อ๊อกไข่

3 08 2009

นั่งมองฝนตั้งเค้ามาแต่ไกล แต่ฟ้าก็แกล้งให้รอเก้อ หะแรกเห็นเมฆเกาะเกี่ยวเป็นกลุ่มก้อนดำทะมึนก็นึกครึ้มใจ เพราะอบอ้าวอึดอัดมาหลายวัน แต่หลังเสียงคำรามครืนใหญ่ กลับพบเพียงฝอยฝนกะปริดกะปรอยลงมา ดูแล้วก็น่าเห็นใจเหมือนชายลูกหมากชำรุด

แต่กระนั้น, ละอองฝนที่จับผิวยามต้องลมผ่าน ก็ทำให้รู้สึกเย็นสะท้านขึ้นมาได้บ้าง ไม่ถึงกับผิดหวังไปเสียทีเดียว

แรกเห็นเมฆก่อตัว ผมก็เริ่มก่อไฟต้มน้ำชงกาแฟ นั่งคุยกับลุงน้อยเรื่องแต่งกิ่งลำไยที่เพิ่งเก็บเสร็จไปเมื่อเดือนก่อน คุยกันเสร็จสรรพรู้เรื่องดีแล้ว ลุงน้อยก็มวนยาเส้นส่งให้ผมแกล้มขมกาแฟ ส่วนตัวแกก็เดินหายเข้าไปในดงกล้วยริมห้วย สักพักแกกับใบตองก็เดินผ่านหน้าผมเข้าไปในครัว ชั่วบุหรี่หมดมวนก็กลับออกมาพร้อมกระทงน้อยสี่ใบกับไข่ไก่สามฟอง

หลังจากนั้นก็เป็นไปตามลำดับภาพข้างล่างนี่ละครับ …

.

oggkhai-00

ติดครัวไว้ประจำ ไข่ไก่ พริกขี้หนู หอมแดง อ้าว! ดันลืมต้นหอมกับผักชี

oggkhai-01

ตอกไข่ใส่กระทงใบตอง กวนไข่เคล้าส่วนผสมตามชอบ อังทิ้งไว้กับไฟอ่อน ๆ

oggkhai-02

ถ้าไฟแรงก็ราไฟลง เห็นไฟโรยก็เร่งไฟเข้า รอจนไข่สุกสวย อดใจไว้ให้ดี มิฉะนั้นไข่จะแหว่งอย่างที่เห็น

oggkhai-03

หอมกลิ่นใบตองคลอกลิ่นไข่ ในสุกนุ่มก้นกรอบเกรียม ขอบชีสต์ทั้งหลายชิดซ้ายไปเลย

oggkhai-04

คำนี้, สำหรับคุณครับ ใครธาตุอ่อนระวังพริกไว้ด้วย อย่านึกว่าเป็นต้นหอมเชียว

.

.





ชิมเอื้องแลว

20 04 2009

.

“เปียกหรือยัง?” เป็นคำทักถามที่เราได้ยินจนหูเปื่อยในสามสี่วันที่ผ่านมา

มันจะเปียกได้อย่างไรกัน (วะ) ! ก็เรา (กู) ออกจากสวนไม่ได้ จะเข้าลำพูนก็แดงแจ๋เต็มถนน จะไปลำปางก็แดงจ๋าเต็มดอย มองผ่านมองเพลินก็เหมือนดงกุหลาบแต้มทิวขุนตาน ดูกวนตากวนตีนดีไม่หยอกเหมือนกัน

ก็ไม่มีอะไร, แค่อยากจะฝากไว้ว่า การจะเรียกร้องใด ๆ คุณต้องทำความเข้าใจกับ minority right ให้มากกว่านี้ พวกมากลากไปไม่น่าจะใช่คำตอบ ความเดือดร้อนของสังคมไม่ควรจะเป็นวิธี การใส่ใจซึ่งกันและกันของประชาชนต่างหากที่จะช่วยจรรโลงให้ประชาธิปไตยบ้านเราขับเคลื่อนไปได้อย่างราบรื่นและประณีตสวยงาม แต่สำหรับเมืองไทย เดาไว้ว่าคงจะอีกนานเพราะเราไม่ใส่ใจพัฒนาคน เอาเป็นว่าทำให้โรงเรียนตามดงดอยมีมาตรฐานเดียวกันกับโรงเรียนโด่งดังทั้งหลายให้ได้เสียก่อน แล้วค่อยมาพูดกัน

เมื่อไปไหนมาไหนไม่ได้อย่างนี้ ทำอะไรกินกันดีกว่า …

พักหลังมานี่ผมมีความสุขกับการเข้าครัวเป็นพิเศษ จนที่นี่จะกลายเป็น cook blog ไปแล้ว ไม่ใช่ว่าทำเก่งหรือทำอร่อยอะไรมากมายนักหรอก แต่อดใจไม่ไหวกับความสวย-สดของพืชผักพื้นบ้านที่ขึ้นอยู่ตามหัวไร่ท้ายสวน จะวางเฉยปล่อยให้เฉาคาตาไปก็กระไรอยู่ ทั้งการหาหุงปรุงรสก็เรียบง่ายไม่ซับซ้อน จะแกงก็เป็นแกงใส ๆ ไม่ใส่กะทิ ไม่ต้องเสียเวลาคั้น-ขูดมะพร้าวให้เปลืองแรง จะอบหรือจะ ‘แอ็บ’ ก็คลุกไก่ หมู ปู ปลา กับขมิ้น ตะไคร้ หรือพริกแกง ห่อใบตองแล้วย่างบนไฟอ่อน ๆ สักพักก็ได้กิน จับสังเกตมาหลายทีแล้วว่า แกงบางถ้วยที่เคยทำนั้นใช้เวลาน้อยกว่าข้าวกะเพราไข่ดาวตามร้านอาหารในเมืองเสียอีก โดยเฉพาะแกงผักข้างรั้วทั้งหลาย ถ้าจะช้าก็ช้าตรงที่มัวแต่พิรี้พิไรเลือกเด็ดแต่ยอดอวบ ๆ ดอกงาม ๆ อยู่ริมรั้วนั่นเอง

ฤดูร้อนอย่างนี้ต้นไม้ออกดอกดกดื่น บางดอกบานให้ดู บ้างก็บานให้ดม และมีไม่น้อยที่บานมาให้กิน ‘นางแลว’ หรือ ‘ลิงแลว’ หรือ ‘เอี้ยงแลว’ (เอื้องแลวก็เรียก) จะมีอีกกี่ชื่อก็ล้วนชวนให้ชิม

.

.

nanglaew-00

.
ช่อดอกสีขาวแต้มม่วงซุกตัวแอบใต้ร่มใบบัง ต้องแหวกพุ่มใบเขียวเข้าไปจึงจะเห็น ใจลอยไม่สังเกตจะเดินผ่านความอร่อยไปโดยไม่รู้ตัว นางแลวริมรั้วกอนี้แยกหน่อมาจากต้นแม่ที่บ้านปู่ ออกดอกปีละหนเท่านั้น เราจึงนัดเจอกันหน้าเตาทุกเมษา มาล่าหรือมาเร็วก็ไม่พ้นสงกรานต์ กินสดสดรสจะออกหวานเจือขมนิด ๆ จะลวกจิ้มน้ำพริกหรือชุบแป้งทอดก็อร่อยไปคนละรส แต่มักนิยมนำมาแกงเสียมากกว่า

มาดูส่วนผสมกัน ไหน ๆ ก็จะออกไปเก็บดอกนางแลวอยู่แล้ว ให้เลยไปเด็ดชะอมที่ปลูกไว้ริมรั้วอีกฟากนึงมาด้วยสักกำมือ เห็นแตกยอดอ่อนมาสองวันแล้ว เดี๋ยวแก่แดดแก่ลมเกินไปจะไม่น่ากิน ส่วนเครื่องแกงก็มีสามเซียนประจำครัว ได้แก่ หอมบั่ว (หอมแดง) หอมเตียม (กระเทียม) พริกแห้ง (เป็นเครื่องชูรสสามัญประจำบ้าน คล้าย ๆ กับสามสหาย รากผักชี-กระเทียม-พริกไทย ที่ประจำการอยู่ทั่วทุกครัวไทย) ข่า ตะไคร้นิดหน่อย เกลือ กะปิ และปลาย่าง
.

nanglaew-03

.
เริ่มโขลกพริกแกงก่อน โยนพริกแห้ง หอมแดง กระเทียม ข่า ตะไคร้ ลงครก โรยเกลือนิดหน่อยให้ตำง่ายเพลินมือ พอแหลกแล้วใส่กะปิลงตำจนพริกแกงละเอียดได้ที่ จากนั้นตั้งน้ำให้เดือด โยนปลาย่างลงต้มจนนุ่มหอมนวล ตักขึ้น ฉีกเอาแต่เนื้อ พักไว้ ใส่พริกแกงลงละลายในน้ำต้มปลาย่าง พอเดือดจึงใส่เนื้อปลาที่ฉีกไว้ ตามด้วยดอกนางแลว เคี่ยวพอสุกจึงใส่ชะอมตบท้าย (จะปรุงรสด้วยน้ำปลาหรือไม่ปรุงก็ได้) คนจนชะอมสลด เป็นอันเสร็จ
.

nanglaew-04

.

กินกับข้าวนึ่งร้อน ๆ หรืออุ่นข้าวสวยที่เหลือจากเมื่อเย็นวานก็อร่อยจนหมดหม้อ

.

.

นางแลวก้านดอกอวบ รสเจือขมมีฤทธิ์เป็นยาเย็น คลายร้อนได้ดีนัก ร้อน ๆ อย่างนี้ พืชอวบน้ำ ผักริมคลองต่าง ๆ เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ผักบุ้ง ผักกระเฉด ผักกูด เอามาทำกับข้าวอร่อยทั้งนั้น นึกถึงตอนยังเล็กเป็นเด็กชาย ชีวิตในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนริมคลองดำเนินสะดวกยังประทับอยู่ในใจ ภาพผู้คนดำผุดดำว่าย งมกุ้งหอยปูปลาตามแม่น้ำลำคลอง แถมได้ผักริมน้ำไปต้มยำทำแกง ยังทันได้เห็น ยังเคยได้กิน นับเป็นวิธีคลายร้อนที่น่ารักของคนไกลเมือง

.

อยู่แต่กับบ้านก็ไม่อดตายครับ นี่เขาเรียก “การพึ่งตนเอง” ใช่ไหม? ประชาชนในประชาธิปไตยต้องพึ่งพาตัวเองให้ได้ จะได้ไม่หลงเข้าไปอยู่ในวังวนอุปถัมภ์ของใคร ทำได้เช่นนี้ เราจึงจะแข็งแกร่งในการคัดสรรและตรวจสอบ ซึ่งเป็นหัวใจของระบอบ – ใช่หรือเปล่า?

.

คราวหน้าเรามาทำกับแกล้มกินกัน …

.

.





เปิดครัวบ้านสวน : ไข่เจียวดอกแคร์

26 03 2009

.

.
-๑-
.

จำได้ว่า … เช้าวันหนึ่งของเดือนกุมภาพันธ์ที่เพิ่งผ่าน ตาพุดหิ้วห่อช่อดอกเล็ก ๆ สีขาว ๆ มาฝากกำใหญ่ มองผ่านก็พอรู้จักว่าดอกแค แต่ทำไมดอกมันเรียงรวงเป็นพวงสวย ดูแปลกตา

“แคฝรั่งครับ เพิ่งเก็บเมื่อกี้นี่เอง ที่สวนมันดกเหลือเกิน กินไม่ทัน เอาไปช่วยกินหน่อย”

ตาพุดอ่านสายตาแล้วเฉลย, เหมือนรู้

ได้กัน! เจียวกับไข่นี่ละ เป็นฟู้ดที่ฟาสต์ที่สุดแล้ว สดสดจากต้นอย่างนี้ต้องทำเร็ว อย่าให้ความสดได้ทันตั้งตัวเชียว เดี๋ยวจากสดจะกลายเป็นสลดไปเสียก่อน ว่าแล้วก็ติดเตา ตั้งกระทะ แล้วหันไปชวนตาพุดมากินด้วยกัน

“ไม่เอาละ ผมเบื่อ! ตาน้อยอยู่มั้ย?”

ผมบุ้ยใบ้ไปทางท้ายสวน ขอบอกขอบใจกันสักพัก แกก็เดินลับหายไปหลังราวลำไย …

.

.
-๒-
.

พูดถึง ‘แคฝรั่ง’ ถึงแม้ไม่ใช่ไม้ถิ่น แต่ก็กินอร่อยถูกปากคนไทย จะแกงส้ม ลวกจิ้ม หรือเจียวกับไข่ ก็อร่อยได้ไม่แพ้กัน ไม้นี้เดินทางไกลมาจากทวีปอเมริกาโน่น นึกสงสัยชื่อ Mother fo Cocoa ว่าทำไม? เป็นเถือกเถาไหนเหล่ากอใดของต้นโกโก้หรือ จนมาถึงบางอ้อกับคำเฉลยของคุณเดชา ศิริภัทร ที่บอกว่า เขาปลูกแคฝรั่งไว้เป็นไม้พี่เลี้ยงให้กับต้นโกโก้นั่นเอง

กับไข่เองนั้น เรามักจะได้ยินบรรดาโภชนากรพร่ำเตือนในทำนองที่ว่า “ไข่มีประโยชน์ก็จริง แต่อย่ากินมากฟองต่อวันเพราะคอเลสเทอรอลสูง” ดูมันขัดแย้งกันชอบกลอยู่ ในสำรับของปู่ย่าตาทวดก็เห็นมีเมนูไข่ประจำมื้ออยู่ออกบ่อย ไม่เห็นเจ็บไข้ได้ป่วยหรือเซนซิทีฝกับโรคภัยไข้เจ็บกันง่ายดายเหมือนในสมัยนี้เลย ผมว่าน่าจะเป็นที่กระบวนการผลิตแล้วละ ที่เป็นปัญหา

การเลี้ยงไก่ไข่ในปัจจุบันที่ตะบี้ตะบันเลี้ยงกันจนไข่ล้นตลาดนี่ละ … ตัวดี อาหารสูตรพิเศษ (อันอุดมไปด้วยหัวอาหารไขมันสูง) ฮอร์โมนเร่งโต ยาปฏิชีวนะ การเลี้ยงในระบบปิด-ติดแอร์ ฯลฯ เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยเหล่านี้ นอกจะเพิ่มปริมาณแล้วยังไปเพิ่มคุณภาพที่มากล้นให้ไข่โดยไม่จำเป็น สารอาหารและพลังงานที่มากเกินความต้องการของร่างกาย เมื่อย่อยสลายหรือถ่ายทิ้งออกมาไม่หมดก็จะสะสมเกรอะกรัง ดีไม่ดีเกิดอ๊อกซิเดชั่นกลายเป็นพิษขึ้นมาอีก แทนที่จะได้ประโยชน์กลับพ่วงโทษมาเป็นของแถมโดยไม่ตั้งใจ

(หมายเหตุ : เป็นความรู้สึกนึกคิดของผู้เขียนเอง โปรดใช้วิจารณญาณ)

ผิดกับการเลี้ยงสมัยก่อนที่ให้สุขเสรีในการใช้ชีวิตของไก่ ที่เรียกกันว่าเลี้ยงไก่พื้นบ้านน่ะ … ถูกต้องที่สุด เลี้ยงไว้ใต้ถุนเรือน ปล่อยให้คุ้ยเขี่ยหากินเอง อาจจะมีโปรยข้าวเปลือกข้าวสารให้บ้างก็เพียงเพื่อความเพลิดเพลินผูกพันระหว่างกัน อะดรีนาลีนสูบฉีดบ้างเป็นบางหน ด้วยต้องคอยหลีกลี้หนีหลบเหล่าบรรดาหมาแมวอันธพาล แต่รวม ๆ แล้วเอนโดฟีนดูจะหลั่งมากกว่าด้วยวิธีการเลี้ยงแบบนี้

จำนวนที่เลี้ยงไว้ก็ไม่มากนัก กะให้พอดีปากของคนในบ้าน เกิดวันไหนไข่ดกกินไม่ทันก็เอาไปแจก แลก ขาย วันใดนึกอยากจะกินขึ้นมาก็ใช่ว่าจะได้กินในทันที ต้องรอแม่ไก่ออกไข่ให้เสียก่อน ไม่ใช่เปิดตู้เย็นก็เห็นไข่นั่งเรียงแถวรออยู่เป็นแผงเหมือนอย่างทุกวันนี้ (การบริโภคไข่เป็นครั้งคราว ตามวาระ ตามโอกาสเช่นนี้ น่าจะเป็นตัวช่วยให้ปริมาณคอเลสเทอรอลไม่สะสมในร่างกายมากเกินไป ร่างกายสามารถนำไปใช้หรือถ่ายทิ้งได้อย่างพอดี ผิดกับการบริโภคด้วยความเคยชินเป็นประจำเช่นในปัจจุบัน)

ทีนี้เมื่อไก่แข็งแรงเจริญเติบโตเป็นปกติตามธรรมชาติ ไม่ถูกปรนเปรอปรุงแต่งด้วยเทคโนโลยีนี่นั่น ไข่ก็ย่อมแข็งแรงปลอดภัยตามไปด้วย สุดท้ายก็ส่งผลดีมาสู่ผู้บริโภคเช่นเดียวกัน สำหรับผมแล้ว ไก่ที่แข็งแรงต้องปราดเปรียวฉับไวสู้แดดลมครับ ไม่ใช่อวบอ้วนอุดอู้นอนอยู่แต่ในห้องแอร์

ฉะนั้นวันไหนที่คุณนึกอยากจะกินไข่ขึ้นมา แนะนำให้หาพืชผักสมุนไพรใส่ลงไปด้วย อย่างน้อยจะได้ช่วยซับช่วยขับส่วนที่เกินความต้องการของร่างกายออกมาบ้าง อย่างเช่นเมนูที่จะนำเสนอในวันนี้ … ไข่เจียวดอกแคร์

.

.

.

ส่วนผสมก็มี ไข่ไก่ ดอกแคฝรั่ง ชูรสตามชอบ จะด้วยน้ำปลา ซีอิ๊ว หรือเกลือ ได้ทั้งนั้น วิธีทำก็เหมือนการเจียวไข่ธรรมดาโดยทั่วไป ติดไฟ ใส่น้ำมัน รอควันโชย แล้วโรยไข่ลงทอดให้ขึ้นฟู ไม่มีขั้นตอนยุ่งยากพิสดารแต่อย่างใด

.

.

.

กินกับข้าวสวยร้อน ๆ คำโต ทำเป็นลืมพริกน้ำปลาหรือซอสศรีราชาไปสักมื้อ เดี๋ยวไปตัดหวานดอกแค จะพาลเสียรส

.

.

จะด้วยติดใจในรสชาติหรืออะไรก็ตามแต่ คล้อยหลังมื้อนั้นไปสองสามวัน ผมเลยชวนแคฝรั่งของตาพุดให้มาอยู่เป็นเพื่อนกันในสวน ได้มาหลายท่อนทีเดียว ชำไว้สักพัก ก็แตกตาใบ รอลงดิน

นอกจากแคฝรั่งจะเอาไว้ชม ไว้ชิมแล้ว เหตุผลหลักที่ทำให้ผมชวนมาอยู่ด้วยกันก็คือ แคฝรั่งเป็นพืชตระกูลถั่วครับ การตรึงไนโตรเจนในอากาศมาเป็นปุ๋ยในดินเป็นคุณลักษณะโดดเด่นของพืชตระกูลนี้ นอกจากจะยังประโยชน์ให้กับตนเองแล้วยังเผื่อแผ่ไปยังพืชที่ปลูกเคียงกันอีกด้วย ยิ่งในยามออกดอก แคฝรั่งจะสลัดทิ้งใบหมดต้น ร่วงหล่นลงมาเป็นปุ๋ยพืชสดและอินทรียวัตถุคลุมดินชั้นดีที่ได้มาฟรี ๆ ไม่ต้องซื้อหา

จะว่าไปแล้วน้ำใจที่ตาพุดมีให้กับผมหรือกับใคร ๆ  ก็เปรียบได้กับความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของต้นแคฝรั่งที่มีให้กับทุกชีวิตที่ยืนเคียงอยู่ร่วมดินผืนเดียว
.

.
-๓-
.

ผมโชคดีที่มีโอกาสได้ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางโอบล้อมของขุนเขาและความอารี ผู้คนที่นี่ยังมีความเอื้ออาทร เผื่อแผ่กันตามสมควร แต่ไม่ได้หมายความว่าที่นี่จะงดงามชวนฝันเหมือนหมู่บ้านในนิทาน ขโมยขโจรก็ยังมี ยาเสพติดก็มีบ้างประปรายพอไม่ให้อายบ้านอื่นเขา คนเห็นแก่ตัว เอารัดเอาเปรียบกัน นินทาด่าทอ ทะเลาะเบาะแว้ง ผัวตีเมียตบ ก็มีให้พบเห็นเท่าที่สังคม ๆ หนึ่งจะพึงมี … เป็นปกติ

ในทางโลกย์ – สังคมที่เป็นปกติน่าจะเพราะส่วนผสมของ ‘ดี-เลว’ ที่สมดุล ดีเกินไปก็โดดเดี่ยวแปลกแยก เลวมากนักก็ผุพังเสื่อมสลาย การสุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง มันจะทำให้สังคมนั้นอยู่ไม่สุข หนักเข้าก็จะพาลไม่น่าอยู่ไปเลย

ผมว่าเราช่วยกันประคับประคองอย่าให้อะไรมันล้ำเหลื่อมกันมากเกินไปจะดีกว่า จะดีก็ดีให้พอตัวอย่าโดดเด่น จะชั่วก็ชั่วให้พองามอย่าให้มันเลวทรามระยำนัก

เวลาเจียวไข่เรายังต้องตีไข่ให้นวลเนียนเป็นเนื้อเดียวเลย ทอดออกมาจะได้เหลืองสวยน่ากิน ประสาอะไรกับสังคมคน ดีเลวก็ให้คละเคล้ากันไป ถ้าไม่มี ‘เลว’ เป็นครู เราจะรู้ ‘ดี’ ได้อย่างไรกัน

.

.

หมายเหตุ : ‘ดอกแคร์’ ให้เข้าใจว่าหมายถึง ‘แคฝรั่ง’ นะครับ เขียนให้ดูโก้ ดูฝรั่งจ๋าไปอย่างนั้นเอง

.

.





เปิดครัวบ้านสวน : แกงสะแล

23 02 2009

.

“ไว้ถ้าไม่ลืมจะแกงมาให้กินกัน” ทิ้งประโยคนี้ไว้ (เกือบ) ท้ายบล็อกในตอนก่อน

ไม่ลืมครับ ‘แกงสะแล’ ปี ๆ หนึ่งแกงกันกินกันได้ไม่กี่หม้อหรอก แค่ช่วงหางหนาวเข้าร้อนอย่างนี้เท่านั้น หมดจากนี้ก็ต้องรอไปปีหน้าโน่นเลย แกงนี้เข้าคู่กันได้ดีทั้งกับกระดูกหมูก็อร่อย หรือจะแกงใส่ปลาย่างก็เอร็ด แต่มื้อนี้ขอแกงกับกระดูกหมูตามใจพ่อครัวหน่อยละกัน

.

.

เริ่มที่เครื่องปรุงกันก่อน ประกอบด้วย สะแล กระดูกหมู พริกแห้ง ข่า หอมแดง กระเทียม กะปิ น้ำปลา และมะเขือส้ม (มะเขือเทศลูกเล็ก ๆ) อีกนิดหน่อย

ก่อนจะหิว, ให้ออกไปรูดดอกสะแลมาให้พอแกงสักสามสี่ปาก เผื่อตักไปฝากบ้านข้าง ๆ ด้วย แล้วพาเดินผ่านน้ำแค่พอชะฝุ่นออกหมด ไม่ต้องแช่ ไม่ต้องแกว่ง เพราะปลอดสารพิษใด ๆ จากนั้นก็ปล่อยให้สะแลนอนตากลมไปก่อน หันมาเตรียมพริกแกง โดยโยนพริกแห้ง ข่า หอมแดง กระเทียม กะปิ ลงครกแล้วโขลกให้ละเอียด เมื่อเครื่องปรุงและส่วนผสมพร้อมก็ตั้งเตาติดไฟเคี่ยวกระดูกหมูให้สุกนุ่ม (หรือจะเอาจนเปื่อยเลยก็ได้..ถ้าชอบ) ระหว่างรอก็อย่าลืมหุงข้าวเตรียมไว้ด้วย

คะเนว่ากระดูกหมูนุ่มได้ที่ ก็ใส่พริกแกงลงไป (อย่าลืมตักน้ำซุบล้างครกเทตามลงไปด้วย) คนให้ละลายจนน้ำแกงเดือดหอม ใส่สะแล เยาะน้ำปลาปรุงรส โยนมะเขือส้มลงไปสามสี่ลูก พอสะแลสุกสลด ยกลง … คดข้าว ตักแกง

โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องต้มเคี่ยวกระดูกหมูก่อนก็ได้ แต่ผมชอบน้ำแกงที่หอมหวานกลมกล่อมเป็นธรรมชาติ ก็เลยเคี่ยวมันซะหน่อย ถ้าใสไป อยากให้น้ำแกงเข้มข้น แนะนำให้ใส่ปลาป่นลงไปด้วย แกงถ้วยนี้จะหอมหวนชวนทานขึ้นอีกมากทีเดียว

.

.

แกงถ้วยนี้อร่อยครบรสครับ หวานน้ำต้มกระดูกหมู เค็มกะปิและน้ำปลาดี แอบเปรี้ยวผ่านลิ้นด้วยมะเขือส้มลูกเล็กลูกน้อย จบด้วยรสมันอร่อยของดอกสะแลสด ๆ จากต้น

.

เปิดครัววันนี้ด้วยตั้งใจว่า อยากให้คนไทยรักที่จะบริโภคพืชผักผลไม้ตามฤดูกาลกันให้มากขึ้น คงไม่ต้องพูดถึงประโยชน์โภคผลของการรับประทานผักพื้นบ้านที่ทุกคนก็ทราบอยู่แล้วว่ามากมายเพียงใด แต่ที่สำคัญกว่านั้น ความนิยมในการบริโภคพืชผักพื้นบ้านตามฤดูกาลจะเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกร ลด-ละ-เลิก ใช้สารเคมีได้ง่ายและเร็วขึ้น เพื่อที่สุดท้ายแล้ว กระบวนการผลิตที่เปลี่ยนแปลงไปของเกษตรกรจะเป็นสายโซ่เล็ก ๆ ที่ช่วยฉุดให้สภาพแวดล้อมและระบบนิเวศค่อย ๆ ไต่ขึ้นมาจากก้นเหววิกฤตที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

เสน่ห์ของผักพื้นบ้านอาหารพื้นเมืองอยู่ที่ความเรียบง่ายและหลากหลาย จับนั่นใส่นี่ นั่นใส่ก่อน นี่ใส่ทีหลัง เข้าคู่เข้าหมู่กันได้อย่างลงตัวและอร่อย คุณค่าทางอาหารแลสรรพคุณทางยาก็เต็มเปี่ยมตามคุณลักษณะของผักพื้นบ้านไทย ทั้งหลายทั้งปวงนี้เราทุกคนรู้และเข้าใจ เพียงแต่ไม่รู้สึกคุ้นเคยเท่านั้น คงเป็นเพราะวิถีชีวิตของคนเมืองที่ทำให้เราห่างเหินสิ่งดีดีเช่นนี้ไป

วันวันเจอแต่คะน้า กวางตุ้ง ผักบุ้ง กะหล่ำ คงจะเบื่อแย่ มาลองทำความสนิทสนมกับผักพื้นบ้านดูบ้างสิครับ จับพลัดจับผลูอาจเปิดเป็นร้านอาหารเล็ก ๆ สร้างช่องทางทำกินได้อีกทางหนึ่ง

จริง ๆ แล้วไม่ต้องถึงกับทำเป็นก็ได้ … แค่ชอบกินก็พอ

.

.
………………
.

.

เกร็ดก้นครัว

เคยฟังวิทยุรายการสุขภาพดีด้วยวิถีไทยจากคลื่น เอฟเอ็ม ๑๐๐ ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เกี่ยวกับการทานผักตามฤดูกาล จึงขอคัดลอกมาให้อ่านกัน ยิ่งกำลังย่างเข้าหน้าร้อนอย่างนี้ น่าจะเป็นประโยชน์กับผู้สนใจบ้างไม่มากก็น้อย

…ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-เดือนเมษายน โดยฤดูร้อนหรือปลายฤดูหนาวต่อกับฤดูร้อน ความร้อนในธรรมชาติจะเพิ่มขึ้น ความร้อนจากธรรมชาติภายนอกจึงมากระทบร่างกายและมักเป็นมูลเหตุที่ทำให้ธาตุไฟภายในร่างกายกำเริบขึ้น และหากกำเริบมาก อาจส่งผลต่อธาตุน้ำและธาตุดินตามลำดับ ความร้อนส่งผลให้ร่างกายมีอาการตัวร้อน ปวดศีรษะ วิงเวียน อ่อนเพลีย คอแห้ง กระหายน้ำ ร้อนใน ท้องผูก ปัสสาวะน้อยและสีเหลืองจัด หรืออาจเกิดเป็นเม็ดผดขึ้นตามร่างกาย อาการดังกล่าวสามารถป้องกันและบรรเทาได้ด้วยอาหารรสขมเย็น รสเปรี้ยว รสจืด อาหารเหล่านี้จะทำให้ความร้อนผ่อนคลายลง หรือช่วยลดความร้อน ผักพื้นบ้านที่ควรรับประทานในฤดูร้อน เช่น มะระขี้นก ฮ้วนหมู ผักเฮือด ส้มป่อย ผักกูด ผักปลัง ตำลึง ชะอม มะขาม ผักหวาน ไม่ควรรับประทานอาหารรสร้อน รสเผ็ดจัด รสมัน เพราะจะเป็นธาตุไฟในร่างกาย เป็นผลเสียต่อสุขภาพ เช่น ลำไย ขนุน ทุเรียน เป็นต้น สำหรับเครื่องดื่มที่เหมาะสำหรับฤดูร้อน คือผลไม้รสเปรี้ยวเย็น คั้นและเหยาะเกลือเล็กน้อยจะช่วยคลายร้อนได้ ตัวอย่าง เช่น แตงโม ส้ม สับปะรด เป็นต้น…

.

ที่มา : http://www.fm100cmu.com/fm100/100programs_detail.php?id_sub_group=75&id=1994

.

.