เรื่องของเปลว

.

พูดถึง ‘เกษตรกรรม’ นอกจากรับรู้ว่าเป็นวิถีชีวิต เป็นวัฒนธรรม และเป็นอาชีพหลักของคนไทยแล้ว ผมพึ่งรู้ว่าเกษตรกรรมยังช่วยเสริมสร้างพัฒนาการให้กับเด็กพิเศษที่บกพร่องทางร่างกายและสติปัญญาได้อีกด้วย

‘เปลว’ เป็นเด็กชายอายุ ๘ ขวบ เป็นเด็กพิการซ้ำซ้อนและเป็นโรคลมชักตั้งแต่กำเนิด เปลวเป็นเด็กพิเศษที่เรียนร่วมในชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ โรงเรียนบ้านโนนสวรรค์ ต.บ้านไร่ อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ แขนและมือของเปลวไม่มีกำลังพอที่จะหยิบจับสิ่งของได้ เปลวสมาธิสั้นให้ความสนใจกับสิ่งต่างๆ ได้ไม่นานและมีปัญหามนุษยสัมพันธ์กับคนรอบข้าง

หลังจากได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผ่านกิจกรรมต่างๆ ในแปลงเกษตรของโรงเรียน เปลวเริ่มมีพัฒนาการที่ดีขึ้น การถอนหญ้าในแปลงผักและช่วยเพื่อนๆ ผสมปุ๋ยช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมือและแขนของเปลวให้แข็งแรงมีกำลังขึ้น จากเดิมที่ต้องกำดินสอ เปลวสามารถจับดินสอได้อย่างถูกต้อง สามารถลากเส้นได้ ซึ่งเป็นพัฒนาการที่ดีในการเริ่มเขียนหนังสือได้ในอนาคต และการถอนหญ้าในแปลงผักยังช่วยให้เปลวได้ฝึกสายตาและกล้ามเนื้อให้ทำงานสัมพันธ์กันมากขึ้น และช่วยให้เปลวมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่ทำได้นานขึ้น ที่สำคัญเปลวได้มีสังคมกับเพื่อนๆ กับครู ได้คุยได้ถามระหว่างทำกิจกรรมในแปลงเกษตรร่วมกัน

บุคคลสำคัญที่เป็นต้นกำเนิดเรื่องราวอันน่าประทับใจนี้ ก็คือ ‘คุณครูตรีรัตน์ จินดาไพศาล’ ครูประจำชั้น ป.๑ และ ป.๒ โรงเรียนบ้านโนนสวรรค์นั่นเอง ผมชื่นชมในความคิดความฝันของท่านมาก ครูบอกว่า

.

“การเป็นครูเท่าที่ผ่านมา ก็เป็นการรับเบี้ยพันธุ์ไม้ที่แตกกิ่งก้านแล้วมาดูแลต่อเนื่องให้งอกงามยิ่งๆ ขึ้นไปเท่านั้น แต่สำหรับครั้งนี้ จะเป็นปรากฏการณ์ใหม่ เป็นเรื่องใหม่ของครู เพราะเป็นการรับเอาเมล็ดพันธุ์ที่ใครๆ คัดทิ้งไม่เอาแล้ว นำมาเพาะเลี้ยงให้เติบโตงอกงามอวดกิ่งก้านสาขาให้ได้ในวันข้างหน้า”

.

ผมคงถ่ายทอดเรื่องราวของเปลวได้ไม่ลึกซึ้งจับใจเท่าครูตรีรัตน์เจ้าของเรื่อง ขอแนะนำให้เข้าไปอ่านที่ เกษตรชีววิถี…ประตูสู่โลกใหม่ เข้าไปสัมผัสความเอาใจใส่ดูแลของครูที่มีต่อศิษย์ เข้าไปอ่านความมุ่งมั่นและตั้งใจในการอบรมสั่งสอนศิษย์ ที่ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณมากมาย ไม่ต้องมีตึกเรียนใหญ่โต ไม่ต้องใช้ีเทคโนโลยีทันสมัยราคาแพงเลยแม้แต่น้อย

อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ คือ ครอบครัวของเปลวครับ เปลวอยู่กับตายาย พี่สาว และน้องสาว เป็นห้าชีวิตที่อบอุ่น ช่วยกันประคับประคองดูแลซึ่งกันและกัน ถ้าเป็นครอบครัวอื่นเปลวอาจจะต้องไปอยู่สถานสงเคราะห์แล้วก็ได้ ทำให้ผมนึกถึงแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขึ้นมาเรื่องหนึ่ง คือ “บวร” อันได้แก่ บ้าน วัด และโรงเรียน

การพัฒนาอนาคตของชาติจำเป็นต้องใช้ ๓ ส่วนนี้ควบคู่กันไป ปัจจุบันพ่อแม่ผู้ปกครองมักจะผลักภาระในการอบรมสั่งสอนลูกไปให้กับครูกับโรงเรียนฝ่ายเดียว และการห่างวัดก็เป็นการละเลยที่จะบ่มเพาะคุณธรรมและจริยธรรมให้กับเด็ก ผลก็คือ สภาพสังคมที่ฟอนเฟะในปัจจุบัน เปรียบเทียบกับสมัยก่อนซึ่งไม่น่าจะเกินสามสิบปีที่ผ่านมา เรายังให้ความสำคัญกับ ๓ ส่วนที่ว่า แม้จะมีปัญหาสังคมบ้างซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ แต่ปัญหาก็ไม่รุนแรงและผู้คนในสังคมก็ยังช่วยกันควบคุมดูแลได้ ถ้าเราจะย้อนกลับไปใช้วิถีชีวิตในอดีตที่ดีๆ อย่างนี้ ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องล้าหลังหรือไม่ทันยุคทันสมัยแต่อย่างใด

.

.

2 thoughts on “เรื่องของเปลว

  1. ที่จริงผมก็เห็นด้วยว่าสมัยไหนๆมันก็มีปัญหาเหมือนๆกัน แต่ผมรู้สึกว่าในปัจจุบันปัญหามันมาเป็นอีกรูปแบบหนึ่งแล้วเราทั้งหมดก็ไม่รู้ด้วยว่ามันกำลังนำเราไปสู่บทสรุปแบบใด ถึงที่สุดแล้วทุกคนต้องประสานงานและช่วยเหลือกัน ผลักดันสังคมให้มันดีที่สุด ดีสำหรับทุกคน

  2. ใช่ครับ ความร่วมแรงร่วมใจของทุกฝ่ายสำคัญที่สุด และโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ แอบแฝงด้วย😀

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s