การรวมกลุ่มเกษตรกร

.

เมื่อวาน podduang รุ่นพี่ของผมคอมเมนต์มาเกี่ยวกับการเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรบ้านเรา ทำไมทำไม่ได้ ผมว่ามันน่าจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก ๒-๓ ตัว คือ

เทคโนโลยี ทุน และการตลาด ซึ่งก็ดันเป็นปัญหาหลักของเกษตรกรรายย่อยบ้านเราเสียอีก ทั้งการรู้จักและเข้าถึงเทคโนโลยี ขาดแคลนเงินทุน และการจัดการตลาด

ด้านเทคโนโลยี เราสร้างได้ พัฒนาเรียนรู้ด้วยตัวเองได้ กับทุนถ้าไม่สุดวิสัยเกินไปนักก็น่าจะเสาะหาได้ อย่างน้อยหลวงท่านก็มีโครงการมากมายที่คอยช่วยเหลือเกษตรกรอยู่ สองปัจจัยนี้น่าจะมีปัญหาน้อย ควบคุมได้ง่ายกว่า แต่เรื่องการตลาดนี่มีความแปรปรวนสูง ขึ้นลงตลอด ควบคุมยาก แค่คิดว่าทำอย่างไรให้ลดความเสี่ยงทางการตลาดลงให้ได้มากที่สุด ก็เหนื่อยแล้ว

จะเพิ่มมูลค่าให้ได้ผลก็ต้องมีระบบการจัดการที่ครบวงจรตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง คือ จากสวนถึงตลาดกันเลย

ถ้าจะมองการทำการเกษตรให้เป็นเหมือนธุรกิจ ก็ต้องมี ‘การวางแผนล่วงหน้า’ ในภาวะราคาสินค้าทางการเกษตรที่เปลี่ยนแปลงขึ้นลงอย่างรวดเร็ว จำเป็นอย่างยิ่งที่เกษตรกรต้องมีความเข้าใจพื้นฐานทางการตลาด

หนักนะครับ … ไม่ง่ายเลยสำหรับชีวิตเกษตรกร เพราะนอกจากความรู้จากเทคโนโลยีหรือวิทยาการต่าง ๆ แล้ว ยังต้องศึกษาติดตามข้อมูลข่าวสารทางการตลาดอีก นี่ไม่นับที่ต้องตากแดดตัวดำ แบกจอบขุดดินอีกต่างหาก

แล้วข้อมูลการตลาดนี่เองที่จะเป็นโจทย์ในการกำหนดแผนการผลิตของเรา เริ่มตั้งแต่จะปลูกอะไร มีปริมาณและคุณภาพขนาดไหน ต้องออกขายเมื่อไหร่ ขายกับใคร ขายอย่างไร เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพตลาดที่ได้ศึกษาประเมินไว้ และจะดีที่สุดถ้าสามารถกำหนดราคาเองได้ ลำพังเกษตรกรแค่รายสองรายทำไม่ได้แน่นอน

ต้องมี ‘การรวมกลุ่ม’ ครับ

เกษตรกรรายย่อยโดยทั่วไป จะมีปริมาณผลผลิตที่ไม่เพียงพอและไม่สม่ำเสมอ ทำให้ไม่เป็นที่สนใจของตลาด ซ้ำร้ายผลผลิตยังไม่มีคุณภาพไม่ตรงกับความต้องการของผู้ซื้อ เลยต้องจำใจขายถูก ในสถานการณ์อย่างนี้ การรวมกลุ่มจะช่วยลดความเสี่ยงทางการตลาด เราจะมีปริมาณผลผลิตที่มากพอและถ้ามีระบบจัดการผลิตที่สามารถควบคุมคุณภาพได้ เสียงของเราก็จะดังขึ้น มีอำนาจต่อรองมากขึ้น

การรวมกลุ่มเกษตรกรที่ทำให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ควรเริ่มด้วย ‘ความสมัครใจ’ และ ‘ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน’ ในส่วนแกนนำของกลุ่มจะต้องมีความสามารถประสานแผนการผลิตกับการตลาดเข้าด้วยกัน โดยมีผู้ซื้อทำหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสารทางการตลาด ราคาซื้อ ไปจนถึงมาตรฐานคุณภาพต่าง ๆ ส่วนตัวเกษตรกรเองก็ต้องใช้ความรู้ความชำนาญและวิทยาการที่มี ทำการผลิตให้เป็นไปตามเป้าหมาย

การรวมกลุ่มลักษณะนี้ใช้ได้ผลมาแล้วกับชมรมไม้ผลต่าง ๆ ในภาคตะวันออกของเรา

เท่าที่สังเกต เมืองไทยก็มีการรวมกลุ่มของเกษตรมากมายหลายกลุ่ม ครอบคลุมทุกส่วนของวงการเกษตร แต่ทำไมปัญหาของเกษตรกรไม่บรรเทาเบาบางลงเลย? คิดว่าไม่น่าจะใช่ปัญหาด้านเทคนิควิธีแล้วละครับ น่าจะเป็นเรื่องของวิถีชีวิต เป็นเรื่องวัฒนธรรมของเราเอง

เราไม่มีวัฒนธรรมในการรวมกลุ่มอย่างเข้มแข็งจริงจัง คนไทยรักการใช้ชีวิตแบบสบาย ๆ ไม่มีระบบระเบียบ ตัวใครตัวมัน และต้องพึ่งผู้นำ การรวมกลุ่มเป็นไปแบบหลวม ๆ เมื่อผู้นำมีปัญหาหรือขาดผู้นำ กลุ่มก็แตก เมื่อสมประโยชน์หรือได้ในสิ่งที่ต้องการแล้วก็ชิ่งหนีไปทีละคนสองคน กลุ่มก็ต้องยุบ มิหนำซ้ำ เมื่อออกไปทำของใครของมันแล้วก็ทำได้ไม่ดี พาเอาพวกที่เค้าทำดีอยู่แล้วต้องเสียหายไปด้วย

ปัญหาทุกอย่างให้เริ่มแก้ที่ตัวเองนี่แหละครับ อย่าไปรอให้ใครมาแก้ให้ ผมยึดมั่นในหลักการพึ่งตัวเอง แค่รัฐทำหน้าที่ตัวแทนดูแลและจัดสรรผลประโยชน์ของชาติให้กับประชาชนอย่างเท่าเทียมและยุติธรรมให้มากที่สุดก็พอ

ว่าแต่ขึ้นต้นด้วย value added แต่มาจบที่วัฒนธรรมได้ยังไงก็ไม่ทราบ …

.

……………

.

ที่เคยเขียน – ที่เกี่ยวข้อง

“ติดปีก … บินหมู่”  http://onopen.com/teeradejk/09-07-02/4883

.

About these ads

6 Comments

Filed under Agriculture

6 responses to “การรวมกลุ่มเกษตรกร

  1. ต้องเปลี่ยนค่านิยมว่ะเอ้ เอาง่ายๆ เปลี่ยนไอ้นี่ให้ได้ก่อน “ทำอะไรตามใจคือไทยแท้” เปลี่ยนให้เป็น “ทำอะไรมีวินัยคือไทยแท้”

    ทำได้เมื่อไหร่ ชนะเลิศ…

  2. มองอีกมุมนึง ถ้าไม่ต้องแข่งขันกับใคร วัฒนธรรมไทยนี่เป็นวัฒนธรรมในอุดมคติเลยนะครับ สวยงาม สนุก นุ่มนวล เบาสบาย

    แต่ ‘จุดเปลี่ยน’ มักจะเกิดขึ้นหลังวิกฤตหรือการสูญเสียครั้งใหญ่เสมอ ไม่รู้จริงหรือเปล่า?

    กำลังเฝ้ารอด้วยความระทึกในดวงหทัยพลัน !!!

  3. ผมค่อนข้างโล่ง โจ้ง โปร่งเบา สำหรับการรวมกลุ่มเพื่อกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างตั้งใจ และจริงใจของคนทั้งในและนอกหมู่บ้านครับ…

    เพราะอาจด้วยความเป็นปัจเจกอย่างเด่นชัดของเขาเอง หรือ ฯลฯ คร้านคาดเดา

    ดังนั้นหากเรามันใจในผลผลิตของเราเอง ผมว่า เราติดต่อคนกิน คนรับ คนบริโภคโดยตรงเองดีกว่า อาจจะน้อย เดินทางยาก ขนส่งลำบาก แต่นั่นอาจเป็นช่วงแรก ๆ หากเรามีเครือข่าย(คนรู้จัก,เพื่อน,ลูกค้า,ญาติ ฯลฯ) มากขึ้น

    การขายแบบไม่ใช้เงินอาจเกิดขึ้น นั่นก็คือการแลกเปลี่ยนนั่นเอง การแลกเปลี่ยนเป็นวัฒนธรรมที่น่ารักมากในสังคมไทยส่วนใหญ่ หากคุณมีสินค้าที่เราต้องการ และเรามีสินค้าที่คุณต้องการ

    ใยเราไม่แลกกัน ตามความพึงพอใจเป็นที่ตั้ง มูลค่า อยู่ที่ความพึงพอใจใช่หรือไม่?(ผมแอบถามตัวเอง)

    แต่หากจำเป็นต้องใช้เงินเพื่อแลกเปลี่ยน ผมมองว่าคนเมืองสามารถผูกปิ่นโตกับเรา(ซึ่งเป็นเกษตรกรได้) เอาเง
    นมา ระบุความต้องการซึ่งเป็นไปได้มา เช่น ไร้สาร ตามฤดูกาล ชนิด ระยะเวลา ฯลฯ

    น่าสนุกไม่ใช่หรือ…

    ดังนั้นคงขึ้นอยู่กับตัวเราเองแล้วหละ ว่าเราจะเริ่มต้นเรื่องนี้เมื่อไหร่ ที่ไหน กับใคร และ อย่างไร

    ผมมีข้าวไร้สาร(ต้อม โฟโต้ไมนด์ อาจจะได้ลองลิ้มรสแล้ว) คุณมีผลไม้ทางนี้ ใยเราไม่แลกเปลี่ยนกัน ?

    น่าสนุกไม่ใช่หรือ(ย้ำอีกที)

  4. คุณพี่สายลมลอยครับ podduang ก็ลองข้าวไร้สารของคุณพี่แล้วครับ จริงๆตอบโพสต์นี้เสร็จก็จะไปกินข้าวของคุณพี่เป็นมื้อกลางวันนี่แหละครับ โอ้ว..โลกมันแคบจริงๆ six degree of separation ของจริงนะเนี่ย

  5. พอหมอกควันจางลง แดดก็เปรี้ยงเลย ร้อนชะมัด บ่ายๆ อย่างนี้ต้องหลบมางีบเป็นประจำ

    ชอบมากครับ ‘ผูกปิ่นโต’ เป็นการลงทุนร่วมที่ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันดีระหว่างเกษตรกรกับผู้บริโภค แต่คงต้องใช้เวลาปรับทัศนคติ มุมมอง และพฤติกรรมในการกินอยู่ของผู้บริโภคซักระยะ น่าจะได้ผลกับพืชผลอายุสั้น คนทานกันประจำ เช่น ผักต่างๆ แต่จำพวกไม้ผลน่าจะเหนื่อยหน่อย เพราะรอบหมุนช้า ต้องใช้เวลากว่าจะได้ในแต่ละ crop

    ในส่วนของการแลกเปลี่ยนมักจะมีปัญหาที่เรามีสินค้าที่คุณต้องการ แต่คุณไม่มีสินค้าที่เราต้องการ ความต้องการของคนมันหลากหลายซับซ้อนมากขึ้นน่ะครับ ในสังคมและสภาพแวดล้อมรอบๆ ตัวผมทุกวันนี้ … แม้แต่ตัวผมเองก็ตาม

    (ทุกวันนี้ก็กำลังพยายามขับรถให้ช้าลง เพื่อที่จะเปลี่ยนเข้าเลนยูเทิร์นข้างหน้า แต่รถบนถนนมันเยอะและวิ่งกันเร็วซะเหลือเกิน เลยผ่านมายูเทิร์นแล้วยูเทิร์นเล่า ก็เลยไม่ได้เข้าซะที : P)

    ดูเหมือนแย้งทุกเรื่อง แต่ผมก็เห็นด้วยทั้งหมด

    อาจจะเพราะความเข้มแข็ง เหนียวแน่นของวัฒนธรรมทางภาคใต้ ที่ช่วยรักษาวิถีชีวิตที่งดงามเหล่านั้นให้ยังคงอยู่จนทุกวันนี้

    ลำไยผมคงต้องรอตอนปีใหม่โน้นนะ (แต่ไม่รู้ว่าจะได้กินรึเปล่า กำลังทดลองทำนอกฤดูโดยธรรมชาติอยู่ ยังไม่รับรองผล) แต่ตอนนี้ผักหวานกำลังออก ยิ่งเด็ดยิ่งดก

    สนใจมั้ยครับ?

  6. บ้านผม ยอดโต๊ะเด๊ะ – ยอดพูม คล้ายกันมาก แต่ความหวานผิดกัน ของผมเจือขมหน่อย ๆ แลกกันเอาไหม ผมแนบใส่พลาสติกและเจาะรูนะ ฝากลอจิสติก บาย แครี่ออน วิด แฮนเดิ้ล แล้วกันนะ ประหยัดดี

    ติดต่อผ่านต้อมละกัน ดูถีว่า ผักสองถิ่นจะกระจายไปถึงไหน โลกหมุนเร็วช่างมัน ตูจะแดกช้า ๆ (มีอะรายไหม โลก? ….ฮิ้วววว)

    ของผมมันงอกตามป่าเหมือนกัน แต่สวนผมมันดันเหมือนป่า เลยพอมีให้ได้กิน จะเอาเยอะก็เดินขึ้นภู ไม่นาน…พอเหงื่อย้อยง่ามตูดก็ได้เต็มหอบ

    เอาไหม…เอานะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s