คิวบาก็พอเพียง

.

มีบทความน่าอ่านมาฝากครับ เป็นตัวอย่างของแนวทางในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน คิวบาได้แสดงให้เห็นถึงความลึกซึ้งและเข้าใจในจุดมุ่งหมายของปรัชญาความพอเพียง นั่นก็คือ ‘การพึ่งพาตนเอง’ เมื่อเรามีมะม่วงอยู่เพียงต้นเดียว ทำอย่างไรที่เราจะได้กิน ได้เผื่อแผ่ไปให้ผู้อื่น และยังคงมีมะม่วงให้ลูกให้หลานได้เก็บกินต่อไปในวันข้างหน้า หาคำตอบได้จากบทความนี้

เคยคิดเล่นๆ ว่าจะเป็นอย่างไรถ้าคนไทยทุกคนหันมาเป็นเกษตรกรทำสวนทำไร่ ปลูกความรัก ความดี ความสามัคคี เอื้ออาทรซึ่งกันและกัน หมั่นรดความพอเพียงและบำรุงด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเป็นประจำสม่ำเสมอ เสริมความอดทนอดกลั้นเป็นระยะๆ ในยามขาดแคลน สุดท้ายหมัก บ่ม สกัดเอาหลักธรรมคำสั่งสอนของศาสนาที่ตนนับถือ มาเป็นยาป้องกันและกำจัดความโลภ ความเห็นแก่ตัว เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น

คำตอบคงอยู่ในสายลม เพราะตัวผมเองยังทำไม่ค่อยจะได้เลย

.

ปล. คุณวันชัย ตัน ก็เขียนถึงเรื่องคิวบานี้ไว้ ที่นี่ เช่นกัน

.

……………

.

เกษตรยั่งยืน ความดีที่ถูกลืมของคิวบา
แปลและเรียบเรียงจาก “Cuba’s green revolution: threat of a good example” ของ Zoe Kenny, 21 February 2007. International News, Green Left Weekly issue. โดย สิริลักษณ์ ศรีประสิทธิ์

ความย่อ : คิวบาขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่ยากจนและยังถูกสหรัฐอเมริกาปิดล้อมทางเศรษฐกิจมาเป็นเวลากว่า 5 ทศวรรษ แต่ปัจจุบันกลับพึ่งพาตัวเองได้ พลิกผันจากเกษตรกรรมเชิงเดี่ยวเป็นเกษตรทางเลือกหรือเกษตรอินทรีย์และพัฒนาพลังงานทางเลือก แต่เป็นที่น่าเสียดายเมื่อสื่อมวลชนตะวันตกและผู้นำทางการเมืองโลกอย่างสหรัฐ กลับไม่เหลียวแลประเด็นการพึ่งตัวเองของคิวบา ทั้งที่เป็นการประสบความสำเร็จในการสร้างอธิปไตยทางอาหาร

เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา กองทุนเวิร์ลด์ ไวด์ ฟอร์ เนเชอร์ (World Wild Fund for Nature – WWF) ร่วมกับเครือข่ายโกลบอล ฟุตปรินท์ ออกมาเปิดเผยถึงรายงาน “Living Planet ปี 2549” โดยข้อมูลดังกล่าวให้ภาพที่น่ากลัวอย่างมาก ถึงสถานการณ์สิ่งแวดล้อมโลกที่ตกอยู่ภาวะหายนะแล้ว และได้เตือนภัยมนุษย์โลกด้วยว่า กิจกรรมของคุณๆ และเราๆ ทั้งหลายนั้น (การอุปโภค-บริโภคทรัพยากรธรรมชาติ) มันรวดเร็วเกินกว่าที่ศักยภาพหรือความสามารถของธรรมชาติจะฟื้นฟูขึ้นมาทดแทนใหม่ได้ทัน

ในขณะเดียวกัน รายงานฉบับนี้ยังระบุว่า ฆาตรกรตัวฉกาจที่ทำร้ายสิ่งแวดล้อมกลับเป็นประเทศร่ำรวยอีกด้วย อาทิ สหรัฐอเมริกา แคนาดา สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ซึ่งรวมกันแล้วปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) แผ่กระจายในชั้นบรรยากาศโลกมากถึงร้อยละ 50

ทว่าประเทศคิวบาดูเหมือนจะเพียงประเทศเดียวที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

คิวบายุคหลังอาณานิคม : ฟื้นฟูทรัพยากร

การจัดลำดับให้คิวบาครั้งนี้อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่ว่า คิวบาเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีระดับการพัฒนาทางสังคมสูงมาก ครอบคลุมไปถึงระบบสุขภาพที่ดีและระบบการศึกษาด้วย ซึ่งก็ไม่ปรากฏว่ามีการดึงทรัพยากรไปใช้มากมายแต่อย่างใด แต่ความสำเร็จของคิวบาคงต้องยกนิ้วให้ว่ามันยิ่งกว่าแปลกเสียอีก เพราะว่าคิวบาถูกขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่ยากจน และยังถูกสหรัฐอเมริกาปิดล้อมทางเศรษฐกิจมาเป็นเวลากว่า 5 ทศวรรษแล้วนั่นเอง

นับตั้งแต่การปฏิวัติในปี 2502 รัฐบาลคิวบาและประชาชนต่างก็ต้องทำงานหนัก เพื่อปกป้องและฟื้นฟูสภาพสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรทางธรรมชาติของพวกเขาที่ถูกรุกรานจนเสียหายอย่างหนัก จากการเข้ามาของลัทธิล่าอาณานิคมและจักรวรรดินิยมเป็นเวลาหลายศตวรรษที่ผ่านมา ในปี 2502 นี่เองที่รัฐเริ่มรณรงค์ปลูกป่าเป็นครั้งแรก ถึงแม้ว่าความก้าวหน้าจะค่อยๆ คืบคลาน แต่รัฐก็ยังคงทุ่มเทต่อไป ทำให้มีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 14 ไปอยู่ที่ร้อยละ 24.3

บทความหนึ่งใน แมกกาซีนเนชั่นเนล จีโอกราฟิก (National Geographic) ฉบับวันที่ 4 สิงหาคม 2549 ยังทำให้เรารับรู้เพิ่มขึ้นว่า สิ่งแวดล้อมของคิวบาถูกจัดว่าเป็นเขตที่ดั้งเดิมเก่าแก่อย่างมาก เนื่องมาจากพื้นที่จำนวนมากที่ถูกกำหนดให้อนุรักษ์รักษาไว้ ประกอบกับสนธิสัญญาด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศหลายฉบับที่คิวบาเคยลงนามไว้ นอกจากนี้บริเวณชายฝั่งและป่าชายเลนของคิวบายังถูกขนานนามว่า “มงกุฎเพชรแห่งความหลากหลายชีวภาพทางทะเล – แคริบเบียน” เพราะบริเวณดังกล่าวถือได้ว่าเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์ ที่หลบภัยแก่สัตว์น้ำและปลาหลายร้อยชนิด

ยุคหลังพัฒนาอุตสาหกรรม : ระบบเกษตรอินทรีย์

ความสำเร็จที่โด่งดังที่สุดอย่างหนึ่งในการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมของคิวบา คือ การแพร่หลายของระบบเกษตรอินทรีย์ และการไม่ใช่ยาปราบศัตรูพืชหรือปุ๋ยเคมีในภาคเกษตรกรรม

ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ ย้อนไปไม่นานนักระบบเกษตรกรรมของคิวบาก็คล้ายคลึงกับประเทศโลกที่สามทั้ง หลาย ที่ใช้แรงงานจากเครื่องจักรกลเป็นหลัก การนำเข้าสารเคมี ยาปราบศัตรูพืช และปุ๋ยเคมีจำนวนมาก เพื่อมาใช้ในการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจ (และพืชเชิงเดี่ยว) โดยมีน้ำตาลและยาสูบเป็นพืชส่งออก แต่ในขณะที่ประเทศที่ด้อยพัฒนาและกำลังพัฒนาทั้งหลายพึ่งพาปัจจัยในการผลิตและตลาดจากประเทศตะวันตก แต่คิวบาพึ่งพากลุ่มประเทศในสหภาพโซเวียตเป็นหลัก

ด้วยเหตุนี้เอง ในช่วงราวปี 2523 คิวบาประสบความสำเร็จในการพัฒนาประเทศอย่างมาก มีระดับการก้าวหน้าทางด้านอุตสาหกรรมอยู่ในอันดับที่ดีที่สุดในกลุ่มประเทศละตินอเมริกาด้วยกัน เนื่องจากความเหนือกว่าในหลายด้าน เช่น มีสัดส่วนจำนวนแพทย์ต่อหัวประชากรสูงกว่า อัตราการตายแรกเกิดของทารกต่ำกว่า และมีเด็กได้รับการศึกษาในระดับมัธยมสูงกว่า

กระนั้นท้ายที่สุดแล้ว ผลกระทบต่อด้านสิ่งแวดล้อมจากระบบการเกษตรกรรมเช่นนี้ก็ฉายแววออกมา ไม่ใช่แค่เพียงคิวบา แต่มันเกิดขึ้นในทุกประเทศ อย่างไรก็ดี เงื่อนไขทางการค้าระหว่างประเทศของคิวบา กลับไม่ได้รับความเมตตาทางการตลาด เฉกเช่นกับประเทศยากจนอื่นๆ เลยแม้แต่น้อย

ทำให้คิวบาต้องปรับราคาน้ำตาลที่ผลิตในคิวบาเองขึ้นไปอยู่ที่ราคาเฉลี่ยสูงกว่าตลาดโลกทั่วไปถึง 5.4 เท่า และก็อนุญาตให้จ่ายค่าน้ำตาลเป็นน้ำมันปิโตรเลียมได้ เนื่องจากน้ำมันเป็นทรัพยากรเพียงชนิดเดียวที่ได้รับการยอมรับในการแลกเปลี่ยนกับต่างประเทศ ไม่เพียงแค่นั้นคิวบายังพึ่งพาตลาด (นำเข้า-ส่งออก) สหภาพโซเวียต (ในอดีต) กว่าร้อยละ 80 ในสัดส่วนนี้เป็นการอาหารกว่าร้อยละ 57 ทีเดียว

ในปี 2534 เมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลายลงเพียงชั่วข้ามคืนเท่านั้น เศรษฐกิจของคิวบาก็ล้มพับตามไปด้วย ยอดการนำเข้าน้ำมันวูบลงร้อยละ 53 และข้าวสาลี, ข้าว รวมถึงผลิตผลทางด้านอาหารต่าง ๆ ตกลงมามากกว่าร้อยละ 50 ส่วนการนำเข้าปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืชที่ลดลงเช่นกัน ส่งผลให้ภาวะการผลิตภายในประเทศลดลงถึงร้อยละ 80 ความหิวโหยและความอดอยากแพร่วงกว้างออกไป และนั่นคือภัยคุกคามที่แท้จริงสำหรับคิวบา

ฉะนั้นในช่วงวิกฤตปีแรกๆ หลังจากปี 2534 ชาวคิวบามีอัตราเฉลี่ยได้รับสารอาหารต่อวันลดน้อยลงกว่าช่วง 10 ปีก่อนหน้านี้ ประมาณร้อยละ 30 ประชากรมีน้ำหนักตัวลดลงเฉลี่ยกว่า 9 กิโลกรัม ส่วนการเข้าคิวรอยาวเหยียดรอการปันส่วนอาหารก็กลายเป็นกิจกรรมประจำวันของ ชาวคิวบา

นอกจากนี้กระแสไฟฟ้ายังดับอยู่บ่อยๆ ระบบขนส่งมวลชนก็ต้องชะงักไปเนื่องจากไม่มีน้ำมันเติมให้เครื่องยนต์สามารถวิ่งบริการได้ ในช่วงเดียวกันนี่เองก็เกิดเหตุซ้ำเติมชะตากรรมของชาวคิวบามากยิ่งขึ้น เมื่อสหรัฐอเมริกาประกาศใช้นโยบายปิดล้อมทางเศรษฐกิจต่อคิวบา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดแรงต่อต้านและกบฏต่อรัฐบาลในยุคนั้น

ยุคหลังกระแสหลัก – สู่กระแสรอง (ทางเลือก)

ในปี 2534 รัฐบาลคิวบากลับประกาศให้ประเทศเข้าสู่ “ระบบเศรษฐกิจในภาวะสงคราม” แม้ว่าคิวบาจะอยู่ในช่วงเวลาพิเศษที่ประเทศมีสันติ ทำให้ต้องมีการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจดังกล่าวอย่างเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ชาวคิวบาหลายล้านคนต่างก็มึนงงและถกเถียงโต้แย้งเรื่องนี้กันอย่างกว้างขวาง สุดท้ายก็ตัดสินใจปรับเปลี่ยนระบบเกษตรกรรมขนานใหญ่ โดยการลดต้นทุนการผลิต (ที่ต้องนำเข้า) และหันมาสู่ภาคปฏิบัติ – เกษตรกรรมแบบพึ่งพาตนเองมากขึ้น

กอปรกับสหภาพโซเวียตถอนกำลังความช่วยเหลือและการสนับสนุนไปอย่าง กะทันหันนี่เอง ส่งผลให้การปรับเปลี่ยนระบบต่างๆ ของคิวบาเป็นไปอย่างรวดเร็ว ไปสู่เงื่อนไขในการพัฒนาแบบใหม่ นั่นคือ การลงทุนกับทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ

ด้วยจำนวนประชากรคิวบาเพียงร้อยละ 2 ของจำนวนประชากรทั้งหมดของแถบละตินอเมริกา แต่คิวบากลับมีนักวิทยาศาสตร์คิดเป็นร้อยละ 11 ของทั้งหมด ในภาคเกษตรกรรม ในมหาวิทยาลัย ทั้งนี้เป็นผลมาจากการเติบโตของกระแสทางนิเวศวิทยาจากประเทศแถบตะวันตก และช่วงการปรับเปลี่ยนกระแส พร้อมกับการหวนกลับไปสู่การทำเกษตรตามแบบฉบับดั้งเดิมที่ถูกสืบทอดกันมาแต่บรรพบุรุษ ในช่วงเวลานี้เองที่ทำให้คนรุ่นใหม่ เหล่านักวิทยาศาสตร์ส่งเสริมระบบเกษตรทางเลือกและการใช้ประโยชน์จากที่ดินกันอย่างหลากหลายและกว้างขวางมากขึ้น

การผลิตปุ๋ยหมักโดยใช้หนอนช่วยย่อยสลาย หรือปุ๋ยชีวภาพก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เกษตรกรชาวคิวบาหันมาใช้ทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี หันมาใช้วัวไถแทนเครื่องแทรกเตอร์ หันมาผลิตยาปราบศัตรูพืชชีวภาพ เกษตรกรรมที่ใช้ที่ดินมหาศาลซึ่งเคยให้ผลผลิตถึงร้อยละ 80 กลับต้องชะงักไป มาสู่การกระจายที่ดินผืนเล็กๆ สู่เกษตรกรหลายย่อย ซึ่งพวกเขาสามารถประยุกต์ ปรับเปลี่ยน รวมไปถึงการทำเกษตรแบบผสมผสาน และใช้ประโยชน์จากที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ ผลผลิตก็เพิ่มขึ้น

ระบบ เกษตรแบบรัฐที่ใช้ที่ดินจำนวนมากนั้น พิสูจน์ตัวของมันเองแล้วว่า ไร้ความยืดหยุ่น ไม่สามารถเปลี่ยนอะไรได้ง่ายๆ เลย ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากแรงงานที่มาทำงานในสวนเหล่านั้นขาดความรู้เกี่ยวกับ ระบบเกษตรอินทรีย์อีกด้วย ฉะนั้นในปี 2536 รัฐบาลก็ดำเนินการโครงการเชื่อมคนกับที่ดินเข้าหากัน ทำให้ที่ดินผืนใหญ่ถูกแบ่งออกเป็นผืนเล็กๆ ให้แก่เกษตรกร เกิดการรวมกลุ่มตั้งสหกรณ์การเกษตรขึ้นมา เพื่อเกษตรกรรายย่อยจะสามารถขายผลิตผลของพวกเข้าได้ ทำให้คลังสินค้าทางการเกษตรของประเทศถูกเติมเต็มอีกครั้งหนึ่ง

ภาวะขาดแคลนอาหารและแรงสนับสนุนจากรัฐนี่เอง ที่นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของฟาร์มเล็กๆ จำนวนมาก ในภายปี 2541 ทั้งในและโดยรอบเมืองฮาวานา (เมืองหลวงของคิวบา) มีฟาร์ม/สวนในเมืองกว่า 8,000 แห่ง ดูแลโดยชาวไร่ชาวสวนกว่า 30,000 คน ในปี 2545 สวนในเขตเมืองดังกล่าวผลิตอาหารได้ถึง 3.2 ล้านตัน เป็นพืชผักอย่างน้อยร้อยละ 50 ของการผลิตพืชผักทั้งหมดในฮาวานา และคิดเป็นร้อยละ 80 – 100 ของปริมาณพืชผักในเมืองเล็กต่าง ๆ

ทั่วทั้งประเทศมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นในภาคเกษตรกรรมมากกว่า 200,000 คน ศูนย์การผลิตยาปราบศัตรูพืชชีวภาพกว่า 200 แห่งยังจำหน่ายทั้งอุปกรณ์ เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยหมักกันอย่างคึกคัก ในปี 2546 กระทรวงเกษตรของคิวบาใช้เชื้อเพลิงน้ำมันดีเซลลดลงกว่าร้อยละ 50 ใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีปราบศัตรูพืชลดลงร้อยละ 10 ของปริมาณที่เคยใช้อยู่ในปี 2532

ยุคฟ้าหลังฝน : ปฏิวัติพลังงานสู่ความยั่งยืน

เนื่องจากปริมาณการนำเข้าน้ำมันที่ลดลงไปกว่าครึ่งในช่วงเวลาที่ผ่านมา มีผลทำให้ชาวคิวบาเริ่มตระหนักถึงการอนุรักษ์พลังงานมากขึ้น ส่งผลให้รัฐบาลริเริ่มหันมาใช้พลังงานหมุนเวียนและการใช้พลังงานอย่างมี ประสิทธิภาพ

คิวบาได้พัฒนาอุตสาหกรรมผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ของประเทศขึ้น พลังงานจากแสงอาทิตย์ที่เราเรียกว่า โซลาร์พาวเวอร์ (Solar power) นี้ ทำให้พื้นที่ในชนบทที่ไม่มีหม้อแบตเตอร์รี่ติดตั้งก็สามารถมีไฟฟ้าใช้ได้ โรงพยาบาลหลายร้อยแห่ง และที่ทำการศูนย์กลางของหมู่บ้าน และโรงเรียนกว่า 2,000 แห่งก็ใช้โซลาร์พาวเวอร์ อีกทั้งยังมีโครงการขยายรูปแบบการเข้าถึงไฟฟ้าอย่างนี้อีกกว่า 100,000 แห่งให้แก่ครอบครัวในชนบท

ไม่เพียงแค่นั้น ในฤดูกาลเก็บเกี่ยวอ้อยได้มากที่สุด พบว่าชานอ้อยยังสามารถนำไปผลิตเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงได้อีกกว่าร้อยละ 30 ของปริมาณเชื้อเพลิงทั้งหมดของประเทศ การคมนาคมขนส่ง รถยนต์ชนิดต่างๆ ก็ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพด้วยความช่วยเหลือจากรัฐ และการกระตุ้นส่งเสริมให้ชาวคิวบาหันมาปั่นจักรยานและใช้ระบบขนส่งมวลชนด้วย

ปีที่แล้วถูกประกาศให้เป็นปีแห่ง “การปฏิวัติพลังงาน” คนหนุ่มสาวราว 30,000 คนระดมพลกันทั่วประเทศ รณรงค์ติดตั้งหลอดประหยัดไฟฟ้ากว่า 9 ล้านหลอด และรณรงค์ให้ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าแบบประหยัดไฟแทนที่เครื่องรุ่นเก่าทั้งหลาย นอกจากนี้ยังรณรงค์ให้ปั้มน้ำมันต่าง ๆ ยุติการเอาเปรียบลูกค้าและฉ้อโกง งานหลักในการรวมพลครั้งนี้รวมไปถึงการพัฒนาสถานีไฟฟ้า/เครื่องกำเนิดไฟฟ้าให้ดีขึ้น เพื่อความมั่นคงปลอดภัยในการจ่ายกระแสไฟฟ้าแก่ผู้ใช้ ทำให้กลางปี 2549 ที่ผ่านมาสามารถแก้ไขปัญหาไฟฟ้าดับบ่อยๆ ไปได้

การค้นคว้าวิจัยด้านพลังงานยังดำเนินต่อไป ขยายวงไปสู่ทรัพยากรด้านอื่นๆ ด้วย เช่น พลังงานจากลม, ความร้อนจากมหาสมุทร (thermo-oceanic) และจากชีวมวล ในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ คิวบากำลังจะเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมนานาชาติสำหรับ “พลังงานหมุนเวียน” การอนุรักษ์พลังงาน, การศึกษาด้านพลังงาน และการสัมมนาเชิงปฏิบัติการพลังงานจากลมนานาชาติอีกด้วย

ฉากสุดท้าย – หลุดพ้นจากภาวะพึ่งพา

ท่ามกลางเมฆหมอกของภัยคุกคามจากภาวะโลกร้อนต่ออนาคตของมนุษยชาติในขณะนี้ กรณีตัวอย่างจากประเทศคิวบาได้แสดงให้เห็นแล้วว่า อะไรก็เกิดขึ้นได้ แม้ในสถานการณ์ทางการเมืองที่กระทำต่อประเทศยากจนเช่นนี้

แต่โชคไม่ดีเอาเสียเลยเมื่อบรรดาสื่อมวลชนและการเมืองตะวันตกเพิกเฉยต่อ ประเด็นเหล่านี้ ปี 2544 โครงการข่าวไม่เป็นข่าว (Project Censored) ก็จัดให้ข่าวเกี่ยวกับการทำเกษตรกรรมแบบยั่งยืนของคิวบาติดอันดับ 1ใน 25 ด้วย แม้แต่ในรายงานการค้นพบของ WWF ก็นำเสนอประเด็นนี้น้อยเหลือเกิน

นั่นก็เพราะการนำเสนอการทำเกษตรอินทรีย์ของคิวบาจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี และเป็นภัยคุกคามผลประโยชน์หลายพันล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐ ในธุรกิจด้านการเกษตรที่สลับซับซ้อนของบรรษัทยักษ์ใหญ่ อาทิ มอนซาโต้ และอาจกลายเป็นวันสูญสิ้นของนิยายปรัมปราที่ว่า “ประเทศยากจนไม่สามารถจะหาเลี้ยงประชาชนของตัวเองได้ ผลิตส่งออกไม่ได้ หากปราศจากความช่วยเหลือจากบรรษัททั้งหลาย”

วัฏจักรแห่งการพึ่งพาได้จบสิ้นไปเสียที เมื่อการเดินหน้าระบบเกษตรอินทรีย์ของคิวบา เข้าไปแทนที่วงจรเดิม ๆ “การปลูกพืชให้ได้ผลผลิตต่อไร่ปริมาณมากในระยะเวลาอันสั้น แต่ต้องแลกมาด้วยการใช้ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืชที่ก่อให้ศัตรูพืช และโรคพืชดื้อยามากขึ้น คุณภาพดินเสื่อมอย่างรุนแรง สิ่งเหล่านี้บีบบังคับให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายไปกับการซื้อปัจจัยการผลิตที่ สูงขึ้นๆ เรื่อยๆ” มันใกล้จบลงแล้ว

“เมล็ดที่ไม่สามารถให้เมล็ดต่อได้” (ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์มาปลูกทุกครั้งไป) ก็ เป็นตัวอย่างหนึ่งของการตัดต่อปรับแต่งพันธุกรรมของบรรษัทข้ามชาติ ที่ส่งผลให้เกิดภาวะพึ่งพิงมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันราคาพืชผลในตลาดโลกก็ยิ่งต่ำลง เนื่องมาจากการอุดหนุนผลผลิตทางการเกษตรของประเทศร่ำรวยต่าง ๆ

คิวบาจึงสะท้อนให้เห็นแจ่มชัดว่า ประเทศยากจนก็สามารถประสบความสำเร็จได้ มีอธิปไตยแหล่งอาหารของประเทศเอง โดยปราศจากการแทรกแซงของบรรษัทข้ามชาติต่างชาติ (และแปลกหน้าได้) !

ประเทศคิวบาแสดงให้เราเห็นอีกประการหนึ่งที่สำคัญว่า “เมื่อทรัพยากรธรรมชาติของประเทศถูกควบคุมโดยรัฐ (สังคมนิยม) แล้ว แต่เมื่อมันเป็นไปเพื่อสังคมโดยรวม และเป็นการเอื้อประโยชน์แก่ประชาชนของประเทศทั้งหมด นั่นย่อมดีกว่าอย่างแน่นอน ที่จะมอบให้อยู่ในอุ้งมือของบรรษัทเอกชนของชนชั้นสูงที่หิวกระหายกำไรบนความเดือดร้อนของมนุษย์ (ที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ในประเทศที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตย-เสรีทุนนิยมอีกมากมาย)”

.

.

.

2 thoughts on “คิวบาก็พอเพียง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s