อย่าเห็นเป็นเรื่องเล็กๆ

.

ไม่ปฏิเสธครับ ว่าการทำการเกษตรที่ใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงช่วยเพิ่มผลผลิตได้ทั้งปริมาณและคุณภาพ แต่ก็มีข้อบกพร่องและผลเสียตามมามากมายเช่นกัน โดยเฉพาะกับสิ่งแวดล้อมที่เป็นฐานการผลิตที่สำคัญของเกษตรกร ทุกวันนี้เกษตรกรก็เหมือนวิ่งไล่จับเงาตัวเอง ไม่มีโอกาสได้เชยชมกับดอกผลจากหยาดเหงื่อแรงกายของตน เพราะต้องเอาไปแก้ปัญหาความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อม ซึ่งเป็นผลมาจากการทำเกษตรเคมีของตนเอง ทั้งปัญหาดินเสื่อม การดื้อยาของโรคและแมลง ที่สำคัญคือสุขภาพของเกษตรกรเอง ขายได้เท่าไหร่ก็ต้องมาโปะกับปัญหาเหล่านี้เพิ่มขึ้นๆ วนเวียนอยู่อย่างนี้ไม่รู้จักจบจักสิ้น

โบราณแล้วครับ การทำเกษตรแบบนี้ ที่ภาครัฐยังคงส่งเสริมกันอยู่ ก็เพราะยังติดอยู่กับผลประโยชน์ที่ได้รับจากบริษัทปุ๋ยหรือบริษัทยาฆ่าแมลงใหญ่ๆ ทั้งหลาย สมัยนี้โลกเค้าเล่นเรื่อง ‘เทคโนโลยีชีวภาพ’ กันแล้วครับ ทิศทางการทำเกษตรในอนาคตจะมุ่งสู่การเกษตรแบบปลอดสารพิษ เพราะมนุษย์หันมาใส่ใจในสุขภาพของตัวเองมากขึ้น และสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่เป็นตัวจักรสำคัญในกระบวนการเกษตรปลอดสารหรือเกษตรชีวภาพ ก็คือ พระเอกคนเดิมของเรา ‘จุลินทรีย์’ นั่นเอง

“The next big thing is the small thing”

ไม่รู้ว่าจำมาถูกหรือเปล่ากับคำพูดของคุณสุทธิชัย หยุ่น จากรายการชีพจรโลก ตอน นาโนเทคโนโลยี ที่ออกอากาศเมื่อคืนวันจันทร์ที่ ๑๖ เม.ย. ที่ผ่านมา ตอกย้ำถึงความสำคัญของสิ่งเล็กๆ ที่จะมีผลต่อการดำรงชีวิตของมนุษยชาติในอนาคต

อย่างที่เคยเขียนไว้ในโพสต์ก่อนๆ ว่า การใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์ในการทำเกษตรธรรมชาติจะช่วยแก้ปัญหาที่เกิดจากเกษตรเคมีได้ (พิสูจน์ด้วยตัวเองมาแล้วระยะหนึ่ง) เป็นการแก้แบบอริยสัจ ๔ คือ แก้ที่เหตุ นั่นคือฟื้นฟูสภาพแวดล้อมของดิน น้ำ พืช และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ให้กลับสู่สภาพเดิมจากที่เคยเสียไปเพราะการใช้สารเคมี นอกจากจะเป็นการลดต้นทุนในการผลิตแล้ว ยังปลอดภัยต่อตัวเกษตรกรเองและผู้บริโภคด้วย

เท่าที่รู้เกษตรกรบ้านเราใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์จาก ๓ แหล่ง คือ หนึ่ง จุลินทรีย์ท้องถิ่นหรือ IMO (Indigenous Microorganisms) ซึ่งได้จากการนำดินจากป่าที่อุดมสมบูรณ์มาหมักทำหัวเชื้อ สอง คือ จุลินทรีย์ พด. ของกรมพัฒนาที่ดิน และสุดท้าย คือ จุลินทรีย์ EM (Effective Microorganisms) จากประเทศญี่ปุ่น อะไรจะดีกว่ากันไม่อาจทราบได้ ส่วนตัวตอนนี้ใช้ EM อยู่ เพราะถ้าจะใช้จุลินทรีย์ท้องถิ่นก็คิดว่าจุลินทรีย์ในป่ารอบๆ สวนเราจะไม่หลากหลายและไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ เนื่องจากเป็นป่าที่พึ่งฟื้นสภาพยังไม่อุดมสมบูรณ์ ส่วนจุลินทรีย์ พด. ของกรมพัฒนาที่ดินนั้นจะเน้นเพื่อการหมักปุ๋ยเป็นส่วนใหญ่ แต่เราเน้นบำรุงดินเลยใช้อีเอ็มที่ดูจะ effective มากกว่า (EM คัดสรรจุลินทรีย์ในพื้นที่มาเพาะเลี้ยง จึงจัดได้ว่าเป็นจุลินทรีย์ท้องถิ่นอย่างหนึ่ง ไม่ใช่จุลินทรีย์ต่างด้าวอย่างที่หลายคนเข้าใจ วิธีการเพาะขยายเท่านั้นที่เป็นภูมิปัญญาของญี่ปุ่น)

ไม่ทราบว่าเพราะวิสัยทัศน์หรือผลประโยชน์ ที่ทำให้ทิศทางการส่งเสริมการเกษตรของไทยยังคงย่ำอยู่กับที่อย่างนี้ จำได้ว่า ๓-๔ ปีก่อนในช่วงที่กระแสเกษตรอินทรีย์หรือเกษตรชีวภาพกำลังเป็นที่สนใจของเกษตรกร มีหน่วยงานเกษตรของรัฐหน่วยหนึ่ง ได้ทำการวิจัยอย่างแข็งขันเกี่ยวกับจุลินทรีย์แล้วสรุปออกมาอย่างภาคภูมิใจว่า จุลินทรีย์ต่างๆ ที่เกษตรกรกำลังใช้อยู่นั้นไม่มีธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช

มันจะมีธาตุอาหารได้ยังไงล่ะครับ ก็จุลินทรีย์ไม่ใช่แร่ธาตุ ไม่ใช่ปุ๋ย !!!

จุลินทรีย์ไม่ใช่อาหารของพืช จุลินทรีย์มีหน้าที่ในการช่วยย่อยสลายซากพืชซากสัตว์ให้เป็นอาหารพืช ปลดปล่อยธาตุอาหารหลักและธาตุอาหารรองให้อยู่ในรูปที่พืชสามารถนำไปใช้ได้ ช่วยตรึงไนโตรเจนจากอากาศมาให้พืชใช้ประโยชน์ได้ ช่วยปรับโครงสร้างดิน ให้ดินร่วนซุย ระบายอากาศได้ดี ปรับสภาพความเป็นกรดด่าง(pH) ของดินให้เหมาะสม ช่วยกำจัดเชื้อโรคและสารพิษที่ตกค้างในดิน ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ พูดง่ายๆ ก็คือ จุลินทรีย์เป็นตัวสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืชนั่นเอง

เป็นงานวิจัยที่ bias อย่างมีนัยสำคัญ เหมือนกับงานวิจัยเรื่องคุณและโทษของบรรดาเครื่องดื่มประเภท ชา กาแฟ ที่ขยันค้นพบข้อมูลใหม่ๆ ออกมาให้เราสับสนได้เรื่อยๆ อยู่ที่ว่าเปเปอร์ไหนใครสปอนเซอร์ อย่าเพิ่งเชื่อหรือเฝ้ารอให้ใครมาส่งเสริมครับ เกษตรกรต้องส่งเสริมตัวเองด้วยการเรียนรู้และปฏิบัติ เกษตรกรดีเด่นหรือเกษตรกรตัวอย่างส่วนใหญ่มีความเชื่อมั่นและปฏิเสธเกษตรกระแสหลักที่รัฐส่งเสริมแทบทั้งนั้น สุดท้ายรัฐต้องแอบเอารางวัลมาให้แล้วขออนุญาตปักป้ายเป็นจุดถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลไปซะฉิบ

.

โลกพัฒนาเข้าสู่ยุคนาโนแล้วครับ เราควรหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องจุลินทรีย์กันอย่างจริงจังเป็นเรื่องเป็นราวเสียที เพราะจุลินทรีย์นั้นก็มีทั้งที่เป็นประโยชน์และโทษ ข้อได้เปรียบของเรา ก็คือ ประเทศไทยอยู่ในเขตร้อนชื้นเมื่อเปรียบเทียบกับซีกโลกอื่นแล้ว จุลินทรีย์ในบ้านเราจึงมีมากกว่าทั้งชนิดและปริมาณ ซึ่งต้องค้นหาและคัดเลือกสายพันธุ์ที่ดีมาทำการวิจัยและพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

จุลินทรีย์ที่ดีมีประโยชน์มหาศาลทั้งทางการแพทย์ อุตสาหกรรม และการเกษตร นวัตกรรมหรือผลิตผลที่เกิดจากจุลินทรีย์ในสาขาต่างๆ ที่กล่าวข้างต้น สามารถพัฒนาเป็นสินค้าส่งออกสำคัญที่ทำรายได้เข้าประเทศจำนวนมากได้ในอนาคต อยู่ที่รัฐล่ะครับที่จะมองเห็นความสำคัญแค่ไหน จะให้ดีเราควรเตรียมตัวกันตั้งแต่วันนี้ พัฒนาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญให้พร้อม ส่งเสริมการวิจัยอย่างเต็มที่และอย่างมีเป้าหมาย

ผมไม่ค่อยห่วงภาคเกษตรสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะเกษตรกรที่ทำเกษตรธรรมชาติ เพราะเมื่อสมดุลของระบบนิเวศภายในฟาร์มกลับมาแล้ว เทคโนโลยีชีวภาพก็จะลดบทบาทลง ธรรมชาติจะกลับมาทำหน้าที่ของตัวเองอีกครั้ง ดินที่มีชีวิตจะสังเคราะห์อาหารให้พืช ใบไม้ที่ร่วงหล่นจากต้น มูลสัตว์ ซากพืช ซากสัตว์ต่างๆ ที่ตายลงก็เป็นอาหารเลี้ยงจุลินทรีย์อีกต่อหนึ่ง วนเวียนไปอย่างไม่รู้จบเช่นนี้ ตราบใดที่เรายังคงรักษาสมดุลทางธรรมชาติให้ยังคงอยู่ ส่วนเกษตรกรที่ยังใช้สารเคมีอยู่ สุดท้ายแล้วก็ต้องปรับตัวตามกระแสโลก อยู่ที่ว่าจะช้าหรือเร็วเท่านั้น

การจะเป็นครัวของโลกนั้น รสชาติดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องสะอาด ปราศจากสารพิษด้วย

แต่ที่น่าเป็นห่วงคือเทคโนโลยีทางการแพทย์ ที่นับวันจะมีราคาแพงและเข้าถึงยากมากขึ้นทุกทีสำหรับคนไทย วิถีบริโภคนิยมทำให้สุขภาพคนไทยเสื่อมโทรมลง เป็นโรคเรื้อรังรักษาไม่หายกันมากขึ้น ทั้งโรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคความดัน โรคเบาหวาน โรคภูมิแพ้ ฯลฯ นี่ยังไม่นับโรคระบาดใหม่ๆ ที่อาจเกิดจากการกลายพันธุ์ของเชื้อโรคต่างๆ อันมีสาเหตุมาจากภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน

ความได้เปรียบในทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ทำให้เรามีความหลากหลายทางชีวภาพทั้งพืช สัตว์ และจุลชีพต่างๆ เราควรจะมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางชีวภาพเป็นของตัวเองได้(ตั้งนาน)แล้วครับ ทำเพื่อคนของเราเองก่อน เหลือแล้วค่อยขาย และอย่าเห็นเป็นเรื่องเล็กๆ เพราะในอนาคตมูลค่าของมันจะสูงกว่าถนน สนามบิน หรือรถไฟฟ้า มากมายนัก

กับ JTEPA ที่เซ็นกันไปแล้วนั้น รัฐต้อง รู้ทัน รอบคอบ และระมัดระวังให้มากในประเด็นเกี่ยวกับจุลชีพ ขนาดเรื่องที่มองเห็นด้วยตาเปล่าและจับต้องได้อย่างกระเทียม ยังทำให้เกษตรกรผู้ปลูกหอมปลูกกระเทียมของไทยสูญสิ้นอาชีพได้ นับประสาอะไรกับสิ่งที่เรามองไม่เห็น เปิดหน้าให้เค้าชกแล้วต้องมั่นใจว่าทนหมัดเค้าได้ ที่สำคัญเราต้องมีหมัดเด็ดไว้ตอบโต้เค้าด้วยเช่นกัน

อย่าให้ต้องได้ยินว่า “เมื่อสู้เค้าไม่ได้ ก็เปลี่ยนอาชีพซะ” อีกเลยครับ

.

.
.

7 thoughts on “อย่าเห็นเป็นเรื่องเล็กๆ

  1. เห็นด้วยทุกอย่าง โดยเฉพาะประเด็น “เทคโนโลยีชีวภาพ” ที่เราควรมีเป็นของตัวเอง

    แต่เมื่อเงยหน้ามองโลกของความเป็นจริง ผมเลิกหวังที่จะได้เห็น “เทคโนโลยี” ใดๆ (ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีชีวภาพ หรือ เทคโนโลยีการทำข้าวเหนียวหมูปิ้ง) เป็นของชาวไทยอย่างแท้จริง ภายในช่วงชีวิตผมแล้วล่ะครับ

    คงได้แต่รอให้ลูก หลาน .. หรืออาจกระทั่ง เหลน เป็นผู้โชคดีได้เห็นวันนั้น

    .
    .
    .

    มีเรื่องอยากสอบถามขอความรู้สักนิดครับ🙂

    ถ้าไม่ต้องมองไกลถึงขั้น “เทคโนโยีชีวภาพ” เอาแค่เรื่อง “เกษตรชีวภาพ” เท่านั้น – ในฐานะที่ผมไม่รู้เรื่องพวกนี้สักนิด อยากถามหน่อยครับว่า การทำเกษตรแนวนี้ มันสามารถ “สู้” กับเกษตรแนว “ตลาดนิยม” ที่เน้นการใช้ปุ๋ย สารเคมี รถไถคันโตๆ และยาฆ่าแมลง ได้จริงๆหรือไม่

    “สู้” ในที่นี้หมายถึง “สู้” ในเชิงผลผลิตต่อไร่นะครับ เพราะเข้าใจดีกว่าคุณภาพพืชที่ปลูกแบบไม่ใช้สารเคมี ก็ย่อมมีข้อดีกว่าอยู่แล้ว

    ในความเ้ข้าใจของผม (ซึ่งอยู่บนพื้นฐานที่ไม่มีความรู้เอาเลย) การเกษตรแบบธรรมชาติไม่น่าจะสู้ได้ในแง่ปริมาณ แต่ดูจะเป็นการผลิตที่ “ยั่งยืน” กว่าแบบแรก และได้ผลผลิตที่คุณภาพดีกว่า

    ประเด็นที่สงสัยก็คือ ถ้ามองสังคมโดยรวม การไม่สู้ในเชิงปริมาณเอาเสียเลย จะทำให้เรา “แข่งขันได้” จริงๆหรือไม่ เพราะเอาเข้าจริงแล้วก็เท่ากับว่า การผลิตแบบนี้มุ่งแต่จะรับใช้ผู้คน “ตลาดบน” ที่มีกำลังซื้อสูงเท่านั้น (หรือเปล่า)

    ตัวอย่างเช่น “ไก่”

    เป็นที่รู้กันดีครับว่า สุดยอดไ่ก่ย่าง ควรมาจาก “ไก่บ้าน”
    เนื้อไก่ที่ดี ควรมาจากไก่ที่สามารถวิ่งเล่น ออกกำลังกาย เติบโตได้ตามธรรมชาติ ไม่ใช่โตจากสารเคมีแบบ “ไก่คอนโด”

    ปัญหามีอยู่ว่า มีไม่กี่คนที่สามารถมีสตางค์มากพอที่จะเลือกกินแต่ “ไก่บ้าน”
    ส่วนคนอีกค่อนประเทศ ก็ต้องจำยอมกินไก่คอนโดกันต่อไป เนื่องจากผลิตได้มาก ทำให้เป็นเนื้อสัตว์ที่ราคาถูกที่สุด เท่าที่จะหากินกันได้ในตลาด

    และตัวอย่างเช่นนี้ก็เป็นเช่นเดียวกันกับ กุ้ง หอย ปู และ ปลา เช่นกัน

    ที่ผมสงสัยก็คือ สำหรับพืชผัก ผลไม้ ถ้าเราไม่แข่งเชิงปริมาณ (ซึ่งจะทำให้ได้ที่ถูกกว่า) เราจะสู้คนอื่นเขาได้จริงๆหรือไม่ เมื่อมองจากภาคการเกษตรโดยรวมนะครับ

    เพราะในความเห็น (ที่ไม่มีความรู้ของผม) ลำพังการมุ่ง “จับตลาดบน” เพียงอย่างเดียว ไม่น่าจะพอสำหรับเกษตรไทย

    🙂

  2. อย่าเพิ่งหมดหวังครับ เข้าใจว่าเทคโนโลยีฝีมือคนไทยหลายตัวยังไม่ถูกเผยแพร่ เท่าที่พอจะนึกได้ก็อย่าง พันธุ์ข้าวที่มีธาตุเหล็กสูง ป้องกันโรคโลหิตจาง ผมจำชื่อไม่ได้แล้ว เห็นว่าเป็นการวิจัยร่วมของ ม.มหิดล กับ ม.เกษตรนี่แหละ ผมว่ายังมีอีกหลายตัวทีเดียวที่ใช้เทคโนโลยีทางพันธุวิศวกรรมในการเพิ่มมูลค่าให้ออกมาในรูปผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เพียงแต่ยังอยู่ในห้องทดลองเท่านั้น

    .
    .
    .

    ตอบยากแฮะ … อย่าถึงกับขอความรู้เลยครับ แลกเปลี่ยนความเห็นดีกว่า คงได้กว้างๆ นะ ไม่รู้จะตอบได้ตรงคำถามหรือเปล่า

    ในประเด็นเปรียบเทียบผลผลิตต่อไร่ มันต้องมองเป็นตัวๆ ไป ขึ้นอยู่กับกระบวนการผลิตว่าเอาใจใส่หรือมีความละเอียดถูกต้องแค่ไหน ยกตัวอย่างลำบากครับ เพราะส่วนใหญ่เป็นประสบการณ์ตรงของเกษตรกร ยังไม่มีการรับรองเป็นกิจลักษณะ พูดไปเดี๋ยวเค้าหาว่าโม้ เพราะข้อเท็จจริงค่อนข้างตรงข้ามกับความเข้าใจของคนทั่วไปอยู่พอสมควร

    แต่ที่แน่ๆ คือ ลดต้นทุนการผลิตลงได้มาก จากการงดหรือลดการใช้สารเคมี ที่เหลือก็จะเป็น fixed cost พวกค่าน้ำค่าไฟ เงินเดือน ค่าเสื่อมต่างๆ แม้ผลผลิตต่อไร่ในบางชนิดพืชอาจไม่มากเท่า แต่สุดท้ายแล้วเหลือกำไรติดกระเป๋ามากกว่าเสมอ แถมยังได้กำไรที่ไม่ใช่ตัวเงิน ก็คือ สุขภาพกายและใจที่สมบูรณ์แข็งแรงมาฟรีๆ อีกต่างหาก😀

    ส่วนในเรื่องการแข่งขันในเชิงปริมาณ ถ้าจะทำให้เยอะ ทำได้ครับ แต่ติดตรงที่ไม่มีคนซื้อ เพราะการทำ organic farming ทั้งหลาย ก็เหมือนกับการปลูกพืชทั่วไป มีเทคนิควิธีการเพิ่มปริมาณและคุณภาพได้เช่นกัน เพียงแต่มีการจัดการที่ซับซ้อนยุ่งยากกว่า เนื่องจากต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและผู้บริโภคเป็นสำคัญ

    เห็นด้วยครับที่ว่า การมุ่ง “จับตลาดบน” เพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอแน่สำหรับเกษตรกรไทย ดังนั้นต้องทำให้ ‘ตลาดบน’กลายเป็น ‘ตลาดสดทั่วไป’ ให้ได้

    ‘ตลาดบน’ ในความคิดของผม เป็นตลาดของคนที่ใส่ใจในสุขภาพจริงๆ มากกว่าตลาดของคนที่มีกำลังซื้อสูง การลงทุนในการเสริมสร้างสุขภาพเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด และถูกกว่าเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปกับการรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วยหนัก (ยกเว้นกรณีอุบัติเหตุ)

    ที่สินค้าเกษตรธรรมชาติมีราคาแพงก็เพราะ หนึ่ง มีผู้บริโภคน้อย สอง การจัดการจะยุ่งยากซับซ้อนกว่าการปลูกพืชผักทั่วไป ถ้าจะให้ราคาถูกลง ก็ต้องทำให้มีผู้บริโภคมากขึ้น ตามหลักอุปสงค์-อุปทาน

    มันเหมือนโยนกลองนะ แต่ผู้บริโภคต้องปรับพฤติกรรมของตัวเอง ใส่ใจในสุขภาพตัวเองอย่างจริงจัง ผมเชื่อว่าทุกคนรู้ว่าสาเหตุของความเสื่อมของสุขภาพมาจากอาหารที่เรากินนั่นเอง ที่ทั้งปนเปื้อน ทั้งตกค้าง ทั้งดัดแปลง รู้ทั้งรู้แต่ก็ยังกิน เพราะอะไร? ก็เพราะความเคยชินและความประมาท

    แนวโน้มของตลาดเกษตรธรรมชาติมันขึ้นอยู่กับพฤติกรรมผู้บริโภค เพราะผู้บริโภคเป็นผู้กำหนดทิศทางของสังคม ถ้าสินค้าปลอดสารพิษกลายเป็นกระแสหลักของสังคมได้ ก็จะมีการบริโภคมากขึ้น ราคาก็จะถูกลงตามกลไกตลาด

    win-win situation ที่น่าจะเป็นไปได้ ก็คือ การลงทุนร่วมกันของผู้บริโภคกับเกษตรกร การผลิตตามออเดอร์ของผู้บริโภค เกษตรกรจะเกิดความมั่นใจ คือขายได้แน่ สามารถคาดการณ์ได้เลยว่าจะมีรายรับเท่าไหร่ ความเสี่ยงจะมีน้อยลง ผู้บริโภคก็มีความมั่นใจในมาตรฐานและความปลอดภัยของสินค้า ในราคาที่เป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย วิธีนี้ผมมองว่าผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องมีกำลังซื้อสูง อาศัยการรวมกลุ่มเพื่อต่อรองเรื่องราคาได้ ที่สำคัญจากฟาร์มก็เข้าปากผู้บริโภคเลย ไม่ต้องผ่านคนกลาง ราคาก็น่าจะถูกลง

    ต้องทำให้สินค้าปลอดสารพิษเป็นเหมือน กะปิ น้ำปลา ที่ต้องใช้เป็นประจำทุกวันให้ได้ครับ ของดีราคาพอสมควร(ไม่ถูกไม่แพง) ถ้าทำได้ ไม่ต้องคิดเรื่องส่งออกหรอกครับ แค่ทำขายในประเทศก็เหนื่อยแล้ว

    ฝันไว้นะครับ ว่าสังคมไทยจะช่วยเหลือกัน ช่วงแรกภาระอาจจะโหลดไปที่บรรดาไฮโซกับชนชั้นกลางมากสักหน่อย ที่จะช่วยสร้างกำลังซื้อให้กับสินค้าปลอดสาร จนราคาลดลงมาในระดับที่คนอีกค่อนประเทศสามารถซื้อหาได้ ก็ไม่รู้ว่ายูโทเปียเกินไปรึเปล่า แต่ยังไงก็เพื่อสุขภาพน่ะนะ😀

  3. เห็นด้วยหมดเลยครับ ทั้งเรื่องสุขภาพ เรื่องการผลิตที่มุ่งเน้นสิ่งแวดล้อมและผู้บริโภคเป็นสำคัญ เรื่องการค่อยๆขยายฐานตลาดเพื่อให้ราคาต่ำลง ฯลฯ😉

    .
    .
    .
    .

    ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด คุณ Golb กำลังบอกว่า ถ้าหักกลบลบหนี้กันแล้ว แม้ผลผลิตต่อไร่ (ในพืชบางประเภท) จะน้อยกว่า แต่กำไร (margin) ได้มากกว่าแน่ๆ เนื่องจากต้นทุนที่ต่ำกว่า

    แสดงว่า organic farming ให้ผลผลิต (ในแง่ิปริมาณ) ที่น้อยกว่าการเกษตรทุนนิยม ค่อนข้างแน่ (รึเปล่าหว่า?)

    ้ข้อโต้แย้งอย่างหนึ่งของฝ่ายโน้น โดยเฉพาะพวกผู้ผลิตพืช GMO ทั้งหลายก็คือ ลำัพังด้วยเทคโนโลยี “Mass Production” ทางการเกษตรเช่นในปัจจุบันนี้ ก็ไม่สามารถผลิตอาหารให้ “เพียงพอ” กับประชากรโลกได้แล้ว ดังนั้น GMO (และสารเคมีต่างๆจากบริษัทข้า) จึงจำเป็น

    ว่ากันว่านี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้จีนเปิดกว้างกับ GMO

    คำถามคือ
    ถ้ามองในภาพรวม พื้นที่การเกษตรบนโลกนี้ลดลงทุกปี ในขณะที่ผู้คนบนโลกเพิ่มขึ้นทุกปีเช่นกัน

    ถ้าการเกษตรจะไม่มุ่งเน้น “ปริมาณ” แล้วเราจะผลิตอาหารให้มันเพียงพอกับ “ตลาด” ได้จริงๆหรือครับ ?

    ตัวอย่างง่ายๆเช่น “ข้าวโพด”

    ว่ากันว่าทุกวันนี้ อย่าคิดฝันว่าตนเองห่างไกลจากข้าวโพด GMO
    กว่าครึ่งของข้าวโพดที่ผลิตบนโลกนี้ ผลิตขึ้นเพื่อเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ (ซึ่งแปลว่า ในขณะที่พื้นที่เพาะปลูกลดลงเรื่อยๆ นอกจากเราต้องปลูกพืชเลี้ยงคนแล้ว ยังต้องปลูกเลี้ยงสัตว์ด้วย … ) และแทบทั้งหมดนั้นเป็นข้าวโพด GMO ทั้งนั้น

    แปลว่า “หมู” หรือ “เนื้อ” ที่เรากิน ก็เติบโตมาจากข้าวโพด GMO อีกทีอยู่ดี

    .
    .
    .

    สิ่งที่ผมกังวลก็คือ
    “ตลาด” จะถูกแบ่งมากขึ้น ใครมีเงินก็รักษาสุขภาพกันไป ส่วนใครไม่มีเงินก็กินของถูกๆที่ทำร้ายสุขภาพกันต่อไป

    เพราะต่อให้มีคนสามารถ “เสก” ให้ทุกคนหันมาผลิต + บริโภค organic food กันได้จริงๆ เราอาจผลิตอาหารเลี้ยงคนไม่ได้ทั้งโลกหรือเปล่าครับ ?
    🙂

  4. ผมเห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “ปริมาณ” แต่อยู่ที่การกระจายทรัพยากรอย่างทั่วถึงและเป็นธรรมมากกว่า

    ปัญหาพื้นที่การเกษตรลดลงไม่ใช่เรื่องใหญ่ เทคโนโลยีทางการเกษตรสามารถจัดการได้ ตัวอย่างเช่น hydroponics การปลูกพืชแบบไม่ใช้ดิน ยกไปตั้งกลางทะเลเป็นแสนๆ ไร่ก็ได้หรือจะทำเป็นสวนลอยฟ้าก็ทำได้ ถ้าจำเป็นจริงๆ

    ในขณะที่ซีกโลกหนึ่งกินทิ้งกินขว้างกันอย่างฟุ่มเฟือย แต่อีกฟากหนึ่งกลับอดหยากไม่มีจะกิน คุณคิดว่ามันเป็นเรื่องของปริมาณหรือ?

    มันเป็นปัญหาเชิงสังคมครับ ทั้งความเหลื่อมล้ำ เอารัดเอาเปรียบ โลภโมโทสัน มือใครยาวสาวได้สาวเอา ไม่ใช่ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ ถึง GMO จะกลายเป็นเกษตรกระแสหลักของโลกในอนาคต คำว่า “เพียงพอ” ก็จะยังไม่เกิดขึ้น ถ้าโครงสร้างของสังคมยังไม่ถูกแก้ไขให้เสมอภาคและเป็นธรรมมากขึ้น

    แต่ก็น่าคิดนะ ถ้า “ปริมาณ” เป็นปัญหาอย่างที่คุณว่าจริงๆ เราก็ต้องเริ่มควบคุมประชากรโลกกันตั้งแต่วันนี้ ต้องทำให้เป็น hot issue เหมือนภาวะโลกร้อนเลย

    อ้อ! เกือบลืม เรื่องผลผลิตต่อไร่ “ข้าว” เป็นตัวอย่างที่เห็นชัดว่าได้ปริมาณมากกว่าข้าวที่ใช้เคมี เป็นนาข้าวอินทรีย์ที่สิงห์บุรีและสุพรรณบุรีครับ ย้ำครับ ดูเป็นชนิดๆ ไป😉

  5. สวัสดีปีใหม่ไทยครับ เพิ่งกลับมาจากไปเที่ยวอีกเช่นเคย..
    เรื่องควบคุมประชากรนี้ เป็นประเด็นใหญ่มาได้นานพอควรแล้วครับ แถมประเทศไทยเราอยู่ในเรตที่ดีซะด้วย เท่าทีจำได้ยังดีกว่าประเทศพัฒนาบางประเทศอีก
    เห็นที่พี่สองคนเขียนกันมาแล้ว ทำให้ผมอดนึกเล่นๆไม่ได้ว่า การขาดแคลนอาหาร+สภาวะกระจายรายได้ไม่เท่าเทียมกัน จะทำให้แนวความคิดแบบมาร์กซิสต์ฟื้นขึ้นมาอย่างแข็งขันหรือไมในอนาคต
    ถ้าเิกิดประชากรโลกในอนาคตขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง่ แล้วยังไม่มีใครหาทางแก้ได้ ไม่แน่ว่านี้อาจเป็นจุดจบของทุนนิยม ..แบบในปัจจุบัน

  6. อะไรก็ตามสำหรับคนหมู่มากขอให้แค่ทั่วถึงก็พอ ไม่ต้องเท่าเทียมก็ได้ เพราะทุกวันนี้พวกกินแรงมันเยอะ

    คราวหน้าเอาเรื่องอาหารการกินหรือเรื่องสาวๆ ต่างแดนมาเล่าให้ฟังบ้างสิ เห็นแต่ตึกรามบ้านช่องมันไม่ค่อยกระชุ่มกระชวยอ่ะ😉

  7. เห้อๆ ปัญหาก็คือว่าโอกาสที่ผมจะลงไปทำโพสต์ประเภทแบบนั้นได้คงยากแล้ว แต่ผมจะหาโอกาสก็แล้วกันครับ พรุ่งนี้ผมเองก็จะลงไปลุยทางใต้ของฝรั่งเศสต่ออีกครับ กลับมาอีกได้มีเวลาแค่สามสี่วันแล้วก็ต้องออกไปเที่ยวอีก และจะกลับเมืองไทยวันที่12เดือนหน้าแล้วครับ เห้อเหนื่อยก็เหนื่อย แต่ก็ยังอยากเที่ยวซะนิ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s