ความสุขหลังเก็บเกี่ยว..ปีสอง

15 07 2009

.

.

สวนผมเก็บลำไยเสร็จไปตั้งแต่เมื่อวานแล้วครับ (ขึ้นต้นเหมือน ปีที่แล้ว ไม่ผิดเพี้ยน) ในช่วงนี้ของทุก ๆ ปี ชาวนาจะเริ่มหว่านดำ ชาวสวนก็เริ่มขึ้นลำไยกัน แต่ปีนี้อย่าเข้าสวนเลย ออกมาสุขนอกสวนกันดีกว่า ไปบ้านในเมืองกัน หิ้วหน่อไม้ไปให้แม่ต้มใส่ซี่โครงหมูหม้อใหญ่ เก็บไว้อุ่นกินร้อน ๆ ตอนฝนพรำ

บ้านในเมืองหลังนี้ปลูกลำไยไว้สองต้น พ่อตั้งใจจะให้โตมาพร้อมกันกับผมและน้อง แม้ทุกวันนี้ตัวผมเองจะใช้ชีวิตอยู่กับลำไยเป็นจำนวนร้อย แต่ไม่เคยลืมกิ่งก้านสาขาที่เคยปีนป่าย รสหวานชื่นใจหายเหนื่อยของลำไยคู่บ้านสองต้นนี้เลย

นอกจากภาพในอดีตที่ประทับรอยจำ ปัจจุบันยังย้ำให้อิ่มในภาพแห่งความสุขที่เห็นอยู่ตรงหน้า

ทุก ๆ ปีพ่อกับแม่จะช่วยกันเก็บช่วยกันคัดลำไยใส่กล่องส่งไปให้น้า ๆ ที่อยู่อำเภอดำเนินสะดวกโน่น ทำกันอยู่สองคนนี่ล่ะ พ่อชี้แม่ชวน กุ๊กกิ๊กกันตามประสา เหลือก็ขาย ได้เท่าไหร่ก็เอา ไม่เรียกไม่ต่อให้วุ่นวายใจ ได้เงินมาก็เก็บไว้เป็นค่าขนมน้องหมา ไม่มีตกมาถึงลูกถึงเต้าหรอก อย่าได้หวังเชียว

ถึงแม้ทุกวันนี้ลำไยจะมีปลูกอยู่เกือบทุกที่ทั่วประเทศ สามารถซื้อหามาทานได้ตลอดทั้งปี แต่รับรองว่าไอ้ที่ลูกโต ๆ กิโลแพง ๆ ทั้งหลายนั่นน่ะ ไม่หวานลิ้มอิ่มใจเท่าที่อยู่ในกล่องนี้อย่างแน่นอน

ผมว่าความสุขหลังเก็บเกี่ยวนอกจากกำรี้กำไรจากการขายผลผลิตที่จะเป็นทุนรอนในการดำรงชีวิตต่อไปแล้ว ยังหมายถึงความสุขใจจากการแบ่งปันความรักและความปรารถนาดีให้แก่กันด้วย คิดอย่างนี้อาจจะกลายเป็นตัวตลกน่าหัวร่อ ยิ่งในยุคสมัยที่คนไทยเห็นดีเห็นงามกับการฉ้อโกงเอารัดเอาเปรียบกันดังเช่นทุกวันนี้ด้วยแล้ว แต่ยังมั่นใจในวิถีพุทธของคนไทยที่จะช่วยชะล้างค่านิยมเฮงซวยนี้ให้ค่อย ๆ หมดไปจากสังคมได้ในที่สุด

“ความสุข” นิยามยากครับ มันอยู่ที่มุมมองชีวิตของแต่ละคน ตีความไปก็รังแต่จะสร้างความยุ่งยากและน่าเบื่อหน่าย ประคับประคองสมดุลของความสุขจากการ “รับ” และ “ให้” ไว้ให้เที่ยงไม่เอียงซ้ายเอียงขวาก็น่าจะพอ ลองเริ่มที่ความพอของใจตัวแล้วค่อย ๆ พัฒนาไปเป็นความอิ่มเอิบใจจากการให้ผู้อื่นบ้าง เท่านี้ก็สุขจนล้นหัวใจแล้ว

ไม่ซับซ้อนเลยสักนิด ถ้าเราไม่คิดปรุงแต่งมันมากเกินไป …

.

.





Change!

3 07 2009

.

.

พลังแห่งการสร้างสรรค์ มีรากมาจากการรู้จักริเริ่มซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ เรามีความไม่พอใจต่อสิ่งที่เป็นอยู่อย่างลึก ๆ เธอจะเริ่มคิดและเริ่มแสวงหาอย่างจริงจัง แสวงหาว่าอะไรคือความจริง ในการแสวงหาสัจจะธรรม เธอจะต้องขบถต่อต้านกับกฎระเบียบที่ถูกสร้างขึ้น ทำการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เป็นอยู่ …

แด่หนุ่มสาว, กฤษณมูรติ

.
ไม่ได้ชวนมาขืนขัดปฎิวัติใคร แต่มาชวนให้ปฎิวัติจิตใจของตนเอง เพราะถ้าเรายังพอใจกับสภาพที่เป็นอยู่ ก็ยากนักที่ชีวิตจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ถูกต้องหรือดีขึ้นได้อย่างที่ใจหวัง ผมว่ารากเหง้าที่แท้จริงของปัญหาเกษตรกรมันอยู่ตรงนี้นี่เอง

เป็นหนึ่งร้อยกับอีกห้าวินาทีที่มีคุณค่ายิ่งนัก ไม่เฉพาะกับเกษตรกรเท่านั้น แต่กับคนไทยทุกคน

.
.





ขนขี้ข้ามดอย

13 05 2009

.

๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๒ ออกจากสวนแต่เช้า จะได้กลับมาทันฟังคำทำนายแรกนา ขับรถข้ามอำเภอไปขนขี้ควายที่นาลุงชาติ ฟังดูเหมือนไกลนะ แต่จริง ๆ ข้ามดอยไปสองกิโลก็ถึงแล้ว ดอยที่เห็นในรูปนั่นล่ะ เมฆครึ้มอากาศดี มองไกลเพลินตา สวยเวิ้งนาในโอบดอย

.

.
ขนเสร็จ ๑๑๓ ลูก (กระสอบ) แล้วยังพิรี้พิไรถ่ายรูปพี่ควายอีก สุดท้ายก็กลับไม่ทัน ต้องนั่งฟังเสียงถ่ายทอดพิธีทางวิทยุอยู่กลางนานั่นเอง ฟังเสร็จเห็นลุงชาตินั่งยิ้มสุขใจ ในตาโชนความหวัง

ตัวผมเองอาจจะไม่คุ้นกับวิถีนา แต่ก็อดปลื้มใจปนอิจฉาลุงชาติไม่ได้ เพราะนอกจากความขยันและอดทนอันเป็นพื้นนิสัยแล้ว ลุงชาติยังมีขวัญและกำลังใจเต็มเปี่ยมสำหรับฟันฝ่ามรสุมชีวิต

ชาวนาท่านอื่นก็คงเช่นกัน …

..

.





ร่มลมแล้ง

7 05 2009

.

.

ลมแล้งต้นสูงใหญ่เติบโตแผ่กิ่งก้านสาขายังความร่มเย็นบนดินผืนนี้มาเนิ่นนานนัก นานเท่าใดนั้นถามใครแถวนี้ก็บอกไม่รู้ “เกิดมาก็เห็นเป็นต้นแล้ว” นั่นเป็นประโยคเดียวที่ได้ยิน (อาจจะตัดรำคาญหรือไม่รู้จริง ๆ) แต่จะยาวนานแค่ไหนก็ไม่สำคัญเท่าที่ว่า เหลืองลมแล้งนับเป็นอีกสีสวยของบ้านสวนในยามที่น้ำแล้งลมร้อนเช่นนี้

‘คูน’ เป็นอีกชื่อที่ชาวบ้านเรียก พอเอาชฎามาสวมก็มีชื่อใหม่ไฉไลว่า ‘ราชพฤกษ์’ แปลได้อย่างยิ่งใหญ่ก็คือ “ไม้เหนือมวลไม้ทั้งปวง” งามความหมายตามมงคลนามที่เรียกขาน จนกลายกำหนดให้เป็นพันธุ์ไม้แห่งสยามประเทศไปในที่สุด

ร่วงลมแล้งไม่ร่วงพรูร่วงพราว แต่ทยอยร่วงหล่นเรียงลำดับ ทีละดอกสองดอก เสียงหล่นปุปุเหมือนเม็ดฝนไล่ช้างกระทบดิน เป็นการสลัดร่วงเพื่อเริ่มชีวิตใหม่ ต้นไม้ในสวนคอยช่วยให้กำลังใจยามท้อแท้สิ้นหวังอยู่เสมอ ในสภาวะที่ร้อนแล้งรุนแรงที่สุดเช่นนี้ ลูกไม้น้อย ๆ ก็ยังสู้อุตส่าห์หยัดกล้ายืนกายขึ้นมาท้าแดดลม อนาคตจะเป็นอย่างไรนั้นไม่อาจรู้ จะโดนเหยียบย่ำทำลายหมดโอกาสเติบโต หรือต้องเจ็บปวดทรมานจากการกัดแกะแทะเล็มของหมู่แมลง แต่อย่างน้อยก็ได้แสดงให้เห็นแล้วถึงหัวใจที่ไม่ประหวั่น

ผมประทับภาพนี้ไว้ในใจและได้ดึงมาใช้ในวันเลวร้ายของชีวิตเสมอ

ใช่จะมีเพียงสีสวยให้ตาเห็น หมู่ไม้ใหญ่ในสวนยังให้ที่หลบร้อนนอนสบาย หลายครั้งที่พาตัวเองมาพักพิงอิงโคนไม้ใหญ่  เผลอเพลินผิวเพลงกล่อมหัวใจให้รื่นรมย์ เพลงที่ผิวผ่านเป็นทำนองคุ้นหู ใครที่รุ่น ๆ กันคงจะเคยบรรเลงผ่านปากกันมาบ้าง ในวานวัยนั้น … จนวัยวันนี้

.

สายธาร | สุชาติ ชวางกูร

.

“… เนตรงามยามพิศ มองแล้วจิตผูกพัน ปรางค์ดั่งเย้ยจันทร์ โอษฐ์ยามยิ้มงาม …”

ผมชอบนะ … หวานเหมือนน้ำแข็งไสสีสวยหอมเย็นชื่นใจในบ่ายร้อนปลายฤดู :)

.

.

.





หอมดอกประเดหวี

21 01 2009

อาจไม่คุ้นกันนักกับอีกชื่อหนึ่งของต้นวาสนา ‘ประเดหวี’ หรือ ‘มังกรหยก’ ดอกไม้ที่ว่ากันว่ายากนักที่จะออกดอก ใครปลูกแล้วได้ดอกมาชม ได้ดมกลิ่นโชย มักจะมีโชคลาภวาสนามหาเศรษฐี

ไม่จริงหรอก … สวนเราปักท่อนพันธุ์ลงดินได้สามหนาวก็ออกดอกแล้ว ไม่ต้องลุ้นต้องเสี่ยงทายอะไร น่าจะเป็นที่พื้นสันดานของไม้พันธุ์นี้ที่ต้องกระทบหนาวจัดจริง ๆ จึงจะออกดอก ลมฟ้าอากาศในบางถิ่นอาจจะอุ่นเกินไป เราจึงเห็นการเจริญเติบโตทางลำต้นและทางใบเป็นส่วนใหญ่ ยิ่งเวลาผ่าน ต้นยิ่งสูงใหญ่ เลยดูเหมือนว่าโชควาสนาของเรามันไกลเกินเอื้อมออกไปทุกที … เป็นตุเป็นตะขนาดนั้นเชียว

พระท่านว่า “วาสนา” นั้นหมายถึง อาการกายวาจาที่เป็นลักษณะพิเศษของบุคคล ซึ่งเกิดจากกิเลสบางอย่างและได้สั่งสมอบรมเป็นเวลานานจนเคยชินติดเป็นพื้นประจำตัว แม้จะละกิเลสนั้นได้แล้ว แต่ก็อาจจะละอาการกายวาจาที่เคยชินไม่ได้ เช่น คำพูดติดปาก อาการเดินที่เร็วหรือเดินต้วมเตี้ยม เป็นต้น

ดูหลวงพ่อคูณเป็นตัวอย่าง แม้ท่านจะเป็นอริยสงฆ์ แต่ก็ยังพูดมึงกูติดปากอยู่เป็นประจำ เหตุเพราะวาสนาของท่านเป็นเช่นนั้นนั่นเอง ซึ่งผิดไปจากความเข้าใจของคนส่วนใหญ่ กระทั่งราชบัณฑิตก็ตาม ที่ตีความ “วาสนา” ไปในทางบุญบารมีเก่าหรือกุศลกรรมที่ทำให้ได้รับลาภยศชื่อเสียง ออกไปในแนวแฟนตาซีที่ต้องกราบกรานอ้อนวอน ในยามลำเค็ญก็ทดท้อต่อว่าตัวเองว่าไร้ซึ่งวาสนาเข้าไปโน่น

ลองมองผ่านแว่นตาธรรมก็จะเห็นได้ว่า “วาสนา” เป็นเพียงความเคยชินของทั้งใจและกายที่สั่งสมบ่มผ่านความรู้สึกนึกคิดและการกระทำ ใครเคยชินอย่างไรก็เป็นวาสนาอย่างนั้นของคนนั้น คิดทำสิ่งใดไปตามวาสนาหรือจะว่าวาสนานำพาให้ทำไปก็ไม่ผิดนัก

เราจึงสร้างวาสนาเองได้ ไม่ต้องบนบาน อยากมีวาสนาดี แค่ทำให้สิ่งดีงามเกิดขึ้นบ่อย ๆ กับชีวิต คิดแต่สิ่งที่ดี ทำในสิ่งดี อยู่ในที่ที่ดี สั่งสมจนกลายเป็นความเคยชินที่ดี ๆ

จะต้นวาสนา จะดอกโป๊ยเซียน จะว่านเศรษฐีมหาลาภ หรือไม้มงคลอื่นใด ก็เป็นแค่ต้นไม้ต้นหนึ่งเท่านั้น ไม่สามารถดลบันดาลให้ใครได้ดีมีโชคหรือร่ำรวยได้ทันตา ที่ต้นไม้ทำได้ก็คือ ให้ร่มเงายามเรารุ่มร้อน ยิ่งในวันดอกไม้บาน จิตใจของเราก็จะเบิกบานตามไปด้วย เมื่อกายเย็น ใจก็เย็นตาม เมื่อใจเบิกบาน ร่างกายก็สดใสแข็งแรง พร้อมสู้

กายใจที่พรักพร้อมต่างหาก คือ “วาสนา” ของแต่ละคน จะมีก็แต่หนึ่งสมองกับสองมือของเราเท่านั้น ที่จะนำพาให้ประสบความสำเร็จในสิ่งที่หวังได้

ความเชื่อไม่ใช่สิ่งผิด แต่ต้องชั่งใจด้วย การร้องขอใด ๆ ต้องรอจึงจะได้มา ไม่ว่าสิ่งที่เชื่อนั้นจะมีจริงหรือไม่ แต่ส่วนใหญ่มักจะไม่ได้ดังหวัง ผิดกับการลงมือทำที่ไม่ต้องรอ เห็นผลทันที ถ้าสำเร็จก็ต่อยอดขยายผล หากล้มเหลวก็แก้ไขปรับปรุง

.

ร้องขอกับตัวเองดูบ้าง ดูซิว่าเราจะดลบันดาลให้ตนเองสมหวังได้หรือไม่ … อย่างไร

.

มีแต่ดอกมาให้ชม แต่ให้ดมไม่ได้ ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ … รักจะชมดอกวาสนาต้องให้กลิ่นโชยผ่านจึงจะหอมตรึงใจ ความที่เป็นดอกไม้กลิ่นหอมแรง ถ้าดมใกล้ ดมนาน จะพาลหอมเอียนเวียนหัวเอาได้ .

.

.

………………

.

ข้อมูลอ้างอิง : หนังสือพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์ของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) หรือเข้าไปที่ http://www.84000.org/tipitaka/dic/

ปล. ที่เห็นแต่ดอกตูมเพราะเป็นความชอบส่วนตัว อีกอย่างดอกวาสนาจะบานยามค่ำคืน จึงเป็นการยากที่จะแซะตัวเองออกมาจากผ้านวมหนา ๆ ถุงนอนอุ่น ๆ ในคืนหนาวของเดือนมกราคมอย่างนี้ ส่วนตัวแล้วแค่ได้เห็นดอกไม้แรกแย้มแอบยิ้มให้ก็ชื่นใจพอแล้ว ไม่ต้องถึงกับบานเต็มช่อก็ได้

.

.





จากใจเด็กวัดคนหนึ่ง

4 12 2008

ขอต่อจาก แรกกล้าผักหวานป่า ตอนก่อนนิดนึง รู้สึกว่ายังมีอีกเรื่องที่อยากเขียน คือ เมื่อพูดถึงเรื่องการเพาะเมล็ดเพื่อใช้เป็นต้นตอในการขยายพันธุ์ดังที่เคยกล่าวไว้ ก็อดไม่ได้ที่จะคิดว่า กระบวนการพัฒนาเกษตรกรรมบ้านเราก็ควรเป็นไปในครรลองนี้เช่นกัน

ภูมิปัญญาทางการเกษตรดั้งเดิมที่ผ่านการเคี่ยวกรำจากธรรมชาติและความวิริยอุตสาหะของชาวนาชาวไร่รุ่นแล้วรุ่นเล่า จนคุ้นเคยถูกคอกับ ดิน น้ำ ลม ไฟ ของถิ่น นี่คือ ‘ต้นตอ’ ที่ผ่านการเพาะผลิจากเมล็ดพันธุ์ที่พร้อมสำหรับการตัด-ต่อ-แต่ง-ตอน เพื่อแตกหน่อต่อยอดได้อย่างมีคุณภาพและยั่งยืน

ผิดกับที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ที่เราพากันละเลยรากเหง้า ไม่ทันใจกับการฟูมฟักต้นตอ เรารับเอานวัตกรรมและเทคโนโลยีกระทั่งวิถีชีวิตมาใช้อย่างไม่ประสา เหมือนปลูกต้นไม้จากกิ่งตอนพันธุ์ดีราคาแพง รากที่มีก็เพียงรากฝอย, ใช่รากแก้ว เจอพายุพัดผ่านก็หักโค่น นั่นเพราะไร้แรงยื้อหลักยึด กิ่งกล้าก็อ่อนแอไร้ภูมิคุ้มกันก็เพราะแปลกถิ่น แปลกที่อยู่ เมื่อประสบปัญหาหรือเวลาวิกฤต ก็มักง่ายในการคิดแก้ คิดได้แค่โค่นทิ้งแล้วก็ปลูกใหม่ ปัญหาจึงเรื้อรังรักษาไม่หายสักที ซึ่งคงไม่เฉพาะกับวงการเกษตรกรรมเท่านั้น แต่แทบทุกองคาพยพของสังคมไทยเลยก็ว่าได้ ที่เรียกกันว่า ‘สังคมไร้ราก’ ก็คงไม่ผิดนัก

การศึกษามักจะถูกหยิบยกมาพูดถึงเสมอ ทั้งในฐานะต้นเหตุและทางออก ที่นี่ก็เช่นกัน

ไม่ต้องอะไรเลย ขอแค่สอนให้คนเรียนแล้วเกิดปัญญา รู้เท่าทัน แยกแยะเป็น เรียนให้รู้ว่าอะไร ‘ควร-ไม่ควร’ มากกว่า ‘คุ้ม-ไม่คุ้ม’ อย่างที่ทำกันอยู่ จะได้ไม่ต้องโค่นทิ้งแล้วปลูกใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดินเสื่อมก็ถางป่าใหม่ พอป่าหมดก็ออกมารับจ้าง ซึ่งนั่นไม่ใช่การแก้ปัญหาด้วยปัญญา เพราะนอกเหนือไปจากความมีเหตุมีผล หลักเกณฑ์ หลักการ หรือจะหลักกูก็ตาม การใช้ปัญญาแก้ไขปัญหาต้องยึดมั่นในความถูกต้องให้มากกว่าความถูกใจเป็นสำคัญ

ผมเชื่อว่าการตัดสินใจกระทำสิ่งใด ๆ จากฐานคิดว่า ‘คุ้ม-ไม่คุ้ม’ ทำให้เรามองข้ามตัวแปรสำคัญของโจทย์ไป นั่นคือ ‘ตัวเราเอง’ เราแทนค่าตัวเองเป็นศูนย์ ลืมไปเลยว่าตัวเองก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา ฉะนั้นไม่ว่าเราจะแก้โจทย์ด้วยวิธีใด คำตอบที่ได้จึงผิดอยู่เสมอ

คำถามก็คือ เรียนอย่างไรให้เกิดปัญญา? ผมว่าเรียนแบบโรงเรียนวัดน่าจะดี เรียนกับพระ เรียนกับธรรม

อย่างที่ตั้งชื่อเรื่องไว้ แม้จะไม่ตรงซะทีเดียวคือเป็นวัดฝรั่งไม่ใช่วัดไทย แต่ไม่ว่าจะเป็นวัดหรือโบสถ์ก็ล้วนให้ความสำคัญกับจริยธรรมหรือ ethics เป็นลำดับแรก แน่นอนว่าการขัดขืนย่อมมีอยู่บ้างในใจ ทำนองว่า “กูเป็นพุทธเรื่องอะไรมาจับกูเข้าโบสถ์ทุกเช้าด้วย” แต่นั่นเป็นการบังคับที่ไม่ได้ยัดเยียดอะไร แต่จะค่อย ๆ ซึมเข้าไปในความคิดและจิตใจผ่านคำสวดคำอธิษฐาน ผ่านหลักสูตรการเรียนการสอนและการประพฤติปฎิบัติตนเป็นตัวอย่างของครู เราก็แค่คอยซับที่เขาซึมมาให้ อย่าปล่อยทิ้งไปอย่างไร้ประโยชน์

ด้วยเบ้าหลอมแบบนี้ สิ่งที่ได้ติดตัวมาหลังก้าวพ้นรั้วโรงเรียนก็คือ ‘ความละอาย’ ส่วนตัวแล้วเห็นว่าเราไม่ต้องถึงกับเกรงกลัวต่อบาปมากก็ได้ เพราะบาปบางประการก็ก่อให้เกิดคุณมากกว่าโทษในบางกรณี ตัวอย่างเช่น การโกหกในบางโอกาสหรือการฆ่าเพื่อเป็นอาหาร สำหรับผมแล้วแค่ ‘ยางอาย’ ก็เพียงพอให้เราเกาะถนนชีวิตไปได้อย่างปลอดภัย ไม่ลื่นไถลหลุดโค้งพลิกคว่ำ

ผมก็เห็นว่าแก่นแกนของการศึกษามันอยู่ที่ “เรียนอย่างไร” เท่านั้นเอง แต่เรากลับไปสนใจกับเปลือกที่ว่า “เรียนอะไร” กันเสียเป็นส่วนใหญ่ เรารู้แจ้งแทงตลอดกับทักษะวิชาการนานา แต่รู้จักตัวเองมากน้อยแค่ไหนกัน เคยถามตัวเองหรือเปล่าว่า สิ่งที่คิดทำนั้นเกิดจากตัวตนที่แท้ เป็นความต้องการที่จริง หรือถูกครอบงำนำชักให้ทำลงไป

ที่เราดิ้นรนเล่าเรียนให้สูงขึ้นเพียงเพื่อที่จะได้อยู่สูงกว่าคนอื่นเขาเท่านั้นหรือ?

คำถามนี้เป็นผลพวงมาจากการศึกษาของไทยในปัจจุบันที่สอนให้คนมองปัญหาและใช้ชีวิตแต่ในแกน y จะเรียกแกนตั้งหรือแนวดิ่งก็ช่าง แต่มันทำให้เราต้องไต่ระดับชีวิตอยู่ตลอดเวลา นั่นคือเราต้องพร้อมที่จะเหยียบย่ำผลักไสคนอื่นอยู่เสมอไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือจำใจก็ตาม จนวันนี้ผลของการมุ่งสอนให้คนเอาแต่ปีนป่ายไขว่คว้าก็ปรากฎเป็นรูปธรรมจับต้องได้จากปากที่ขากถ่มออกมาเป็นวลีสุดถ่อยที่ว่า 

“จะคอร์รัปชั่นบ้างก็ไม่เห็นเป็นไร ถ้ามีผลงาน”

สะท้อนถึงค่านิยมใหม่ของสังคมไทยได้น่าอดสูยิ่ง หัวหงอกหัวดำในบ้านนี้เมืองนี้ใครมียางพอที่จะถามตัวเองได้หรือเปล่าว่า เราปลูกฝังสั่งสอนกันอย่างไรถึงทำให้ลูกหลานไทยมีความคิดเลว ๆ อย่างนี้ได้

สอนเด็กให้มองและใช้ชีวิตในแนวนอนหรือแกน x ดูบ้างเป็นไร ให้ความสำคัญกับความเสมอภาคและคุณค่าความเป็นคนที่เท่าเทียมกัน มองคนให้เป็นคน ปฎิบัติต่อกันเยี่ยงวิญญูชนพึงกระทำ คนเราเวลานอนไม่มีใครสูงเกินหรือต่ำกว่ากันไปเกินหนึ่งฝ่ามือหรอกครับ วัดดูได้เลย คิดได้อย่างนี้แล้วความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรมในสังคมน่าจะบรรเทาลงได้บ้าง ที่สำคัญมันช่วยให้มุมมองที่กว้างไกลกับชีวิต เวลาคุณนอนดูดาวคุณจะเห็นดาวดาษฟ้า แต่ถ้าคุณยืนมองมันคุณจะเห็นแค่ไม่กี่ดวงตรงหน้าเท่านั้น … คืนนี้ลองดูได้

.

ชยสาโร ภิกขุ ท่านมองการศึกษาได้ตรงใจผมนักว่า
.

“…ทุกวันนี้คนมีความรู้แน่นหนา แต่มีการศึกษาน้อยนิด ความรู้มันมาก แต่การศึกษามันน้อย ความรู้อยู่ในกรอบที่คับแคบมาก และเมื่อการแสวงหาความรู้ขาดหลักธรรมเป็นบาทฐาน หรือเป็นกรอบ ความรู้นั้นก็จะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี…”

.

ประเทศไทยก็หนีไม่พ้นความจริงข้อนี้เช่นกัน และดูเหมือนว่าการศึกษาบ้านเราจะสร้างปัญหามากกว่าสร้างปัญญาเอาเสียด้วย ทั้งที่เรามีโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งเรียนฟรี เรียนทางไกล กระทั่งเรียนตามอัธยาศัย ไม่หนำใจ ยังแถมโรงเรียนกวดวิชาให้ตาลีตาเหลือกวิ่งไล่กวดกันเข้ามหาวิทยาลัยให้เป็นทางเลือกพิเศษอีก 

เรามีสถาบันการศึกษาเกิดใหม่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดพร้อมกับหลักสูตรการเรียนการสอนที่ตอบสนองได้ทุกความต้องการ เราพัฒนาวงการศึกษาด้วยการยกระดับวิทยาลัยให้อู้ฟู่หรูหรากับการเป็นมหาวิทยาลัยจนเกลื่อนเมือง แต่แล้วทำไมปัญหาสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการเมือง กลับทวีความรุนแรงขึ้น ไม่ลดลงบ้างเลย ทั้งที่จริงแล้วมันควรจะแปรผกผันกันมิใช่หรือ?

ปัญหาของเราไม่ใช่เรื่องของการขาดองค์ความรู้หรอกครับ แต่เป็นการนำความรู้ไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสมมากกว่า นั่นเพราะเราขาดซึ่งปัญญามากำกับความรู้ กิเลสตัณหาจึงชักพาให้ใช้ความรู้ไปในทางเสื่อมอยู่ร่ำไป

‘ปัญญา’ จึงเปรียบได้กับรากแก้วของสังคมที่ช่วยยึดโยงไม่ให้ชีวิตต้องพังทลายหรือเคว้งคว้างตามน้ำตามลมได้ง่ายดายนัก

คุณดูต้นไม้สิครับ หลังพายุกระหน่ำ กิ่งหักก้านฉีก ดอกปลิดใบปลิว ขอเพียงรากไม่ถูกขุด โคนไม่โดนถอน แม้จะเหลือแต่ตอติดดิน แต่ในเวลาไม่นานต้นไม้ก็จะแตกตาดอกออกตาใบมาซ่อมแซมรักษาตัวเองเพื่อความอยู่รอดเสมอ

.

.

ในขณะที่ปัญญาต้องกำกับความรู้ แล้วใครจะคอยดูปัญญา? พระเอกของเราก็คือ ‘สติ’ ที่ต้องคอยประคองปัญญาอีกที ใครที่ชอบขับรถเกียร์กระปุกหรือเกียร์แมนน่วลน่าจะเข้าใจ ถ้าเปรียบชีวิตเราเป็นรถ ความรู้ก็เหมือนคันเร่งที่ถูกควบคุมจังหวะการเร่ง/อัตราความเร็วด้วยแป้นคลัตช์ซึ่งก็คือปัญญา โดยมีสติเป็นเบรกที่คอยยั้งคอยหยุดเมื่อรถอยู่ในสภาวะที่ไม่ปลอดภัย

ตัวผมเองคงคิดและเขียนได้หยาบ ๆ เพียงเท่านี้ แต่อยากให้ลองละเลียดอย่างละเอียดกับ ไตรสิกขา : องค์รวมแห่งการศึกษาที่สมบูรณ์ ดู เพราะพุทธศาสนานั้นเป็นทั้งหลักความเชื่อและวิถีชีวิตของคนไทย การเรียนรู้ในเชิงพุทธจึงเป็นการเรียนรู้จากรากฐานภูมิปัญญาที่สั่งสมมาแต่อดีต เป็นการเรียนรู้เพื่อรักษารากให้หยั่งลึกเป็นหลักให้ต้นไม้ได้แตกกิ่งก้านสาขาอย่างอิสระเสรี

“อิสระจากอวิชชา” ไม่ใช่หรือที่ควรเป็นเจตนารมณ์อันแท้จริงของการศึกษามากกว่าการมุ่งผลิตแรงงานสู่ตลาดทุน

แม้ไม่อาจคาดหวังให้หน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบด้านการศึกษาของประเทศ กลับหลังหันมาให้ความสำคัญ สุมหัวกันคั้นกันขบกับวิถีการเรียนรู้แบบนี้ให้มากกว่าการสร้างตึก ซื้อคอมพิวเตอร์ หรือหาบคอนเร่ขายตำแหน่ง แต่อย่างน้อยผมคิดว่า เราเองนี่ละครับ, หมายถึงพ่อแม่ผู้ปกครอง ที่จะสามารถนำวิถีการเรียนรู้ในเชิงพุทธเช่นนี้มาปรับใช้กับชีวิต กับครอบครัว เพื่อช่วยกันหยั่งรากฐานที่มั่นคงให้แรกกล้าของชาติได้เติบโตมาเป็นไม้ใหญ่ที่ยังร่มเงาให้ผืนแผ่นดินไทยได้ต่อไปในอนาคต

.

………………

.

ข้อมูลอ้างอิง : เอกสาร “ไตรสิกขา : องค์รวมแห่งการศึกษาที่สมบูรณ์” ดาวน์โหลดมาจาก www.moralproject.net

เอกสารที่น่าสนใจ :  สู่การศึกษาแนวพุทธ โดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ดาวน์โหลดมาจาก www.papayutto.org

.

.





หอมไม้ของแม่

12 09 2008

.

สุดฝีมือแล้วจริง ๆ เท่าที่ความสามารถของคนและกล้องจะมีให้ได้ แต่ก็ถ่ายได้ดั่งใจในโอกาสเพียงครั้งเดียวที่มี กับภาพผีเสื้อกำลังหยอกล้ออยู่กับพู่ระย้าของ ‘บุหงาส่าหรี’ ช่องาม แม้รูปที่ได้จะดูไกลและเบลออย่างที่เห็น แต่ผมก็ชอบนะ รู้สึกได้ถึงสายลมจากดอกไม้ที่พลิ้วไหว

ตลอดทั้งปี บ้านสวนจะกรุ่นไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้ จากมุมโน้น จากตรงนั้น ตามแต่ลมจะโชยพา สลับกันไปตามแต่จังหวะและนิสัยของสายพันธุ์ กลิ่นไม่หอมอวล ไม่หอมฟุ้ง แต่หอมเย็นชื่นใจ … หอมจากไม้ของแม่

พร้อม ๆ กับวันที่ลงเสาต้นแรกของบ้านสวน แม่ก็พาหมู่ไม้ ‘ไทยนิยม’ มาอยู่ด้วยตามความเชื่อและเพื่อศิริมงคล “…มะขาม มะยม เอาไว้หน้าบ้านนะลูก ไว้โชว์พาว ส่วนขนุนนี่เอาไปแบ็คอัพไว้หลังบ้าน จะได้มีแต่คนคอยเอื้อเฟื้อเกื้อหนุน ถ้ามันติดลูก แกะเนื้อแล้วอย่าทิ้งเม็ดนะ เดี๋ยวแม่จะต้มเม็ดขนุนให้กิน…” แม่ว่าของแม่อย่างนั้น

แต่ชีวิตใช่จะมีเพียงด้านเดียว ความมั่นคงแข็งแรงแม้จะจำเป็น แต่ชีวิตก็ต้องหอม ต้องหวานด้วย ที่เรียกกันว่า ‘เสน่ห์’ หรือ ‘สีสัน’ ก็สุดแท้แต่ ว่าแล้วแม่ก็ค่อย ๆ บรรจงแซมซ่อนไม้ดอกไม้ใบ แอบไว้ตามมุมโน้นมุมนี้ของบ้านสวน (ความที่รู้สันดานลูกชายว่าไม่นิยมไม้ดอกสักเท่าไหร่) เวลานั้นตัวผมเองก็ไม่ได้ใส่ใจนัก เรียกว่าไม่สนใจเลยด้วยซ้ำ ขลุกอยู่กับไม้ใหญ่ทำเงินจำพวก มะม่วง ลำไย เสียเป็นส่วนใหญ่ ปล่อยให้ไม้ของแม่เติบโตตามยถาเทวดาเลี้ยง จนกระทั่ง

‘กรรณิการ์’ เธอเดินเข้ามาทักผมก่อนด้วยกลิ่นกายที่หอมชวนฝันและรูปลักษณ์อันโฉบเฉี่ยว เธอห่มกายด้วยอาภรณ์สีขาวซ่อนแสดแดงไว้ข้างใน กลีบงอนอ่อนพลิ้วดั่งกังหันต้องลม น่าเสียดาย เธอรักที่จะเบ่งบานในยามพลบค่ำ พอรุ่งสางเธอก็ทิ้งเราร่วงหล่น เหลือไว้เพียงรูปรางและกลิ่นโรย

ไม่น้อยหน้ากัน ‘บุหงาส่าหรี’ เธอเปิดตัวด้วยช่อพวงสีขาวดอกเล็ก ๆ เรียงเรียวเป็นเส้นสาย..สวย เธอมาพร้อมกับกลิ่นหอมแรง มาดมั่น ตลอดค่ำคืนจนถึงสายของอีกวันจึงค่อยจาง เธอจะอยู่กับเราตราบเท่าที่ยังทานไหวจากแรงลมและแรงดอมดมของหมู่ภมร และเมื่อนั้นเธอจะร่วงดอกขาวพราวหญ้าเขียว

แม่ซ่อนเสน่ห์ไว้รอบบ้านจนผมเริ่มหลงใหลและออกตามหา แล้ววันหนึ่งจึงได้พบกับ ‘แก้ว’ สาวน้อยสวยหวาน ขาวผุดผาดสะพรั่ง มีเค้าว่าเมื่อโตเต็มที่แล้ว คงไม่แคล้วสาวงามสวยเด่น กลิ่นแก้วหอมไกล แม้ในวันที่ต้องง่วนอยู่ในสวนนอกรั้วบ้าน กลิ่นแก้มแก้วยังโชยมาให้ชื่นใจ … หายเหนื่อย

แต่ที่ดูแปลกตากว่าใครเพื่อน น่าจะเป็น ‘โมก’ ที่ยืนสำรวมอยู่ข้างอ่างบัว ที่ว่าแปลกเพราะดอกโมกจะคว่ำหน้าลงดิน ไม่เงยหน้าสบตาผู้คนเหมือนดอกไม้ทั่วไป ยามที่เห็นดอกโมก ผมจะเห็นภาพหญิงสาวห่มขาวกำลังเดินจงกรมเจริญสติพิจารณาลมหายใจทุกทีไป อาจเป็นเพราะกลิ่นโมกที่หอมอ่อน หอมเย็น คล้ายสงบเย็นในหลักธรรมคำพระกระมัง

และในบางคืนถ้าฟ้าเปิดโปร่ง หมู่มวลอัปสราก็จะออกมาร่ายรำอยู่ริมห้วยหลังบ้าน ‘แตรนางฟ้า’ พริ้วแพรสีขาวเบ่งบานยามเธอเริงร่า หอมแตรนั้น หอมหวาน หอมซึ้ง ดั่งต้องมนต์ แต่ดูเธอช่างเอียงอายคล้ายดอกโมกที่ไม่ยอมสบสายตา แต่ก็สวยเท่ห์ท้าทาย น่าค้นหา มีบ่อยครั้งที่คล้ายจะแว่วเสียงแตรล่องลอยมาแต่ไกล ฟังเพลินหูจนเคลิ้มหลับ ไม่ฝัน … ยันเช้า

ความสุขของแม่เบ่งบานเต็มสวนไปหมด ต้นไม้ของแม่สอนให้มี “ความสุขอยู่กับปัจจุบัน” ได้แยบคายนัก ช่วยสร้างจินตนาการ สร้างสุขได้ง่ายและทันที รู้สึกฟูมฟายน้อยลงกับบางเรื่องราวที่เดินผ่าน เพราะการคิดย้อนนั้นไม่ได้ให้อะไรมากไปกว่าความเสียดาย สุดท้ายก็ต้องมานั่งตีอกชกหัวตัวเอง กระทั่งการคิดไปก่อนก็ตาม ที่รังแต่จะสร้างความวิตกกังวลและขึงเครียดจากความคาดหวัง ทั้งที่ความเป็นจริงของชีวิตมันก็อยู่กับเราตรงนี้ ขณะนี้ นี่เอง

ชื่อ ‘สวนมยุริญ’ นี่ผมตั้งให้คล้องกับชื่อแม่ ด้วยตั้งใจไว้ให้พ่อกับแม่มาพำนักพักประจำ แต่เพราะแม่ไม่สบาย ถึงแม้อากาศที่นี่จะบริสุทธิ์แต่ก็ชื้นเอาเรื่อง ไม่เหมาะนักกับใครที่สุขภาพไม่แข็งแรง บ้านสวนจึงเป็นได้เพียงบ้านพักตากอากาศเป็นครั้งคราว แต่สิ่งที่ทำให้ครอบครัวเราเบาใจและมีแรงกำลังที่จะฝ่าฟันอุปสรรคนี้ไปด้วยกัน นั่นก็คือ ‘ใจ’ ครับ ใจของแม่เข้มแข็งไม่อ่อนไหว ใจของแม่ละมุนละไมและอ่อนโยน นี่คือสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับมนุษย์ในยามประสบกับห้วงวิกฤตแห่งชีวิต ที่สำคัญทัศนคติของแม่ต่อโรคภัยไข้เจ็บเป็นไปในทำนอง

‘อยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ’ ใช่ ‘การต่อสู้’

ผมเชื่อว่าความรักในธรรมชาติทำให้แม่คิดอย่างนั้น จึงอยากให้ทุกใครไม่ว่าจะป่วยหรือไม่ก็ตาม ลองคิดอย่างแม่ของผมดู แล้วคุณจะเห็นว่า ‘โลก’ หรือ ‘โรค’ ไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวเลยสักนิด

.


.

ซ้ายบน … บุหงาส่าหรี (Fiddlewood)
ซ้ายล่าง … แตรนางฟ้า (Angel’s trumpet)
ขวาบน … แก้ว (Orange jasmine)
ขวากลาง … โมก (Moke)
ขวาล่าง … กรรณิการ์ (Night blooming jasmine)

.

.





เม็ดมะค่ากับการพึ่งพาตนเอง

18 06 2008

.

นั่งดูสารคดีชีวิตของมะค่าเม็ดน้อยมาแรมเดือน นับแต่วันที่ต้นแม่สลัดฝักร่วง ลูกมะค่ากระเด็นกระดอนออกจากฝักที่ปริอ้ายามกระทบพื้น ซบอุ่นไอดิน นึกสนุกเลยโยนเม็ดเงาะลงเคียง ไม่ใกล้ไม่ไกลกัน ให้แข่งกันโต

เวลาผ่าน … พบเพียงมะค่าที่ตั้งลำอวดใบงาม

เงาะลูกใหญ่ หวานกรอบ เนื้อหนา เม็ดเล็ก เป็นเงาะที่ผ่านการพัฒนาพันธุ์มาแล้ว จนอาจหลงลืมเหง้าเดิม และเพราะโตมากับปุ๋ยกับยา การขยายพันธุ์จึงซับซ้อนขึ้นและจำเป็นต้องมีสภาวะที่เหมาะสมถึงจะงอกงาม ผิดกับเม็ดมะค่าที่ไม่จำเป็นต้องอาศัยปัจจัยดังกล่าว เม็ดไม้ป่าที่สืบพงขยายพันธุ์โดยธรรมชาติ เพียงวางตัวให้สอดคล้อง ไม่ผิดแผกไปจากสภาพแวดล้อมรอบๆ ตัว อาศัยดินหยั่งราก แดด-น้ำช่วยกระเทาะเปลือกแข็งให้พอมีรอย เพื่อที่ใบเลี้ยงจะดันเปลือกหุ้มให้แตกร่อนได้ง่ายขึ้น ในระหว่างที่รอใบใหม่ผลิ มะค่าก็อาศัยอาหารที่สะสมในใบเลี้ยงพอประทังให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ จนใบแท้ผลิแผ่รับแสงแดดมาปรุงอาหารไปหล่อเลี้ยงลำต้น เพื่อที่จะเติบใหญ่เป็นไม้งามต่อไป

ดูแล้วแม้เม็ดมะค่าจะมีความพร้อมในการเอาตัวรอดกว่า แต่ก็ยังต้องอาศัยปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ รอบตัวคอยเกื้อหนุนบ้าง บนพื้นฐานของความพอเหมาะพอดี ไม่เบียดบังกันจนเกินไป

การพึ่งพาตนเองก็เช่นกัน น่าจะหมายถึงความพร้อมที่จะยืนหยัดต่อสู้แก้ไขปัญหา มากกว่าการมุ่งทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตัวเองโดยไม่พึ่งพาอาศัยใคร ทำเอง กินเอง ไม่ซื้อ ไม่ขาย ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้

ผมทำสวน แต่ใช่ว่าผมจะต้องทำนาด้วยเพื่อให้มีข้าวกิน ในปีๆ นึง ผมกินข้าวกี่ถังกันเชียว คำนวนดูแล้วผมซื้อข้าวมาหุงกินดีกว่า เอาเวลาที่ต้องเสียไปกับการทำนา ไปใช้สำหรับเตรียมความพร้อมในการสร้างความเป็นปึกแผ่นมั่นคงด้านอื่นๆ ให้กับชีวิต ด้วยตัวผมเองไม่ใช่นักคิด ดังนั้นการนิยามแนวคิดทฤษฎีต่างๆ จะต้องสอดคล้องสนองเงื่อนไขชีวิตตัวเป็นสำคัญ

‘พร้อม’ และ ’พอ’ น่าจะอธิบายความหมายของการพึ่งพาตนเองได้ดีที่สุด

.

.

สัญชาตญาณของการมีชีวิตรอด แม้เปลือกหุ้มที่ว่าแข็ง ยังแตกร้าว … สู้ชะมัด

.

กินใช้เท่ามีเท่าที่หาได้ จนกว่าต้นจะตั้งลำตรง

.

เมื่อใบเลี้ยงแห้งฝ่อ ก็พอดีเวลาที่รากหยั่งลึก พร้อมที่จะเสาะหาอาหารส่งให้ใบปรุงรสเลี้ยงลำต้น

.

.

………………

.

.

ปล. เพื่อเป็นประโยชน์กับผู้ที่สนใจ ผมขออนุญาตยกบางตอนจากงานเขียนของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ” จากหนังสือ “ใต้เบื้องพระยุคลบาท” พิมพ์ครั้งแรก ปี ๒๕๔๓ โดยสำนักพิมพ์มติชน มาอ้างอิง ซึ่งได้กล่าวถึง หลักการพึ่งตนเองไว้ ๕ ประการ ดังนี้

๑. พึ่งตนเองทางจิตใจ คนที่สมบูรณ์พร้อมต้องมีจิตใจที่เข้มแข็ง มีจิตสำนึกว่าตนนั้นสามารถพึ่งตนเองได้ ดังนั้นจึงควรที่จะสร้างพลังผลักดันให้มีภาวะจิตใจฮึกเหิมต่อสู้ชีวิตด้วยความสุจริต แม้อาจจะไม่ประสบผลสำเร็จบ้างก็ตาม มิพึงควรท้อแท้ ให้พยายามต่อไป พึงยึดพระราชดำรัส “การพัฒนาคน” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

“… บุคคลต้องมีรากฐานทางจิตใจที่ดี คือความหนักแน่นมั่นคงในสุจริตธรรม และความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติหน้าที่ให้จนสำเร็จ ทั้งต้องมีกุศโลบายหรือวิธีการอันแยบยลในการปฏิบัติงานประกอบพร้อมกันด้วยจึงจะสัมฤทธิผลที่แน่นอน และบังเกิดประโยชน์อันยั่งยืนแก่ตนเองและแผ่นดิน …”

๒. พึ่งตนเองทางสังคม ควรเสริมสร้างให้แต่ละชุมชนในท้องถิ่นได้ร่วมมือช่วยเหลือเกื้อกูลกัน นำความรู้ที่ได้รับมาถ่ายทอดและเผยแพร่ให้ได้รับประโยชน์ซึ่งกันและกัน ดังพระบรมราโชวาทที่ว่า

“… เพื่อให้งานรุดหน้าไปพร้อมเพรียงกันไม่ลดหลั่น จึงขอให้ทุกคนพยายามที่จะทำงานในหน้าที่อย่างเต็มที่ และให้มีการประชาสัมพันธ์กันให้ดี เพื่อให้งานทั้งหมดเป็นงานที่เกื้อหนุนสนับสนุนกัน …”

๓. พึ่งตนเองได้ทางทรัพยากรธรรมชาติ คือการส่งเสริมเอาศักยภาพของผู้คนในท้องถิ่นสามารถเสาะแสวงหาทรัพยากรธรรมชาติหรือวัสดุในท้องถิ่นที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งส่งผลให้เกิดการพัฒนาประเทศได้อย่างดียิ่ง สิ่งดีก็คือการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local Wisdom) ซึ่งมีมากมายในประเทศ

๔. พึ่งตนเองได้ทางเทคโนโลยี ควรส่งเสริมให้มีการศึกษา ทดลอง ทดสอบเพื่อให้ได้มาซึ่งเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศและสังคมไทย และสิ่งสำคัญสามารถนำไปใช้ปฏิบัติได้อย่างเหมาะสม ซึ่งสอดคล้องกับพระราชดำรัสที่ว่า

“… จุดประสงค์ของศูนย์ศึกษาฯ คือ เป็นสถานที่สำหรับค้นคว้าวิจัยในท้องที่ เพราะว่าแต่ละท้องที่ สภาพฝนฟ้าอากาศ และประชาชนในท้องที่ต่างๆ กันก็มีลักษณะแตกต่างกันมากเหมือนกัน …”

๕. พึ่งตนเองได้ในทางเศรษฐกิจ หมายถึงสามารถอยู่ได้ด้วยตนเองในระดับเบื้องต้น กล่าวคือ แม้ไม่มีเงินก็ยังมีข้าว ปลา ผัก ผลไม้ ในท้องถิ่นของตนเองเพื่อการยังชีพ และสามารถนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระดับมหภาคต่อไปได้ด้วย
.
.

………………

.

.

.





ไม่ได้หวงนะ แต่ขำอ่ะ

12 06 2008

.

เนื่องด้วยทางเจ้าของบล็อกที่ได้คัดลอกข้อเขียนของผมไป ได้แสดงความรับผิดชอบด้วยการขอโทษในความประมาทเลินเล่อ เพราะได้รับฟอร์เวิร์ดเมล์จากเพื่อนมาอีกที และได้อ้างอิงแหล่งที่มาให้แล้ว ซึ่งผมก็ไม่ติดใจอะไร แต่ขอสงวนสิทธิที่จะยังคง entry นี้ไว้ เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีในการแสดงความรับผิดชอบของผู้ที่ยอมรับในความผิดพลาดแล้วทำการแก้ไข แม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเช่นในกรณีนี้ก็ตาม การใดในครั้งนี้ที่ต้องทำให้ทุกใครก็ตามเกิดความไม่สบายใจ ผมต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ … Golb

.

………………

.

อ้างอิงกับ “ขอบ่นเรื่องพืชพลังงานหน่อย” http://baansuan.wordpress.com/2008/01/10/energy-crop

.

บังเอิญจริงๆ ครับ ไม่นึกว่าจะเจอกับตัว พยายามจะ highlight ตรงที่มันเหมือนกัน แต่ไม่ไหว แกน่าจะตบแต่งขัดเกลาภาษาให้มันต่างออกไปหน่อย ขนาดความคิดเห็นแกยังเอาเลย หมดจดจริงๆ

นี่ละครับ … สังคมบริโภคนิยม การที่จะได้มาซึ่งอะไรสักอย่าง มักไม่จำกัดวิธีการ ผมอยู่นอกกระแสสังคมอย่างนั้นมานาน เลยไม่อะไรกับเรื่องพวกนี้มากนัก ถือซะว่า ‘สาร’ ที่เราต้องการจะสื่อ ได้ถูกเผยแพร่บอกต่อไปยังคนหมู่มากขึ้น ก็นับเป็นเรื่องที่ดี แต่เป็นห่วงคนในสังคมที่มีความคิดอย่างนี้ เพราะมันอันตราย คุณจะค่อยๆ สูญเสียความเป็นตัวตนไปทีละน้อย ท้ายสุดก็จะไม่เหลืออะไรเลย เป็นชีวิตที่ว่างเปล่า มันรันทดนะครับ ชีวิตแบบนี้น่ะ

อ่านไปก็หัวเราะออกมาไม่รู้ตัว ไม่รู้เพราะอะไร ถ้าใครเจอกับตัวคงจะรู้สึกคล้ายกัน

.

………………

.

ขออนุญาตเจ้าของบล็อกนะครับ … ฮิ้วววว
ที่มา : http://gotoknow.org/blog/beautifulmemories/175254 

.

พืชพลังงานทดแทน ..จะเอายังไงกันดี?

เหตุเกิดจากหลายวันนี้เบิร์ดสะดุดใจกับบางอย่าง เลยอยากเล่าให้ฟังเล็กน้อยแต่บ่นยาว ..เพราะี้เบิร์ดค่อนข้างกังวลกับทิศทางและนโยบายของการเกษตรไทย ที่ดูจะแปลกๆไปเรื่อยๆ ซึ่งในระยะยาวแล้วไม่น่าจะเป็นผลดีสักเท่าไหร่น่ะค่ะ

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) คาดการณ์จีดีพีภาคเกษตรปี ๒๕๕๑ จะมีอัตราการขยายตัวประมาณ ๔.๖% (ปี ๒๕๕๐ อยู่ที่ ๔.๓%) โดยในสาขาพืชจะขยายตัว ๔.๘% สาขาปศุสัตว์ ๖.๑% สาขาประมง ๓.๙% บริการทางการเกษตรเพิ่มขึ้น ๓.๘% และ สาขาป่าไม้ลดลง ๘.๔%

ตัวเลขสวยนะคะ มีแนวโน้มที่ดีเกือบทุกตัว ( ยกเว้นป่าไม้ ^ ^ )…. โดยเฉพาะสาขาพืชที่เห็นว่าขยายตัวด้วยแรงกระตุ้นจากราคาเป็นสำคัญ ชี้ชัดลงไปโดยตรงที่กลุ่มพืชพลังงาน อาทิ มันสำปะหลัง อ้อย และปาล์มน้ำมัน ภายในปีนี้เราคงจะได้เห็นการปูพรมขยายพื้นที่ปลูกพืชพลังงานเหล่านี้กันยกใหญ่ เหมือนที่เคยเห็นจาก ‘ยางพารา’ เมื่อหลายปีก่อน ( ซึ่งไม่รู้ว่าในขณะนี้ได้แจกกล้ายางให้กับเกษตรกรที่เข้าโครงการครบหรือยังนะคะ อิ อิ อิ )

เรามาดูโปรโมชั่นเกี่ยวกับเรื่องนี้กันค่ะ เริ่มที่กระทรวงเกษตรฯ ได้กำหนดแผนพัฒนาปาล์มน้ำมัน ปี ๒๕๕๑-๒๕๕๔ วงเงิน ๙,๕๐๐ ล้านบาท เพื่อส่งเสริมใช้ปาล์มพันธุ์ดี ประมาณ ๕ แสนไร่ และส่งเสริมปลูกใหม่ในพื้นที่นาทิ้งร้างหรือทดแทนพืชที่สร้างรายได้ต่ำ ๒.๕ ล้านไร่ ยังไม่พอ กระทรวงพลังงานและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ได้จัดเตรียมหนี้สินล่อใจเกษตรกรอีก ๗,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อการนี้โดยเฉพาะค่ะ

เอาล่ะ..จะเอายังไงก็เอากันค่ะ เพราะมาถึงขนาดนี้แล้วเพียงแต่เบิร์ดสงสัยว่า .. กล้ายางพาราก็ยังคาราคาซัง นโยบายส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ก็เพิ่งตั้งไข่ ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างเท่าที่ควร ( หรือจะลืมกันไปแล้วก็ไม่ทราบนะคะ )…. ก็มาี่ทำท่าจะตั้งวงกับพืชพลังงานกันอีกแล้วววววว !!!!!!!

ที่เบิร์ดเป็นห่วงคือเรากินน้ำมันไม่ได้นะคะ เราต้องกินข้าวกินปลา ..ไม่ใช่ว่านโยบายไม่ดี แต่..

1. เบิร์ดไม่เห็นมาตรการอะไรที่จะรับรองได้ว่าพื้นที่เพาะปลูกพืชอาหารจะไม่ลดน้อยถอยลง เพราะถูกแทนที่ด้วยพืชพลังงานราคางาม อย่าลืมว่าความมั่นคงทางอาหารเป็นความมั่นคงของชาตินะคะ ทำให้คนในชาติถึงพร้อมด้วย ปริมาณ คุณภาพ และความหลากหลายของอาหารให้ได้ก่อน แล้วค่อยออกไปแข่งขันกับคนอื่นจะดีกว่ามั้ยคะ? ในอดีตที่ผ่านมานั้นมีสิ่งน่าคิดนะคะ…บ้านเราได้ชื่ือว่าเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก แต่เรายังต้องนำเข้าอาหารจากต่างประเทศเป็นจำนวนมากอยู่ ทั้งยังมีประชากรในชาติประสบความอดอยากและภาวะทุพโภชนาให้พบเห็นอยู่ทั่วไป..เกิดอะไรขึ้นคะ ?

เราถูกริดรอนความมั่นคงทางอาหารไปมากมายมหาศาลผ่านตัวเลขสวยหรูของการส่งออก ล่าสุดการส่งออกสินค้าเกษตรปี ๒๕๕๐ มีมูลค่าทั้งสิ้น ๔๙๙,๖๗๕ ล้านบาท เบื้องหลังตัวเลขนี้เห็นอะไรกันบ้างคะ ? เบิร์ืดเห็นการล้มละลายของเกษตรกรผ่านหนี้สินที่เพิ่มพูน ผ่านที่ดินที่สูญเสีย เห็นการล่มสลายของสังคมชนบท เห็นความอ่อนล้าของวัฒนธรรมประเพณีไทย และเิบิร์ดเห็น ดิน น้ำ ป่า อากาศของบ้านเราเสื่อมโทรมลงทุกวัน..

‘สิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต วัฒนธรรม’ เราตีค่าสิ่งเหล่านี้เป็นตัวเงินได้หรือเปล่าคะ ? ทั้งหลายทั้งปวงนี่คือต้นทุนที่เราต้องสูญเสียไปเพื่อให้ได้อะไรมาคะ ?

เราต้องสูญเสียความสามารถในการพึ่งพาตัวเองในการผลิตอาหารเลี้ยงปากเลี้ยงท้องคนของเรา มาตั้งแต่เราเริ่มปรับโครงสร้างภาคเกษตรจาก ‘ยังชีพ’ มาเป็น ‘ค้าขาย’ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ฉบับที่ ๑ โน่นแล้ว เราต้องพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากภายนอกทั้งปุ๋ย ยา เมล็ดพันธุ์ เครื่องจักรกล ไปจนถึงเทคโนโลยี เพื่อให้ได้คุณภาพและปริมาณตามที่กำหนด ไม่งั้นก็ขายไม่ได้ แล้วยังมาเจอดาบสองจากกลไกการตลาดที่ซับซ้อนของระบบทุนนิยมเสรีที่เล่นเล่ห์ในการกำหนดราคาสินค้าได้อย่างแยบยลอีก

เบิร์ดสารภาพว่าขำไม่ออกกับเรื่องเล่าของชาวนาที่ขายข้าวของตัวเองเพื่อเอาเงินไปซื้อข้าวในตลาดมากินค่ะ..

(คลื่นแทรก: เรื่องแผน ๑ นี้มีการพูดถึงกันมากถึงการตัดสินใจที่ผิดพลาด จนนำพาประเทศไปผิดทิศผิดทาง แต่ก็ไม่น่าโทษว่าคนสมัยโน้นเสียทั้งหมดนะคะที่คิดทำอย่างนั้น ถ้าเป็นเราอยู่ตรงนั้น เวลานั้น มีข้อมูลเท่านั้น จะทำอย่างไร? ไม่มีใครหยั่งรู้อนาคตได้เลยนะคะ ถ้าจะโทษก็ต้องโทษคนรุ่นนี้สมัยนี้นี่แหละค่ะ ที่รับรู้ว่าที่ผ่านมานั้นผิด แต่กลับไม่พยายามปรับเปลี่ยนแก้ไข ยังเดินตามเส้นทางที่พร่ำบ่นกันว่าแย่ได้อย่างหน้าตาเฉย แถมไม่พอ ยังลาดยางตีเส้นให้สวยงามน่าใช้อีกต่างหาก..)

ต่อค่ะ ..

2.เบิร์ดไม่เห็นมีมาตรการไหนที่จะมาควบคุมการนำพืชอาหารมาใช้เป็นพืชพลังงานเลยซักข้อนึง คงจำกันได้ในปีนี้.. หมู เห็ด เป็ด ไก่ แพงพุ่งพรวด สาเหตุจากต้นทุนอาหารสัตว์เพิ่มขึ้น นั่นเพราะวัตถุดิบอย่างข้าวโพด ถั่วเหลืองและมันสำปะหลัง มีราคาสูงขึ้น ซึ่งราคาที่สูงขึ้นส่วนหนึ่งมาจากความต้องการนำพืชอาหารเหล่านั้นไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทานอลนะคะ อีกตัวคือน้ำมันปาล์มที่ขยับราคาสูงขึ้น เพราะความต้องการน้ำมันปาล์มในการผลิตไบโอดีเซลมีสูง ทำให้ผลผลิตไม่เพียงพอ ต้องนำน้ำมันปาล์มที่ผลิตเป็นอาหารมาใช้แทน ซ้ายก็มาขวาก็ถึงอย่างนี้ ผู้บริโภคตาดำๆเตรียมตั้งรับกันรึยังคะ ?

ที่สำคัญคือข้อนี้ค่ะ

3.มีอะไรที่จะรับประกันได้ว่า จะไม่มีการบุกรุกแผ้วถางป่าเพื่อปลูกพืชพลังงาน เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับยางพาราเมื่อปี ๔๗-๔๘ ที่ทั้งคนทั้งป่าโดนทำลายไปไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ กระทรวงเกษตรฯ ได้ทบทวนข้อผิดพลาดนี้บ้างหรือเปล่า กระทรวงทรัพยากรฯ เตรียมรับมือเรื่องนี้แล้วหรือยัง อย่าลืมนะคะ ใครออกปากที่จะสนองพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ ไว้แล้ว โดยเฉพาะเรื่องการทบทวนการปลูกพืชเศรษฐกิจในเขตป่า ..อย่าลืมคำที่รับไว้นะคะ

สุดท้ายค่ะ

4. มีแนวทางหนึ่งที่ดูแปลกๆในความคิดของเบิร์ด คือการขยายพื้นที่เพาะปลูกพืชพลังงานไปในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งในรูปแบบของโครงการพัฒนาต่างๆ ไปจนถึงการเช่าพื้นที่ เบิร์ดรู้สึก ว่าเป็นการทำลายความมั่นคงทางอาหารของประเทศเพื่อนบ้านอีกรูปแบบหนึ่งเลยนะคะ แทนที่ประเทศเหล่านั้นจะได้ใช้ศักยภาพของแผ่นดินตัวเองในการบำรุงสุขให้กับคนในชาติ ให้ประชาชนได้ท้องอิ่ม สุขภาพดี เพื่อที่จะเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในการพัฒนาประเทศ กลับต้องนำมาสนองความต้องการที่ไม่มีที่สิ้นสุดของใครก็ไม่รู้ที่อยู่ข้างๆบ้าน (:

ทั้งนี้ใช่ว่าปัญหาพลังงานไม่สำคัญนะคะ แต่การแก้ไขไม่ควรทำด้วยการส่งเสริมการใช้ให้มากขึ้น โดยเสาะหาสิ่งทดแทนไปเรื่อยๆ เพื่อลดต้นทุน สามารถควบคุมราคาให้ถูกลง คนก็จะได้หันมาใช้กันมากขึ้น..เบิร์ดเห็นว่าปัญหาพลังงานไม่ใช่อยู่ที่ถูกหรือแพง แต่อยู่ที่เราใช้มากเกินไปมากกว่า ดังนั้นสิ่งที่ควรทำ็อย่างจริงจังอีกเรื่องหนึ่งคือรณรงค์ให้ประชาชนลดการใช้พลังงานค่ะ.. แม้จะต้องใช้เวลาแต่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้นะคะ ดูการรณรงค์เรื่องบุหรี่เป็นตัวอย่างก็ได้ค่ะ ทุกวันนี้มีกี่ที่กันคะที่สามารถสูบบุหรี่ได้อย่างสบายปอด ^ ^

ที่บ่นมาเสียยืดยาวเบิร์ดแค่ต้องการจะบอกว่า ‘อาหาร’ น่าจะมาก่อน ‘พลังงาน’ ค่ะ และ เพื่อเป็นการรักษาสมดุลระหว่างพืชอาหารกับพืชพลังงาน แนวทางการพัฒนาพืชพลังงานจึงไม่ควรมุ่งเน้นไปที่การขยายพื้นที่เพาะปลูกเพียงอย่างเดียว แต่ควรเน้นไปที่การศึกษาวิจัยการเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่หรือการเพิ่มคุณภาพของวัตถุดิบให้ได้พลังงานต่อหน่วยที่สูงขึ้นด้วย ค่ะ… งานนี้เทคโนโลยีการตัดต่อพันธุกรรมพืชหรือจีเอ็มโออาจจะพลิกบทบาทจากผู้ร้ายในพืชอาหารมาเป็นพระเอก ถ้าเรานำมาใช้กับพืชพลังงานนะคะ

สหรัฐอเมริกาทำมาก่อน เจอปัญหาก่อน และได้คิดทางป้องกันแก้ไข ( แม้จะไม่ค่อยได้ผลดีเท่าไหร่นักเพราะตอนนี้ตัวเค้าเองก็โดนวิกฤตอาหารแพงเหมือนกัน ) เพราะประเทศพัฒนาส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางอาหารของตนเป็นอันดับแรกค่ะ อเมริกาจึงพยายามหาวัตถุดิบมาทดแทนพืชพลังงานที่เรารู้จัก เช่น การเลี้ยงสาหร่ายโตเร็วเพื่อนำมาผลิตไบโอดีเซล หรือการนำพืชจำพวกเซลลูโลสมาวิจัยเพื่อผลิตเอทานอล รวมถึงการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวโพดให้มีเปอร์เซ็นต์แป้งสูงเพื่อให้ได้พลังงานที่สูงขึ้น

(ข้อมูลของสหรัฐอเมริกาอ้างอิงจากบทความ “พืชพลังงาน” ทางรอด…ทางเลือกของเกษตรกรไทย โดย คุณดวงใจ เข็มแดง ตีพิมพ์ในวารสารเคหการเกษตร ฉบับที่ ๑ เดือนมกราคม ๒๕๕๑ )

การสนองกระแสพระราชดำรัสของล้นเกล้าฯ นอกจากมีความพอเพียงเป็นพื้นฐานแล้ว จำเป็นต้องอาศัยความรอบรู้และรอบคอบเป็นสำคัญด้วยนะคะ …การพัฒนาไม่ใช่การสังคมสงเคราะห์ ความเร็วและปริมาณไม่ใช่คำตอบของความสำเร็จที่ยั่งยืนเสมอไปค่ะ..

พืชพลังงานกับอาหาร อะไรสำคัญกว่ากันคะ ?

.

………………

.

ขอ … ฮิ้วววว … อีกซักที

.

.

.





ผลิผล

12 04 2008

ร้อนนี้ร้อนนัก … ไม้ในสวนกำลังติดดอกติดผลกันใหญ่ เห็นแล้วชื่นใจ แม้ลำไยและผักหวานป่าจะช่วยทำเงินให้อิ่มท้อง แต่ไม้อื่นๆ ก็มาอยู่ด้วยกันเป็นเพื่อนสวนให้อุ่นใจ ผมคิดว่าชีวิตเราควรมีช่วงเวลาแรกผลิอยู่เสมอ เพราะการเริ่มต้นด้วยความสดใหม่นั้น จะช่วยให้ก้าวแรกของเราเต็มเปี่ยมไปด้วยความคึกคักและมั่นใจ … บ่อยครั้งที่ส้มสูกลูกไม้เหล่านี้ช่วยล่อช่วยเรียกหมู่นกวิหคไพรมาเจื้อยแจ้วกล่อมสวน … ให้เพลินหู

เก็บมาฝากครับ อยากให้เย็นตาเย็นใจ ขอให้สุขสงกรานต์กันทุกคน

.

.