คิดแบบนักธุรกิจ

.

‘ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต’ ในความเข้าใจของเกษตรกรทั่วไป คือ การลดปัจจัยการผลิตต่างๆ เช่น ปุ๋ย ยา แรงงาน ซึ่งก็น่าจะเป็นเช่นนั้น แต่นักธุรกิจเค้าคิดอีกอย่าง

สมมติว่าสวนผมลงทุน ๕๐,๐๐๐ บาท ได้ลำไย ๔,๐๐๐ กก. ต้นทุนก็ตกกิโลกรัมละ ๑๒ บาท ถ้าจะลดต้นทุนแบบทั่วๆ ไป ง่ายๆ ผมก็ลดจาก ๕๐,๐๐๐ บาท เหลือ ๔๐,๐๐๐ บาท แต่ผลผลิตของผมอาจจะลดลงจาก ๔,๐๐๐ กก. เหลือ ๓,๐๐๐ กก. ก็ได้ แต่ในทางกลับกัน ถ้าผมเพิ่มทุนไปถึง ๖๐,๐๐๐ บาท ผลผลิตจะต้องเพิ่มเป็น ๖,๕๐๐-๗,๐๐๐ กก. ต้นทุนแทนที่จะอยู่ที่กิโลกรัมละ ๑๒ บาท ก็จะเหลือ ๙-๑๐ บาท

อ่านว่า ‘ลดต้นทุน’ ก็จริง แต่เวลาปฏิบัติจะตรงข้ามกัน

แต่ไม่ใช่ว่ามีเงินเท่าไหร่ก็เพิ่มเข้าไป เราต้องศึกษาว่าต้องเพิ่มปุ๋ย เพิ่มปัจจัยอื่นๆ ลงไปเท่าไหร่? อย่างไร? จึงจะเพิ่มผลผลิตได้ คิดว่ามีเงินแล้วจะเพิ่มทุนเป็นแสนเพื่อหวังผลผลิตที่มากขึ้น ไม่ได้หรอกครับ เพราะจุดอิ่มตัวของต้นไม้ก็มี คุณจะอัดปุ๋ยฉีดฮอร์โมนมากยังไง ต้นไม้ก็จะรับเท่าทีีรับได้เท่านั้น เป็นจุดที่พอดีของเขา ถ้าเรารู้ว่าจุดนั้นมันอยู่ตรงไหนก็จะเป็นความสำเร็จและความอยู่รอดของเราด้วย

อีกหนึ่งวิธีในการลดต้นทุน ก็คือ ‘การรวมกลุ่ม’ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบสหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกรอื่นๆ จุดมุ่งหมายก็เพื่อเพิ่มอำนาจในการต่อรอง การรวมกลุ่มจะช่วยให้เกษตรกรสามารถซื้อปัจจัยการผลิตต่างๆ ในราคาที่เป็นธรรมหรือถูกลง หรือได้เครดิตในการค้างชำระได้นานขึ้น แม้กระทั่งสามารถกำหนดราคาขายได้ ที่สำคัญการรวมกลุ่มช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ของสมาชิกภายในกลุ่มหรือนอกกลุ่มได้ถ้าสามารถสร้างเครือข่ายได้อย่างเข้มแข็งและเป็นระบบ

เรื่องคุณภาพมีประเด็นหนึ่งที่อยากเขียนถึง คือ ‘การคัดเกรด’ ซึ่งเป็นการจัดการผลผลิตที่เกษตรกรบ้านเราไม่ค่อยทำกัน เราชอบปิดการซื้อขายกันที่ ‘เหมายกสวน’ ไปเลย ความคิดเช่นนี้ทำให้มีปัญหาในการพัฒนาตลาด เกษตรกรไม่สามารถอัพราคาให้ขึ้นไปขายในตลาดระดับบนได้หรือทำได้ยาก

ในแง่การจัดการสวน การคัดเกรดจะเป็นตัวชี้วัดปัญหาในการผลิตของเราได้ ถ้าเรารู้ว่าผลผลิตปีนี้เรามีเกรดเอเท่าไหร่ เกรดบีเท่าไหร่ เกรดซีเท่าไหร่ เราก็จะรู้ว่าสวนเราต้องเน้นพัฒนาตรงส่วนไหน ต้องเร่งแก้ไขที่จุดใด

ถ้าจะทำเกษตรเชิงการค้าจะปล่อยตามมีตามเกิดไม่ได้ครับ สิ่งสำคัญคือการพัฒนาความรู้ หมั่นศึกษา สังเกต ทดลอง และปรับใช้ เพื่อหาบทสรุปของเราเองให้ได้

.

.

.

2 thoughts on “คิดแบบนักธุรกิจ

  1. อ่าน post นี้มาสองสามวันแล้ว พึ่งจะมีเวลามาคอมเม้นท์ : )

    “ถ้าจะทำเกษตรเชิงการค้าจะปล่อยตามมีตามเกิดไม่ได้ครับ”

    ประโยคนี้เป็นบทสรุปที่ “จริง” แน่ๆครับ เพราะทุกเรื่องที่พูดถึง ล้วนเป็นเรื่องที่นักเรียนธุรกิจทุกคนล้วนได้เรียนตั้งแต่วิชาแรกๆเลยก็ว่าได้

    อย่างเรื่อง “ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต” ที่เล่าให้ฟัง ถ้าจะไปคุยกับนักเรียนธุรกิจ ก็คือเรื่องเดียวกันกับ Production Function นั่นเอง – การเพิ่มปัจจัยการผลิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ได้ทำให้ “ผลผลิต” ที่ได้เพิ่มขึ้นตามด้วยอัตราเดียวกัน ในทางกลับกัน ผลที่ได้จะเพิ่มขึ้นในอัตราที่น้อยลงเรื่อยๆ (Law of Diminishing Return)

    พูดภาษาง่ายๆก็คือ “จุดอิ่มตัว” อย่างที่คุณ golb เล่ามานั่นเอง

    ส่วนเรื่อง “การรวมกลุ่ม” หรือ “การคัดเกรด” นี่เป็นเรื่องพื้นฐานทางการตลาดอย่างชัดเจน การสร้างอำนาจต่อรองในตลาด การเลือกที่จะวางตัวเองในตลาด (Positioning) ฯลฯ

    ผมไม่แน่ใจว่าในความเป็นจริง ถ้าภาคการเกษตรบ้านเรา มีคนคอยช่วยเหลือด้านการวางแผนธุรกิจมากกว่านี้ จะสามารถช่วยให้ “การเกษตรเพื่อการค้า” ทำได้ขึ้นมากน้อยแค่ไหนครับ ?

    อ้อ .. อยากทราบอีกเช่นกันว่า ในความเห็นคุณ golb – การเกษตรเพื่อการค้า เหมือนหรือต่างกับ การเกษตรแบบพอเพียง – อย่างไรบ้างครับ

    : )

  2. การวางแผนธุรกิจเป็นสิ่งจำเป็นครับ สำหรับการเกษตรของไทย แต่ผมคิดว่าเราไม่มี “จุดขาย” เราขาด “เอกลักษณ์” ซึ่งแต่เดิมเราเคยมี จำได้มั้ยครับ? เมื่อก่อนถ้าอยากกินลิ้นจี่ ลำไย ต้องมาภาคเหนือเท่านั้น แต่เดี๋ยวนี้ไปจังหวัดไหนก็มี

    ผมไม่โทษเทคโนโลยีนะ แต่ผมอยากให้มีการโซนนิ่งให้ชัดเจน ภูมิภาคไหนควรปลูกอะไร เท่าไหร่ ไม่ใช่ตัวไหนราคาดีก็แห่ปลูกตามกันไปอย่างทุกวันนี้ ผมว่ามันน่าจะช่วยควบคุมปริมาณผลผลิตได้ เมื่อผลผลิตมีปริมาณที่พอเหมาะพอดี ราคาก็น่าจะถูกกำหนดโดยเกษตรกรได้ แม้จะปลูกในจำนวนพื้นที่ที่ลดลง แต่ถ้าผ่านกระบวนการร่วมคิดร่วมทำระหว่างรัฐ เกษตรกร และผู้บริโภค มันน่าจะได้จุดร่วมที่ลงตัวที่ยังประโยชน์ให้กับทุกฝ่ายได้ และเมื่อเรามีโซนนิ่งที่ชัดเจน การจัดการตลาด การวางแผนธุรกิจ น่าจะง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    ที่สำคัญ “เสน่ห์” ของผลไม้ไทยในแต่ละภูมิภาคก็จะกลับมา

    ส่วนเกษตรพอเพียงกับเกษตรเพื่อขายนั้น ผมว่าไม่น่าจะเปรียบเทียบกันได้นะ เพราะ “พอเพียง” เป็นหลักคิด ส่วนการลงทุนค้าขายเป็นวิธีปฏิบัติ โดยมีจุดมุ่งหมาย คือ ความสุขและความมั่นคงในชีวิต

    ลองเทียบกันเล่น ๆ ดูระหว่าง “เกษตรยังชีพ” กับ “เกษตรเชิงการค้า” ถ้าเราผลิตจนมีกินมีใช้ในครัวเรือนจนเกินพอแล้ว ส่วนที่เหลือเราจะทำยังไงกับมัน แบ่งปัน? แลกเปลี่ยน? ถ้ามันยังเหลืออยู่อีกล่ะ สุดท้ายก็ต้องขาย จากยังชีพก็กลายเป็นการค้าไป มันอยู่ที่จังหวะและเวลา ยังไงมันก็เป็น “เกษตรกรรม” เพียงแต่มีรูปแบบที่แตกต่างกันเท่านั้น

    นิยามเยอะนะครับ .. คนไทยเนี่ย (เป็นสังคมของการตีความ แต่ไม่ให้ความสำคัญกับการศึกษา !?!) พอเยอะมากเข้าก็เริ่มขัดแย้ง ของฉันยั่งยืน ของแกทำลายธรรมชาติ แต่ผมชอบอยู่นิยามนึง คือ “เกษตรทางเลือก” มันเป็นสิทธิของเราที่จะเลือก”อะไร” มา “ปรับใช้” กับชีวิต โดยมีปรัชญาพอเพียงเป็นรากที่คอยยึดไม่ให้เราหลุดลอยติดลมบนไปกับสิ่งที่เลือกได้ง่าย ๆ

    ชีวิตไม่มีสูตรสำเร็จครับ ต้องเริ่มจาก ก ไก่ เสมอ จะไปเริ่มที่ ส เสือ แล้วไปถึง ฮ นกฮูก เลย … ไมีมีทาง ผมเคยพยายามเดินตามความสำเร็จของเกษตรกรหลายท่านที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ทั้งจากการอ่านหนังสือ ดูทีวี เดินตามประเภทย่ำซ้ำตามรอยเลยทีเดียว ไม่ได้ผลหรอกครับ เพราะภูมิหลังและสภาพแวดล้อมที่แตกต่าง ที่สำคัญคือ “วาสนา” ครับ (ความเชื่อส่วนตัว) ชีวิตใครก็ของใครเอามาเป็นต้นแบบให้กับชีวิตคนอื่นไม่ได้หรอกครับ ชีวิตไม่ใช่ขนมที่แกะออกมาแล้วจะเหมือนตามพิมพ์เป๊ะ

    find your own way😉

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s