.
เนื่องด้วยทางเจ้าของบล็อกที่ได้คัดลอกข้อเขียนของผมไป ได้แสดงความรับผิดชอบด้วยการขอโทษในความประมาทเลินเล่อ เพราะได้รับฟอร์เวิร์ดเมล์จากเพื่อนมาอีกที และได้อ้างอิงแหล่งที่มาให้แล้ว ซึ่งผมก็ไม่ติดใจอะไร แต่ขอสงวนสิทธิที่จะยังคง entry นี้ไว้ เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีในการแสดงความรับผิดชอบของผู้ที่ยอมรับในความผิดพลาดแล้วทำการแก้ไข แม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเช่นในกรณีนี้ก็ตาม การใดในครั้งนี้ที่ต้องทำให้ทุกใครก็ตามเกิดความไม่สบายใจ ผมต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ … Golb
.
………………
.
อ้างอิงกับ “ขอบ่นเรื่องพืชพลังงานหน่อย” http://baansuan.wordpress.com/2008/01/10/energy-crop
.
บังเอิญจริงๆ ครับ ไม่นึกว่าจะเจอกับตัว พยายามจะ highlight ตรงที่มันเหมือนกัน แต่ไม่ไหว แกน่าจะตบแต่งขัดเกลาภาษาให้มันต่างออกไปหน่อย ขนาดความคิดเห็นแกยังเอาเลย หมดจดจริงๆ
นี่ละครับ … สังคมบริโภคนิยม การที่จะได้มาซึ่งอะไรสักอย่าง มักไม่จำกัดวิธีการ ผมอยู่นอกกระแสสังคมอย่างนั้นมานาน เลยไม่อะไรกับเรื่องพวกนี้มากนัก ถือซะว่า ‘สาร’ ที่เราต้องการจะสื่อ ได้ถูกเผยแพร่บอกต่อไปยังคนหมู่มากขึ้น ก็นับเป็นเรื่องที่ดี แต่เป็นห่วงคนในสังคมที่มีความคิดอย่างนี้ เพราะมันอันตราย คุณจะค่อยๆ สูญเสียความเป็นตัวตนไปทีละน้อย ท้ายสุดก็จะไม่เหลืออะไรเลย เป็นชีวิตที่ว่างเปล่า มันรันทดนะครับ ชีวิตแบบนี้น่ะ
อ่านไปก็หัวเราะออกมาไม่รู้ตัว ไม่รู้เพราะอะไร ถ้าใครเจอกับตัวคงจะรู้สึกคล้ายกัน
.
………………
.
ขออนุญาตเจ้าของบล็อกนะครับ … ฮิ้วววว
ที่มา : http://gotoknow.org/blog/beautifulmemories/175254
.
พืชพลังงานทดแทน ..จะเอายังไงกันดี?
เหตุเกิดจากหลายวันนี้เบิร์ดสะดุดใจกับบางอย่าง เลยอยากเล่าให้ฟังเล็กน้อยแต่บ่นยาว ..เพราะี้เบิร์ดค่อนข้างกังวลกับทิศทางและนโยบายของการเกษตรไทย ที่ดูจะแปลกๆไปเรื่อยๆ ซึ่งในระยะยาวแล้วไม่น่าจะเป็นผลดีสักเท่าไหร่น่ะค่ะ
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) คาดการณ์จีดีพีภาคเกษตรปี ๒๕๕๑ จะมีอัตราการขยายตัวประมาณ ๔.๖% (ปี ๒๕๕๐ อยู่ที่ ๔.๓%) โดยในสาขาพืชจะขยายตัว ๔.๘% สาขาปศุสัตว์ ๖.๑% สาขาประมง ๓.๙% บริการทางการเกษตรเพิ่มขึ้น ๓.๘% และ สาขาป่าไม้ลดลง ๘.๔%
ตัวเลขสวยนะคะ มีแนวโน้มที่ดีเกือบทุกตัว ( ยกเว้นป่าไม้ ^ ^ )…. โดยเฉพาะสาขาพืชที่เห็นว่าขยายตัวด้วยแรงกระตุ้นจากราคาเป็นสำคัญ ชี้ชัดลงไปโดยตรงที่กลุ่มพืชพลังงาน อาทิ มันสำปะหลัง อ้อย และปาล์มน้ำมัน ภายในปีนี้เราคงจะได้เห็นการปูพรมขยายพื้นที่ปลูกพืชพลังงานเหล่านี้กันยกใหญ่ เหมือนที่เคยเห็นจาก ‘ยางพารา’ เมื่อหลายปีก่อน ( ซึ่งไม่รู้ว่าในขณะนี้ได้แจกกล้ายางให้กับเกษตรกรที่เข้าโครงการครบหรือยังนะคะ อิ อิ อิ )
เรามาดูโปรโมชั่นเกี่ยวกับเรื่องนี้กันค่ะ เริ่มที่กระทรวงเกษตรฯ ได้กำหนดแผนพัฒนาปาล์มน้ำมัน ปี ๒๕๕๑-๒๕๕๔ วงเงิน ๙,๕๐๐ ล้านบาท เพื่อส่งเสริมใช้ปาล์มพันธุ์ดี ประมาณ ๕ แสนไร่ และส่งเสริมปลูกใหม่ในพื้นที่นาทิ้งร้างหรือทดแทนพืชที่สร้างรายได้ต่ำ ๒.๕ ล้านไร่ ยังไม่พอ กระทรวงพลังงานและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ได้จัดเตรียมหนี้สินล่อใจเกษตรกรอีก ๗,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อการนี้โดยเฉพาะค่ะ
เอาล่ะ..จะเอายังไงก็เอากันค่ะ เพราะมาถึงขนาดนี้แล้วเพียงแต่เบิร์ดสงสัยว่า .. กล้ายางพาราก็ยังคาราคาซัง นโยบายส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ก็เพิ่งตั้งไข่ ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างเท่าที่ควร ( หรือจะลืมกันไปแล้วก็ไม่ทราบนะคะ )…. ก็มาี่ทำท่าจะตั้งวงกับพืชพลังงานกันอีกแล้วววววว !!!!!!!
ที่เบิร์ดเป็นห่วงคือเรากินน้ำมันไม่ได้นะคะ เราต้องกินข้าวกินปลา ..ไม่ใช่ว่านโยบายไม่ดี แต่..
1. เบิร์ดไม่เห็นมาตรการอะไรที่จะรับรองได้ว่าพื้นที่เพาะปลูกพืชอาหารจะไม่ลดน้อยถอยลง เพราะถูกแทนที่ด้วยพืชพลังงานราคางาม อย่าลืมว่าความมั่นคงทางอาหารเป็นความมั่นคงของชาตินะคะ ทำให้คนในชาติถึงพร้อมด้วย ปริมาณ คุณภาพ และความหลากหลายของอาหารให้ได้ก่อน แล้วค่อยออกไปแข่งขันกับคนอื่นจะดีกว่ามั้ยคะ? ในอดีตที่ผ่านมานั้นมีสิ่งน่าคิดนะคะ…บ้านเราได้ชื่ือว่าเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก แต่เรายังต้องนำเข้าอาหารจากต่างประเทศเป็นจำนวนมากอยู่ ทั้งยังมีประชากรในชาติประสบความอดอยากและภาวะทุพโภชนาให้พบเห็นอยู่ทั่วไป..เกิดอะไรขึ้นคะ ?
เราถูกริดรอนความมั่นคงทางอาหารไปมากมายมหาศาลผ่านตัวเลขสวยหรูของการส่งออก ล่าสุดการส่งออกสินค้าเกษตรปี ๒๕๕๐ มีมูลค่าทั้งสิ้น ๔๙๙,๖๗๕ ล้านบาท เบื้องหลังตัวเลขนี้เห็นอะไรกันบ้างคะ ? เบิร์ืดเห็นการล้มละลายของเกษตรกรผ่านหนี้สินที่เพิ่มพูน ผ่านที่ดินที่สูญเสีย เห็นการล่มสลายของสังคมชนบท เห็นความอ่อนล้าของวัฒนธรรมประเพณีไทย และเิบิร์ดเห็น ดิน น้ำ ป่า อากาศของบ้านเราเสื่อมโทรมลงทุกวัน..
‘สิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต วัฒนธรรม’ เราตีค่าสิ่งเหล่านี้เป็นตัวเงินได้หรือเปล่าคะ ? ทั้งหลายทั้งปวงนี่คือต้นทุนที่เราต้องสูญเสียไปเพื่อให้ได้อะไรมาคะ ?
เราต้องสูญเสียความสามารถในการพึ่งพาตัวเองในการผลิตอาหารเลี้ยงปากเลี้ยงท้องคนของเรา มาตั้งแต่เราเริ่มปรับโครงสร้างภาคเกษตรจาก ‘ยังชีพ’ มาเป็น ‘ค้าขาย’ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ฉบับที่ ๑ โน่นแล้ว เราต้องพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากภายนอกทั้งปุ๋ย ยา เมล็ดพันธุ์ เครื่องจักรกล ไปจนถึงเทคโนโลยี เพื่อให้ได้คุณภาพและปริมาณตามที่กำหนด ไม่งั้นก็ขายไม่ได้ แล้วยังมาเจอดาบสองจากกลไกการตลาดที่ซับซ้อนของระบบทุนนิยมเสรีที่เล่นเล่ห์ในการกำหนดราคาสินค้าได้อย่างแยบยลอีก
เบิร์ดสารภาพว่าขำไม่ออกกับเรื่องเล่าของชาวนาที่ขายข้าวของตัวเองเพื่อเอาเงินไปซื้อข้าวในตลาดมากินค่ะ..
(คลื่นแทรก: เรื่องแผน ๑ นี้มีการพูดถึงกันมากถึงการตัดสินใจที่ผิดพลาด จนนำพาประเทศไปผิดทิศผิดทาง แต่ก็ไม่น่าโทษว่าคนสมัยโน้นเสียทั้งหมดนะคะที่คิดทำอย่างนั้น ถ้าเป็นเราอยู่ตรงนั้น เวลานั้น มีข้อมูลเท่านั้น จะทำอย่างไร? ไม่มีใครหยั่งรู้อนาคตได้เลยนะคะ ถ้าจะโทษก็ต้องโทษคนรุ่นนี้สมัยนี้นี่แหละค่ะ ที่รับรู้ว่าที่ผ่านมานั้นผิด แต่กลับไม่พยายามปรับเปลี่ยนแก้ไข ยังเดินตามเส้นทางที่พร่ำบ่นกันว่าแย่ได้อย่างหน้าตาเฉย แถมไม่พอ ยังลาดยางตีเส้นให้สวยงามน่าใช้อีกต่างหาก..)
ต่อค่ะ ..
2.เบิร์ดไม่เห็นมีมาตรการไหนที่จะมาควบคุมการนำพืชอาหารมาใช้เป็นพืชพลังงานเลยซักข้อนึง คงจำกันได้ในปีนี้.. หมู เห็ด เป็ด ไก่ แพงพุ่งพรวด สาเหตุจากต้นทุนอาหารสัตว์เพิ่มขึ้น นั่นเพราะวัตถุดิบอย่างข้าวโพด ถั่วเหลืองและมันสำปะหลัง มีราคาสูงขึ้น ซึ่งราคาที่สูงขึ้นส่วนหนึ่งมาจากความต้องการนำพืชอาหารเหล่านั้นไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทานอลนะคะ อีกตัวคือน้ำมันปาล์มที่ขยับราคาสูงขึ้น เพราะความต้องการน้ำมันปาล์มในการผลิตไบโอดีเซลมีสูง ทำให้ผลผลิตไม่เพียงพอ ต้องนำน้ำมันปาล์มที่ผลิตเป็นอาหารมาใช้แทน ซ้ายก็มาขวาก็ถึงอย่างนี้ ผู้บริโภคตาดำๆเตรียมตั้งรับกันรึยังคะ ?
ที่สำคัญคือข้อนี้ค่ะ
3.มีอะไรที่จะรับประกันได้ว่า จะไม่มีการบุกรุกแผ้วถางป่าเพื่อปลูกพืชพลังงาน เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับยางพาราเมื่อปี ๔๗-๔๘ ที่ทั้งคนทั้งป่าโดนทำลายไปไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ กระทรวงเกษตรฯ ได้ทบทวนข้อผิดพลาดนี้บ้างหรือเปล่า กระทรวงทรัพยากรฯ เตรียมรับมือเรื่องนี้แล้วหรือยัง อย่าลืมนะคะ ใครออกปากที่จะสนองพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ ไว้แล้ว โดยเฉพาะเรื่องการทบทวนการปลูกพืชเศรษฐกิจในเขตป่า ..อย่าลืมคำที่รับไว้นะคะ
สุดท้ายค่ะ
4. มีแนวทางหนึ่งที่ดูแปลกๆในความคิดของเบิร์ด คือการขยายพื้นที่เพาะปลูกพืชพลังงานไปในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งในรูปแบบของโครงการพัฒนาต่างๆ ไปจนถึงการเช่าพื้นที่ เบิร์ดรู้สึก ว่าเป็นการทำลายความมั่นคงทางอาหารของประเทศเพื่อนบ้านอีกรูปแบบหนึ่งเลยนะคะ แทนที่ประเทศเหล่านั้นจะได้ใช้ศักยภาพของแผ่นดินตัวเองในการบำรุงสุขให้กับคนในชาติ ให้ประชาชนได้ท้องอิ่ม สุขภาพดี เพื่อที่จะเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในการพัฒนาประเทศ กลับต้องนำมาสนองความต้องการที่ไม่มีที่สิ้นสุดของใครก็ไม่รู้ที่อยู่ข้างๆบ้าน (:
ทั้งนี้ใช่ว่าปัญหาพลังงานไม่สำคัญนะคะ แต่การแก้ไขไม่ควรทำด้วยการส่งเสริมการใช้ให้มากขึ้น โดยเสาะหาสิ่งทดแทนไปเรื่อยๆ เพื่อลดต้นทุน สามารถควบคุมราคาให้ถูกลง คนก็จะได้หันมาใช้กันมากขึ้น..เบิร์ดเห็นว่าปัญหาพลังงานไม่ใช่อยู่ที่ถูกหรือแพง แต่อยู่ที่เราใช้มากเกินไปมากกว่า ดังนั้นสิ่งที่ควรทำ็อย่างจริงจังอีกเรื่องหนึ่งคือรณรงค์ให้ประชาชนลดการใช้พลังงานค่ะ.. แม้จะต้องใช้เวลาแต่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้นะคะ ดูการรณรงค์เรื่องบุหรี่เป็นตัวอย่างก็ได้ค่ะ ทุกวันนี้มีกี่ที่กันคะที่สามารถสูบบุหรี่ได้อย่างสบายปอด ^ ^
ที่บ่นมาเสียยืดยาวเบิร์ดแค่ต้องการจะบอกว่า ‘อาหาร’ น่าจะมาก่อน ‘พลังงาน’ ค่ะ และ เพื่อเป็นการรักษาสมดุลระหว่างพืชอาหารกับพืชพลังงาน แนวทางการพัฒนาพืชพลังงานจึงไม่ควรมุ่งเน้นไปที่การขยายพื้นที่เพาะปลูกเพียงอย่างเดียว แต่ควรเน้นไปที่การศึกษาวิจัยการเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่หรือการเพิ่มคุณภาพของวัตถุดิบให้ได้พลังงานต่อหน่วยที่สูงขึ้นด้วย ค่ะ… งานนี้เทคโนโลยีการตัดต่อพันธุกรรมพืชหรือจีเอ็มโออาจจะพลิกบทบาทจากผู้ร้ายในพืชอาหารมาเป็นพระเอก ถ้าเรานำมาใช้กับพืชพลังงานนะคะ
สหรัฐอเมริกาทำมาก่อน เจอปัญหาก่อน และได้คิดทางป้องกันแก้ไข ( แม้จะไม่ค่อยได้ผลดีเท่าไหร่นักเพราะตอนนี้ตัวเค้าเองก็โดนวิกฤตอาหารแพงเหมือนกัน ) เพราะประเทศพัฒนาส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางอาหารของตนเป็นอันดับแรกค่ะ อเมริกาจึงพยายามหาวัตถุดิบมาทดแทนพืชพลังงานที่เรารู้จัก เช่น การเลี้ยงสาหร่ายโตเร็วเพื่อนำมาผลิตไบโอดีเซล หรือการนำพืชจำพวกเซลลูโลสมาวิจัยเพื่อผลิตเอทานอล รวมถึงการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวโพดให้มีเปอร์เซ็นต์แป้งสูงเพื่อให้ได้พลังงานที่สูงขึ้น
(ข้อมูลของสหรัฐอเมริกาอ้างอิงจากบทความ “พืชพลังงาน” ทางรอด…ทางเลือกของเกษตรกรไทย โดย คุณดวงใจ เข็มแดง ตีพิมพ์ในวารสารเคหการเกษตร ฉบับที่ ๑ เดือนมกราคม ๒๕๕๑ )
การสนองกระแสพระราชดำรัสของล้นเกล้าฯ นอกจากมีความพอเพียงเป็นพื้นฐานแล้ว จำเป็นต้องอาศัยความรอบรู้และรอบคอบเป็นสำคัญด้วยนะคะ …การพัฒนาไม่ใช่การสังคมสงเคราะห์ ความเร็วและปริมาณไม่ใช่คำตอบของความสำเร็จที่ยั่งยืนเสมอไปค่ะ..
พืชพลังงานกับอาหาร อะไรสำคัญกว่ากันคะ ?
.
………………
.
ขอ … ฮิ้วววว … อีกซักที
.
.
.
Recent Comments