อีกหนึ่งความงดงามของวัยหนุ่มสาว

.

ตอนทำงานพัฒนาชุมชนอยู่บนดอยเคยถามตัวเองเหมือนกันว่า ที่มาทำงานอย่างนี้เพราะอุดมการณ์หรือเปล่า? คำตอบก็คือไม่น่าจะใช่ ที่ทำก็เพราะอยากลองวิชามากกว่า บัณฑิตจบใหม่ในเวลานั้นส่วนใหญ่มักจะไม่ได้ทำงานตามสายงานที่ตนร่ำเรียนมา ดังนั้นเมื่อมีโอกาสไม่ว่าจะห่างไกลกันดารแค่ไหนก็ต้องรีบคว้าไว้ จะได้รู้ว่าไอ้ที่เรียนมานั้น “ทำอะไร เพื่อใคร” ได้บ้าง

จากประสบการณ์การทำงานในช่วงนั้นพบว่า สังคมไทยมีการบาลานซ์ตัวเองอยู่เสมอ เพื่อช่วยบรรเทาความขัดแย้งอันเกิดจากความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นภายในสังคมเอง เราจะพบกลุ่มคนที่ช่วยสร้าง-ช่วยซ่อมชีวิต เช่น ‘ครู’ และ ‘หมอ’ มุมานะทำงานอย่างแข็งขันในชนบทห่างไกล แถบถิ่นทุรกันดาร พื้นที่ชายขอบชายแดนทั้งหลาย ทั่วทุกตารางเมตรบนแผ่นดินไทย และดูเหมือนจะสืบทอดกันมารุ่นแล้วรุ่นเล่าไม่มีที่สิ้นสุด

นอกจากความแตกฉานในความรู้ความสามารถของตน อีกหนึ่งในคุณสมบัติสำคัญที่เขาและเธอเหล่านั้นมี ก็คือ ‘ความกล้า’ หมอเบียร์เป็นหนึ่งในนั้น

.

………………

.

หมอเบียร์ กับบทพิสูจน์ ‘ความกันดาร เลือกคน’ โดย จันทราภา จินดาทอง
ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน วันอาทิตย์ที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๐

.

ภาพแพทย์หญิงวัย ๒๐ กว่าๆ กำลังสาละวนอยู่กับการตรวจคนไข้ซึ่งเป็นเด็กน้อย ชาวปกาเกอญอ (กะเหรี่ยง) ในโรงพยาบาลอุ้มผาง โรงพยาบาลชุมชนในพื้นที่ชายแดน ดูแตกต่างจากคนวัยเดียวกันที่แข่งขันกันมุ่งหน้าเข้าหาความเจริญของเมืองใหญ่

แพทย์หญิงณัฐกานต์ ชื่นชม หรือที่คนอุ้มผางรู้จักกันในนาม “หมอเบียร์” แพทยศาสตรบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หมอเบียร์ได้รับการศึกษาจากโรงเรียนพระหฤทัยเชียงใหม่และโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนสอบเข้าเรียนแพทย์ เรียกได้ว่าเธอใช้ชีวิตช่วงปฐมวัยอยู่ในเมืองใหญ่ที่สะดวกสบายมาตลอด

ขณะเป็นนักศึกษาแพทย์ หมอเบียร์มีโอกาสร่วมกิจกรรมของมหาวิทยาลัย ออกไปทำค่ายตามพื้นที่ชนบท ในตอนนั้นเธอคิดเพียงว่าเป็นความสนุกสนานและทำให้ได้เรียนรู้ความคิดของคนอื่นบ้างเท่านั้น

หลังการเรียนครบ ๖ ปี นักศึกษาแพทย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีทางเลือกระหว่างศึกษาต่อเพื่อเป็นแพทย์เฉพาะทางทันที หรือออกมาใช้ทุนข้างนอกเป็นระยะเวลา ๓ ปี เพื่อนๆ ส่วนใหญ่เลือกที่จะเรียนต่อ ขณะที่หมอเบียร์ตัดสินใจเลือกที่จะใช้ทุน เพราะได้ยินจากรุ่นพี่ๆ ว่า ทำให้ได้ประสบการณ์และเป็นการค้นหาตัวเองให้เจอ

ในปีแรกของการใช้ทุน หมอเบียร์เลือกลงที่โรงพยาบาลแม่สอด ด้วยเหตุผลเดียว คือ เป็นโรงพยาบาลที่ยังมีตำแหน่งว่างอยู่ในการสมัครใช้ทุนรอบแรก เธอไม่ทราบข้อมูลอื่นของพื้นที่ ไม่รู้แม้กระทั่งว่า แม่สอดเป็นอำเภอที่มีเขตติดต่อกับชายแดน และหมอเบียร์เลือกที่จะมาเพียงลำพัง โดยไม่มีเพื่อนหมอรุ่นเดียวกันเลย

โรงพยาบาลแม่สอดทำให้หมอเบียร์รู้สึกเหมือนอยู่อีกโลกที่มีผู้คนหลาก หลายเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ทั้งคนไทย กะเหรี่ยง พม่า แม้แต่กลุ่มคนแขกอิสลาม แพทย์รุ่นพี่ที่โรงพยาบาลแม่สอดคอยสอนให้รักษาผู้ป่วยซึ่งโดยมากอาการค่อนข้างหนักแล้ว เธอจึงได้ใช้วิชาความรู้ที่เรียนมาอย่างเต็มที่

เมื่อสิ้นสุดปีที่ ๑ นายแพทย์วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ หรือหมอตุ่ย แพทย์ชนบทดีเด่น ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง ได้ชักชวนให้หมอเบียร์ขึ้นมาช่วยทำหน้าที่แพทย์ประจำโรงพยาบาล เนื่องจากเป็นช่วงเปลี่ยนถ่ายแพทย์ที่เคยมาใช้ทุนและครบกำหนดกลับ

หมอเบียร์ตัดสินใจมาอยู่โรงพยาบาลอุ้มผาง ทั้งที่รู้จักและเคยเดินทางมาอุ้มผางในฐานะนักท่องเที่ยวที่มาเยือนน้ำตกทีลอซู เพราะเธอต้องการพิสูจน์ความจริงสองประการ คือ คำที่เคยได้ยินจากอาจารย์หมอว่า “ความกันดาร เลือกคน” ยิ่งหนทางไกล เราน่าจะยิ่งพบเจอกับคนดี มีอุดมการณ์ และความคิดของเธอเองที่ว่า ยิ่งห่างไกลความเป็นหมอกับคนไข้จะไม่ใช่ลักษณะของลูกค้ากับผู้ให้บริการเหมือนในที่ที่เจริญแล้ว

๑ พฤษภาคม ๒๕๔๘ หมอเบียร์เริ่มต้นชีวิตของแพทย์ประจำโรงพยาบาลอุ้มผาง เธอได้ผ่าตัดคลอด ตัดม้าม หรือกระทั่งบางครั้งเธอยังต้องต่อสำไส้ ผ่าตัดมดลูก หมอเบียร์จึงเข้าใจว่า ทำไมรุ่นพี่ที่โรงพยาบาลแม่สอดจึงสอนเธอให้ทำมากกว่าที่ควรจะเป็น

ในช่วงแรก หมอเบียร์รู้สึกหงุดหงิด ไม่พอใจกับคนไข้และญาติที่กว่าจะพากันมาที่โรงพยาบาล ก็หลังจากรักษากันเองจนอาการหนักมากแล้ว แต่พอเธอได้ออกหน่วยลงไปในหมู่บ้าน จึงพบว่า ด้วยหนทางที่ทุรกันดาร การคมนาคมไม่สะดวก สาธารณูปโภคไม่มี และยังเชื่อในวิถีดั้งเดิม ทำให้เธอพยายามรักษาด้วยความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจมากขึ้น อีกทั้งมีการพยายามประยุกต์ความเชื่อกับการรักษาสมัยใหม่ เช่น คนไข้ที่จำเป็นต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล แต่มีความประสงค์จะทำพิธีกรรมตามความเชื่อ หมอเบียร์ก็อนุญาตให้นำผู้ทำพิธีมาดำเนินการในโรงพยาบาลได้ หรือขอร้องให้คนไข้กลับไปทำพิธีหลังจากรักษาตัวเสร็จเรียบร้อยเสียก่อน

หมอเบียร์มีหลักสามประการที่ใช้ในการรักษาคนไข้ ได้แก่ หนึ่ง การดูแลคนไข้เหมือนญาติของตน ให้ความเอาใจใส่ โดยเธอแบ่งคนไข้ที่เดินทางมารับการรักษาออกเป็น ๓ กลุ่ม กลุ่มแรกไม่ได้เป็นโรคและต้องการให้หมอยืนยันว่าไม่เป็น กลุ่มที่สองไม่ได้เป็นโรคแต่อยากให้หมอบอกว่าตนเป็นโน่นเป็นนี่ ทั้งสองกลุ่มรวมกันคิดเป็นร้อยละ ๕๐ส่วนอีกร้อยละ ๕๐คือกลุ่มที่สามซึ่งเป็นโรคจริงๆ และต้องได้รับการรักษา

ประการที่สอง หมอเบียร์มีหลักคิดว่า คนไข้ที่มาหาตนต้องถูกแบ่งเบาความทุกข์และจะยิ่งดีถ้าได้ความสุขกลับไป ประการสุดท้าย เธอใช้ความหวังดีและจริงใจที่จะกล้ารักษาคนไข้ โดยไม่กังวลว่าจะถูกฟ้องร้องในกรณีที่เป็นเหตุสุดวิสัย

หากสอบถามคนไข้หรือชาวบ้านทั่วไปในอำเภออุ้มผาง น้อยคนนักที่ไม่รู้จักหมอเบียร์ โดยเฉพาะคนไข้เด็กๆ มักชอบให้เธอเป็นผู้รักษา หมอเบียร์ให้เหตุผลว่า เธอพยายามเข้าใจธรรมชาติของเด็ก เช่น จะเรียกชื่อเล่นของคนไข้ที่เธอเขียนติดไว้ด้านหน้าโอพีดีการ์ดทุกคน เธอไม่ทำให้เด็กกลัวการตรวจ โดยใช้มือคลำก่อนใช้หูฟัง หรือให้เด็กอ้าปากส่องไฟฉายก่อนใช้ไม้กดลิ้น เป็นต้น ในห้องตรวจของเธอประดับประดาไปด้วยตุ๊กตา และมีการสร้างความสัมพันธ์นอกเวลางาน ทำให้เด็กไม่กลัวตนเอง

พฤษภาคม ๒๕๕๐ ครบกำหนดการใช้ทุน หมอเบียร์ตั้งใจจะกลับไปเรียนต่อ เธอรู้สึกโชคดีที่มีโอกาสเริ่มต้นอาชีพหมอในสถานที่ซึ่งยืนยันความจริงที่ว่า “ความกันดาร เลือกคน” เพราะเพื่อนร่วมงานทุกคนในโรงพยาบาลอุ้มผาง ล้วนเป็นคนดีมีอุดมการณ์ ตั้งใจช่วยเหลือดูแลคนไข้ ส่วนพี่น้องชาวอำเภออุ้มผางล้วนมีไมตรีจิตอันดี จนทำให้หมอเบียร์รู้สึกเสมอว่า เธอเป็นผู้ได้รับมากกว่าเป็นผู้ให้เสียอีก

ดังนั้น หมอเบียร์จึงอยากฝากถึงนักศึกษาแพทย์รุ่นน้องๆ ให้ลองมาใช้ชีวิตเป็นแพทย์ชนบทในโรงพยาบาลชุมชน ก่อนตัดสินใจเลือกทางเดินในอนาคต โดยเสียสละเวลาช่วงสั้นๆ เพียง ๓ ปีของชีวิต ดังเช่นที่เธอเลือกและยังคงรู้สึกประทับใจกับคำพูดของผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผางที่ว่า “คนรุ่นเก่าที่ผ่านมา ได้แผ้วถางทางเดินไว้แล้ว รอเพียงแต่จะส่งผ่านอุดมการณ์และความคิดไปยังคนรุ่นต่อๆ ไปเท่านั้น”

.

………………

.

อ่านแล้วรู้สึกดีใจที่เมืองไทยจะได้ ‘หมอ’ ที่เป็น ‘หมอ’ จริงๆ อีกหนึ่งท่าน มารับใช้ประเทศชาติต่อไปในอนาคต

.

3 thoughts on “อีกหนึ่งความงดงามของวัยหนุ่มสาว

  1. ยินดีกับเมืองไทยด้วยครับ
    ที่อย่างน้อย เราก็ยังตั้งความหวังกับเด็กรุ่นใหม่ได้

  2. 😀

    ผมมีความหวังกับคนรุ่นใหม่เสมอครับ เหมือนที่พ่อตั้งความหวังไว้กับผม ปู่ตั้งความหวังกับพ่อ …

    แต่มีความหวังอย่างเดียวไม่น่าจะพอ คนรุ่นเราควรช่วยกันสร้างสภาพสังคม สภาพแวดล้อมที่ดี พร้อมๆ ไปกับการรักษาสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดีที่ยังมีอยู่เอาไว้ให้กับพวกเค้าด้วย

    เรื่องดีๆ ในเมืองไทยยังมีอยู่อีกเยอะนะ ผมว่า เผลอๆ บางทีอาจจะมากกว่าปัญหาด้วยซ้ำ เพียงแต่ไม่ค่อยมีการเผยแพร่บอกกล่าวกันเท่าไหร่

    หรือบอกแล้วไม่ค่อยมีใครสนใจจะฟัง?

    ทุกวันนี้หนังสือพิมพ์ก็มีราคาไม่น้อย แต่ยังดีมีหลายเซคชั่นให้อ่าน อ่านแต่ข่าวพาดหัว…เสียดายตังค์แย่
    😉

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s