โอกาสของกรมวิชาการเกษตรจากกรณีพืชอันตราย ๑๓ ชนิด

30 04 2009

.

หมายเหตุ : ขออนุญาตทำซ้ำนะครับ ผมเขียนเรื่องนี้ไว้ตอนอธิบดีกรมวิชาการเกษตรคนใหม่โดนรับน้องซะอ่วมอรทัย เห็นเรื่องมันซาไป ไม่มีความเคลื่อนไหวของทั้งต้นเรื่องไปจนถึงผู้คัดค้าน ดูจะเป็นประเพณีปฏิบัติของคนไทยไปเสียแล้ว ที่เกษตรกรมักจะถูกนำไปเป็นข้ออ้างของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหรือของทั้งสองฝ่ายเสมอ ลงท้ายก็อีหรอบเดิมทุกที

.

………………

.

โอกาสของกรมวิชาการเกษตรจากกรณีพืชอันตราย ๑๓ ชนิด
ที่มา : http://www.onopen.com/teeradejk/09-03-05/4655

 
ผ่านมาหนึ่งเดือนเพิ่งจะมาเขียนเอาตอนนี้ คงจะยังไม่ตกขบวนกระมัง กับประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องบัญชีวัตถุอันตราย ฉบับที่ ๖ พ.ศ. ๒๕๕๒ โดยฝีมือการชงขมของกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ทำเอาขำกลิ้งตกกะไดกันไปทั้งแผ่นดิน อำกันขนาดที่ว่า ถ้าจะให้เมียต้มยำแกล้มเหล้าสักหม้อต้องไปขออนุญาตที่ไหน จะซื้อขิง ข่า ตะไคร้ ต้องมีใบสั่งจากกระทรวงหรือเปล่า เป็นอาทิ

คร่าว ๆ หลวงท่านสั่งมาว่า ให้ผลิตภัณฑ์จากชิ้นส่วนพืชซึ่งไม่ผ่านกรรมวิธีที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมี ๑๓ ชนิด อันได้แก่ สะเดา ตะไคร้หอม ขมิ้นชัน ขิง ข่า ดาวเรือง สาบเสือ กากเมล็ดชา พริก ขึ้นฉ่าย ชุมเห็ดเทศ ดองดึง และหนอนตายหยาก เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ ๑ บัญชี ข. !?!

.

.

.

.

ขำไม่ออกละสิทีนี้ เพราะสามอย่างในนั้นสวนเราก็ใช้อยู่นี่หว่า …

แต่จะอย่างไรก็ตาม ผมขอให้เครดิตกับประกาศฉบับนี้ก่อนเลยว่า เป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของกระบวนการขับเคลื่อนแนวคิดเกษตรยั่งยืนในประเทศไทย

ส่วนเรื่องการทักท้วงถ่วงดุลนั้นเป็นเรื่องดีครับ แต่อย่าตื่นตระหนกกันจนเกินเหตุ พลิกดูอีกด้านของเหรียญจะเห็นได้ว่า การป้องกันกำจัดศัตรูพืชโดยวิธีธรรมชาตินั้น เป็นที่ยอมรับของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนแม้จะไม่โดยดุษฎีก็ตาม พูดง่าย ๆ คือเถียงไม่ออก โดยเฉพาะกับบริษัทเอกชนที่ถึงขั้น panic เอาเลยทีเดียว เลยต้อง take action ผ่านไอ้ห้อยไอ้โหนในกรมกองจนเป็นเรื่องเป็นราวอยู่ในขณะนี้

ตื้นลึกหนาบางอย่างไรนั้น ผมไม่อาจทราบได้ แต่ในฐานะของผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ผมไม่เห็นว่าประกาศฉบับนี้จะเป็นยักษ์เป็นมารที่ตรงไหน ดูจะเป็นการสื่อสารที่ผิดพลาด ขาดการอธิบายถึงคำจำกัดความและวิธีปฏิบัติที่ชัดเจนเสียมากกว่า เมื่อกำหนดใจเป็นกลางแล้วรับฟังการอธิบาย ก็จะเข้าใจได้ไม่ยาก

ที่เขียนนี้อาจจะดูเป็นการสวนกระแสหรือจะว่าเห็นแก่ตัวก็ได้ เพราะชาวสวนอย่างผมผลิตสารสกัดสมุนไพรและฮอร์โมนไว้ใช้เองอยู่แล้ว จึงไม่อยู่ในขอบข่ายควบคุมของประกาศฉบับนี้

.

ส่วนตัวแล้วไม่เห็นด้วยเท่าใดนักกับการผลิตสารสกัดจากธรรมชาติเพื่อการค้า ทั้งในรูปวิสาหกิจชุมชนหรือผู้ประกอบการรายย่อยก็ตาม อาจจะมีบ้างที่จำเป็นต้องจ้างให้หมักหรือสกัดเพราะข้อจำกัดทางด้านแรงงานและวัตถุดิบ แต่ก็เป็นไปในลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัย จับจ่ายกันก็แค่ค่าวัตถุดิบ เลี้ยงข้าวเลี้ยงเหล้ากันไปตามเรื่องเท่านั้น ตัวอย่างก็ตัวผมเองนี่ละ นอกจากจะสกัดหรือหมักฮอร์โมนและสารขับไล่แมลงศัตรูพืชไว้ใช้เองแล้ว บางตัวบางสูตรที่ผมขาดวัตถุดิบ ผมจะใช้วิธี outsource โดยขอให้พี่น้องชาวสวนที่เขามีวัตถุดิบนั้นและทำใช้ในไร่ในสวนตัวเองอยู่แล้วช่วยทำเผื่อให้ด้วย เราเริ่มที่พบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันถึงผลดี-ผลเสียในการใช้ กระบวนการผลิต วิธีการใช้ แล้วทดสอบดูว่าสมุนไพรตัวนี้ใช้แล้วดี-ไม่ดีอย่างไร ลองผสมกับตัวนั้นดูแล้วจะแข่งหรือข่มฤทธิ์กันหรือไม่ อย่างไร จนได้สูตรที่เหมาะสมกับสวนตัวเอง (เป็นคนละกรณีกับการซื้อที่ทำสำเร็จแล้วมาใช้นะครับ)

บรรดาสารสกัดสมุนไพรหรือฮอร์โมนควบคุมการเจริญเติบโตของพืช ไม่ว่าจะผ่านกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์หรือไม่ก็ตาม ล้วนเป็นส่วนเกินของธรรมชาติแทบทั้งสิ้น เราใช้สมุนไพร ใช้น้ำหมักชีวภาพ เป็นตัวช่วยในการคืนความสมดุลให้ระบบนิเวศและสภาพแวดล้อมในแปลงเท่านั้น ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ไปตลอด เมื่อความสมดุลกลับมาเข้าที่เข้าทาง ความถี่และปริมาณในการใช้ต้องลดลงจนไม่ต้องใช้ในที่สุด นั่นคือ ธรรมชาติได้รับการฟื้นฟูจนสามารถกลับมาเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกับทุกชีวิตที่เข้ามาพึ่งพาอาศัยได้อีกครั้ง

เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วจะลงทุนค้าขายกันไปทำไมให้เสี่ยงกับการขาดทุนจากกำลังซื้อที่ลดลงในอนาคต

การก้าวเดินบนวิถีเกษตรธรรมชาตินั้น ควรดำเนินไปในลักษณะพึ่งพาตนเองและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน การขยายผลด้วยเครือข่ายความรู้น่าจะประสบความสำเร็จได้ยั่งยืนกว่าการส่งเสริมการขาย เพราะที่ใดที่มีผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง ถ้าบริหารจัดการไม่ดี มักจะลงท้ายที่ความขัดแย้งและล่มสลายไปในที่สุด

ในกรณีนี้ผมไม่เชื่อว่าการซื้อมาใช้จะเป็นการขยายผลให้มีการใช้สมุนไพรในการเกษตรกันอย่างแพร่หลาย ที่ผมเชื่อและมั่นใจก็คือ ไม่มีสูตรสำเร็จใด ๆ ในการทำการเกษตร ของอย่างหนึ่งจะเอาไปใช้ได้ในทุกเรือกสวนไร่นา มันเป็นไปไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นแล้วมันจะต่างอะไรกับสารเคมีที่โฆษณาขายกันเกลื่อนประเทศเล่า

.

ทุก ๆ อย่างรอบตัวเราเป็นวัตถุอันตรายได้ทั้งนั้นครับ ใบไผ่เรียวบาง ถ้าออกแรงพอเหมาะ จังหวะดีดี ก็กรีดผิวเรียกแผลได้ อยู่ที่เจตนาในการใช้ว่าจะก่อประโยชน์หรือให้โทษอย่างไร

และก็เป็น ‘เจตนา’ นี่เองที่ทำให้กรมวิชาการเกษตรลุกเป็นไฟอยู่ในขณะนี้ และดูเหมือนทุกคนจะตั้งธงไว้แล้วว่างานนี้มีนอกมีในอย่างแน่นอน ซึ่งอันนี้ก็ว่ากันไม่ได้ เพราะพฤติกรรมที่ไม่ชอบมาพากลแต่หนหลังมันติดหูติดตาผู้คนมาจนทุกวันนี้ การจะลบภาพที่ไม่ดีเหล่านั้นออกจากความทรงจำของคนไทยนั้น, ทำได้ครับ อยู่ที่ว่าจะทำหรือเปล่าเท่านั้นเอง และก็ไม่ได้เป็นการเพิ่มงานใหม่ให้แต่อย่างใด เป็นภารกิจที่กรมฯ ทำอยู่แล้วแต่ยังไม่เข้มข้นเท่าที่ควร มีอะไรบ้างไปดูกัน

๑. ต้องหลากหลาย กรมวิชาการเกษตรต้องนำเสนอทางเลือกให้เกษตรกรไม่ใช่ครอบงำหรือสั่งการ ปัญหาหลักของเกษตรกรทุกวันนี้ก็คือ ต้องแบกรับความเสี่ยงทั้งเรื่องของราคาผลผลิตและความแปรปรวนของสภาพลมฟ้าอากาศ การที่เกษตรกรมีทางเลือกที่หลากหลายนั้น นำมาซึ่งช่องทางของรายได้ที่หลายหลากเช่นเดียวกัน ยิ่งในสถานการณ์ที่การส่งออกมีปัญหาเช่นนี้ กรมฯ ต้องมองเรื่องนี้ให้กว้างครับ ต้องเพิ่มทางเลือกให้มากขึ้น ไม่ใช่วนเวียนอยู่แต่ ข้าว อ้อย หรือมันสำปะหลังเท่านั้น ลองเดินตลาดดูบ้าง จะได้รู้ว่าพืชผักผลไม้ไทยอะไรบ้างที่หายไป ส้มซ่า ส้มจุก ส้มจี๊ด มะปราง มะขวิด มะไฟ หรือจะพืชผักสมุนไพรพื้นบ้านพื้นถิ่น พันธุ์พืชต่าง ๆ เหล่านี้ลองจับมาวิเคราะห์วิจัยเพื่อเสนอให้เกษตรกรพิจารณา ควบคู่ไปกับการรณรงค์ส่งเสริมการบริโภคเพื่อกระตุ้นความต้องการภายในประเทศ ทำได้อย่างนี้แล้วแม้ยอดส่งออกจะดิ่งเหว ตัวเกษตรกรเองก็จะไม่ร่วงตามลงไปอย่างแน่นอน

๒. ต้องรอบด้าน ทำเป็นลืม ๆ เรื่องผลผลิตต่อไร่หรือปัจจัยการผลิตไปเสียบ้าง แต่ไม่ใช่ทิ้งไปเสียเลย ที่ผ่านมา กรมฯ เน้นวิจัยและนำเสนอในเรื่องผลที่จะได้ มุ่งศึกษาการใช้ปัจจัยการผลิตเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงสุด แต่แกล้งทำเป็นลืมผลกระทบที่จะตามมา ทั้ง ๆ ที่ผลกระทบเหล่านั้นเป็นต้นทุนแฝงที่ต้องบวกเข้าไปในกระบวนการผลิตของเกษตรกร ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาดินเสื่อม-ดินตาย สาเหตุก็เพราะการใช้ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช และสารป้องกันกำจัดวัชพืชที่ไม่เหมาะสม ทำให้คุณสมบัติทางกายภาพ เคมี และชีวภาพของดินเปลี่ยนแปลงไปจนเสียสมดุล เพาะปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น ผลผลิตก็ลดลง เรื่องอย่างนี้เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่ทราบนะครับ แทนที่จะแก้ที่ต้นเหตุ คือ การปรับปรุงบำรุงดิน แต่กลับไปเพิ่มปัจจัยการผลิตทั้งปุ๋ยและยามากขึ้น การแก้ปัญหาไม่ถูกจุดอย่างนี้ ก็เพราะได้รับข้อมูลข่าวสารที่ไม่รอบด้านนั่นเอง

๓. ต้องขยายผล กรมฯ ควรเน้นศึกษาวิจัยและต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นทางการเกษตรของบรรดาปราชญ์ชาวบ้าน ซึ่งผลสัมฤทธิ์ของแนวความคิดและชุดความรู้ดังกล่าว ได้ผ่านการพิสูจน์แล้วว่าเป็นทางรอดของเกษตรกรไทยอย่างแท้จริง ที่สำคัญเห็นผลกันในคนรุ่นเดียวนี่ละ ไม่ต้องรอถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน งานนี้นักวิจัยพื้นบ้านเขาล้ำหน้านักวิชาการเกษตรไปก้าวหนึ่งแล้วนะครับ โดยปรากฏอยู่ใน “โครงการวิจัยและพัฒนาเกษตรกรรมอย่างประณีต ๑ ไร่” ของเครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านและพหุภาคีภาคอีสาน งานวิจัยเชิงประยุกต์ลักษณะนี้ไม่ค่อยปรากฎในหน่วยงานราชการที่เน้นการวิจัยขั้นพื้นฐานเป็นสำคัญ แต่ความสำเร็จของนักวิจัยอยู่ที่การนำผลงานวิจัยไปประยุกต์ใช้ประโยชน์ได้มิใช่หรือ? ทำไมไม่ลองใช้เหตุและผลทางวิชาการที่ตนเองถนัด ไปอธิบายประสบการณ์จากท้องไร่ท้องนาดูบ้างละครับ

ถ้าไม่เชื่อก็พิสูจน์ดูได้ ตั้งสมมติฐานขึ้นมาเลยว่า “วิถีเกษตรลักษณะนี้ไม่สามารถเป็นทางเลือกหรือทางรอดของเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน” แล้วมาโต้แย้งกันด้วยเหตุผลทางวิชาการและข้อมูลการวิจัย ผมเชื่อว่าการวิจัยลักษณะนี้จะช่วยเปิดมุมมองของนักวิชาการเกษตรให้กว้างขึ้น มองเห็นความสัมพันธ์เชื่อมโยงของทุกอย่างรอบตัว แทนที่จะมุ่งลงลึกไปกับพืชหรือปัจจัยการผลิตตัวใดตัวหนึ่ง อันจะนำไปสู่การมองทุกอย่างได้รอบด้าน สุดท้ายคนที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดก็คือตัวเกษตรกรนั่นเอง

สรุปก็คือ กรมวิชาการเกษตรต้องเอาตัวเองออกมาจากวังวนของผลประโยชน์ให้ได้โดยเร็วที่สุด ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม แล้วมุ่งสู่การศึกษาวิจัยและให้บริการข้อมูลที่หลากหลาย ถูกต้อง และรอบด้านกับเกษตรกรทุกระดับโดยไม่มีวาระซ่อนเร้นอื่นใด เพราะดูจะมีแต่แนวทางนี้เท่านั้นที่จะช่วยลบข้อครหาปรามาสที่ผ่านมาในอดีตและที่เป็นอยู่ในปัจจุบันให้เจือจางลงได้

ในส่วนของอธิบดีผู้กุมบังเหียน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเป็นนักบริหารจัดการที่ดี ผมหมายถึงจัดการความรู้นะครับ, ไม่ใช่บริหารผลประโยชน์ เพราะหน่วยงานนี้เป็นที่รวมคนรู้-คนเก่งของประเทศ อธิบดีต้องบริหารจัดการให้นักวิชาการหัวกะทิเหล่านี้เข้ามาทำงานร่วมกันเพื่อตอบสนองความต้องการของเกษตรกรให้ได้มากที่สุด ภารกิจนี้จำเป็นต้องอาศัยความมุ่งมั่น ทุ่มเท โดยไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้ง, และอย่างยิ่งยวด

เลิกห้อยเลิกโหนเกาะกิ่งโน้นจับกิ่งนี้ แล้วกลับลงมาเดินบนดินร่วมทางไปกับพี่น้องเกษตรกรจะดีกว่า …

.

เชื่อหัวไอ้เรืองเต๊อะ !

.

 

.

.

.





ชิมเอื้องแลว

20 04 2009

.

“เปียกหรือยัง?” เป็นคำทักถามที่เราได้ยินจนหูเปื่อยในสามสี่วันที่ผ่านมา

มันจะเปียกได้อย่างไรกัน (วะ) ! ก็เรา (กู) ออกจากสวนไม่ได้ จะเข้าลำพูนก็แดงแจ๋เต็มถนน จะไปลำปางก็แดงจ๋าเต็มดอย มองผ่านมองเพลินก็เหมือนดงกุหลาบแต้มทิวขุนตาน ดูกวนตากวนตีนดีไม่หยอกเหมือนกัน

ก็ไม่มีอะไร, แค่อยากจะฝากไว้ว่า การจะเรียกร้องใด ๆ คุณต้องทำความเข้าใจกับ minority right ให้มากกว่านี้ พวกมากลากไปไม่น่าจะใช่คำตอบ ความเดือดร้อนของสังคมไม่ควรจะเป็นวิธี การใส่ใจซึ่งกันและกันของประชาชนต่างหากที่จะช่วยจรรโลงให้ประชาธิปไตยบ้านเราขับเคลื่อนไปได้อย่างราบรื่นและประณีตสวยงาม แต่สำหรับเมืองไทย เดาไว้ว่าคงจะอีกนานเพราะเราไม่ใส่ใจพัฒนาคน เอาเป็นว่าทำให้โรงเรียนตามดงดอยมีมาตรฐานเดียวกันกับโรงเรียนโด่งดังทั้งหลายให้ได้เสียก่อน แล้วค่อยมาพูดกัน

เมื่อไปไหนมาไหนไม่ได้อย่างนี้ ทำอะไรกินกันดีกว่า …

พักหลังมานี่ผมมีความสุขกับการเข้าครัวเป็นพิเศษ จนที่นี่จะกลายเป็น cook blog ไปแล้ว ไม่ใช่ว่าทำเก่งหรือทำอร่อยอะไรมากมายนักหรอก แต่อดใจไม่ไหวกับความสวย-สดของพืชผักพื้นบ้านที่ขึ้นอยู่ตามหัวไร่ท้ายสวน จะวางเฉยปล่อยให้เฉาคาตาไปก็กระไรอยู่ ทั้งการหาหุงปรุงรสก็เรียบง่ายไม่ซับซ้อน จะแกงก็เป็นแกงใส ๆ ไม่ใส่กะทิ ไม่ต้องเสียเวลาคั้น-ขูดมะพร้าวให้เปลืองแรง จะอบหรือจะ ‘แอ็บ’ ก็คลุกไก่ หมู ปู ปลา กับขมิ้น ตะไคร้ หรือพริกแกง ห่อใบตองแล้วย่างบนไฟอ่อน ๆ สักพักก็ได้กิน จับสังเกตมาหลายทีแล้วว่า แกงบางถ้วยที่เคยทำนั้นใช้เวลาน้อยกว่าข้าวกะเพราไข่ดาวตามร้านอาหารในเมืองเสียอีก โดยเฉพาะแกงผักข้างรั้วทั้งหลาย ถ้าจะช้าก็ช้าตรงที่มัวแต่พิรี้พิไรเลือกเด็ดแต่ยอดอวบ ๆ ดอกงาม ๆ อยู่ริมรั้วนั่นเอง

ฤดูร้อนอย่างนี้ต้นไม้ออกดอกดกดื่น บางดอกบานให้ดู บ้างก็บานให้ดม และมีไม่น้อยที่บานมาให้กิน ‘นางแลว’ หรือ ‘ลิงแลว’ หรือ ‘เอี้ยงแลว’ (เอื้องแลวก็เรียก) จะมีอีกกี่ชื่อก็ล้วนชวนให้ชิม

.

.

nanglaew-00

.
ช่อดอกสีขาวแต้มม่วงซุกตัวแอบใต้ร่มใบบัง ต้องแหวกพุ่มใบเขียวเข้าไปจึงจะเห็น ใจลอยไม่สังเกตจะเดินผ่านความอร่อยไปโดยไม่รู้ตัว นางแลวริมรั้วกอนี้แยกหน่อมาจากต้นแม่ที่บ้านปู่ ออกดอกปีละหนเท่านั้น เราจึงนัดเจอกันหน้าเตาทุกเมษา มาล่าหรือมาเร็วก็ไม่พ้นสงกรานต์ กินสดสดรสจะออกหวานเจือขมนิด ๆ จะลวกจิ้มน้ำพริกหรือชุบแป้งทอดก็อร่อยไปคนละรส แต่มักนิยมนำมาแกงเสียมากกว่า

มาดูส่วนผสมกัน ไหน ๆ ก็จะออกไปเก็บดอกนางแลวอยู่แล้ว ให้เลยไปเด็ดชะอมที่ปลูกไว้ริมรั้วอีกฟากนึงมาด้วยสักกำมือ เห็นแตกยอดอ่อนมาสองวันแล้ว เดี๋ยวแก่แดดแก่ลมเกินไปจะไม่น่ากิน ส่วนเครื่องแกงก็มีสามเซียนประจำครัว ได้แก่ หอมบั่ว (หอมแดง) หอมเตียม (กระเทียม) พริกแห้ง (เป็นเครื่องชูรสสามัญประจำบ้าน คล้าย ๆ กับสามสหาย รากผักชี-กระเทียม-พริกไทย ที่ประจำการอยู่ทั่วทุกครัวไทย) ข่า ตะไคร้นิดหน่อย เกลือ กะปิ และปลาย่าง
.

nanglaew-03

.
เริ่มโขลกพริกแกงก่อน โยนพริกแห้ง หอมแดง กระเทียม ข่า ตะไคร้ ลงครก โรยเกลือนิดหน่อยให้ตำง่ายเพลินมือ พอแหลกแล้วใส่กะปิลงตำจนพริกแกงละเอียดได้ที่ จากนั้นตั้งน้ำให้เดือด โยนปลาย่างลงต้มจนนุ่มหอมนวล ตักขึ้น ฉีกเอาแต่เนื้อ พักไว้ ใส่พริกแกงลงละลายในน้ำต้มปลาย่าง พอเดือดจึงใส่เนื้อปลาที่ฉีกไว้ ตามด้วยดอกนางแลว เคี่ยวพอสุกจึงใส่ชะอมตบท้าย (จะปรุงรสด้วยน้ำปลาหรือไม่ปรุงก็ได้) คนจนชะอมสลด เป็นอันเสร็จ
.

nanglaew-04

.

กินกับข้าวนึ่งร้อน ๆ หรืออุ่นข้าวสวยที่เหลือจากเมื่อเย็นวานก็อร่อยจนหมดหม้อ

.

.

นางแลวก้านดอกอวบ รสเจือขมมีฤทธิ์เป็นยาเย็น คลายร้อนได้ดีนัก ร้อน ๆ อย่างนี้ พืชอวบน้ำ ผักริมคลองต่าง ๆ เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ผักบุ้ง ผักกระเฉด ผักกูด เอามาทำกับข้าวอร่อยทั้งนั้น นึกถึงตอนยังเล็กเป็นเด็กชาย ชีวิตในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนริมคลองดำเนินสะดวกยังประทับอยู่ในใจ ภาพผู้คนดำผุดดำว่าย งมกุ้งหอยปูปลาตามแม่น้ำลำคลอง แถมได้ผักริมน้ำไปต้มยำทำแกง ยังทันได้เห็น ยังเคยได้กิน นับเป็นวิธีคลายร้อนที่น่ารักของคนไกลเมือง

.

อยู่แต่กับบ้านก็ไม่อดตายครับ นี่เขาเรียก “การพึ่งตนเอง” ใช่ไหม? ประชาชนในประชาธิปไตยต้องพึ่งพาตัวเองให้ได้ จะได้ไม่หลงเข้าไปอยู่ในวังวนอุปถัมภ์ของใคร ทำได้เช่นนี้ เราจึงจะแข็งแกร่งในการคัดสรรและตรวจสอบ ซึ่งเป็นหัวใจของระบอบ – ใช่หรือเปล่า?

.

คราวหน้าเรามาทำกับแกล้มกินกัน …

.

.





เอาลูกหวายมาฝาก

10 04 2009

.

เคยกินลูกหวายกันหรือเปล่า?

ลูกหวายผลกลม เปลือกขาวซ้อนเกล็ดสอดลายสลักสวย ออกแรงบิเพียงนิด เปลือกบางก็ปริแตกโชว์เนื้อในใสสีแดงทับทิม รสฝาดหวานชุ่มคอนิดนิด เอาไว้กินเล่นยามเดินป่าเดินสวน หมดรสหวานก็ถ่มทิ้งเม็ดไว้ตามรายทาง ช่วยขยายพันธุ์หวายโดยไม่รู้ตัว แวะเอามาฝาก สดสดจากสวนเมื่อเช้านี้เอง

สุขสงกรานต์กันทุกคนครับ …

.

.

.





เปิดครัวบ้านสวน : ไข่เจียวดอกแคร์

26 03 2009

.

.
-๑-
.

จำได้ว่า … เช้าวันหนึ่งของเดือนกุมภาพันธ์ที่เพิ่งผ่าน ตาพุดหิ้วห่อช่อดอกเล็ก ๆ สีขาว ๆ มาฝากกำใหญ่ มองผ่านก็พอรู้จักว่าดอกแค แต่ทำไมดอกมันเรียงรวงเป็นพวงสวย ดูแปลกตา

“แคฝรั่งครับ เพิ่งเก็บเมื่อกี้นี่เอง ที่สวนมันดกเหลือเกิน กินไม่ทัน เอาไปช่วยกินหน่อย”

ตาพุดอ่านสายตาแล้วเฉลย, เหมือนรู้

ได้กัน! เจียวกับไข่นี่ละ เป็นฟู้ดที่ฟาสต์ที่สุดแล้ว สดสดจากต้นอย่างนี้ต้องทำเร็ว อย่าให้ความสดได้ทันตั้งตัวเชียว เดี๋ยวจากสดจะกลายเป็นสลดไปเสียก่อน ว่าแล้วก็ติดเตา ตั้งกระทะ แล้วหันไปชวนตาพุดมากินด้วยกัน

“ไม่เอาละ ผมเบื่อ! ตาน้อยอยู่มั้ย?”

ผมบุ้ยใบ้ไปทางท้ายสวน ขอบอกขอบใจกันสักพัก แกก็เดินลับหายไปหลังราวลำไย …

.

.
-๒-
.

พูดถึง ‘แคฝรั่ง’ ถึงแม้ไม่ใช่ไม้ถิ่น แต่ก็กินอร่อยถูกปากคนไทย จะแกงส้ม ลวกจิ้ม หรือเจียวกับไข่ ก็อร่อยได้ไม่แพ้กัน ไม้นี้เดินทางไกลมาจากทวีปอเมริกาโน่น นึกสงสัยชื่อ Mother fo Cocoa ว่าทำไม? เป็นเถือกเถาไหนเหล่ากอใดของต้นโกโก้หรือ จนมาถึงบางอ้อกับคำเฉลยของคุณเดชา ศิริภัทร ที่บอกว่า เขาปลูกแคฝรั่งไว้เป็นไม้พี่เลี้ยงให้กับต้นโกโก้นั่นเอง

กับไข่เองนั้น เรามักจะได้ยินบรรดาโภชนากรพร่ำเตือนในทำนองที่ว่า “ไข่มีประโยชน์ก็จริง แต่อย่ากินมากฟองต่อวันเพราะคอเลสเทอรอลสูง” ดูมันขัดแย้งกันชอบกลอยู่ ในสำรับของปู่ย่าตาทวดก็เห็นมีเมนูไข่ประจำมื้ออยู่ออกบ่อย ไม่เห็นเจ็บไข้ได้ป่วยหรือเซนซิทีฝกับโรคภัยไข้เจ็บกันง่ายดายเหมือนในสมัยนี้เลย ผมว่าน่าจะเป็นที่กระบวนการผลิตแล้วละ ที่เป็นปัญหา

การเลี้ยงไก่ไข่ในปัจจุบันที่ตะบี้ตะบันเลี้ยงกันจนไข่ล้นตลาดนี่ละ … ตัวดี อาหารสูตรพิเศษ (อันอุดมไปด้วยหัวอาหารไขมันสูง) ฮอร์โมนเร่งโต ยาปฏิชีวนะ การเลี้ยงในระบบปิด-ติดแอร์ ฯลฯ เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยเหล่านี้ นอกจะเพิ่มปริมาณแล้วยังไปเพิ่มคุณภาพที่มากล้นให้ไข่โดยไม่จำเป็น สารอาหารและพลังงานที่มากเกินความต้องการของร่างกาย เมื่อย่อยสลายหรือถ่ายทิ้งออกมาไม่หมดก็จะสะสมเกรอะกรัง ดีไม่ดีเกิดอ๊อกซิเดชั่นกลายเป็นพิษขึ้นมาอีก แทนที่จะได้ประโยชน์กลับพ่วงโทษมาเป็นของแถมโดยไม่ตั้งใจ

(หมายเหตุ : เป็นความรู้สึกนึกคิดของผู้เขียนเอง โปรดใช้วิจารณญาณ)

ผิดกับการเลี้ยงสมัยก่อนที่ให้สุขเสรีในการใช้ชีวิตของไก่ ที่เรียกกันว่าเลี้ยงไก่พื้นบ้านน่ะ … ถูกต้องที่สุด เลี้ยงไว้ใต้ถุนเรือน ปล่อยให้คุ้ยเขี่ยหากินเอง อาจจะมีโปรยข้าวเปลือกข้าวสารให้บ้างก็เพียงเพื่อความเพลิดเพลินผูกพันระหว่างกัน อะดรีนาลีนสูบฉีดบ้างเป็นบางหน ด้วยต้องคอยหลีกลี้หนีหลบเหล่าบรรดาหมาแมวอันธพาล แต่รวม ๆ แล้วเอนโดฟีนดูจะหลั่งมากกว่าด้วยวิธีการเลี้ยงแบบนี้

จำนวนที่เลี้ยงไว้ก็ไม่มากนัก กะให้พอดีปากของคนในบ้าน เกิดวันไหนไข่ดกกินไม่ทันก็เอาไปแจก แลก ขาย วันใดนึกอยากจะกินขึ้นมาก็ใช่ว่าจะได้กินในทันที ต้องรอแม่ไก่ออกไข่ให้เสียก่อน ไม่ใช่เปิดตู้เย็นก็เห็นไข่นั่งเรียงแถวรออยู่เป็นแผงเหมือนอย่างทุกวันนี้ (การบริโภคไข่เป็นครั้งคราว ตามวาระ ตามโอกาสเช่นนี้ น่าจะเป็นตัวช่วยให้ปริมาณคอเลสเทอรอลไม่สะสมในร่างกายมากเกินไป ร่างกายสามารถนำไปใช้หรือถ่ายทิ้งได้อย่างพอดี ผิดกับการบริโภคด้วยความเคยชินเป็นประจำเช่นในปัจจุบัน)

ทีนี้เมื่อไก่แข็งแรงเจริญเติบโตเป็นปกติตามธรรมชาติ ไม่ถูกปรนเปรอปรุงแต่งด้วยเทคโนโลยีนี่นั่น ไข่ก็ย่อมแข็งแรงปลอดภัยตามไปด้วย สุดท้ายก็ส่งผลดีมาสู่ผู้บริโภคเช่นเดียวกัน สำหรับผมแล้ว ไก่ที่แข็งแรงต้องปราดเปรียวฉับไวสู้แดดลมครับ ไม่ใช่อวบอ้วนอุดอู้นอนอยู่แต่ในห้องแอร์

ฉะนั้นวันไหนที่คุณนึกอยากจะกินไข่ขึ้นมา แนะนำให้หาพืชผักสมุนไพรใส่ลงไปด้วย อย่างน้อยจะได้ช่วยซับช่วยขับส่วนที่เกินความต้องการของร่างกายออกมาบ้าง อย่างเช่นเมนูที่จะนำเสนอในวันนี้ … ไข่เจียวดอกแคร์

.

.

.

ส่วนผสมก็มี ไข่ไก่ ดอกแคฝรั่ง ชูรสตามชอบ จะด้วยน้ำปลา ซีอิ๊ว หรือเกลือ ได้ทั้งนั้น วิธีทำก็เหมือนการเจียวไข่ธรรมดาโดยทั่วไป ติดไฟ ใส่น้ำมัน รอควันโชย แล้วโรยไข่ลงทอดให้ขึ้นฟู ไม่มีขั้นตอนยุ่งยากพิสดารแต่อย่างใด

.

.

.

กินกับข้าวสวยร้อน ๆ คำโต ทำเป็นลืมพริกน้ำปลาหรือซอสศรีราชาไปสักมื้อ เดี๋ยวไปตัดหวานดอกแค จะพาลเสียรส

.

.

จะด้วยติดใจในรสชาติหรืออะไรก็ตามแต่ คล้อยหลังมื้อนั้นไปสองสามวัน ผมเลยชวนแคฝรั่งของตาพุดให้มาอยู่เป็นเพื่อนกันในสวน ได้มาหลายท่อนทีเดียว ชำไว้สักพัก ก็แตกตาใบ รอลงดิน

นอกจากแคฝรั่งจะเอาไว้ชม ไว้ชิมแล้ว เหตุผลหลักที่ทำให้ผมชวนมาอยู่ด้วยกันก็คือ แคฝรั่งเป็นพืชตระกูลถั่วครับ การตรึงไนโตรเจนในอากาศมาเป็นปุ๋ยในดินเป็นคุณลักษณะโดดเด่นของพืชตระกูลนี้ นอกจากจะยังประโยชน์ให้กับตนเองแล้วยังเผื่อแผ่ไปยังพืชที่ปลูกเคียงกันอีกด้วย ยิ่งในยามออกดอก แคฝรั่งจะสลัดทิ้งใบหมดต้น ร่วงหล่นลงมาเป็นปุ๋ยพืชสดและอินทรียวัตถุคลุมดินชั้นดีที่ได้มาฟรี ๆ ไม่ต้องซื้อหา

จะว่าไปแล้วน้ำใจที่ตาพุดมีให้กับผมหรือกับใคร ๆ  ก็เปรียบได้กับความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของต้นแคฝรั่งที่มีให้กับทุกชีวิตที่ยืนเคียงอยู่ร่วมดินผืนเดียว
.

.
-๓-
.

ผมโชคดีที่มีโอกาสได้ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางโอบล้อมของขุนเขาและความอารี ผู้คนที่นี่ยังมีความเอื้ออาทร เผื่อแผ่กันตามสมควร แต่ไม่ได้หมายความว่าที่นี่จะงดงามชวนฝันเหมือนหมู่บ้านในนิทาน ขโมยขโจรก็ยังมี ยาเสพติดก็มีบ้างประปรายพอไม่ให้อายบ้านอื่นเขา คนเห็นแก่ตัว เอารัดเอาเปรียบกัน นินทาด่าทอ ทะเลาะเบาะแว้ง ผัวตีเมียตบ ก็มีให้พบเห็นเท่าที่สังคม ๆ หนึ่งจะพึงมี … เป็นปกติ

ในทางโลกย์ – สังคมที่เป็นปกติน่าจะเพราะส่วนผสมของ ‘ดี-เลว’ ที่สมดุล ดีเกินไปก็โดดเดี่ยวแปลกแยก เลวมากนักก็ผุพังเสื่อมสลาย การสุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง มันจะทำให้สังคมนั้นอยู่ไม่สุข หนักเข้าก็จะพาลไม่น่าอยู่ไปเลย

ผมว่าเราช่วยกันประคับประคองอย่าให้อะไรมันล้ำเหลื่อมกันมากเกินไปจะดีกว่า จะดีก็ดีให้พอตัวอย่าโดดเด่น จะชั่วก็ชั่วให้พองามอย่าให้มันเลวทรามระยำนัก

เวลาเจียวไข่เรายังต้องตีไข่ให้นวลเนียนเป็นเนื้อเดียวเลย ทอดออกมาจะได้เหลืองสวยน่ากิน ประสาอะไรกับสังคมคน ดีเลวก็ให้คละเคล้ากันไป ถ้าไม่มี ‘เลว’ เป็นครู เราจะรู้ ‘ดี’ ได้อย่างไรกัน

.

.

หมายเหตุ : ‘ดอกแคร์’ ให้เข้าใจว่าหมายถึง ‘แคฝรั่ง’ นะครับ เขียนให้ดูโก้ ดูฝรั่งจ๋าไปอย่างนั้นเอง

.

.





กรุ่นกลิ่นลำดวน

14 03 2009

.
ทำไมใคร ๆ ถึงชอบทึกทักให้ ‘ลำดวน’ บอกนัยถึงผู้สูงอายุ ซึ่งผมไม่ใคร่เห็นด้วยนัก

.

.

สูงวัยใจอารีต้องอย่าง ‘ต้นไทร’ นั่น … เป็นทั้งที่อิ่ม ทั้งที่อุ่นอิงพิงนอน ดังคำเก่าเล่าขานว่า ‘ร่มโพธิ์ร่มไทร’ ให้พึ่งพิงอาศัย ให้ร่มเย็น อีกทั้งหลากชีวิตรอบ ๆ ไทร เหล่าส่ำสัตว์น้อยใหญ่ทั้งเดินบนดิน ที่บินบนฟ้า ต่างช่วยกันแพร่ขยายกระจายพันธุ์ไทรไปยังที่ต่าง ๆ เป็นตัวอย่างของการทดแทนบุญคุณให้ลูกหลานได้เห็น ได้เอาอย่าง

เป็นซิมโบลิกที่แสดงความหมายและให้ภาพของผู้สูงวัยได้ชัดเจนกว่าเป็นไหน ๆ

.

.

‘ลำดวน’ ออกจะอีโรติก อาบไปด้วยเสน่ห์ลับเร้น ทรวดทรงน่าพิศวาส ปลีกลีบอวบอูม กลิ่นกรุ่นไม่ฉุนนัก แต่หอมหวนนวลนาสา สมัยก่อนตอนเรียนหนังสือคงเคยอ่านเคยผ่านตากับเสภาขุนช้างขุนแผนกันมาบ้าง นั่นน่ะใช่เลย … ลำด๊วน ลำดวน

มาทวนความจำกันหน่อยเป็นไร ฟังพิมพิลาไลยเอื้อนเอ่ยอำลาก่อนหนีขุนช้างไปกับยอดชู้ อ่านแล้วรู้สึกว่าแม่พิมของเราไม่ใคร่อาลัยขุนช้างสักเท่าไร ออกจะคร่ำครวญหวนไห้ถึงตันหมากรากไม้เสียมากกว่า …

.

ลำดวนเอ๋ยจะด่วนไปก่อนแล้ว
ทั้งเกดแก้วพิกุลยี่สุ่นสี
จะโรยร้างห่างสิ้นกลิ่นมาลี
จำปีเอ๋ยกี่ปีจะมาพบ

ที่มีกลิ่นก็จะคลายหายหอม
จะพลอยตรอมเหือดสิ้นกลิ่นตลบ
ที่มีดอกก็จะวายระคายครบ
จะเหี่ยวแห้งเซาซบสลบไป

ต้นน้อยน้อยลูกย้อยระย้าดี
ตั้งแต่นี้จะไปชมต้นไม้ใหญ่
จะทิ้งเรือนไปร้างอยู่กลางไพร
ยุงร่านริ้นไรจะตอมกาย

รากไม้จะต่างหมอนนอนอนาถ
ดาวดาษจะต่างไต้น่าใจหาย
ลงบันไดใจเจียนจะขาดตาย
น้ำตาตกกระจายพรั่งพรายลง ฯ

.

ผมว่าชายไทยกว่าครึ่งจะจำตอนนี้ได้ฝังใจที่สุด นั่นคือ ตอนขุนแผนดอดขึ้นเรือนขุนช้างไปฉุดนางพิมพิลาไลย มีทั้งลูกอ้อน ลูกตัดพ้อ แถมเป่ากระหม่อมให้เคลิ้มอีกต่างหาก ครบทั้งเล่ห์กลมนต์คาถาอย่างนี้ แล้วหนูพิมจะไปเหลืออะไรเล่า นี่ไม่นับที่ไอ้แผนตัวดีย่องไปเด็ดดอกแก้วกิริยามาเชยก่อนเข้าหาหนูพิมอีกนะ เรียกว่าพี่แกล้างแค้นหมดจดเหมือนล้างเขียงยังไงยังงั้น ขัดอย่างเดียวไม่พอ พี่เล่นขูดเนื้อเขียงติดคมมีดไปซะเกลี้ยง

ทรามแท้พ่อเจ้าประคุณ!

.

.

จริง ๆ ที่ลากไปถึงขุนช้างขุนแผนได้นี่ เรื่องของเรื่องก็คือ วันก่อนแม่เรียกให้ผมมาถ่ายรูปดอกลำดวนเก็บไว้ แกว่ากำลังบานสวยเชียว เลยสบโอกาสหากินกับไม้ของแม่อีกครั้ง พาชมไม้ดอกบ้าง หลังจากชมไม้แดกกันมาสองสามตอนก่อน หวังไว้ให้หายคลายร้อน ชมดอกไม้สีนวลตา กลิ่นนวลใจ เนื้อหาอาจจะปลุกกำหนัดเล็กน้อย เอาแค่พอกระชุ่มกระชวยก็แล้วกัน

.

.

ผมนึกออกแล้วว่ากรุ่นกลิ่นลำดวนนี่ มันหอมนวลหอมเย็นเหมือนกลิ่นแจ๊สเบา ๆ เพลงนี้นี่เอง …

.

หวาน | เฉลียง

.

.





บานเอ๋ย … บานดอกอะไร

28 02 2009

.

.

เบ่งบาน ขาวพราว หอมฟุ้งไปทั้งจังหวัด ไปมุมไหนก็เจอ เพราะนอกจากจะปลูกเป็นสวนแล้ว ในบริเวณบ้านหรือร้านค้าก็นิยมปลูกให้ร่มเงา ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่จะเห็นหนุ่มเฒ่าสาวน้อยนั่งล้อมวงร้องคาราโอเกะใต้ร่มลำไย ยามใดลมสะบัดพัดแรง ดอกลำไยก็พากันร่วงพรูสู่ดิน บ้างก็ปลิวไปติดหัวติดหู ต้องคอยปัดคอยป้องไม่เป็นอันร้องเพลง นั่งมองอยู่ไกล ๆ ก็ดูวุ่นวะวุ่นวายดีพิลึก …

ในหนึ่งช่อลำไยอาจจะมีดอกอยู่ด้วยกัน ๓ ชนิด คือ ดอกตัวผู้ ดอกตัวเมีย และดอกสมบูรณ์เพศหรือที่ชาวบ้านเรียกดอกกระเทย ตัวผู้-ตัวเมียนี่แยกได้ชัดเจนแต่กับดอกกระเทยนี่ บอกตรง ๆ ว่าจำแนกยาก (ที่เอารูปมาให้ดูก็ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ขอผู้รู้ทักท้วงด้วย, ถ้าผิด) เพราะจะดูเป็นดอกตัวผู้ก็ได้ ดูเป็นดอกตัวเมียก็เหมือน คือมันมีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน เพียงแต่รังไข่อาจจะเล็กกว่า เกสรตัวเมียจะสั้นกว่า ส่วนเกสรตัวผู้จะสั้นและสูงต่ำไม่เท่ากัน, ดูยากครับ
.

.

ดูเอาเองก็แล้วกัน ภาพข้างบนนี้แสดงลักษณะของดอกลำไยทั้ง ๓ ชนิด จากซ้ายไปขวาคือ ดอกตัวผู้ ดอกตัวเมีย และดอกสมบูรณ์เพศ (ที่มา: สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ )

.

มึนงงได้ที่แล้วก็ไปดูของจริงกัน ความเพลิดเพลินอย่างหนึ่งของชีวิตชาวสวนก็คือ ได้เฝ้าดูพัฒนาการของดอกกลายไปเป็นผล แม้ทุกวันนี้จะมีเทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้ออกดอกมาก-ติดผลเยอะ แต่คงไม่ใช่กับสวนนี้ ธรรมชาติอยากให้เราเท่าไหร่ เราก็รับมาเท่านั้น อยากให้ติดผลเยอะ ๆ เหรอ ก็สร้างสภาพแวดล้อมที่อุดม ระบบนิเวศที่สมดุลให้เขาสิ ช่วยสร้างบรรยากาศที่เป็นใจให้กับหมู่ภมรน้อยใหญ่ได้ผสมเกสรอย่างมีความสุข

แต่ด้วยความที่ยังเป็นปุถุชนคนธรรมดา ก็มีลุ้น มีตื่นเต้นบ้างว่าจะติดมากติดน้อยเพียงใด คงจะคล้ายกับที่หลาย ๆ ใครนั่งลุ้นตัวเลขเขียวแดงวิ่งขึ้นวิ่งลงบนกระดานหุ้นนั่นแหละ อารมณ์เดียวกันแต่ของผมเครียดน้อยกว่าเยอะ

.

ดอกตัวเมีย (pistillate flower) มีเกสรตัวเมียเพียงหนึ่งเดียวที่โชว์ชูอยู่บนพูรังไข่

.

ดอกตัวผู้ (staminate flower) สันดานเจ้าชู้อยู่ในสายเลือด มีเกสรตัวผู้เรียงรออยู่ ๖-๘ อัน

.

ดอกสมบูรณ์เพศ (hermaphrodite flower) ดอกที่อยู่ตรงกลางนั่นละครับ

.

ชันโรง (stingless bee) พ่อสื่อแม่ชักประจำสวน ภุมรินตัวน้อยน่ารัก ไร้ซึ่งเขี้ยวเล็บเพราะไม่มีเหล็กใน แต่มีภาระอันยิ่งใหญ่น่าชื่นชม คือ ช่วยผสมเกสรให้ทั้งกับไม้ปลูกและไม้ป่า

.

มดตัวน้อยตัวนิดนี่ละครับเพื่อนสวนตัวจริง มดจะเป็นทั้งตัวห้ำที่ช่วยกำจัดแมลงศัตรูพืชและเป็นกามเทพสื่อรักเหมือนชันโรงที่ช่วยผสมเกสร … แลกกับรสหวานฉ่ำของน้ำดอกไม้

.

เดินทอดน่องทักทายต้นไม้ไปเรื่อย ก็ได้เจอดอกที่ผสมติดแล้วเหมือนกัน ต่อจากนี้อาจจะพัฒนาไปเป็นผลได้ทั้งสองลูก แต่ปกติจะฝ่อไปหนึ่งเหลือไว้แค่ลูกเดียว

.

.
………………..
.

.

ใช่เพียงลำไยเท่านันที่บานดอกสวย ในสวนยังมีอีกหลายไม้ที่กำลังดอก กำลังหอม ชวนให้อิจฉาหมู่ภมรที่พากันมาดอมดมลิ้มรสหวาน มีทั้งชมพู่ที่กำลังแทงช่อตามกิ่งนั้นก้านนี้อยู่เต็มต้น หรือกระท้อนที่กำลังบานดอกทะมัดทะแมง พร้อม ๆ กับส้มโอที่บ้างก็บานเต็มดอก บ้างก็ออกลูกเหนียม แอบแย้มกลีบเอียงอาย จนเจ้าชันโรงตัวน้อยต้องออกแรงแหวกกลีบหนาเข้าไปสำเร็จความหวาน …

.

พามาให้ชมครับ อยากชวนมาติดตามความเติบโตของชีวิตเหล่านี้ไปด้วยกัน ผมจะพยายามพามาให้ดูเรื่อย ๆ ตามแต่ละช่วงชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป

.

.

.





เปิดครัวบ้านสวน : แกงสะแล

23 02 2009

.

“ไว้ถ้าไม่ลืมจะแกงมาให้กินกัน” ทิ้งประโยคนี้ไว้ (เกือบ) ท้ายบล็อกในตอนก่อน

ไม่ลืมครับ ‘แกงสะแล’ ปี ๆ หนึ่งแกงกันกินกันได้ไม่กี่หม้อหรอก แค่ช่วงหางหนาวเข้าร้อนอย่างนี้เท่านั้น หมดจากนี้ก็ต้องรอไปปีหน้าโน่นเลย แกงนี้เข้าคู่กันได้ดีทั้งกับกระดูกหมูก็อร่อย หรือจะแกงใส่ปลาย่างก็เอร็ด แต่มื้อนี้ขอแกงกับกระดูกหมูตามใจพ่อครัวหน่อยละกัน

.

.

เริ่มที่เครื่องปรุงกันก่อน ประกอบด้วย สะแล กระดูกหมู พริกแห้ง ข่า หอมแดง กระเทียม กะปิ น้ำปลา และมะเขือส้ม (มะเขือเทศลูกเล็ก ๆ) อีกนิดหน่อย

ก่อนจะหิว, ให้ออกไปรูดดอกสะแลมาให้พอแกงสักสามสี่ปาก เผื่อตักไปฝากบ้านข้าง ๆ ด้วย แล้วพาเดินผ่านน้ำแค่พอชะฝุ่นออกหมด ไม่ต้องแช่ ไม่ต้องแกว่ง เพราะปลอดสารพิษใด ๆ จากนั้นก็ปล่อยให้สะแลนอนตากลมไปก่อน หันมาเตรียมพริกแกง โดยโยนพริกแห้ง ข่า หอมแดง กระเทียม กะปิ ลงครกแล้วโขลกให้ละเอียด เมื่อเครื่องปรุงและส่วนผสมพร้อมก็ตั้งเตาติดไฟเคี่ยวกระดูกหมูให้สุกนุ่ม (หรือจะเอาจนเปื่อยเลยก็ได้..ถ้าชอบ) ระหว่างรอก็อย่าลืมหุงข้าวเตรียมไว้ด้วย

คะเนว่ากระดูกหมูนุ่มได้ที่ ก็ใส่พริกแกงลงไป (อย่าลืมตักน้ำซุบล้างครกเทตามลงไปด้วย) คนให้ละลายจนน้ำแกงเดือดหอม ใส่สะแล เยาะน้ำปลาปรุงรส โยนมะเขือส้มลงไปสามสี่ลูก พอสะแลสุกสลด ยกลง … คดข้าว ตักแกง

โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องต้มเคี่ยวกระดูกหมูก่อนก็ได้ แต่ผมชอบน้ำแกงที่หอมหวานกลมกล่อมเป็นธรรมชาติ ก็เลยเคี่ยวมันซะหน่อย ถ้าใสไป อยากให้น้ำแกงเข้มข้น แนะนำให้ใส่ปลาป่นลงไปด้วย แกงถ้วยนี้จะหอมหวนชวนทานขึ้นอีกมากทีเดียว

.

.

แกงถ้วยนี้อร่อยครบรสครับ หวานน้ำต้มกระดูกหมู เค็มกะปิและน้ำปลาดี แอบเปรี้ยวผ่านลิ้นด้วยมะเขือส้มลูกเล็กลูกน้อย จบด้วยรสมันอร่อยของดอกสะแลสด ๆ จากต้น

.

เปิดครัววันนี้ด้วยตั้งใจว่า อยากให้คนไทยรักที่จะบริโภคพืชผักผลไม้ตามฤดูกาลกันให้มากขึ้น คงไม่ต้องพูดถึงประโยชน์โภคผลของการรับประทานผักพื้นบ้านที่ทุกคนก็ทราบอยู่แล้วว่ามากมายเพียงใด แต่ที่สำคัญกว่านั้น ความนิยมในการบริโภคพืชผักพื้นบ้านตามฤดูกาลจะเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกร ลด-ละ-เลิก ใช้สารเคมีได้ง่ายและเร็วขึ้น เพื่อที่สุดท้ายแล้ว กระบวนการผลิตที่เปลี่ยนแปลงไปของเกษตรกรจะเป็นสายโซ่เล็ก ๆ ที่ช่วยฉุดให้สภาพแวดล้อมและระบบนิเวศค่อย ๆ ไต่ขึ้นมาจากก้นเหววิกฤตที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

เสน่ห์ของผักพื้นบ้านอาหารพื้นเมืองอยู่ที่ความเรียบง่ายและหลากหลาย จับนั่นใส่นี่ นั่นใส่ก่อน นี่ใส่ทีหลัง เข้าคู่เข้าหมู่กันได้อย่างลงตัวและอร่อย คุณค่าทางอาหารแลสรรพคุณทางยาก็เต็มเปี่ยมตามคุณลักษณะของผักพื้นบ้านไทย ทั้งหลายทั้งปวงนี้เราทุกคนรู้และเข้าใจ เพียงแต่ไม่รู้สึกคุ้นเคยเท่านั้น คงเป็นเพราะวิถีชีวิตของคนเมืองที่ทำให้เราห่างเหินสิ่งดีดีเช่นนี้ไป

วันวันเจอแต่คะน้า กวางตุ้ง ผักบุ้ง กะหล่ำ คงจะเบื่อแย่ มาลองทำความสนิทสนมกับผักพื้นบ้านดูบ้างสิครับ จับพลัดจับผลูอาจเปิดเป็นร้านอาหารเล็ก ๆ สร้างช่องทางทำกินได้อีกทางหนึ่ง

จริง ๆ แล้วไม่ต้องถึงกับทำเป็นก็ได้ … แค่ชอบกินก็พอ

.

.
………………
.

.

เกร็ดก้นครัว

เคยฟังวิทยุรายการสุขภาพดีด้วยวิถีไทยจากคลื่น เอฟเอ็ม ๑๐๐ ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เกี่ยวกับการทานผักตามฤดูกาล จึงขอคัดลอกมาให้อ่านกัน ยิ่งกำลังย่างเข้าหน้าร้อนอย่างนี้ น่าจะเป็นประโยชน์กับผู้สนใจบ้างไม่มากก็น้อย

…ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-เดือนเมษายน โดยฤดูร้อนหรือปลายฤดูหนาวต่อกับฤดูร้อน ความร้อนในธรรมชาติจะเพิ่มขึ้น ความร้อนจากธรรมชาติภายนอกจึงมากระทบร่างกายและมักเป็นมูลเหตุที่ทำให้ธาตุไฟภายในร่างกายกำเริบขึ้น และหากกำเริบมาก อาจส่งผลต่อธาตุน้ำและธาตุดินตามลำดับ ความร้อนส่งผลให้ร่างกายมีอาการตัวร้อน ปวดศีรษะ วิงเวียน อ่อนเพลีย คอแห้ง กระหายน้ำ ร้อนใน ท้องผูก ปัสสาวะน้อยและสีเหลืองจัด หรืออาจเกิดเป็นเม็ดผดขึ้นตามร่างกาย อาการดังกล่าวสามารถป้องกันและบรรเทาได้ด้วยอาหารรสขมเย็น รสเปรี้ยว รสจืด อาหารเหล่านี้จะทำให้ความร้อนผ่อนคลายลง หรือช่วยลดความร้อน ผักพื้นบ้านที่ควรรับประทานในฤดูร้อน เช่น มะระขี้นก ฮ้วนหมู ผักเฮือด ส้มป่อย ผักกูด ผักปลัง ตำลึง ชะอม มะขาม ผักหวาน ไม่ควรรับประทานอาหารรสร้อน รสเผ็ดจัด รสมัน เพราะจะเป็นธาตุไฟในร่างกาย เป็นผลเสียต่อสุขภาพ เช่น ลำไย ขนุน ทุเรียน เป็นต้น สำหรับเครื่องดื่มที่เหมาะสำหรับฤดูร้อน คือผลไม้รสเปรี้ยวเย็น คั้นและเหยาะเกลือเล็กน้อยจะช่วยคลายร้อนได้ ตัวอย่าง เช่น แตงโม ส้ม สับปะรด เป็นต้น…

.

ที่มา : http://www.fm100cmu.com/fm100/100programs_detail.php?id_sub_group=75&id=1994

.

.





เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ

11 02 2009

.

- ๑ -

 
วันนี้ .. วันที่ไอร้อนวิ่งไล่จนทันลมเย็นที่กำลังอ่อนแรง แล้วอีกไม่นาน ความกดอากาศต่ำก็จะนำพาความร้อนเข้ามาประจำการตามปกติ … คุณเริ่มรู้สึกถึงความสดใสของฤดูใบไม้ผลิกันบ้างหรือยัง?

ไม่ผิดหรอกครับ “ฤดูใบไม้ผลิเมืองไทย” ใครว่าไม่มีล่ะ

ฤดูกาลไม่ได้ถูกพันธนาการด้วยภูมิภาคหรือภูมิอากาศ ไม่เฉพาะกับประเทศในเขตหนาวเท่านั้นที่มีโอกาสได้เริงร่ากับช่วงเวลาผลิใหม่ของพืชพรรณ แต่กับโลกทั้งโลกต่างหาก ไม่ว่าจะร้อนหนาวขาวดำ ฤดูใบไม้ผลิจะพัดผ่านทุกชีวิตโดยเสมอภาคกัน

ดูจากเงื่อนเวลาแล้ว ฤดูใบไม้ผลิของบ้านเรากับประเทศในแถบยุโรป อเมริกา ไล่มาจนถึงญี่ปุ่น น่าจะตรงกันคือตั้งแต่เดือนมีนาคมไปจนถึงมิถุนายน ต่างกันตรงที่บ้านเขายังคงหนาว แต่บ้านเราร้อนตับแตก!

.

.

การผลิดอกออกผลของต้นไม้จะบอกคุณว่า ฤดูใบไม้ผลิได้ย่างก้าวเข้ามาแล้ว แม้จะไม่ชัดเจนเหมือนกับประเทศในเขตหนาวเพราะความแตกต่างของระบบนิเวศและพรรณพืช ไม้เมืองหนาวจะทิ้งใบยืนต้นเปลือยเปล่าตลอดฤดูหนาว แล้วจึงออกดอกเต็มต้นเมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ผิดกับไม้บ้านเราที่ส่วนใหญ่ไม่ผลัดใบ ถ้าไม่สังเกตก็ยากที่จะเห็น

แต่ ‘ป่า’ จะเป็นตัวบอกเราเองเมื่อย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ป่าเหนือจะเริ่มเปลี่ยนสีเมื่อเข้าหน้าหนาว แล้วค่อย ๆ ทิ้งใบ ทำท่าจะเป็นฤดูใบไม้ร่วงอย่างฝั่งยุโรปหรืออเมริกา เรื่อยไปจนถึงเดือนมีนา เมษา ที่ต้นไม้ออกดอกสีสวยสด เต็มต้น เต็มตา จึงนับเอาว่าได้เดินทางเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิของไทยอย่างเต็มตัว

ผมชอบคำว่า ‘spring’ และนึกชื่นชมคนที่คิดคำนี้ขึ้นมา นึกถึงภาพของขดลวดที่สะสมแรงเครียดแรงเค้นจนเต็มกำลัง เมื่อสุดรั้งจึงดีดตัวคืนรูป เหมือนต้นไม้ที่พักตัวสะสมอาหารผ่านฤดูหนาวอย่างเต็มที่ อิ่มจนเกินอั้น ต้องผลิออกมาเป็นดอกหรือใบตามแต่ปัจจัยแวดล้อมจะเอื้ออำนวย (อุณหภูมิ ความชื้น สายพันธุ์ ฯลฯ)

บ้านเราคงจะสนุกสนานเฮฮากันตลอดปี เลยไม่ค่อยตื่นเต้นนักกับการมาถึงของฤดูใบไม้ผลิ หรืออาจไม่เคยนึกเลยว่าเมืองไทยก็มีฤดูนี้กับเขาเหมือนกัน ผิดกับผู้คนในเขตหนาวที่การบานของดอกไม้หมายถึงอากาศที่อุ่นขึ้น หมายถึงชีวิตที่จะโลดแล่นได้อย่างอิสระเสรี ไม่มีลมฟ้าอากาศเป็นอุปสรรคดังที่ผ่านมา

มาวันนี้ความเข้าใจของผมเปลี่ยนไปพอสมควร เริ่มไม่แน่ใจกับชุดความรู้ที่ว่า เพราะเป็นประเทศในเขตร้อน เมืองไทยจึงมีแค่สามฤดู คือ ร้อน ฝน หนาว

มันมีแค่นี้จริงละหรือ? 

อาจเป็นเพราะการนั่งดูลมฟ้าฝนอยู่ทุกวัน ทำให้ผมเชื่อในความเสมอภาคของธรรมชาติที่สร้างสรรค์ทุกอย่างสำหรับทุกชีวิตเสมอ แม้เปลือกนอกที่สัมผัสรับรู้อาจจะแตกต่างกันตามสภาพแวดล้อม แต่ก็ล้วนมีแก่นแท้เดียวกันทั้งสิ้น …

.

.

- ๒ -

 
ขอบันทึกความเคลื่อนไหวของสวนที่กำลังเดินเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิด้วยความตื่นเต้น ถ้าไม่รวมลำไยที่ชูช่อไปเมื่อตอนก่อน ที่บ้านสวน ณ วันนี้ เวลานี้ (กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒) มีต้นไม้ที่กำลังผลิดอกผลิใบอยู่ประมาณ ๔-๕ ชีวิต มีอะไรบ้างไปดูกัน

.

‘ผักหวานป่า’ ดูจะมีความสุขที่สุดกับความร้อนแรงของลมฟ้า ที่ผลิออกมาทั้งดอกทั้งใบ ยังความชุ่มชื่นหัวใจให้กับเจ้าของสวนเป็นอย่างมาก
.

.

‘ส้มโอ’ เพิ่งเก็บไปเมื่อธันวาคม ๕๑ ที่ผ่านมา คล้อยหลังมาเดือนกว่า ๆ ก็ออกดอกมาอีกครั้ง การออกดอกของส้มโอช่วงนี้เป็นวงจรปกติครับ ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
.

.

‘มะไฟ’ ต้นนี้ให้ดอกเมื่อปลายปีก่อน ตอนนี้กำลังติดผลเล็ก ๆ
.

.

‘กระท้อน’ ปลายปีที่ผ่าน ใบของกระท้อนเริ่มเปลี่ยนสีเป็นเหลืองส้มแดงแล้วจึงร่วง จากนั้นก็แทงช่อดอกตามออกมา

.

.

‘มะม่วงมหาชนก’ วัยรุ่นใจร้อน ติดลูกซะแล้ว

.

.

‘สะแล’ ผักพื้นบ้านที่หาทานได้เฉพาะฤดูนี้เท่านั้น สะแลเป็นไม้รอเลื้อยครับ หมายถึงถ้าไม่มีอะไรให้เลื้อยเลี้ยวเกี่ยวรัดก็ไม่ง้อ ยืนต้นอยู่เองได้ แต่จะให้ดีควรตัดแต่งกิ่งบ้างหรือจับกิ่งจับก้านมามัดให้รัดเลื้อยกันเอง … ไว้ถ้าไม่ลืมจะแกงมาให้กินกัน

.

.

.

- ๓ -

 
ต้นไม้อยู่กับที่ตลอดเวลา เกิดตรงไหนก็อยู่ตรงนั้นตายตรงนั้น หนีไม่ได้ ไปไม่เป็น ไม่เคลื่อนที่โยกย้าย จะมีก็เพียงเอนไหวใบสะบัดบ้างเท่านั้น ต้นไม้ใช้ชีวิตอย่างรอบคอบและอดทน รอบคอบในการเสาะหา สะสมอาหาร ไปจนถึงการกินใช้อาหารนั้นให้เกิดประโยชน์ ต้นไม้สงบและอดทนกับสภาพแวดล้อมอันเลวร้าย จะร้อนแล้งแห้งหลาก ก็ยังสามารถข้ามผ่านจนผลิดอกใบมาต่อเชื่อมชีวิต

แล้วมนุษย์เราล่ะ เรามีแขนขาให้เคลื่อน มีสมองให้คิด มีจิตไว้กรอง เราได้เปรียบต้นไม้เกือบทุกอย่าง แล้วจะอับจนสิ้นหนทางง่าย ๆ ได้อย่างไร

.

หวังว่าคงจะยังประโยชน์และเป็นกำลังใจให้ใครได้บ้าง … ในยามนี้

.

.

………………

.

.

.





เจ้าช่อลำไย

1 02 2009

เช้าวันนี้อากาศดีมาก เดินทักทายต้นไม้ใบหญ้าได้เหนื่อยมาสามหอบ ก็มานั่งพักชมลำไยแข่งกันยืดช่อโชว์สายตาอย่างมีความสุข ปลายมกราคมที่ผ่านมา หลังกระทบอากาศหนาวจัดถูกใจ ลำไยก็ทยอยแทงช่อดอกอำลาฤดู บ้างก็ออกเต็มต้น ไม่น้อยที่ออกประปราย และก็มีที่ไม่ออกดอกเลย

‘ปีเว้นปี’ เป็นเศรษฐศาสตร์พื้นฐานที่ลำไยแอบสอนมนุษย์ไว้อย่างแยบยล โดยนิสัยแล้วลำไยเป็นไม้ผลที่ออกดอกไม่สม่ำเสมอ ปีนี้ดก ปีถัดไปก็จะติดดอกออกผลน้อยลง หรือไม่ติดเลย การควบคุมปริมาณผลผลิตโดยธรรมชาติเช่นนี้ ผมยกให้เป็นการแทรกแซงหรือการประกันราคาที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนที่สุด

หลาย ๆ คนคงจะทราบกันดีว่าลำไยนั้นนับพี่นับน้องกันกับลิ้นจี่ แต่น้อยคนจะรู้ว่าเงาะก็นับเป็นน้ำร่วมสายไม้ร่วมตระกูลกับลำไยเช่นเดียวกัน ผิดแต่ว่าเงาะดูจะผ่าเหล่าผ่ากอไปมากเสียจนจำแทบไม่ได้

.

.

ธรรมชาติได้จัดสรรพื้นที่ที่เหมาะสมกับการปลูกลำไยไว้ระหว่างเส้นรุ้งที่ ๑๕-๑๘ องศาเหนือ เชียงใหม่และลำพูนถูกเลือกให้อยู่ในนั้น คงจะจำกันได้เมื่อสามสิบปีก่อน ถ้าอยากกินลิ้นจี่หรือลำไยต้องขึ้นเหนือเท่านั้น เป็นการรังสรรค์ของธรรมชาติที่จัดหาพืชพรรณธัญญาหารที่เฉพาะเหมาะสมและเป็นคุณกับชีวิตในแต่ละถิ่น

ด้วยลำไยเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานสูงและมีสรรพคุณเป็นยาบำรุง จึงสอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้คนถิ่นหนาวที่ต้องการทั้งพละกำลังและความอบอุ่น สำหรับคนต่างถิ่นนั้น สิ่งใดก็ตามที่ยากต่อการสัมผัสพบเจอหรือครอบครอง มักจะเร้าใจให้เสาะแสวงหาเสมอ

ลำไยจึง (เคย) เป็นเสน่ห์อันหอมหวานของล้านนา

จนเมื่อมีการคิดค้นเทคนิควิธีการควบคุมบังคับลำไยได้เป็นผลสำเร็จและมีการเผยแพร่ในวงกว้าง ทั้งการใช้สารเคมีและการใช้พันธุ์ทะวายในการควบคุมการเจริญเติบโตของลำไย เมื่อไม่ต้องหนาวก็ออกดอกได้ ลำไยจึงไปโผล่ในแทบทุกภูมิภาคบนแผ่นดินไทย ว่ากันว่าไปปัตตานีก็มีลำไย … เอากันขนาดนั้นเลย

แต่ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดก็คือ ‘ความรอบคอบ’ การคิดค้นของมนุษย์มักจะละเลยการป้องกันผลกระทบรอบด้าน การใช้เทคโนโลยีโดยขาดการควบคุม ไม่เพียงทำลายธรรมชาติ แต่ยังเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตมนุษย์ไปโดยสิ้นเชิง

ที่ผ่านมาไอ้หนุ่มโพแตสเซี่ยมคลอเรตได้ชำเราแม่หญิงลำไยจนยับเยิน เสน่ห์เหือดหาย ร่างกายทรุดโทรม อะไรที่มีไปทั่วและมากเกินความต้องการ คุณค่าราคาย่อมตกต่ำตามวงจร เมื่อ (คิดเอาเองว่า) วิถีเกษตรยุคนี้ไม่สามารถเป็นที่พึ่งพาได้อีกต่อไป ลูกหลานลำไยก็แห่กันเข้าโรงงาน ยอมสู้ยอมเสี่ยงกับสายธารทุนนิยมอันเชี่ยวกราก ทิ้งเรือกสวนไร่นาไว้กับคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ที่นับวันจะโรยแรง

ซึ่งเท่าที่ได้เห็นและได้ยิน มีน้อยคนนักที่สามารถแข็งขืนจนว่ายข้ามถึงอีกฝั่ง ในขณะที่ส่วนใหญ่มักจะถูกพัดพาให้ไหลหลงไปตามกระแสจนห่างฝั่งออกไปทุกที

.

.

เสียงเช้าจากวิทยุของกรมประชาสัมพันธ์ เจื้อยแจ้วมาบอกเล่าเรื่องราวจากปากของพ่อเมืองลำพูน เกี่ยวกับสถานการณ์เลิกจ้างของจังหวัด ฟังแล้วก็ให้หดหู่ เห็นตัวเลขแล้วก็อ่อนใจ แต่ก็พอจะมีความหวังในบางอย่าง
.

นายดิเรก ก้อนกลีบ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน สรุปสถานการณ์เลิกจ้าง พบว่า นิคมอุตสาหกรรมลำพูนที่มีสถานประกอบการ ๑,๘๒๙ แห่ง มีลูกจ้างทั้งหมด ๘๓,๔๐๐ คน มีสถานประกอบการปิดกิจการไปแล้วกว่า ๑๕ แห่ง ลูกจ้างถูกเลิกจ้างแล้วกว่า ๒,๑๖๔ คน และตั้งแต่วันที่ ๑-๑๔ ม.ค. ๒๕๕๒ มีลูกจ้างถูกเลิกจ้างแล้วจำนวน ๑,๙๕๘ คน และมีแนวโน้มจะมีการเลิกจ้างช่วงเดือน ม.ค.- มิ.ย. ๒๕๕๒ จำนวนกว่า ๒๐,๐๐๐ คน …

.
ผมนึกไปถึงแรงงานที่ถูกเลิกจ้างจากนิคมอุตสาหกรรมลำพูนจำนวนนั้น มีไม่น้อยที่เป็นลูกหลานชาวสวนลำไย ถ้ายังไม่ขายสวนขายไร่ ก็นับได้ว่าโชคดีกว่าคนอื่น ๆ ที่อย่างน้อยในยามนี้ยังมีพนักเอาไว้อิงพิงหลัง

ขอเพียงเราคิดบวก รู้จักพอ และเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเอง

ความสดใหม่และแข็งแรงของวัยหนุ่มสาว บวกกับประสบการณ์ทั้งร้ายและดีที่ได้รับจากระบบทุนนิยม ผมเชื่อว่าองค์ประกอบเหล่านี้จะช่วยปรับทัศนคติของคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ให้กลับมาใช้ความรู้ให้มากกว่าความเชื่อในการทำการเกษตร

ที่พูดกันนักว่าในวิกฤตมีโอกาสเสมอนั้น ผมเห็นว่านี่ละคือโอกาสของพี่น้องผู้ใช้แรงงานบางส่วน จะได้กลับไปพลิกฟื้นสวนร้างให้กลับมาเป็นสวนรักดังแต่ก่อน

ย้อนกลับไปในวันที่เรายังใส่ขาสั้นพันคอซอง วันที่เนื้อตัวมอมแมมระคายคันจากการช่วยพ่อแม่ลุงป้าเก็บลำไย หลังขดหลังแข็งคัดลูกเล็กแยกลูกใหญ่ตามไซส์ตามขนาด นึกถึงวันที่นั่งง่วงเหงาหาวนอนข้างเตาเป็นเพื่อนพ่ออบลำไยให้เสร็จทันก่อนเช้าวันพรุ่ง นึกไปถึงมอเตอร์ไซต์คันโก้หรือจะมือถืออินเทรนด์ในวัยละอ่อน ที่ต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อแรงกายของครอบครัว

ไม่ใช่เพราะลำไยหรอกหรือที่เลี้ยงตัวจนเป็นตน เติบโตมาเป็นเราได้ในทุกวันนี้

กลับมาฟื้นความสุขในครอบครัว พลิกผืนดินรกร้างให้กลับมามีชีวิตชีวา ผลิชีวิตใหม่อีกครั้ง ให้เหมือนกับลำไยที่กำลังแทงช่อชูสู้ท้องฟ้า รอเวลาบานเป็นดอกออกเป็นผลต่อไปในวันข้างหน้า

ใต้ฟ้าเมืองไทยไม่มีอะไรที่จะหนักแน่นและแน่นอนไปกว่าผืนแผ่นดินอีกแล้วครับ …

.

………………

.

ของฝากจากบ้านสวน

เป็นข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่สรุปภาพรวมของปี ๕๑ และคาดการณ์แนวโน้มในปี ๕๒ ของลำไยไว้ว่า

แนวโน้มในปี ๒๕๕๒ ในส่วนการผลิต คาดว่าพื้นที่ให้ผลจะเพิ่มขึ้นจาก ๙๖๖,๘๓๑ ไร่ ในปี ๒๕๕๑ เป็น ๙๘๗,๓๘๘ ไร่ (เพิ่มขึ้นร้อยละ ๒.๑๓) ส่วนผลผลิตจะเพิ่มขึ้นจาก ๔๗๖,๙๘๘ ตัน ในปี ๒๕๕๑ เป็น ๕๑๔,๒๓๑ ตัน ในปี ๒๕๕๒ (เพิ่มขึ้นร้อยละ ๗.๘๒)

ในส่วนของราคา คาดว่าราคามีแนวโน้มลดลงจากปีก่อนทั้งลำไยสดและลำไยอบแห้ง เนื่องจากผลผลิตที่ออกสู่ตลาดจะมีมากกว่าปีก่อน สำหรับรายละเอียดทั้งหมดเข้าไปอ่านได้ที่ http://baansuan.files.wordpress.com/2009/01/longan.pdf

.

.

หมายเหตุ: ขอเปลี่ยนชื่อเรื่องจาก ‘แม่ดอกลำไย’ เป็น ‘เจ้าช่อลำไย’ ดูจะเข้าเรื่องกว่า

.

.





หอมดอกประเดหวี

21 01 2009

อาจไม่คุ้นกันนักกับอีกชื่อหนึ่งของต้นวาสนา ‘ประเดหวี’ หรือ ‘มังกรหยก’ ดอกไม้ที่ว่ากันว่ายากนักที่จะออกดอก ใครปลูกแล้วได้ดอกมาชม ได้ดมกลิ่นโชย มักจะมีโชคลาภวาสนามหาเศรษฐี

ไม่จริงหรอก … สวนเราปักท่อนพันธุ์ลงดินได้สามหนาวก็ออกดอกแล้ว ไม่ต้องลุ้นต้องเสี่ยงทายอะไร น่าจะเป็นที่พื้นสันดานของไม้พันธุ์นี้ที่ต้องกระทบหนาวจัดจริง ๆ จึงจะออกดอก ลมฟ้าอากาศในบางถิ่นอาจจะอุ่นเกินไป เราจึงเห็นการเจริญเติบโตทางลำต้นและทางใบเป็นส่วนใหญ่ ยิ่งเวลาผ่าน ต้นยิ่งสูงใหญ่ เลยดูเหมือนว่าโชควาสนาของเรามันไกลเกินเอื้อมออกไปทุกที … เป็นตุเป็นตะขนาดนั้นเชียว

พระท่านว่า “วาสนา” นั้นหมายถึง อาการกายวาจาที่เป็นลักษณะพิเศษของบุคคล ซึ่งเกิดจากกิเลสบางอย่างและได้สั่งสมอบรมเป็นเวลานานจนเคยชินติดเป็นพื้นประจำตัว แม้จะละกิเลสนั้นได้แล้ว แต่ก็อาจจะละอาการกายวาจาที่เคยชินไม่ได้ เช่น คำพูดติดปาก อาการเดินที่เร็วหรือเดินต้วมเตี้ยม เป็นต้น

ดูหลวงพ่อคูณเป็นตัวอย่าง แม้ท่านจะเป็นอริยสงฆ์ แต่ก็ยังพูดมึงกูติดปากอยู่เป็นประจำ เหตุเพราะวาสนาของท่านเป็นเช่นนั้นนั่นเอง ซึ่งผิดไปจากความเข้าใจของคนส่วนใหญ่ กระทั่งราชบัณฑิตก็ตาม ที่ตีความ “วาสนา” ไปในทางบุญบารมีเก่าหรือกุศลกรรมที่ทำให้ได้รับลาภยศชื่อเสียง ออกไปในแนวแฟนตาซีที่ต้องกราบกรานอ้อนวอน ในยามลำเค็ญก็ทดท้อต่อว่าตัวเองว่าไร้ซึ่งวาสนาเข้าไปโน่น

ลองมองผ่านแว่นตาธรรมก็จะเห็นได้ว่า “วาสนา” เป็นเพียงความเคยชินของทั้งใจและกายที่สั่งสมบ่มผ่านความรู้สึกนึกคิดและการกระทำ ใครเคยชินอย่างไรก็เป็นวาสนาอย่างนั้นของคนนั้น คิดทำสิ่งใดไปตามวาสนาหรือจะว่าวาสนานำพาให้ทำไปก็ไม่ผิดนัก

เราจึงสร้างวาสนาเองได้ ไม่ต้องบนบาน อยากมีวาสนาดี แค่ทำให้สิ่งดีงามเกิดขึ้นบ่อย ๆ กับชีวิต คิดแต่สิ่งที่ดี ทำในสิ่งดี อยู่ในที่ที่ดี สั่งสมจนกลายเป็นความเคยชินที่ดี ๆ

จะต้นวาสนา จะดอกโป๊ยเซียน จะว่านเศรษฐีมหาลาภ หรือไม้มงคลอื่นใด ก็เป็นแค่ต้นไม้ต้นหนึ่งเท่านั้น ไม่สามารถดลบันดาลให้ใครได้ดีมีโชคหรือร่ำรวยได้ทันตา ที่ต้นไม้ทำได้ก็คือ ให้ร่มเงายามเรารุ่มร้อน ยิ่งในวันดอกไม้บาน จิตใจของเราก็จะเบิกบานตามไปด้วย เมื่อกายเย็น ใจก็เย็นตาม เมื่อใจเบิกบาน ร่างกายก็สดใสแข็งแรง พร้อมสู้

กายใจที่พรักพร้อมต่างหาก คือ “วาสนา” ของแต่ละคน จะมีก็แต่หนึ่งสมองกับสองมือของเราเท่านั้น ที่จะนำพาให้ประสบความสำเร็จในสิ่งที่หวังได้

ความเชื่อไม่ใช่สิ่งผิด แต่ต้องชั่งใจด้วย การร้องขอใด ๆ ต้องรอจึงจะได้มา ไม่ว่าสิ่งที่เชื่อนั้นจะมีจริงหรือไม่ แต่ส่วนใหญ่มักจะไม่ได้ดังหวัง ผิดกับการลงมือทำที่ไม่ต้องรอ เห็นผลทันที ถ้าสำเร็จก็ต่อยอดขยายผล หากล้มเหลวก็แก้ไขปรับปรุง

.

ร้องขอกับตัวเองดูบ้าง ดูซิว่าเราจะดลบันดาลให้ตนเองสมหวังได้หรือไม่ … อย่างไร

.

มีแต่ดอกมาให้ชม แต่ให้ดมไม่ได้ ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ … รักจะชมดอกวาสนาต้องให้กลิ่นโชยผ่านจึงจะหอมตรึงใจ ความที่เป็นดอกไม้กลิ่นหอมแรง ถ้าดมใกล้ ดมนาน จะพาลหอมเอียนเวียนหัวเอาได้ .

.

.

………………

.

ข้อมูลอ้างอิง : หนังสือพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์ของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) หรือเข้าไปที่ http://www.84000.org/tipitaka/dic/

ปล. ที่เห็นแต่ดอกตูมเพราะเป็นความชอบส่วนตัว อีกอย่างดอกวาสนาจะบานยามค่ำคืน จึงเป็นการยากที่จะแซะตัวเองออกมาจากผ้านวมหนา ๆ ถุงนอนอุ่น ๆ ในคืนหนาวของเดือนมกราคมอย่างนี้ ส่วนตัวแล้วแค่ได้เห็นดอกไม้แรกแย้มแอบยิ้มให้ก็ชื่นใจพอแล้ว ไม่ต้องถึงกับบานเต็มช่อก็ได้

.

.