ถึงนักวิชาการเกษตร

ที่สวนพยายามหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีและยาฆ่าแมลง โดยการใช้วิธีธรรมชาติ เช่น การหมักปุ๋ยใช้เอง การใช้สมุนไพรป้องกันและกำจัดแมลง ซึ่งวิธีการต่างๆ เหล่านี้ทำให้ต้องเพิ่มความถี่ในกิจกรรมดังกล่าวมากขึ้น เฉลี่ยคือทุก ๕-๗ วันต่อครั้ง ยิ่งในช่วงโรคและแมลงระบาดอาจจะต้องทำทุก ๓ วันเลยที่เดียว คิดดูแล้วนี่อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรไม่นิยมการทำเกษตรธรรมชาติ เหนื่อยสายตัวแทบขาด ถึงเวลาขายผลผลิตก็ไม่ได้ราคา นอกจากชีวิตตัวเองและครอบครัวแล้วยังต้องมารับผิดชอบกับสิ่งแวดล้อมอีก จริงอยู่ที่เทคโนโลยีทางการเกษตรมีการพัฒนามากขึ้น สะอาดมากขึ้น แต่ปัญหาคือการเข้าถึงเทคโนโลยีของเกษตรกรรายย่อยทั้งหลาย เท่าที่รู้สึกการวิจัยทางการเกษตรจะรองรับกับบรรดาเกษตรกรก้าวหน้าเป็นส่วนใหญ่ เกษตรกรกลุ่มนี้มีศักยภาพสูงในการพัฒนาและเพิ่มมูลค่าผลผลิตเพราะเน้นเพื่อการส่งออก แต่กับเกษตรกรรายย่อยทั้งหลายงานวิจัยต่างๆ ยังคงวนเวียนอยู่กับ ‘การลดตุ้นทุน เพิ่มผลผลิต’ พอผลผลิตเพิ่มขึ้นราคาก็ตก แม้จะลดต้นทุนได้แค่ไหนถ้าไม่ได้กำไรคืนมาบ้างก็ทรุดได้เหมือนกันไม่ว่าจะอึดแค่ไหนก็ตาม ตรงนี้ก็อยากฝากนักวิจัยทั้งหลายด้วยครับ เราอยากเพิ่มคุณภาพไม่ใช่ปริมาณ ทำอย่างไรดีสำหรับฟาร์มเล็กๆ อย่างพวกเรา

ตอนนี้ในสวนมีชีวิตชีวามากขึ้น ต้นไม้เริ่มผลิดอกออกผลให้ชื่นใจ ไม่ขายครับเก็บไว้ชม..ไว้ชิม

ผักหวานด�กมะนาวด�กส้มเขียวหวานส้มโ�ด�กเงาะกาแฟ
.

.

.

Advertisements

4 thoughts on “ถึงนักวิชาการเกษตร

  1. observer

    เป็นประเด็นที่น่าสนใจดีจังครับ

    แสดงว่าเอาเข้าจริง สิ่งที่ควรเน้นไม่ใช่การเพิ่ม productivity ในแง่การเพิ่มผลผลิต แต่เป็นการเพิ่ม “มูลค่าเพิ่ม” (Added Value) ให้กับสินค้าเกษตรสินะ …

    สงสัยต่ออีกนิดครับว่าในทางการเกษตรเนี่ย คำว่า “คุณภาพ” หมายถึงด้านไหนบ้างครับ หมายถึงการมีสายพันธุ์ที่หลากหลาย (สำหรับผู้บริโภค) ?
    หรือใช้่สายพันธุ์เดิมๆแต่มีความสามารถมากขึ้น (ทดแดด ทนฝน รสอร่อยขึ้น ฯลฯ) ?

  2. golb Post author

    สถานการณ์ปัจจุบันที่เจอทั้งจีนทั้งเวียดนามที่ไล่หลังเรามาติดๆ ต้องสู้กับปริมาณที่มากกว่า แรงงานที่ถูกกว่า ผมว่าเกษตรกรไทยต้องขยับไปเล่นตลาดบนหรือตลาดเฉพาะที่ต้องการสินค้าที่มีคุณภาพมากขึ้น เป็นต้นว่า ตลาดสินค้าปลอดสารพิษ หรือ สินค้าที่มีแหล่งที่มาซึ่งไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ถ้าจะให้ความหมายของคำว่า “คุณภาพ” ผมคงตอบแทนเกษตรกรท่านอื่นไม่ได้ บางคนอาจจะหมายถึงรสชาติ บางคนอาจจะหมายถึงขนาด แต่ในความเห็นส่วนตัวของผมแล้วน่าจะหมายถึงการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ

    รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตรมากขึ้น จากที่ผลิตมาเป็นอาหาร เราสามารถที่จะเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่น เช่น พลังงาน เสื้อผ้า ยารักษาโรค ฯลฯ ให้มากขึ้นได้หรือเปล่า นี่คือที่ผมต้องการฝากถึงนักวิจัยทั้งหลาย

    เรื่องสายพันธุ์ ผมว่าเมืองไทยมีการพัฒนาสายพันธุ์ได้นิ่งแล้ว มีความหลากหลาย ทนโรคทนแมลง มีรสชาติถูกปากผู้บริโภคทั้งคนไทยและต่างชาติ ปัญหาที่พบน่าจะอยู่ที่การส่งออก เพราะสินค้าของเราเน่าเสียได้ง่าย ก็ฝากนักวิจัยทั้งหลายอีกเรื่องนะครับ

    ขอบคุณครับที่แวะมา ตามอ่านบล็อกคุณสรุจประจำแต่ไม่ได้เข้าไปทักทาย เพราะไม่ค่อยสันทัดเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจการเมืองเท่าไหร่ แต่ชอบอ่านเพลินดี ย่อยง่ายด้วย

    อ้อ! ยินดีกับบ้านใหม่ด้วยครับ

  3. ธวัชชัย นาคะบุตร

    ยังห่วงการผลิตเพื่อขายก็เป็นธรรมดาละครับที่ต้องเจอปัญหาการตลาด ซึ่งควบคุมไม่ได้ หรือได้ยากแม้แต่รัฐบาล แล้วทำไมไม่ปลูกเพื่อกินเองละครับ จะไม่ดีกว่าหรือครับ
    ทำหลาย ๆ อย่างเพื่อกิน ใช้ของจนเอง เหลือก็ขาย ยังไง ๆ ก้ต้องมีเหลือขาย แจก แลกเปลี่ยน (เหมือนสมัยก่อน ไม่ต้องใช้เงิน)เงินก็ต้องได้ อาจน้อยหน่อย ถ้าคิดอย่างพอเพียงก็น่าจะพอใจ ไหนว่า “เข้าซอยใหม่” แล้วละครับ (ไม่รู้ว่าเข้าซอยใหม่วันไหน) ผมเองก็ยังไม่ได้ทำนะครับ แต่คิดว่า น่าจะทำได้
    แม้จะแปรรูป เพิ่มมูลค่าของสินค้า ก็หนีไม่พ้นปัญหาการตลาด
    ผมว่า ต้องทำใจเรื่องราคา และไม่เน้นผลิตเพื่อขาย ขายไม่ได้ก็ไม่ต้องขาย ได้เท่าไรก็เอา ถึงอย่างไร ผมเชื่อมั่นว่า “เกษตรซอยใหม่” ก็อยู่ได้อย่างสบายครับ

  4. golb Post author

    อ.ธวัชชัย:

    “เกษตรซอยใหม่” ต้องประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับเงื่อนไขชีวิตของแต่ละคนครับ ซอยใครซอยมัน ถ้าลำพังเฉพาะตัวผมเอง ผมอยู่ได้สบายครับบนวิถีเกษตรแบบนี้อย่างที่อาจารย์ว่า เรื่องปลูกไว้กิน ละไว้ในฐานที่เข้าใจได้เลย มีที่ดินติดตัวติดตีนอย่างนี้ไม่วันอดตายหรอกครับ แต่สวนผมจำเป็นต้องมีรายได้จำนวนหนึ่งมาหล่อเลี้ยงด้วยเงื่อนไขสำคัญ ๓ ประการ นั่นคือ

    ๑. ลุงน้อย หนึ่งชีวิตที่อยู่เป็นเพื่อนสวนกันมานานกว่าแปดปี นอกจากช่วยกันดูแลสวนแล้ว เรายังช่วยดูแลกันและกันด้วย มันเป็นเรื่อง ‘ใจ’ น่ะครับ ไม่ใช่เรื่องลูกจ้างนายจ้าง

    ๒. ค่าไฟฟ้า สวนผมเป็นที่ดอนครับ ตั้งอยู่บนจมูกเขา มีปัญหาเรื่องการเก็บกักน้ำพอสมควร ผมจึงจำเป็นต้องใช้น้ำบาดาลเพื่อการดำรงชีวิตของทั้งคน สัตว์ และพืชภายในสวน

    ๓. ค่าปุ๋ย หมายถึงพวกขี้วัวขี้ควายน่ะครับไม่ใช่ปุ๋ยเคมี ความที่กิจกรรมในสวนยังไม่หลากหลาย ส่วนเกินหรือของเหลือใช้ทางการเกษตรจึงมีไม่มากพอที่จะนำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตปุ๋ยใช้เอง อันนี้จำเป็นต้องจ่ายครับ-สำหรับผม

    ในการจัดการเงื่อนไขดังกล่าวข้างต้น ผมต้องอาศัยทั้ง ‘วิถี’ และ ‘วิธี’เกษตรธรรมชาติมาใช้ประเมินและประมาณตัวเองว่า อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ และทำได้ขนาดไหน?

    มั่นใจเกินร้อยครับว่าใจผม ‘พอ’ แต่ผมก็จำเป็นต้องมีมือมีไม้ไว้ใช้ในการคลี่คลายเงื่อนปมของตัวเองด้วย

    ผมเขียน entry นี้เมื่อปีที่แล้ว ด้วยอยากที่จะให้งานวิจัยต่างๆ ให้ความสำคัญกับเกษตรกรรายย่อยให้มาก เพราะถ้าจะ ‘ขาย’ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญ

    เกษตรกรจะมา ‘ยังชีพ’ อยู่ตลอดไปไม่ได้หรอกครับ เมื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตนเองได้แล้ว ต้องไม่ลืมว่าเกษตรกรเราก็มีภาระความรับผิดชอบในการ ‘เลี้ยงชาติ’ และ ‘เลี้ยงโลก’ ด้วย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s