.

พฤษภา.. มะขามช่วงนี้แทงทั้งดอก ออกทั้งยอด มาให้ชมให้ชิมกัน เมนูขึ้นโต๊ะก็ต้องต้มส้มไก่ใส่ใบมะขามอ่อนหรือจะเอามาต้มยำทำต้มโคล้งก็เข้าที แต่ดูว่าจะยากไป สดสดอย่างนี้ ขอแนะนำเมนูหนึ่งที่ทำได้ง่าย ใช้เพียงเครื่องปรุงที่มีติดครัวทั่วไป ได้แก่ ปลากระป๋อง หอม กระเทียม พริกแห้ง กะปิ (ปลาร้า ข่า ตะไคร้ (ถ้ามี) เผอิญผมไม่มี ก็ไม่ต้องใส่)

โขลกเครื่องพริกแกงเข้าด้วยกันแล้วนำลงผัดให้หอม ยีปลากระป๋องลงไปผัดให้เข้ากัน ปรุงรสตามชอบ พักไว้ ระหว่างนี้ก็ออกไปเด็ดยอดมะขามอ่อนหน้าบ้านมาสองสามขยุ้ม ล้างเสียหน่อยแต่ไม่ต้องลวก หิวเมื่อไหร่ค่อยเอาลงไปคลุกกับเดรสซิ่งที่เตรียมไว้ (แหม! หรูซะ)

ขยันก็เจียวหอม-พริกแห้งรอไว้ มีแคบหมูเหลือก็บิก็บี้เสียหน่อย แล้วค่อย ๆ โรยหน้า

จะกินกับข้าวหรือแบ่งไปแกล้มกับเหล้าก็ได้..ไม่ว่ากัน
.
“ส้า” เป็นลูกพี่ลูกน้องกับ “ยำ” “พล่า” หรือ “ลาบ” ครับ จึงมีทั้งส้าผักและส้าจิ๊น (เนื้อ) เป็นการปรุงอาหารนอกเตา คลุกเคล้าส่วนผสม วิธีปรุงจึงพลิกแพลงไปมาได้ไม่ตายตัว ว่ากันเฉพาะส้าผัก หลัก ๆ ก็จะใช้ผักพื้นบ้านตามฤดูกาล หมุนเวียนหลากหลาย จึงไม่แปลกที่คนรุ่นปู่ตาย่ายายจะอายุมั่นขวัญยืนโดยไม่ต้องพึ่งยาหาหมอดั่งเช่นปัจจุบัน
ผมสนับสนุนการกินผักผลไม้ตามฤดูกาลครับ เราควรกินเมื่อถึงเวลาของเค้าจริง ๆ เพราะเมื่อเค้าพร้อม สุกปลั่งเต็มที่ เค้าจะอุดมไปด้วยประโยชน์และรสชาติโดยไม่ต้องเร่งรัดอัดฉีดใดใด จริง ๆ แล้วเราสามารถช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ง่าย ๆ เพียงแค่เปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค เพราะเมื่อเราปรับวิถีการกิน วิธีการผลิตย่อมเปลี่ยนตาม ไอ้ยากน่ะยากแน่เพราะเป็นการฝืนหรือขัดใจตนเอง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าที่โลกป่วยอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะมนุษย์เอาแต่ใจตัว.. หรือไม่จริง?
ณ วินาทีนี้ผมคิดว่ามนุษย์เราไม่ใช่แค่ส่วนหนึ่งของปัญหาอย่างที่คิดกันเสียแล้ว แต่พวกเรานี่แหละคือ ‘ปัญหา’ ของโลกใบนี้ ถ้าคิดจะแก้ ต้องเริ่มแก้ที่ตัวเองก่อนเป็นลำดับแรก
.
.
ปล. ถ้าต้องการสูตรมาตรฐาน มีชั่งตวงวัด ให้เข้าไปที่ อาหารพื้นบ้านล้านนา
.
.
ถูกต้องคร้าบบ
ที่เห็นว่ายากนั้น ก็เป็นเพราะระบบสังคมก้าวเข้าสู่สังคมอุตสาหกรรม-บริการกันเป็นส่วนมากแล้ว การผลิตอาหารเองก็ต้องผลิตเชิงอุตสาหกรรมด้วยเช่นกัน และคนในสังคมเมืองก็มีทางให้เลือกบริโภคน้อยมาก ยิ่งได้มาอยู่ในสังคมเมืองใหญ่อย่างมหานครลอสแองเจิ้ลลิส ก็ได้เห็นชัดเจนเลยว่าทางเลือกในการกินอยู่มันคับแคบกว่าที่เมืองไทยเราอักโขเลย ทำให้คิดถึงเมืองไทย อยากกลับเมืองไทยบ้านเราทุกที
คนสมัยนี้น่าสงสารครับ ไม่มีโอกาสได้ผลิตอาหารกินเอง ต้องซื้อเค้ากิน เค้าเอาอะไรมาขายให้กินบ้างก็ไม่รู้ พวกพ่อค้าแม่ค้าอาหารไปซื้อวัตถุดิบจากตลาดมาเค้าฉีดยาพ่นสารอะไรไว้บ้างก็ไม่รู้ สรุปแล้วก็คือชีวิตที่ต้องอาศัย “ซื้อเค้ากิน” มันเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายตลอดเวลา น่ากลัวแท้ๆ คิดแล้วแทบไม่อยากกินอะไรเลย กลับเมืองไทยไปปลูกผักกินเองดีกว่าฯ
เราชินกับมันไปแล้ว มันยากตรงนี้
ก็อย่างว่า ถ้าห้ามใจได้บ้าง ปัญหาก็น่าจะน้อยลง
ผิดแต่ว่า.. มนุษย์วันนี้ร่างกายแข็งแรง แต่หัวใจอ่อนแอ
สัตว์ป่าอย่างเราไปอยู่ในกรงก็ย่อมลำบากเป็นธรรมดา 555
may the force be with you ครับพี่
ไม่เคยกิน แต่น่ากินจัง!
ปล.ที่บ้านน้ำท่วมมั๊ยคะ ยังได้กินอาหารตามฤดูกาลอยู่รึเปล่า ที่นี่ เพิ่งจะกินขนม พอง ลา บ้า และดีซัมในงานบุญเดือนสิบ และไปแห่หมัรบ ชิงเปรตมาค่ะ อร่อยมาก ๆ ของดีนาน ๆกินที 1 ปีกินหน ก็แสนจะประทับจิตติดใจ ส่งบุญมาให้ด้วย..สาธุ
ปล.2 สบายดีนะคะ
อิ่มบุญแล้ว…ขอบคุณมาก
ประทับจิตติดใจจริงๆ