รายเดือน รายปี แม้ไม่มากแต่สม่ำเสมอตลอดทั้งปี ควบคู่ไปกับการลดปัจจัยการผลิตโดยใช้วิธีเกษตรธรรมชาติ ทุกวันนี้ก็อยู่ได้ ไม่ขัดสน

สิ่งที่ผมยึดเป็นแนวทางประกอบอาชีพเกษตรกรรมในทุกวันนี้ เป็นหนึ่งในผลึกความคิดจากปราชญ์ชาวบ้าน ๔ ท่าน คือ พ่อคำเดื่อง ภาษี พ่อผาย สร้อยสระกลาง พ่อสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ และพ่อบุญเติม ชัยลา ซึ่งท่านเหล่านี้ได้นำประสบการณ์ในชีวิตของตนเอง มาถ่ายทอดให้ได้รับรู้ เข้าใจ และสามารถนำไปปฏิบัติได้ด้วยวิธีการที่ง่าย ๆ ท่านว่าไว้ว่า

.

ปัญหาการเกษตรที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นเกษตรพอเพียงหรือเกษตรธรรมชาตินั้น มักเป็นการมองแต่ในทางเทคนิค ไม่มีใครสนใจถึงแก่นแท้ของการทำเกษตรที่แท้จริงว่า จริง ๆ แล้วนั้นเป็นเรื่องการของเรียนรู้และการแก้ปัญหา โดยมีหลักการหรือวิชาการเป็นเพียงแค่กรอบนำ ส่วนจะได้ผลหรือไม่นั้น ต้องอยู่ที่การปฏิบัติ สิ่งใดที่จะทำ จงทำ อย่าคิดจะทำ ไม่เช่นนั้นจะไม่ได้ทำสักที

.

คล้ายกับที่คุณบัณฑิต อึ้งรังษี พูดไว้ “ทางเดียวที่จะไปสู่คาร์เนกีฮอลล์ คือ ต้องซ้อม ซ้อม และซ้อม” เกษตรกรเองก็ต้องเลือกอย่างไตร่ตรองและรอบคอบ มุ่งมั่นในสิ่งที่เลือก และต้องยอมรับผลที่เกิดจากการเลือกของตนเองให้ได้ด้วย
.

สวนข้าง ๆ เริ่มปรับพื้นที่เตรียมปลูกไม้ผลชนิดอื่นแทนลำไย

ส่วนใหญ่จะลงมะม่วงโชคอนันต์ (เสียบยอด)

สวนผมปลูกผักหวานแซมในสวนลำไยเป็นพืชรอง

.

.

6 thoughts on “ทางเลือกของเกษตรกร

  1. สวัสดีครับ พบบล็อกนี้เข้าโดยบังเอิญ ขออนุญาตติดตามเป็นแฟนประจำ🙂 เพราะหาเรื่องราวทำนองนี้ และอ่านเข้าใจง่าย สบายใจ รื่นสลวยแบบนี้ได้ไม่ง่ายนัก

    เรื่องของเรื่อง ผมกับคนที่คาดว่าจะเป็นเพื่อนคู่คิดในบั้นปลาย วางเป้าหมายกันว่า สักวันหนึ่งหลังจากชดใช้หนี้ชีวิตเรียบร้อย และปฏิบัติภารกิจเพื่อตอบแทนให้ประเทศได้ตามควรแล้ว ก็จะผันตัวเองไปเป็นเกษตรกร และหวังใจด้วยว่าจะยังไม่แก่ไปซะก่อน เพราะไม่งั้นเรี่ยวแรงคงถดถอย

    อย่างไรก็ตาม ผมตั้งใจกันอย่างแน่วแน่ว่าจะเลือกแนว “ทำมาหากิน” และ อิงแอบแนบเนื้อกับธรรมชาติให้มากที่สุด เพราะยังมีความเชื่ออีกเรื่องหนึ่งที่ต้องพิสูจน์ และจะลองทำอย่างสุดความสามารถในช่วงสุดท้ายของชีวิต (ที่เขียนมาทั้งหมดนี่ เป็นความมุ่งหมายเท่านั้น ทำได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ :D)

    ตอนนี้เลยเริ่มศึกษาหาความรู้ด้านนี้ไปพลางก่อน และดูแล้วว่าจะได้คำตอบหลายเรื่องจากบล็อกนี้ครับ

    ด้วยมิตรภาพ

  2. เอ้…พี่เคยไปทำเรื่องชีวิตชาวไร่อ้อยที่จังหวัดชัยภูมิ คนที่พี่ไปอาศัยนอนบ้านเขาเขาคิดไม่เหมือนคนอื่นในหมู่บ้านเดียวกัน โดยปกติแล้วชาวไร่อ้อยจะปลูกอ้อยอย่างเดียวเต็มพื้นที่ที่มีอยู่ (ปลูกพืชเชิงเดี่ยว) เวลาอ้อยราคาดีก็กำไรดี แต่ถ้าอ้อยราคาตกก็ย่ำแย่ ต้องขนใส่รถสิบล้อมาประท้วง แต่บ้านที่พี่ไปพักเขาใช้หลักการเกษตรผสมผสานของในหลวง

    เขาแบ่งพื้นที่ปลูกอ้อยส่วนนึง ปลูกไม้ผล (พุทรา) ส่วนนึง ปลูกผัก-ไม้ล้มลุก (มะเขือเทศ-ผักอย่างอื่น) ส่วนนึง แล้วก็ขุดบ่อเพื่อเก็บน้ำไว้ใช้และเลี้ยงปลาด้วยอีกส่วนนึง เขาบอกว่าที่ทำอย่างนี้เพราะเขาต้องส่งลูกเรียนมหาวิทยาลัยพร้อมกัน 3 คน ต้องใช้เงินเดือนละ 4 หมื่นบาท ถ้าปลูกอ้อยอย่างเดียวจะได้เงินปีละครั้ง แล้วก็ไม่รู้เลยว่าจะได้ครั้งละเท่าไหร่ แต่ถ้าทำอย่างนี้เขาสามารถเก็บพุทราขายได้ตลอด เก็บมะเขือเทศ เก็บพริกแล้วก็ผักอย่างอื่นขายได้ทุกวัน ใช้ชีวิตอย่างนี้มีรายได้เกินเดือนละ 4 หมื่นบาท อยู่ได้สบายๆเลยว่ะ

    อ้อ พื้นที่ทำการเกษตรของเขาทั้งหมด 50 ไร่ แล้วก็ไม่ได้พึ่งเจ้าหน้าที่ภาครัฐเลย เพราะเขาเคยไปหาแล้วพวกแม่_ไม่เคยช่วยเหลืออะไร พึ่งพาอะไรไม่ได้ คอยแต่จะให้ซื้อปุ๋ยซื้อยาอย่างเดียว

  3. เชกูวารา…

    ขอบคุณและยินดีมากๆ ครับ ที่เมืองไทยจะมีเกษตรกรคุณภาพเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคู่😀

    ผมว่า ถ้าไม่หนักเกินไปนัก กลับเมืองไทยเมื่อไหร่ก็น่าจะเริ่มลงจอบแรกได้เลย ทำควบคู่ไปกับงานประจำน่าจะได้ ค่อยๆ ทำแบบสะสมทรัพย์ เป็นการรีแลกซ์จากงานประจำที่คุ้มค่า คุ้มราคาที่สุด ถึงเวลาที่ต้องลงเต็มตัวจะไม่เหนื่อยหน่าย เอาแรงใจแรงกายไปพัฒนาสวน พัฒนาชีวิตได้เต็มที่

    ทำเกษตรแบบสัปปายะครับ สบายๆ เหมือนคุณมีสปาส่วนตัว😉

    คุณทำให้ผมนึกถึงละครที่เคยดูมานานมากแล้ว “รักประกาศิต” เรื่องของภูชิต นริศรา กับไร่ประกาศิต น้ำเน่าแบบละครไทยแท้ๆ แต่โรแมนติกชะมัด ทำให้ผมอยากทำไร่ทำสวนตั้งแต่บัดนั้นเลยทีเดียว

    ถ้าจะทำหรือพิสูจน์อะไร ไม่อยากให้รอถึงช่วงสุดท้ายของชีวิตครับ … ไม่มันส์

    ด้วยมิตรภาพเช่นกัน

  4. พี่บวก…

    ตัวอย่างความสำเร็จของเกษตรยั่งยืนมีปรากฏให้เห็นมากมาย กระจายอยู่ทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล ทุกอำเภอ แต่แปลก! ที่ไม่มีใครเอาอย่าง ผมไม่เข้าใจจริงๆ

    อาจจะจริงที่คนไทยคิดไม่เป็น เราถูกสอนให้มีความรู้มากขึ้นๆ ในทุกสาขาวิชา มันได้แค่รู้มากกว่า รู้มากขึ้น แต่ไม่รู้จักคิด แค่คำว่า “คุ้มค่า” ยังไม่รู้เลยว่ามันหมายถึงอะไรจริงๆ รับรู้กันแค่ได้กลับมามากๆ นั่นก็คุ้มค่าแล้ว ไม่นึกว่าต้องสูญเสียอะไรไปบ้าง และไอ้ที่สูญเสียไปนั้นจะย้อนกลับมาเอาคืนกับเรายังไง

    มันยากตรงที่ต้องปรับความคิดของคนไม่มีความคิด โดยเฉพาะ “รัด-ถะ”

  5. ขอบคุณคุณ golb มาก ๆ เลยครับ🙂 สำหรับคำแนะนำดี ๆ อิอิ…อยากทำเหมือนกันครับ แต่ติดอยู่ที่ว่า ผมยังไม่มีที่สักผืนให้ลงจอบนี่สิ…แหะ ๆ คงต้องลงแรงหาทุนรอนก่อนแย้ว…

    ปล. จากบล็อกนี้ผมเข้าไปเป็นแฟนประจำอีกบล็อกหนึ่งด้วย “คุณสายลมลอย” จริง ๆ ทั้งที่นี่และที่นู่นผมไม่ได้อยากขอเป็นแฟนประจำหรอก…อยากรบกวนขอเป็น “ลูกศิษย์” มากกว่า…ไม่รู้ว่าคุณ golb จะรับมั๊ย😀

  6. มิกล้า … มิกล้า

    ด้วยว่ายังไม่แตกฉานในศาสตร์ทางเกษตรเช่นกัน มานั่งเรียนร่วมคลาสกันนี่พอได้

    พี่สายลมลอยเค้าคลี่คลายไปมากกว่าผมหลายขั้นแล้ว เป็นตัวอย่างของ “การทำมาหากิน” ที่ดี เป็นปุถุชนธรรมดาๆ ในอนาคตผมก็หวังจะคลี่คลายไปยังจุดนั้นเช่นกัน แต่ตอนนี้ยังสนุกกับการปรนเปรอกิเลสตัณหาของตัวเองอยู่

    เรื่อง ‘ที่’ ไม่มีก็ต้องหา มากน้อยไม่สำคัญ การปลูกต้นไม้เป็นเรื่องของการสั่งสมและรอคอย ไม่ต้องรีบ แต่ต้องเริ่มต้นให้เร็ว

    ปล. เข้าบล็อกคุณแล้วพาลนึกถึงเสือใต้สุดเลิฟของผม ปีนี้เป็นปีที่เศร้าสุดๆ T_T

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s