.
- ๑ -
วันนี้ .. วันที่ไอร้อนวิ่งไล่จนทันลมเย็นที่กำลังอ่อนแรง แล้วอีกไม่นาน ความกดอากาศต่ำก็จะนำพาความร้อนเข้ามาประจำการตามปกติ … คุณเริ่มรู้สึกถึงความสดใสของฤดูใบไม้ผลิกันบ้างหรือยัง?
ไม่ผิดหรอกครับ “ฤดูใบไม้ผลิเมืองไทย” ใครว่าไม่มีล่ะ
ฤดูกาลไม่ได้ถูกพันธนาการด้วยภูมิภาคหรือภูมิอากาศ ไม่เฉพาะกับประเทศในเขตหนาวเท่านั้นที่มีโอกาสได้เริงร่ากับช่วงเวลาผลิใหม่ของพืชพรรณ แต่กับโลกทั้งโลกต่างหาก ไม่ว่าจะร้อนหนาวขาวดำ ฤดูใบไม้ผลิจะพัดผ่านทุกชีวิตโดยเสมอภาคกัน
ดูจากเงื่อนเวลาแล้ว ฤดูใบไม้ผลิของบ้านเรากับประเทศในแถบยุโรป อเมริกา ไล่มาจนถึงญี่ปุ่น น่าจะตรงกันคือตั้งแต่เดือนมีนาคมไปจนถึงมิถุนายน ต่างกันตรงที่บ้านเขายังคงหนาว แต่บ้านเราร้อนตับแตก!
.

.
การผลิดอกออกผลของต้นไม้จะบอกคุณว่า ฤดูใบไม้ผลิได้ย่างก้าวเข้ามาแล้ว แม้จะไม่ชัดเจนเหมือนกับประเทศในเขตหนาวเพราะความแตกต่างของระบบนิเวศและพรรณพืช ไม้เมืองหนาวจะทิ้งใบยืนต้นเปลือยเปล่าตลอดฤดูหนาว แล้วจึงออกดอกเต็มต้นเมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ผิดกับไม้บ้านเราที่ส่วนใหญ่ไม่ผลัดใบ ถ้าไม่สังเกตก็ยากที่จะเห็น
แต่ ‘ป่า’ จะเป็นตัวบอกเราเองเมื่อย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ป่าเหนือจะเริ่มเปลี่ยนสีเมื่อเข้าหน้าหนาว แล้วค่อย ๆ ทิ้งใบ ทำท่าจะเป็นฤดูใบไม้ร่วงอย่างฝั่งยุโรปหรืออเมริกา เรื่อยไปจนถึงเดือนมีนา เมษา ที่ต้นไม้ออกดอกสีสวยสด เต็มต้น เต็มตา จึงนับเอาว่าได้เดินทางเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิของไทยอย่างเต็มตัว
ผมชอบคำว่า ‘spring’ และนึกชื่นชมคนที่คิดคำนี้ขึ้นมา นึกถึงภาพของขดลวดที่สะสมแรงเครียดแรงเค้นจนเต็มกำลัง เมื่อสุดรั้งจึงดีดตัวคืนรูป เหมือนต้นไม้ที่พักตัวสะสมอาหารผ่านฤดูหนาวอย่างเต็มที่ อิ่มจนเกินอั้น ต้องผลิออกมาเป็นดอกหรือใบตามแต่ปัจจัยแวดล้อมจะเอื้ออำนวย (อุณหภูมิ ความชื้น สายพันธุ์ ฯลฯ)
บ้านเราคงจะสนุกสนานเฮฮากันตลอดปี เลยไม่ค่อยตื่นเต้นนักกับการมาถึงของฤดูใบไม้ผลิ หรืออาจไม่เคยนึกเลยว่าเมืองไทยก็มีฤดูนี้กับเขาเหมือนกัน ผิดกับผู้คนในเขตหนาวที่การบานของดอกไม้หมายถึงอากาศที่อุ่นขึ้น หมายถึงชีวิตที่จะโลดแล่นได้อย่างอิสระเสรี ไม่มีลมฟ้าอากาศเป็นอุปสรรคดังที่ผ่านมา
มาวันนี้ความเข้าใจของผมเปลี่ยนไปพอสมควร เริ่มไม่แน่ใจกับชุดความรู้ที่ว่า เพราะเป็นประเทศในเขตร้อน เมืองไทยจึงมีแค่สามฤดู คือ ร้อน ฝน หนาว
มันมีแค่นี้จริงละหรือ?
อาจเป็นเพราะการนั่งดูลมฟ้าฝนอยู่ทุกวัน ทำให้ผมเชื่อในความเสมอภาคของธรรมชาติที่สร้างสรรค์ทุกอย่างสำหรับทุกชีวิตเสมอ แม้เปลือกนอกที่สัมผัสรับรู้อาจจะแตกต่างกันตามสภาพแวดล้อม แต่ก็ล้วนมีแก่นแท้เดียวกันทั้งสิ้น …
.
.
- ๒ -
ขอบันทึกความเคลื่อนไหวของสวนที่กำลังเดินเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิด้วยความตื่นเต้น ถ้าไม่รวมลำไยที่ชูช่อไปเมื่อตอนก่อน ที่บ้านสวน ณ วันนี้ เวลานี้ (กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒) มีต้นไม้ที่กำลังผลิดอกผลิใบอยู่ประมาณ ๔-๕ ชีวิต มีอะไรบ้างไปดูกัน
.




‘ผักหวานป่า’ ดูจะมีความสุขที่สุดกับความร้อนแรงของลมฟ้า ที่ผลิออกมาทั้งดอกทั้งใบ ยังความชุ่มชื่นหัวใจให้กับเจ้าของสวนเป็นอย่างมาก
.
.

‘ส้มโอ’ เพิ่งเก็บไปเมื่อธันวาคม ๕๑ ที่ผ่านมา คล้อยหลังมาเดือนกว่า ๆ ก็ออกดอกมาอีกครั้ง การออกดอกของส้มโอช่วงนี้เป็นวงจรปกติครับ ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
.
.

‘มะไฟ’ ต้นนี้ให้ดอกเมื่อปลายปีก่อน ตอนนี้กำลังติดผลเล็ก ๆ
.
.

‘กระท้อน’ ปลายปีที่ผ่าน ใบของกระท้อนเริ่มเปลี่ยนสีเป็นเหลืองส้มแดงแล้วจึงร่วง จากนั้นก็แทงช่อดอกตามออกมา
.
.

‘มะม่วงมหาชนก’ วัยรุ่นใจร้อน ติดลูกซะแล้ว
.
.

‘สะแล’ ผักพื้นบ้านที่หาทานได้เฉพาะฤดูนี้เท่านั้น สะแลเป็นไม้รอเลื้อยครับ หมายถึงถ้าไม่มีอะไรให้เลื้อยเลี้ยวเกี่ยวรัดก็ไม่ง้อ ยืนต้นอยู่เองได้ แต่จะให้ดีควรตัดแต่งกิ่งบ้างหรือจับกิ่งจับก้านมามัดให้รัดเลื้อยกันเอง … ไว้ถ้าไม่ลืมจะแกงมาให้กินกัน
.
.
.
- ๓ -
ต้นไม้อยู่กับที่ตลอดเวลา เกิดตรงไหนก็อยู่ตรงนั้นตายตรงนั้น หนีไม่ได้ ไปไม่เป็น ไม่เคลื่อนที่โยกย้าย จะมีก็เพียงเอนไหวใบสะบัดบ้างเท่านั้น ต้นไม้ใช้ชีวิตอย่างรอบคอบและอดทน รอบคอบในการเสาะหา สะสมอาหาร ไปจนถึงการกินใช้อาหารนั้นให้เกิดประโยชน์ ต้นไม้สงบและอดทนกับสภาพแวดล้อมอันเลวร้าย จะร้อนแล้งแห้งหลาก ก็ยังสามารถข้ามผ่านจนผลิดอกใบมาต่อเชื่อมชีวิต
แล้วมนุษย์เราล่ะ เรามีแขนขาให้เคลื่อน มีสมองให้คิด มีจิตไว้กรอง เราได้เปรียบต้นไม้เกือบทุกอย่าง แล้วจะอับจนสิ้นหนทางง่าย ๆ ได้อย่างไร
.
หวังว่าคงจะยังประโยชน์และเป็นกำลังใจให้ใครได้บ้าง … ในยามนี้
.
.
………………
.
.
.
Recent Comments