เกษตรประณีต ๑ ไร่

.

ลมฟ้าอากาศเป็นความเสี่ยงปกติของเกษตรกรผู้ใช้ชีวิตกลางแจ้งทั้งหลาย ไม่ว่าจะแล้งหรือหลาก เราก็ต้องปรับตัวตามเพื่อความอยู่รอด ล่าสุดหลังฝนหลงฤดูเมื่อปลายมกราพัดผ่าน ทำเอาลำไยบางส่วนแทงใบออกมาแทนดอก … ฝนเจ้าเอยจะรู้ไหมว่า หนึ่งช่อดอกที่หาย มันหมายถึงข้าวหนึ่งอิ่มที่พี่ต้องอดเชียวนะนั่น

ปีที่แล้วความหลากหลายเริ่มให้ผล ส้มโอ ขนุน กล้วย เหลือแจกแล้วก็ลองเร่ขายดู จีบแม้ค้าส้มตำไว้หลายครกแล้วเผื่อไว้ขายส้มโอ ลูกละห้าบาทเจ็ดบาทก็ยังได้หยิบเงินพัน เป็นการเริ่มก้าวที่ไม่ยาวนักแต่ก็ราบรื่นดี ชีพจรของสวนเริ่มเต้นเป็นจังหวะคงที่แล้วแต่ยังไม่สม่ำเสมอ หน้าฝนขายลำไย หน้าร้อนขายผักหวาน หน้าหนาวขายส้มโอ จะเห็นว่าเพราะความหลากหลายไม่เพียงพอ ทำให้วงรอบการเก็บเกี่ยวหยุดตัวเองไว้แค่ช่วงฤดูกาลเท่านั้น

ระหว่างฤดูใช่มีเพียงรายปีรายปักษ์ ยังมีวันและสัปดาห์ให้เราตักตวงอีกได้ ทำอย่างไร?

พักนี้เลยง่วนอยู่กับงานวิจัยชาวบ้านชิ้นหนึ่ง เรื่อง “โครงการวิจัยและพัฒนาเกษตรกรรมประณีต ๑ ไร่” ของเครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านและพหุภาคีภาคอีสาน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สกว. และ สสส. เป็นการแปรแนวคิดเกษตรผสมผสานไปสู่การปฏิบัติที่ได้รับการรับรองผลอย่างถูกต้อง มีการเก็บข้อมูลทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ สามารถใช้อ้างอิงได้ เพราะได้ผ่านกระบวนการวิจัยอย่างเป็นระบบ

ฉะนั้นที่ปรามาสกันว่า ระบบเกษตรยั่งยืนหรือเกษตรทางเลือกเพื่อการพึ่งตนเองในรูปแบบต่างๆ นั้นไม่มีการศึกษาวิจัยอย่างเป็นเรื่องเป็นราว มีความน่าเชื่อถือน้อย ขาดหลักฐานเชิงประจักษ์ หรือไม่มีกระบวนการที่จะนำไปสู่หนทางแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง เสียงเหล่านั้นน่าจะหมดไปได้เสียที แล้วหันมาช่วยกันศึกษาต่อยอดและเผยแพร่องค์ความรู้นี้ไปสู่เกษตรกรในวงกว้างต่อไป

สำหรับคำจำกัดความของเกษตรประณีตนั้น ความที่ยังไม่ได้ลงมือปฏิบัติจึงไม่สามารถนิยามได้อย่างถูกต้อง แต่คำว่า ‘ประณีต’ นั้นบ่งบอกความหมายได้พอสมควร ว่าให้เริ่มทำจากเล็กๆ ด้วยความใส่ใจ ผมเชื่ออยู่อย่างว่าถึงมีที่ดินเยอะก็ใช่ว่าจะอยู่รอดปลอดภัย ยิ่งมีมาก เวลาเกิดปัญหาขึ้นมา ผลกระทบที่ได้รับก็จะมากตามไปด้วย ความอยู่รอดของเกษตรกรบางครั้งก็ไม่ได้แปรตามจำนวนที่ทำกินเสมอไป แต่ถ้าจะให้นิยามหยาบๆ ‘เกษตรประณีต’ น่าจะเป็นการย่อเอาองค์ความรู้-ภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าของพี่น้องเกษตรกรไทย ใส่ลงไปในผืนแผ่นดินขนาดหนึ่งไร่หรือน้อยกว่านั้น ถ้าไม่ค่อยเข้าใจ ลองคิดตามคำปราชญ์ดูสิครับ

.

.

การทำเกษตรประณีตในความคิดผมต้องมี ๔ ขั้นตอน อย่างที่หนึ่งต้องกำหนดเป้าหมายโดยที่ไม่เอาเงินเป็นตัวตั้ง เอาความสุขใจเป็นตัวตั้ง เอาความมีเป็นตัววัด มีในสิ่งที่จำเป็นในการดำรงชีวิตในพื้นที่ พืชผัก ไม้ผลยืนต้น ไม่ใช้สอย สัตว์เลี้ยง ฯลฯ อย่างที่สองต้องมีการรวมพลัง รวมพลังคนในบ้านและชุมชนเพื่อสร้างอาหารให้พลังแก่ตนเองและคนในแผ่นดิน อย่างที่สาม ขั้นของการตั้งมั่น คือการรู้จักตัวเอง รู้จักผู้อื่น รู้จักสิ่งแวดล้อมเพื่อเข้าใจบทบาทหน้าที่ของตน อย่างที่สี่ ขั้นตั้งใจ ตั้งใจทำมาหากินเพื่อให้มีอยู่มีกิน พึ่งพาตัวเอง ค่อยๆ ลดหนี้ไป

พ่อผาย สร้อยสระกลาง

.

การทำเกษตรประณีต คือ การเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ของเกษตรกร เนื่องจากระบบการทำเกษตรที่ผ่านมานั้นมีการคิดกันเพียงหยาบ ๆ ว่า ๑ ไร่คือที่ดิน ๑,๖๐๐ ตารางเมตร ขณะเดียวกันก็ปลูกโดยไม่มีการคำนวณ และคำนึงถึงผลประโยชน์ที่จะได้มากนัก แม้แต่การคิดว่า ๑ ไร่ มี ๑,๖๐๐ ตารางเมตรยังหยาบเกินไป อาจจะต้องคิดเป็นตารางฟุต ตารางนิ้ว หรือตารางเซนติเมตรไปเลย เป็นการท้าทายให้ไม่คิดเฉพาะบนดิน แต่ใต้ดินก็สามารถปลูกพืชได้ เช่น ปลูกมันเทศไว้ในดิน เหนือดินขึ้นไป ๒ ชั้น ๓ ชั้น ก็มีต้นไม้ มีสัตว์ และถ้าเราคิดให้พื้นที่ ๑ ไร่เป็นรูปสี่เหลี่ยมที่มีเส้นรอบแปลง ๔ ด้านเท่ากับ ๑๖๐ เมตร หรือ ๑๖๐,๐๐๐ เซนติเมตร จะมีชะอมโดยรอบ ๕๐๐ ว่าต้น เก็บเกี่ยวแต่ละรอบก็เหลือกินมาก และถ้าเหลือก็ขายวันละบาท จะมีเงินวันละ ๕๐๐ บาท…นี่เฉพาะรั้ว ยังไม่นับพื้นที่ว่างในการปลูกผักผลไม้ ไม้ใช้สอย เพาะเห็ด เลี้ยงสัตว์ นานาชนิดได้อีกมาก

พ่อคำเดื่อง ภาษี

.

คำว่าเกษตรประณีตเราไม่ไปตีความหมายว่าเป็นกิจกรรม แต่เป็นกระบวนการ วิธีเรียน วิธีทำ จะชัดเจนกว่า คือต่อไปคนที่อยู่ในภาคการเกษตรจะต้องทำอะไรให้มันประณีตขึ้น ดูแลเอาใจใส่ หมั่นศึกษา หมั่นทดลอง ต่อไปคำว่าเกษตรประณีตมันจะกลายเป็นวิธีเรียนวิธีทำของชาวบ้าน ซึ่งจะไปสอดคล้องกับคำว่าเศรษฐกิจพอเพียง แต่เดิมเราไปอธิบายว่าเกษตรประณีตคือการทำแปลงผัก ๑ ไร่ มันไม่ผิดหรอก แต่ว่ามันยังไม่พอ คนที่ทำอาชีพเกษตรต้องทำแบบผสมผสานหลายๆ อย่าง หมูเป็นไร ไก่เป็นไร ต้นไม้เป็นไร ผักเป็นไร ปลาเป็นอย่างไร ให้มันเห็นระบบตรงนั้น ซึ่งมันก็เป็นระบบเกษตร แต่ที่ผ่านมาเราทำทิ้งทำขว้าง ทำเยอะแต่ได้น้อย ลองมาดูแบบทำน้อยให้มันได้ดีกว่า

ครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์

.

.

ส่วนรายละเอียดนั้น ปรากฏเป็นขั้นเป็นตอนครบถ้วนอยู่ในเอกสารงานวิจัยแล้ว ผมทำได้เพียงแค่แนะนำเพราะเห็นว่ามีประโยชน์ อยากให้ข้อมูลชุดนี้ได้ผ่านหูผ่านตาเกษตรกรกันมากๆ ได้อ่าน ได้คิด ได้ลองทำ คลายตัวเองออกมาจากกรอบคิดเดิมๆ ที่ว่า “การทำการเกษตรให้ประสบความสำเร็จนั้นต้องใช้ที่ดินมากและเงินทุนเยอะ” ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่ใช่ความคิดที่ผิดอะไร แต่ก่อนที่จะตัดสินใจควรพิจารณาให้ดีว่า นั่นเป็นการทำเกษตรที่เกินตัวเราหรือเปล่า? แล้วเราเองมีความสามารถในการควบคุมปัจจัยต่างๆ รอบตัวที่แปรปรวนผันผวนอยู่ตลอดได้มากน้อยแค่ไหน

เริ่มที่การ ‘รู้เรา’ และไม่จำเป็นต้องไปรู้เขารู้ใคร เราทำเพื่อเลี้ยงตัวไม่ได้ไปสู้รบตบมือกับใครที่ไหน สิ่งสำคัญที่ต้องเอาชนะให้ได้นั่นคือใจของเราเอง ความทะยานอยากเป็นปกติของปุถุชน มีน้อยก็เจ็บน้อยอย่างที่พระท่านว่า บางทีงานวิจัยชิ้นนี้อาจจะช่วยแก้ไขปัญหาของเกษตรกรท่านอื่นๆ ได้ทั้งเรื่องหนี้สิน ที่ดิน การผลิต ไปจนถึงการใช้ชีวิต มาเรียนรู้ไปด้วยกันครับ ผมเองก็กำลังชั่งใจกับรูปแบบนี้อยู่เหมือนกัน

.

๑. เริ่มต้นให้สงสัยไว้ก่อนเลยว่า “ที่ดินหนึ่งไร่จะเลี้ยงตัวได้จริงหรือ?”

๒. แล้วดาวน์โหลด โครงการวิจัยและพัฒนาเกษตรกรรมประณีต ๑ ไร่ ไปศึกษาดู

.

.

แก้ไขข้อมูลเพิ่มเติม วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๑

เพื่อให้ได้ข้อมูลอันจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่สนใจมากขึ้น ผมขอเพิ่มเติมกรณีศึกษาแปลงเกษตรประณีต ๑ ไร่ ของปราชญ์ชาวบ้านทั้งสามท่านข้างต้น เป็นข้อมูลจากวารสารเกษตรกรรมธรรมชาติ ฉบับที่ ๓/๒๕๕๐ คาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การคิดอย่างไตร่ตรองรอบคอบและนำมาประยุกต์ใช้ให้เข้ารูปเข้ารอยกับตนเอง จากรูปธรรมของแนวคิดและวิธีปฏิบัติของเหล่าปราชญ์ชาวบ้านทั้งสามท่าน น่าจะช่วยเป็นแสงไฟส่องทางให้เกษตรกรไทย ได้ก้าวกลับไปสู่การดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีของความเป็นคนบนพื้นฐานของการพึ่งพาตนเอง ท่ามกลางกระแสบริโภคนิยมงมงายเฉกเช่นปัจจุบัน

.

.

แปลนพื้นที่เกษตรประณีต ๑ ไร่ ของพ่อผาย สร้อยสระกลาง

พื้นที่ ๑ ไร่ มีขนาด ๑,๖๐๐ ตารางเมตร ในพื้นที่ของพ่อผายจะแบ่งเป็นโซนด้านตะวันออกและโซนด้านตะวันตก โซนด้านตะวันออกเนื้อที่ ๘๐๐ ตารางเมตร แบ่งออกเป็น สระน้ำ ๒๐๐ ตารางเมตร, ชานสระ ๖๔ ตารางเมตร,  ที่อยู่อาศัย ๖๐ ตารางเมตร, คูสระ ๔๗๖ ตารางเมตร

โซนด้านตะวันตกเนื้อที่ ๘๐๐ ตารางเมตร แบ่งเป็น นาข้าว ๓๖๐ ตารางเมตร, คันคู ๘๐ ตารางเมตร, คอกวัว ๗๐ ตารางเมตร, คอกฟาง ๓๘ ตารางเมตร, โรงปุ๋ยชีวภาพ ๓๙ ตารางเมตร, เรือนเพาะชำ ๑๕ ตารางเมตร, ทางเดินและลานเอนกประสงค์ ๑๙๗ ตารางเมตร

ปริมาณและชนิดของผลผลิตจากที่ดิน ๑ ไร่ ของพ่อผาย สร้อยสระกลาง
สัตว์มี ๒ ชนิด น้ำหนักรวม ๓๖ กิโลกรัม
ผักมี ๓๑ ชนิด น้ำหนักรวม ๕๗๑.๒ กิโลกรัม
ผลไม้มี ๔ ชนิด น้ำหนักรวม ๓๒๑.๑ กิโลกรัม
ข้าวมี ๑ พันธุ์ น้ำหนักรวม ๑๕๐ กิโลกรัม
รวมมีพืชและสัตว์ ๓๘ ชนิด คิดเป็นน้ำหนักรวม ๑,๐๗๘.๓ กิโลกรัม
ผลผลิตที่ไม่ได้ชั่งหรือกินได้มี กล้าไม้ ๗ ชนิด จำนวน ๑๐๐ กล้า

ค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการทำเกษตรประณีต ๑ ไร่ ของพ่อผาย สร้อยสระกลาง
ค่าแรงงาน ๓๘๖ ชั่วโมง คิดเป็นเงิน ๖,๙๔๘ บาท
ค่าปุ๋ย ๓,๔๒๐ กิโลกรัม คิดเป็นเงิน ๐ บาท
ค่าไฟฟ้าสูบน้ำ ๑๑๔ ชั่วโมง คิดเป็นเงิน ๓๔๒ บาท
ค่าพันธุ์พืช ๖,๖๗๗ ต้น คิดเป็นเงิน ๖๑๐ บาท
ค่าเมล็ดพันธุ์ ๑,๗๖๐ กรัม คิดเป็นเงิน ๑,๓๘๕ บาท
ค่าพันธุ์สัตว์ ๖๔๑ ตัว คิดเป็นเงิน ๗๕,๙๕๐ บาท
เครื่องจักรกล ๑๕๐ บาท
อื่นๆ ๒๐๐ บาท
ค่าใช้จ่ายทุกประเภทไม่รวมแรงงาน คิดเป็นเงิน ๗๘,๖๓๗ บาท
ค่าใช้จ่ายทุกประเภทรวมแรงงาน คิดเป็นเงิน ๘๕,๕๘๕ บาท

จำนวนปีที่ทำเกษตรผสมผสาน ความพอเพียงของปริมาณน้ำ ชนิดและจำนวนของต้นไม้ยืนต้นที่มีอยู่ ปลุกใหม่ ตายไป และคงเหลือในแปลงเกษตรประณีต ๑ ไร่
ที่ดินเกษตรประณีต ๑ ไร่ ของพ่อผายเคยทำเกษตรผสมผสานมาแล้ว ๓ ปี
ใช้น้ำจากสระน้ำและบาดาลมีน้ำเพียงพอตลอดปี
ต้นไม้ยืนต้นที่มีอยู่เดิมมี ๓ ชนิด จำนวน ๓ ต้น
จำนวนที่ปลูกเพิ่ม ๒๗ ชนิด จำนวน ๘๒ ต้น
จำนวนที่ตายไปหรือตัดทิ้งมี ๑ ชนิด จำนวน ๑ ต้น
จำนวนคงเหลือ ๒๙ ชนิด จำนวน ๘๔ ต้น

หมายเหตุ : เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๗ ถึง ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๘
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ พ่อผาย สร้อยสระกลาง มหาวิชชาลัยภูมิปัญญาไทอีสานคืนถิ่น ๑๕๘ ม.๔ ต.โคกล่าม อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ โทรศัพท์ ๐๘๙-๕๘๒-๗๓๒๕

.

.

แปลนพื้นที่เกษตรประณีต ๑ ไร่ ของพ่อคำเดื่อง ภาษี

ในพื้นที่ ๑ ไร่ ของพ่อคำเดื่องจะไม่มีพื้นที่นา จะมีส่วนของแปลงผัก ไม้ผล และไม้ยืนต้น รวมทั้งมีพื้นที่สำหรับโรงเรือนเพาะชำ โดยจะไม่ได้เลี้ยงสัตว์ ในพื้นที่ ๑ ไร่ มีการปลูกไม้ยืนต้น เช่น กล้วย มะละกอ เป็นต้น มีการปลูกไม้ใช้สอย เช่น ยางนา ไผ่ สัก ประดู่ ตะเคียน เป็นต้น

ปริมาณและชนิดของผลผลิตจากที่ดิน ๑ ไร่ ของพ่อคำเดื่อง ภาษี
ไม่มีการเลี้ยงสัตว์ในสวน
ไม่มีการทำนาในสวน
ผักมี ๒๙ ชนิด คิดเป็นน้ำหนัก ๓๖๘.๖ กิโลกรัม
ผลไม้มี ๕ ชนิด คิดเป็นน้ำหนัก ๕๔๓.๓ กิโลกรัม
เห็ดมี ๑ ชนิด คิดเป็นน้ำหนัก ๕.๓ กิโลกรัม
รวมพืชทั้งหมด ๓๕ ชนิด คิดเป็นน้ำหนัก ๙๓๘.๒ กิโลกรัม
ผลผลิตที่ไม่ได้ชั่งหรือกินได้มี กล้าไม้ ๒ ชนิด จำนวน ๘ กล้า และมีไม้ไผ่ ๑๓ ลำ

ค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการทำเกษตรประณีต ๑ ไร่ ของพ่อคำเดื่อง ภาษี
ค่าแรงงานจำนวน ๗๔๘ ชั่วโมง คิดเป็นเงิน ๑๓,๔๖๔ บาท
ค่าปุ๋ย ๑,๕๑๔ กิโลกรัม คิดเป็นเงิน ๐ บาท
ค่าพันธุ์พืช ๑,๒๘๘ ต้น คิดเป็นเงิน ๔๔๘ บาท
ค่าเมล็ดพันธุ์ ๑๓,๐๗๓ กรัม คิดเป็นเงิน ๗๕ บาท
ค่าพันธุ์สัตว์ ๐ ตัว คิดเป็นเงิน ๐ บาท
ค่าใช้จ่ายทุกประเภทไม่รวมแรงงาน คิดเป็นเงิน ๕๒๓ บาท
ค่าใช้จ่ายทุกประเภทรวมแรงงาน คิดเป็นเงิน ๑๓,๙๘๗ บาท

จำนวนปีที่ทำเกษตรผสมผสาน ความพอเพียงของปริมาณน้ำ ชนิดและจำนวนของต้นไม้ยืนต้นที่มีอยู่ ปลุกใหม่ ตายไป และคงเหลือในแปลงเกษตรประณีต ๑ ไร่
ที่ดินเกษตรประณีต ๑ ไร่ ของพ่อคำเดื่องเคยทำเกษตรผสมผสานมาแล้ว ๒ ปี
ใช้น้ำจากลำห้วยกุดน้ำใส มีน้ำเพียงพอกับความต้องการตลอดปี
ต้นไม้ยืนต้นที่มีอยู่เดิม ๒๒ ชนิด จำนวน ๓๕๓ ต้น
จำนวนที่ปลูกเพิ่ม ๑๐ ชนิด จำนวน ๒๗๐ ต้น
จำนวนที่ตายไปหรือตัดทิ้งมี ๖ ชนิด จำนวน ๖๕ ต้น
จำนวนคงเหลือ ๒๗ ชนิด จำนวน ๕๕๘ ต้น

หมายเหตุ : เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๗ ถึง ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๘
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ พ่อคำเดื่อง ภาษี ๔๐ ม.๘ ต.หัวฝาย กิ่ง อ.แคนดง จ.บุรีรัมย์ โทรศัพท์ ๐๘๑-๘๗๖-๕๙๐๖

.

.

แปลนพื้นที่เกษตรประณีต ๑ ไร่ ของครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์

ในพื้นที่ ๑ ไร่ ของครูบาสุทธินันท์จะมีส่วนของผักที่ปลูกตามฤดูกาล เป็นผักอายุสั้นซึ่งมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาปลูก เช่น กระหล่ำปลี ต้นหอม ถั่วฝักยาว ผักกาด พริก เป็นต้น รอบแปลงจะปลูกไม้พุ่ม ไม้ผล ไม้เลื้อย เช่น มะละกอ แก้วมังกร น้ำเต้า ใต้โครงไม้เลื้อยหรือไม้ใหญ่ก็จะมีผักประเภทที่ไม่ต้องการแสงมากในการเจริญเติบโต โดยรอบพื้นที่จะปลูกดอกไม้ช่วยดึงแมลงมีประโยชน์ในพื้นที่ เช่น ดาวเรือง

ปริมาณและชนิดของผลผลิตจากที่ดิน ๑ ไร่ ของครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์
สัตว์มี ๑ ชนิด คิดเป็นน้ำหนัก ๐.๕ กิโลกรัม
ผักมี ๔๐ ชนิด คิดเป็นน้ำหนัก ๑,๑๙๗.๑ กิโลกรัม
ผลไม้มี ๕ ชนิด คิดเป็นน้ำหนัก ๑,๑๗๑.๔ กิโลกรัม
รวมมีพืชและสัตว์ทั้งหมด ๔๖ ชนิด คิดเป็นน้ำหนัก ๒,๓๖๙ กิโลกรัม
ผลผลิตที่ไม่ได้ชั่งหรือกินได้มี เบี้ยมะเขือ จำนวน ๑๐๐ เบี้ย

ค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการทำเกษตรประณีต ๑ ไร่ ของครูบาสุทธินันท์
ค่าแรงงานจำนวน ๙๖๑ ชั่วโมง คิดเป็นเงิน ๑๗,๒๙๘ บาท
ค่าปุ๋ย ๕,๒๘๒ กิโลกรัม คิดเป็นเงิน ๐ บาท
ค่าไฟฟ้าสูบน้ำ ๒๘๕ ชั่วโมง คิดเป็นเงิน ๘๕๕ บาท
ค่าพันธุ์พืช ๖,๑๘๔ ต้น คิดเป็นเงิน ๓๗๐ บาท
ค่าเมล็ดพันธุ์ ๑๔,๙๑๓ กรัม คิดเป็นเงิน ๑,๒๔๕ บาท
เครื่องจักรกล ๑,๑๑๓ บาท
ค่าใช้จ่ายทุกประเภทไม่รวมแรงงาน คิดเป็นเงิน ๓,๕๘๓ บาท
ค่าใช้จ่ายทุกประเภทรวมแรงงาน คิดเป็นเงิน ๒๐,๘๘๑ บาท

จำนวนปีที่ทำเกษตรผสมผสาน ความพอเพียงของปริมาณน้ำ ชนิดและจำนวนของต้นไม้ยืนต้นที่มีอยู่ ปลุกใหม่ ตายไป และคงเหลือในแปลงเกษตรประณีต ๑ ไร่
ที่ดินเกษตรประณีต ๑ ไร่ ของครูบาสุทธินันท์ ไม่เคยทำเกษตรผสมผสานมาเลย
ใช้น้ำจากบ่อบาดาลมีน้ำเพียงพอกับความต้องการตลอดปี
ต้นไม้ยืนต้นที่มีอยู่เดิม ๔ ชนิด จำนวน ๕ ต้น
จำนวนที่ปลูกเพิ่ม ๑๙ ชนิด จำนวน ๑๐๓ ต้น
จำนวนที่ตายไปหรือตัดทิ้งมี ๑ ชนิด จำนวน ๕ ต้น
จำนวนคงเหลือ ๒๓ ชนิด จำนวน ๑๐๓ ต้น

หมายเหตุ : เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๗ ถึง ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๘
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ มหาวิชชาลัยอีสาน (สถาบันภูมิปัญญาท้องถิ่นอีสาน) ๓๔ บ้านปากช่อง ต.สนามชัย อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ๓๑๑๕๐ โทรศัพท์ ๐๔๔-๗๘๒-๓๑๓ โทรสาร ๐๔๔-๖๘๑-๒๒๐

.

………………

.

ปล.๑ ในฐานะคนจ่ายภาษีเหล้าและบุหรี่อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยคนหนึ่ง ขอแนะนำให้ Thai PBS คิดทำและนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับเกษตรประณีตออกเผยแพร่หรือบรรจุลงในผังรายการ เพื่อเป็นทางเลือกและทางรอดให้กับเกษตรกรอีกส่วนใหญ่ของประเทศที่กำลังตีบตันกับแนวทางเกษตรแผนปัจจุบัน

.

.

ปล.๒ ตอนนี้ในสวนกำลังฟุ้งไปด้วยกลิ่นหอมหวานของดอกลำไยที่แข่งกันบาน รอรัก พ่อชันโรงพระเอกของเราก็กะไร แตะดอกโน้น ต้องดอกนี้ ไม่ยอมร่ำไร เจ้าชู้นัก

.

.

ปล.๓ มีคลิปเกี่ยวกับ ‘เกษตรพอเพียง’ มาฝาก โพสต์ลงบล็อกไม่ได้ ต้องคลิกเข้าไปดูเองครับ
http://www.sukiflix.com/video/248/เกษตรพอเพียง

.

ปล.๔ โฆษณาจาก สสส. ครับ เกี่ยวกับ ‘เกษตรประณีต’ น่าจะทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น

.

.

ข้อมูลอ้างอิง: เอกสารโครงการวิจัยและพัฒนาเกษตรกรรมประณีต ๑ ไร่ ดาวน์โหลดมาจาก www.porpeanglife.com

.
.

About these ads

40 Comments

Filed under Agriculture

40 responses to “เกษตรประณีต ๑ ไร่

  1. จะบอกว่า อ่านแล้วรู้สึกดีตั้งแต่แรก แต่ตอนใกล้จบ คิดไปอนาถใจแทน
    เกษตรกรไทย ที่กำลังประสบกับปัญหาการทะลักเข้ามาของผลไม้จีนกับ
    ระบบการจัดการของเกษตรกรไทยที่ค่อนข้างล้าหลัง ต้องปล่อยราคาผลผลิตไปตามยถากรรม อันที่จริงเราน่าจะเป็น
    ครัวของโลกได้ไม่ยาก

  2. ถึงกับอนาถเลยเหรอ .. ไม่หรอกครับ

    ถ้ารู้สึกเหนื่อย รู้สึกท้อ ก็เดินลงจากเวทีซะ ผมสรุปกับตัวเองแล้วว่าเวทีการค้าเสรีมันไม่ใช่สนามของเรา ถึงไม่มีจีนก็มีเวียตนาม สิงค์โปร์ มาเลเซีย ฯลฯ กระทั่งไทยด้วยกันเอง มันห้ำหั่นกันเกินไป เอากันถึงตาย .. เหมือนสัตว์

    สนามของผมอยู่ใกล้ๆ ตัวนี่เอง ตลาดเล็กๆ ใกล้บ้าน มะพร้าว กล้วย ถ้ามันดกนักก็ปันให้เพื่อนบ้านบ้าง เดี๋ยวก็ได้ข้อมูลการตลาดมาวิเคราะห์เล่นๆ เอาไปขายตรงโน้นสิ ตรงนี้สิ, ตอนนี้ทางโน้นอยากได้ส้มโอ ลองเอาไปขายดู, ขนุนลูกใหญ่ดีนี่ เอาไปฝากป้าแดงเค้าขายให้สิ ฯลฯ

    ผมคิดต่างในเรื่องการจัดการนะ ผมว่าระบบของฝรั่งมันไม่ถูกจริตคนไทยมากกว่า มันเลยดูไร้ประสิทธิภาพ คุณดูบ้านเมืองเค้ามีแต่ทางด่วนไฮเวย์ ส่วนของเราทางเบี่ยงทางเลี่ยงทางหลบเพียบ เอาวินัยการใช้ถนนแบบของเค้า มาใช้ในตรอกซอกซอยของเรา มันยากครับ

    เมื่อก่อนก็เคยคิดนะว่า เมืองไทยเป็นครัวของโลกได้ แต่มาวันนี้อยากให้เป็นครัวของชาติที่เลี้ยงปากเลี้ยงท้องพี่น้องไทยให้อิ่มหนำสำราญกันทุกปากก่อนจะดีกว่า

    .

    .

    เก็บความเอน็จอนาถใจ ไว้ให้ไอ้อีที่อาสาเข้ามารับใช้ประชาชนในยามนี้จะดีกว่ามั้ย?

  3. คุณ golb คะ, คุณ 1001i เขียนถึงเรื่องอาชีพเกษตร ไว้ ที่นี่
    คุณ golb เห็นด้วยหรือเห็นต่างอย่างไรคะ

  4. อ้าวใช้ html ไม่ได้หรอกเหรอคะ อ่ะ… งั้นเอาลิงก์ธรรมดาละกัน http://1001ii.wordpress.com/2008/05/15/0127/

  5. ตอบคุณ nitbert (คนเดียว ไม่กล้าให้ใครอ่าน มันยาว เกรงใจเค้า :) )

    ไม่เห็นด้วยทั้งหมด แต่เจ้าของบล็อกได้ตีแผ่ระบบการเกษตรแผนใหม่ได้ชัดเจนดีมาก

    การทำการเกษตรเชิงเดี่ยวได้นำพาเกษตรกรเข้าสู่วงจรของความเสี่ยงทั้งเรื่องราคาไปจนถึงดินฟ้าอากาศ และยังต้องพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากภายนอกทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ไปจนถึงแรงงาน นำมาซึ่งปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ โรคแมลงและศัตรูพืช ค่าปุ๋ยค่ายาที่แพงขึ้น สุขภาพทรุดโทรม สุดท้ายคือหนี้สินที่พอกพูนขึ้นเรื่อยๆ

    แต่ปัจจุบันได้มีการนำเสนอทางเลือกอื่นๆ ในการทำการเกษตรเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นหลากหลายรูปแบบทั้งเกษตรผสมผสาน เกษตรธรรมชาติ เกษตรอินทรีย์ วนเกษตร เกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นต้น ซึ่งแนวคิดทั้งหมดนี้ล้วนมีหัวใจเดียวกันคือ ความหลากหลายและการพึ่งพาตนเอง ซึ่งกำกับโดยพื้นฐานจิตใจที่ไม่โลภและรู้จักพอ

    แต่ไม่ได้หมายความให้เกษตรกรไทยทุกคนต้องหันกลับไปทำการเกษตรเพื่อยังชีพ อยู่อย่างพอมีพอกินกันทั้งหมด เพราะการประกอบอาชีพเกษตรกรรมก็แบ่งได้เป็นหลายระดับ มีทั้งเกษตรกรรายย่อย เกษตรกรก้าวหน้าที่ถึงพร้อมด้วยทุนและเทคโนโลยี สุดท้ายก็คือบรรดาอุตสาหกรรมการเกษตรขนาดใหญ่ต่างๆ การจัดการและพัฒนาในแต่ละกลุ่มย่อมแตกต่างกันไป

    แต่กับกลุ่มเกษตรกรรายย่อยแล้ว ผมเห็นว่า แนวทางเกษตรทางเลือกเพื่อการพึ่งพาตนเองในรูปแบบต่างๆ อย่างที่กล่าวมาน่าจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด ที่เกษตรกรจะหยิบมาใช้ในการค่อยๆ ปลดพันธนาการที่ผูกมัดตัวเองไว้กับใครหรืออะไร ให้ออกไปทีละเปลาะๆ เพื่อความสุขที่ยั่งยืนทั้งกายและใจได้ในอนาคต

    มีตัวอย่างเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จมากมายที่เลือกเดินทางนี้ให้ศึกษาเรียนรู้ อยู่ที่ตัวเกษตรกรเองครับ ว่าพร้อมที่จะปรับความคิดและจิตใจ “กลับลำ” มาเลือกเส้นทางเดินด้วยลำแข้งของตนเองหรือยัง

    ในประเด็นเรื่อง “ลูกไร่” ผมค่อนข้างเห็นต่าง ผมเห็นว่าลูกไร่เป็นผู้แบกรับความเสี่ยงเต็มๆ เพราะคำว่า “ลูกไร่” ที่ผมรับรู้และสัมผัส ตัวเกษตรกรนั่นเองที่จะต้องเป็นผู้ลงทุนในเรื่องที่ดินและแรงงาน ถ้าจะเลี้ยงสัตว์ก็ต้องปลูกสร้างโรงเลี้ยงโรงเรือน รวมไปถึงค่าใช้จ่ายผันแปรต่างๆ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าน้ำมัน

    ส่วนตัวบริษัทเองจะทำสัญญารับซื้อผลผลิตในราคาประกันตามที่ตกลงกันไว้ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องใช้ พันธุ์ อาหาร ปุ๋ย ยา ของบริษัท ถ้าเกษตรกรไม่มีเงินลงทุน บริษัทก็จะค้ำประกันเงินกู้ให้

    ฟังดูดีนะ ราคาผลผลิตแน่นอน มีรายได้ประจำไม่ต้องเสี่ยงกับความผันผวนของราคาผลผลิต แต่ต้องแบกรับภาระเงินกู้ก้อนโต ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าน้ำมัน และปัจจัยการผลิตต่างๆ เองทั้งหมด แม้ต้นทุนจะสูงขึ้นแต่เกษตรกรก็ไม่สามารถไปขอขึ้นราคาเอากับบริษัททที่ตนทำสัญญาด้วยได้ รายได้กับต้นทุนที่สวนทางกันอย่างนี้ มักจะจบด้วยหนี้สินล้นพ้นตัวไม่มีที่สิ้นสุด

    นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ชี้ให้เห็นผลกระทบของการพึ่งพาปัจจัยภายนอกมากเกินไป ไม่ใช่ว่าพึ่งพาคนอื่นไม่ได้ แต่การพึ่งพากันควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเกื้อกูลไม่ใช่การเอารัดเอาเปรียบกันอย่างทุกวันนี้ เพราะเกษตรกรเรามักจะตกเป็นเบี้ยล่างอยู่ร่ำไป

    การพึ่งพากันต้องอย่างที่ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม ท่านว่าไว้ คือ

    “ต้องเป็นการพึ่งพาอาศัยกัน ไม่ใช่พึ่งพาขึ้นต่อกัน”

  6. ขอบคุณค่ะที่สำหรับคำอธิบาย อยากฟังความเห็นจากคนที่เกี่ยวข้องจริงๆ เพราะบางที “ฟังความข้างเดียว” ก็ทำให้เคลิ้ม ทำให้มองภาพบิดเบือนไป

    เห็นด้วยเต็มๆ เลยว่าเกษตรกรต้องพยายามที่จะพึ่งพาตัวเองให้ได้ก่อน (จะว่าไปก็ไม่ใช่แต่เกษตรกรนะคะ อาชีพไหนๆ ก็เหมือนกัน) ขนาดแค่การทำเกษตรเพื่อยังชีพ แค่พอมีพอกิน เกษตรกรส่วนใหญ่ก็ยังทำไม่ค่อยได้ บางทีเราอาจจะต้องหันมาตั้งเป้าหมายเล็กๆ ที่พอจะไปถึงได้ ดีกว่าจะตั้งเป้าหมายใหญ่ๆ (จะรวย จะใหญ่โต) แล้วติดลบตลอด… ว่าไหมคะ :)

  7. เป้าเล็กๆ นั้นจริงอยู่ที่ยากจะยิงถูก และมักจะบั่นทอนกำลังใจตอนเริ่มเล็ง แต่ถ้ายิงเข้าเป้าได้

    นั่นล่ะ … เก่งจริง

    ขนาดเป้าเล็กยังเอาอยู่ แล้วเป้าใหญ่จะไปเหลืออะไร

    ว่าไหมครับ :)

  8. แม่น้ำหวานครึ่งถ้วย

    อ่านข้อมูลของเกษตรประณีต หนึ่งไร่ แล้วทำให้นึกถึง สวนสมรม ของตานะค่ะ
    ตัวเองโตมากับสวนค่ะ เพราะตากะยายเป็นชาวสวนแท้ๆ บ้านอยู่ติดภูเขา ส่วนหนึ่งของเทือกเขาหลวงตอนเด็กๆ โตมากับการที่ต้องช่วยตากะยายเค้า เท่าที่เค้าจะฝึกให้เด็กๆอย่างเราทำงานได้ อย่างช่วยเก็บเมล็ดกาแฟจากต้นกาแฟ จากนั้นตาจะเอาเมล็ดกาแฟไปตำโดยใช้ครกกระเดื่อง ส่วนเด็กๆ อย่างเราก็ช่วยคัดแยกเปลือกออกจากตัวเมล็ดกาแฟ ตามีสวนมะพร้าว ถ้าเป็นช่วงที่มะพร้าวราคาถูก เค้าก็จะเผามะพร้าว ตากให้แห้ง แล้วขายเนื้อมะพร้าวแห้งแทน อ้อ สวนกาแฟอยู่ใต้ร่มต้นมะพร้าวนะค่ะ เพราะตาบอกว่า กาแฟชอบที่ร่มรำไรนิดหนึ่ง ตามีหมากเป็นรั้วในสวน บางช่วงเวลา เค้าก็เก็บหมากขาย ตากะยายปลูกพลูไว้ เก็บขายวันเว้นวัน
    เราจะชอบวันที่เก็บพลู เพราะตอนกลางคืนจะมีเพื่อนบ้านมาช่วยพับพลู เพื่อส่งขายในเมือง สนุกดีนะค่ะ
    เค้าจะมากันประมาณ 4-5 คน พับพลูไป พูดคุยกันไป หรือนินทาชาวบ้าน ก็ไม่แน่ใจแฮะ เราเด็กๆ ก็นั่งฟัง และก็ช่วยเค้าไปบ้างตามประสา ทำไปเล่นไป นี่ไม่นับว่า พอถึงช่วงฤดูของจำปาดะ (ผลไม้ในภาคใต้) พวกน้าๆ ทุกคนต้องมาช่วยกันสานชะลอมเล็กๆในจำปาดะ (ทำด้วยใบมะพร้าว)
    แต่ที่สนุกมากคือ ปีหนึ่ง ช่วงประมาณเมษา หน้าร้อนของทุกปี ชมพู่ที่มีอยู่รอบๆบ้าน จะให้ผล ก็ถึงเวลาเก็บขาย ก็กินเวลาสักเดือนกว่าๆ เก็บวันเว้นวันบ้าง ทุกวันบ้าง หลังจากนั้นสักพักหนึ่ง ก็จะเข้าสู่ฤดูที่วุ่นวายทีสุดของชาวบ้านแถบนั้น คือ ช่วงการเก็บผลไม้ อย่างทุเรียน เงาะ มังคุด อันนี้กินเวลาสองสามเดือนเชียวละ รวมถึงการตัดเก็บกิ่ง หลังจากเก็บผลขายแล้ว
    นี่ยังไม่รวม ที่ตาเค้ามียางพาราแปลงเล็กๆ ที่บ้านตาก็จะมีเครื่องจักรที่ใช้หมุนทำยางพารานะค่ะ
    ตาเป็นนักจัดการที่ดีมากค่ะ อันนี้แม่บอก เพราะเค้าสามารถมีงานสวนทำได้ตลอดปี ยังไม่นับว่า เคยเห็นเค้าเพาะเห็ดฟางขาย เลี้ยงผึ้ง ปลูกผักกาดแล้วทำผักกาดดอง เพราะขายได้ราคาดีกว่า อีกสารพัดเลยค่ะ

    เล่าให้ฟัง เพื่อจะคอนเฟิร์มว่า ถ้าเป็นชาวสวนที่ดี ขยัน ประหยัดและอดออม ชีวิตไม่ได้ลำบากหรือยากจนเลยค่ะ ผัก ผลไม้ ไม่ต้องซื้อ หาได้จากในสวนทั้งปี หมุนเปลี่ยนกันไป เหลือก็ขายได้บ้างเล็กน้อย ใกล้ๆ บ้านจะมีแม่ค้ารับซื้อ ผลไม้ เพื่อไปขายในเมือง มีกล้วยเครือหนึ่ง ก็ขายได้ค่ะ แต่เดี๋ยวนี้ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า จะยังมีแม่ค้าแบบนี้อยู่หรือเปล่า

    ในความเป็นจริง ชาวสวนสามารถที่จะคุณภาพชีวิตที่ดีได้เท่ากับอาชีพอื่นๆนะค่ะ ถ้ารู้จักที่จะจัดการ รู้จักตัวเอง เคยอ่านเจอ คุณลุงชาวสวนแถบสานคนหนึ่ง

    มีคนถามลุงเค้าว่า ลุงปลูกอะไร ทำเกษตรแบบไหน ถึงไม่มีหนี้สินเหมือนคนอื่นเค้า คุณลุงตอบว่า ช่วงไหนรัฐบาลส่งเสริมให้ปลูกอะไร ลุงก็ไม่ปลูกอันนั้นหละ ฮา

  9. อ่านไป ยิ้มไป ชอบตอนพับพลูที่สุด เดาเอาว่าคนเล่าคงเหงาหลับ คอพับคากองพลูเป็นแน่

    ถ้าไม่มีความทรงจำอันสวยงามน่าประทับใจในวัยเยาว์ ยากนักที่จะถ่ายทอดได้ลื่นไหล รื่นรมย์อย่างนี้

    ชีวิตที่ดี ไม่จำเป็นต้องซับซ้อน-ปรุงแต่งให้มากความ

    ที่สำคัญ .. ต้องไม่ขึ้นกับใคร เหมือนคุณลุงฮาของแม่น้ำหวานฯ นั้นแล

    ขอบคุณครับที่แบ่งปันความสุขให้กัน

    ใครผ่านมาอ่าน คงจะรู้สึกได้เช่นกัน

    .. :D ..

  10. ผมมีกำลังใจที่ดีในการดำเนินชีวิต ปลูกต้นไม้กฤษณา 2พันกว่าต้น อายุ 3 ปี โตเท่าต้นแขน เท่าขวดหลายขนาด ยังไม่มีรายได้มากนัก หันมาสนใจเกษตรธรรมชาติที่ปลูกไม้ผสมผสาน แต่ก้ไม่มีรูปแบบที่ชัดเจน เริ่มปลุกไม้ทุกชนิดเพิ่มขึ้นในแปลงเดียวกัน ยังไม่เห็นผล แต่ไม่ย่อท้อ อยากทราบว่าช่วงแรกที่ยังทำรายได้ไม่ได้ ควรจะทำอย่างไรก่อนหลังเพื่อเลี้ยงชีวิตในวัน ๆ ให้อยู่แบบไม่ขัดสนมากนัก จึงขอปรึกษาแนะนำจากผู้รู้ทั้งหลายได้ช่วยส่องสว่างในใจให้เดินต่อสุ้ได้อย่างพอเพียงด้วยครับ
    ประยุกต์ ชุนณวงษ์
    โทร. 089 – 8563771 ,081 – 7967624 , 086 – 1193174

  11. สวัสดีครับ คุณประยุกต์

    ผมไม่ใช่ผู้รู้นะ แต่ขอตอบในฐานะเจ้าของบล็อก

    ‘เกษตรผสมผสาน’ สำคัญที่การปรับความคิดและจิตใจครับ ส่วนรูปแบบไม่ตายตัว ขึ้นกับสภาพแวดล้อมและภูมิหลังของแต่ละคน การปลูกไว้กินไม่ใช่ไว้ขาย ต้องมั่นคงในแนวคิดและมีจิตใจที่หนักแน่นพอสมควร กับการต่อสู้กับกิเลสหรือความโลภที่ล่อหลอกเราอยู่รอบๆ ตัว อาทิ ข้าวราคาดี ยางราคาสูง ปาล์มน้ำมันกำลังรุ่ง เหล่านี้เป็นต้น

    กับตัวผมเอง ลำพังแค่ลำไยกับผักหวานก็สร้างรายได้ให้พอมีชีวิตอยู่ได้อย่างปกติ ไม่ขัดสน (ถ้าไม่ออกมาซ่านอกสวนบ่อยๆ) แต่ก็ประมาทไม่ได้ เลยต้องพยายามประยุกต์ใช้ความหลากหลาย หาไม้ผลชนิดอื่นๆ มาลงไว้บ้าง ค่อยๆ ปลูกหรือเลี้ยงอะไรที่เราต้องซื้อกินบ่อยๆ อย่างน้อยตอนนี้ถ้าอยากกินปลาผมก็ไม่ต้องไปซื้อให้เสียตังค์ เป็นการลดค่าใช้จ่ายทางหนึ่ง แม้จะไม่ทั้งหมดก็ตาม แต่ก็มีความหวังว่าในอนาคตน่าจะสามารถลดได้เกือบทั้งหมด

    นั่นเป็นรูปแบบที่เกิดจากเงื่อนไขชีวิตของผม

    ส่วนของคุณประยุกต์ เมื่อคุณขอแนะนำ ผมก็ขอตอบตรงๆ นะ โกรธไม่โกรธไม่รู้ละ แต่ตั้งใจจะบอกอย่างนี้จริงๆ

    ๑. คุณต้องขายมือถือทิ้งไปก่อน ๒ เครื่อง เหลือไว้เท่าที่จำเป็นก็พอ น่าจะได้หลายพันทีเดียว

    ๒. ไม้กฤษณา ๒,๐๐๐ กว่าต้น ผมอนุมานเอาว่าคุณใช้พื้นที่ปลูกประมาณ ๕ ไร่ (๔๐๐ ต้น : ไร่) ผมแนะนำให้คุณตัดขายไปก่อนเลย ๔๐๐ ต้น (ประมาณ ๑ ไร่) คุณก็น่าจะมีเงินสำรองไว้ให้อุ่นใจก้อนหนึ่ง แล้วใช้ที่ ๑ ไร่นั้นทำซุปเปอร์มาร์เก็ตส่วนตัว อย่างที่ปราชญ์ท่านบอกไว้ละครับ ให้เริ่มจากปลูกสิ่งที่กินก่อน เหลือกินก็แจก เหลือแจกแล้วถึงขาย หยอดกระปุกเก็บไว้ (อย่าหมิ่นเงินน้อย) ถ้ายังเหลืออีกก็เอามาทำปุ๋ยซะ เรื่องน้ำก็สำคัญนะครับ แบ่งที่ไว้ขุดบ่อหรือถ้ามีตังค์ก็เจาะบาดาลน่าจะดี

    ส่วนจะปลูกอะไร เท่าไหร่ ผมไม่ทราบครับ คุณต้องหาคำตอบนี้ด้วยตัวเอง

    มันก็เหมือนกับไม้กฤษณาของคุณนั่นละครับ กว่าจะลงน้ำมัน กว่าจะถึงแก่น ต้องใช้เวลา ชีวิตมันต้องสั่งสมครับ ต้องลองผิดลองถูก ไม่มีสูตรสำเร็จ

    ด้วยมิตรภาพครับ

    .. :D ..

  12. แม่น้ำหวานครึ่งถ้วย

    เคยอ่านหนังสือ ชุดบ้านเล็กในป่าใหญ่ อัลแมนโซบอกลอร่า ว่า ชีวิตแบบชาวไร่ชาวนา
    นี่แหละดีที่สุด อิสระ ไม่ต้อแก่งแย่งกันเอาใจใครเหมือนพ่อค้า ในขณะที่ชาวนาแค่หว่านข้าว
    เพิ่มอีกสักแปลงท่านั้นเวลาที่อยากได้เงินเพิ่มขึ้นนิดๆหน่อยๆ ชีวิตของชาวนาขึ้นอยู่กับ
    ความพอใจของตนเท่านั้น ถ้าเขาพร้อมที่จะทำงานหนัก เขาก็สามารถที่จะทำเงินได้มาก
    กว่าพ่อค้า แถมยังเป็นนายของตัวเองตลอดเวลาด้วย …

    จำประโยคนี่แม่น เชื่อมั่นมาหลายปี ประสบการณ์ตรงจากบรรพบุรุษตัวเอง แต่ความเชื่อมั่นก็คลอนแคลนกันได้ เมื่อหันไปมองชาวนาส่วนใหญ่บ้านเรา มันต้องมีอะไรสักอย่างผิดซิน่า…โฮะ โฮะ

  13. ผมว่าเราห่างวัดครับ ไม่ยึดธรรมเป็นหลัก ก็เลยลอยไปลอยมาตามกระแส

    ถ้าจะผิด ก็ผิดที่ตัวเกษตรกรที่ไม่ยอมปลดปล่อยตนเองเสียที ป่วยการไปโทษคนโน้นคนนี้ จะกี่มาตรการ กี่รัฐบาลก็เท่านั้น

    ‘สมุทัย’ มันอยู่ที่ใจตัวนี่เอง จะมัวไปบู๊อยู่ข้างนอกกันทำไม?

    เสียเวลาทำมาหากิน

  14. แม่น้ำหวานครึ่งถ้วย

    ต้อง ” รู้ ” ทุกข์ จนแจ่มแจ้งค่ะ “สมุทัย ” ถึงจะ ละ ไปเอง
    เรื่องยากก็อยู่ตรงที่จะ ” รู้ ” เท่าทันความอยาก ของตัวเองนี่ละค่ะ
    ขนาดพอจะรู้ตัวอยู่บ้าง เผลอแป๊บเดียว ไหงของชิ้นนั้นมันมาอยู่ในมือได้ไงเนี่ย อิอิ

    เกษตรกรบ้านเรา ถ้าไม่ประหยัด คิดกินอยู่ใช้จ่ายเหมือนคนเมือง ก็ลำบากค่ะ
    แต่ก็พูดยากไงค่ะ หันไปมองสิ่งแวดล้อมรอบๆตัว ก็มีแต่ส่งเสริม ให้กิเลส มันเพิ่มพูนขึ้น
    มากกว่า การละวาง

    อยู่ในสังคมบริโภคแบบนี้ ถ้าไม่รู้จัก พอ ก็โดนกิเลส ลากเอาไปกินหมด
    น่าเสียดายค่ะ อุตส่าห์ได้เกิดมาพบ พระพุทธศาสนา แต่ผู้คนกลับลืม แก่น เอาแต่เปลือก
    ห่างธรรมะกันไปทุกวัน

    เห็นด้วยเลยค่ะ ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่สิ่งภายนอก มันอยู่ที่ความ พอ ของใจจริงๆ

    ช่วยกันค่ะ

  15. joe

    ได้อ่านหนังสือเล่มนี้เหมือนกันครับ

    เผอิญ Search เจอ Blog นี้

    ขออนุญาตนำรูปไปใช้นะครับ

    ขอบคุณมากครับ

  16. ถึง คุณ joe
    รูปแปลนพื้นที่เกษตรของปราชญ์ทั้ง ๓ ท่าน ผม scan มาจากวารสารเกษตรกรรมธรรมชาติ ตามที่ได้อ้างอิงไว้ คุณโจต้องอ้างอิงแหล่งที่มาเดิมนะครับ เพราะผมก็เอาของเค้ามาใช้อีกที
    ส่วนรูปอื่นๆ ในบล็อก เอาไปใช้ได้เลยครับ

  17. bb

    ผมสนใจเรื่องการทำลำไยของพี่มากเลย ถ้าเป็นไปได้อยากคุยด้วยครับ
    bombon_555_ba_ba@hotmail.com

  18. Hello,
    I like your ways of life.I will go bake to thailand and I want to be a farmer.
    Please let we talk together.

  19. wirot

    ชนะกิเลสได้ก็พอเพียงได้ พอเพียงได้ก็ร่ำรวยได้

  20. lek.tanbet

    เพิ่งจะเข้ามาที่นี่ค่ะ
    อ่านแล้วรู้สึกดีมาก อยากร่วมแบ่งปัน
    เล็กทำงานรับราชการ อยู่ใน อบต.ขนาดกลางแห่งหนึ่งในบ้านเกิด พ่อแม่พี่น้อง เครือญาติ รับราชการมากกว่าครึ่ง ไม่ร่ำรวย และไม่เคยหรูเลิศอย่างลูกคุณหนู แต่ไม่ยากลำบาก ปานกลางมากๆ เคยไปเรียน ไปทำงานในเมืองหลวงมา 8ปีได้ประสบการณ์ดีๆมามากมายโดยเฉพาะเรื่องความอดทน นำกลับมาใช้ที่บ้าน พ่อตายก็ได้มรดกที่นามา 1 ไร่ เมื่อปี 2548 ชีวิตไม่เคยทำนาเลย มีหน้าที่แต่เรียนหนังสือกับทำงานที่ตนรับผิดชอบเท่านั้น แต่ช่นชอบชีวิตชาวนามากๆ แอบอิจฉาเพื่อแถวบ้านเสมอ รู้สึกว่าชีวิตเขาช่างอิสระ ไม่มีข้อจำกัดอะไรเลย อยากไปไหน เวลาไหน ทำอะไร ก็ได้ตามใจตลอด ก็เลยตั้งใจว่าจะทำนาเองให้ได้ อยากจะเป็นชาวนา รู้สึกว่าเป็นอาชีพที่ค้นพบความรู้สึกของตนเองแล้วว่าทำแล้วจะมีความสุขที่สุด ก็เลยซื้อที่ดินใกล้เคียงสะสมเพิ่มอีก 2 งาน ในปี 2549 และในปี 2550 เริ่มปรับที่นา ขุดสระน้ำขนาดเล็ก 1 บ่อ ถมดิน 3 ครั้ง เพราะที่นาต่ำ น้ำท่วมถึงตลอดปีไม่มีแห้ง ลดน้ำไม่ได้ เพราะคนอื่นที่นาติดกันเขาแอบปันน้ำมาใส่นาตลอด หญ้าก็เยอะ ไถ 3 รอบก็ยังไม่ได้ดี เป็นอันว่าปี 2550 ไม่ได้ทำนา ก็ไม่ท้อนะ ปี 2551 เริ่มใหม่ คราวนี้แม่ช่วยเป็นพี่เลี้ยง ได้ข้าวมา20ถัง รู้สึกดีใจมาก ปี 2552 เริ่มปรับที่นาอีกครั้ง ถมดิน ทำคูใหม่ ให้กว้างและสูงกว่าเดิมในช่วงหน้าแล้ง พอฝนลงก็เอาไม้ผล พวกมะม่วง ชมพู่ มะยม สะเดา กล้วย มะพร้าว ไปปลูก น้ำยังท่วมถึงอีก พอน้ำลดก็เกี่ยวข้าวได้ 38 ถังมากกว่าปีที่แล้ว 18 ถัง ดีใจมาก ต้นไม้ที่ปลูกไว้รอดตายครึ่งหนึ่งของที่ปลูกไว้ ปี 2553 ตั้งใจว่าจะ จะปรับที่นาก่อนปลูกข้าวอีก แล้วก็จะเพิ่มการปลูกไม้ผลซ่อมแซมต้นที่ตาย ก็จะลองเลี้ยงไก่บ้าน และปลูกผักกินเองบ้าง อ๋อลืมเล่าให้ฟังว่า บ่อที่ขุดไว้ ได้ปลาช่อนมาทำกับข้าวหลายตัวเลย ปีนี้จะลองซื้อพันธุ์ปลามาปล่อยเพิ่มด้วย
    ที่เล่ามานี้ อยากบอกว่า เล็กใช้เวลาว่างจากงานประจำเท่านั้น ตอนเย็นบ้าง เสาร์อาทิตย์บ้าง แรกๆ ทำไปเพื่อคลายเครียดจากการทำงานประจำ เพราะงานอบต.กับผู้บริหารท้องถิ่นที่วุฒิภาวะไม่ถึงเกณฑ์นี่เป็นอะไรที่บีบอารมณ์ความรู้สึกเหลือเกิน ทุกครั้งที่นายกฯพูดจะอ้างประโยชน์สุขของประชาชนและทำความดีแทนคุณแผ่นดินเสมอ แต่คนทำงานอย่างเราทราบดีว่าเบื้องหลังคำพูดที่เลิศเลอ คือผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง เล็กสำนึกบุญคุณเงินเดือนที่มาจากรายได้แผ่นดิน โดยการปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบกฎหมายอย่างเต็มกำลังความสามารถ แต่ก็เบื่อหน่ายในบางครั้ง และสามารถไปชาร์ตแบตเตอรี่ได้ที่นาทุกครั้ง เริ่มนับถอยหลังแล้วว่าจะทำงานอีก 15 ปี พอได้บำเหน็จดำรงค์ชีพรายเดือน จะลาออกมาเป็นชาวนาเต็มตัวเลย
    การทำนา ปลูกต้นไม้ เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา ช่วยให้จิตใจดีขึ้นมาก ยกระดับความเป็นคนได้มาก ทุกวันนี้เล็กและสามีจะพาลูกสาว 2 คน ไปนาทุกวันหยุดเสมอ ปลูกฝังความเป็นคนให้ลูกทางอ้อม ลูก ๆ ไม่ดื้อเลย และรู้จักคิดมากกว่าเด็กในวัยเดียวกัน ไม่ได้โม้ แต่สังเกตุจากพฤติกรรมและคำพูดของเขา ค่ะ
    หากท่านผู้อ่านรู้สึกเบื่อหน่ายเวลาทำงาน ลองใช้วิธีนี้ไปคลายเครียดดูบ้าง นอกจากจะดีต่อสุขภาพแล้ว ยังดีต่อสังคมและประเทศชาติ ที่สำคัญ ได้เข้าใจว่าพ่อของแผ่นดินสอนให้เราเป็นคนได้อย่างลึกซึ้นจริง ๆ ค่ะ /ขอบคุณนะคะ แล้วจะเข้ามาเล่าให้ฟังอีก บ้าย บาย …

  21. สวัสดีครับ คุณเล็ก

    ผมมักจะแนะนำผู้ที่สนใจอยากจะผันชีวิตมาสู่วิถีเกษตรว่า ให้ลองทำไปพร้อม ๆ กันกับงานเดิมก่อน อย่าเพิ่งลาออก เพราะจะเป็นการฝึกตัวเอง เรียนรู้ตัวเอง เพื่อที่จะรู้จักตัวเองอย่างแท้จริง

    แต่ผมไม่มีตัวอย่างที่จะมาแสดงให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ จนได้มาอ่านความเห็นของคุณ lek.tanbet ข้างต้น

    คุณเล็กเป็นแบบอย่างของ “ความประณีต” ในการใช้ชีวิต ซึ่งผมเห็นว่าสำคัญยิ่งกว่าคำถามส่วนใหญ่ที่มักจะถามกันว่า ปลูกอะไร? ปลูกยังไง? เนื้อที่เท่าไหร่? ขายที่ไหน? มากมายนัก

    หลาย ๆ คนจึงไม่ได้คำตอบที่ถูกใจไปจากบ้านสวนหลังนี้

    สังคมมองว่าการหันกลับมาใช้ชีวิตอยู่กับผืนแผ่นดินเป็นการสวน-ทวนกระแส

    แต่ผมว่าไม่หรอก, จะกระโดดลงไปว่ายทวนสวนทางคนอื่นเขาทำไมให้เหนื่อยละครับ

    เราก็แค่ยืนอยู่บนฝั่งเท่านั้น!

    ตีนที่เหยียบอยู่บนดินย่อมยืนหยัดมั่นคงกว่าตีนที่ล่องลอยอยู่ในน้ำที่ไม่รู้หยั่ง

    มีโอกาสก็เข้ามาคุยกันอีกนะครับ…
    :)

  22. seal

    สวัสดีปีใหม่ครับ
    ….
    ขอเป็นกำลังใจให้ทั้งกับตัวเอง และเพื่อน เพื่อนทุกท่านครับ

    อยากได้อะไรต้องลงมือทำครับ !

  23. 123

    สนใจอย่างมากเลยอะคับ

  24. Jing

    ชอบบล็อคนี้มากค่ะ เข้ามาอ่านโดย Search คำว่า เกษตรผสมผสาน ได้อ่านแล้วรู้สึก เย็น สงบ เข้าไปในจิตใจเกินบรรยายค่ะ จากอดีตลูกชาวสวน ชาวนา ที่ถูกปลูกฝังมาตลอดว่า ให้ เรียนเก่ง เพื่่อที่จะมีงานดี ๆ ทำ งานดี ๆ ในที่นี้คือ งานที่ไม่ต้องลำบากเหมือนพ่อกับแม่ ที่ “หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน” ด้วยความที่อยากเป็นลูกที่ดี ก็คว้าปริญญามาได้พร้อมเกียรตินิยม ได้ลองทำงานมาหลายแบบ จนถึงทำงานในบริษัทเอกชนที่เกือบครึ่งหนึ่งเป็นของคนญี่ปุ่น ชีวิตที่ต้องดิ้นรน เครียดกับชีวิตในแต่ละวันที่ต้องผ่านมันให้ได้ด้วยดีกับเจ้านาย เพื่อนร่วมงาน ตลอดจนลูกค้า…..วันหนึ่ง ได้หยุดและคิดกับตัวเองว่า กำลังทำอะไรอยู่ ดิ้นรนเพื่ออะไร ความสุขที่แท้จริงอยู่ตรงไหน ทำให้หวนคิดถึงความสุขตอนเด็ก ๆ กับการเป็นลูกชาวนา ชาวสวน …..อยากคืนถิ่นค่ะ ไม่ไหวแล้วกับมลพิษ ความเครียด สุขภาพย่ำแย่กับการอยู่อาศัยและทำงานในเมืองใหญ่ มิตรภาพอันจอมปลอม และรู้หน้าไม่รู้ใจ เดินหัวไหล่แทบจะชนกัน แต่ไม่มีแม้แต่รอยยิ้มจะให้กัน หรือแม้แต่คำขอโทษ ขาดต้นไม้ใบหญ้าเขียว ๆ และอัธยาศัยไมตรีของคนบ้านนาที่เคยมีในวัยเยาว์ จะกลับบ้านค่ะ สักวันนึงจะกลับบ้าน….ไปหาชีวิตที่พอเพียง และเพียงพอให้ใจ สงบ ร่มเย็นและเป็นสุข กำลังศึกษา รวบรวมข้อมูล เพื่อใช้เป็นแนวทางให้กับตัวเองในวันข้างหน้า ขอบคุณเจ้าของบล็อกนี้มาก ตลอดจนทุกท่านที่เข้ามาคุยในบล็อก อ่านแล้วรู้สึกดีมากมาย และจะแวะเข้ามาบ่อย ๆ นะคะ

  25. chamnain

    เฮ้อ ผมว่า ข้อมุลที่ มีอยู่ ขาดไปมากมายหลายอย่าง เผอิญ ผมเป้นลูกเกาตรกร ข้อมูลไม่ครบครับ วิธีแก้ ก้ไม่ตรงประเด็นครับ การพึ่งตนเอง ที่แท้จริงมีครับ แต่ไม่มีคนทำให้หรอกครับเพราะ คนส่วนใหญ่ ไม่ทำหากไม่มีผลประโยชน์ คนอยากทำก็ทำไม่ได้เพราะ มีฝ่ายเสียผลประโยชน์ ไม่ให้ผ่านไปง่ายๆ ทำเอง ขายเอง โดยแบ่งปันเท่านั้นถึงรอด อยากทราบ homecare_c@hotmail.com จะเล่าให้หมดครับ

  26. @chamnain
    ถ้าไม่เป็นการรบกวนเกินไปนัก อยากขอความกรุณาคุณจำเนียรช่วยส่งข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนและวิธีแก้ที่ถูกต้องตรงประเด็นมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันจะได้ไหมครับ :)
    พวกเราส่วนใหญ่แล้ว (รวมทั้งตัวผมเองด้วย) จะเริ่มต้นจากการมีงานประจำอยู่ แล้วจึงผันตัวเองมาทำสวนทำไร่ ไม่ได้คลุกคลีกับงานเกษตรตั้งแต่เริ่มต้น ฉะนั้นความบกพร่องทั้งจากทักษะและประสบการณ์จึงปรากฎออกมาให้เห็นเต็มไปหมด
    องค์ความรู้จากคุณจำเนียรจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้เริ่มต้น มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการปรับปรุง พัฒนา และต่อยอดเพื่อความยั่งยืนในชีวิตและสิ่งแวดล้อมต่อไป
    ขอบคุณล่วงหน้ามา ณ โอกาสนี้
    ด้วยมิตรภาพ
    ธีรเดช คำบุญชู

  27. chamnain

    ผมตอบไปทาง เมล์ ไปแล้วขั้นต้น แล้วจะรีบทำให้เสร็จครับ เรื่องยาวครับ เกษตรไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันแล้วสำเร็จง่ายๆครับ ยืนยัน ทุกอย่างที่ผ่านสื่อล้วนแต่มีการปรุงแต่งครับ เรืองจริง ไม่อย่างที่คิดครับ ยกเว้นคุณทำอาชีพพ่อค้าคนกลางสินค้าเกษตรอันนั้นไม่ยากครับ หากมีทุนก็ทำได้แล้วครับ จัดลำดับการเอาเปรียบชาวเกษตรกรได้ ไม่ยากนัก อาจพูดแรง ตรง แต่เป็นเรื่องจริงครับ

  28. ลูกเกษตร

    เรียน คุณธีรเดช
    ผมตอบช้าเนื่องจาก ต้องไปช่วยเรื่องน้ำท่วม (ป้องกัน) วันนี้ พอมีเวลา จึงมาเขียนเรื่องเกษตรประณีต หรือเรื่องเกษตรของคนไทย ที่อยากให้ข้อมูล เพราะ ผม เห็นสื่อต่างๆ แนะวิธี รวมถึงสอนวิธีการทำการเกษตร ไม่อยากให้คนที่ไม่มีความรู้ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ หลงเข้ามา ทำแล้วเกิดความเจ็บปวด กับ เกษตรอะไรที่ว่ามา เริ่มเลยครับ การทำการเกษตรไม่สามารถใช้หลักคณิตศาสตร์มาคำนวณได้เลย ตัวอย่างเช่น ทีบริษัท ที่มีชื่อเสียง มาชักชวนให้ชวนบ้านเลี้ยงไก่เนื้อ (คงทราบน๊ะครับว่าบริษัทไหน) โดย ออกทีวี สาธยาย ข้อดี ต่างๆนา ว่าเลี้ยงแล้วมีตลาดที่แน่นอนราคาก็ประกัน โดยให้เกษตรกรลงทุนปลูกโรงเรือน บริษัท ให้พันธุ์ไก่(ขายนั่นแหล่ะ),อาหาร,ยา พร้อมคำปรึกษา ต่างๆนาๆ สุดที่ เกษตรกรแถวภาคตะวันออก เป็นหนี้ครับ ต้องขายที่ใช่หนี้บ้าง กว่าจะรู้ก็สาย ตอนนี้บริษัทย้ายไปทำวิธีเดียวที่ภาคอีสานอีกแล้วครับ ถามว่าเกิดอะไรขึ้น ก็เพราะข้อมูล แบบคำนวณด้วยหลักคณิตศาสตร์ ไงว่า ทุกรอบการเลี้ยง จะได้กำไร เท่านั้นแสนเท่านี้แสน ไม่บอกเรื่องความเสี่ยง การทำอะไรกับสิ่งมีชีวิต เสี่ยง ไม่ว่าพืชหรือสัตว์ เลี้ยงสัตว์ ร้อยตัว อาจได้ขาย 90 ตัว แต่อาจได้ขาย 10 ตัว หรือไม่ได้ขายเลย ตลอดระยะเวลาที่เลี้ยงทุกอย่างเกิดขึ้นได้ และ มักจะเกิดเสียด้วยซิครับ
    ทีนี้มาเรื่องเกษตรประณีต หลายอย่างผมเห็นด้วย เรื่องจัดการพื้น เรื่องการปลูกพืชหลายๆอย่างเต็มความสามารถของพื้นที่ เกษตรกรไทย ไม่ใช่คนไม่ขยันครับ ผมยืนยัน ความมานะก็ไม่เป็นรองใคร จะมีก้เรื่องการพนันก็คือหวยใต้ดิน ที่เป็นหน้าที่ของรัฐจัดการในเรื่องนี้ เขาไม่มีหวังก้ต้องไปหวังกับเรื่องเล่านี้ รายรับรายจ่ายที่เห็นโชว์มานั้นผมว่าขาดไปเยอะ ค่าแรงขั้นต่ำที่รู้กันว่าไม่สามารถเลี้ยงตนเองได้ ก็ไม่ได้คิดเลย ผมทำงานกับแม่มาตั้งแต่ชั้นประถม พอจบ ปวท. ก็ยังช่วยแม่ทำ ถีงแม้จะทำงานด้านที่เรียนมา
    ตัวอย่างของความไม่เป็นธรรม ลองดูตามมาครับ ผมปลูกมะเขือเทศ ใช้เวลา 3 เดือน ในการจัดการดูแลจนเก็บผลผลิตแล้วเสร็จ ขายส่ง 8 บาท/ก.ก. /3เดือน แต่คนขายขาย 15-25บาท/ก.ก./1-2 วัน เกิดอะไรครับ เขาบอกว่า ก้มีของที่ขายไม่หมดต้องทิ้ง ไม่จริงครับ ของที่เกิน 2 วัน ก็ ขาย ไม่ต่ำกว่า 10 บาท/ก.ก. ในขณะที่ตลอดเวลา 3 เดือน เกษตรกร ต้องเสี่ยงสารพัด แมลง โรค ภัยแล้ง ไม่เคยบ่น สินค้าเกตร ทั้งหมดจะเป้นอย่างนี้
    ส่วนวิธีแก้ ไม่เห็นจะยาก แต่ทำไม่ได้หรือไม่ได้ทำสักที ก็เอาต้นทุนรวมค่าแรงขั้นต่ำด้วยแล้วกำหนดราคาให้เขามีกำไร 20 % หรือ จัดสถานที่ให้เขามีที่ขายเองโดยผู้ผลิต ในทุกระดับ ไม่ใช่เฉพาะในพื้นที่ โดยส่งเสริมให้บุตรหลานที่มีความรู้ด้านต่างเข้ามาทำการตลาด มีค่าแรง เงินเดือน ที่เหมาะสม แล้วแบ่งปันกำไร ให้เกษตรกร อย่างเป็นธรรม ทุกวันนี้เราทำข้าว แต่คนรวยก็คือคนส่งออกข้าว ขอเป็น คนปลูกข้าว ขายตรงกับต่างชาติโดยผ่านลุกหลายที่มีความรู้ด้านภาษา และการคลาด ในการส่งเสริมกระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้อง ผมว่าเท่านี้ เมืองไทยไม่ต้องอาศัย อุตสาหกรรมบางประเภทที่ทิ้ง ขยะพิษ เอาไว้ให้แก้ในอนาคต วันนี้ตอบเท่านี้น๊ะครับ หากผมพอให้ข้อมูลที่เป็นประโยนข์กับคนทั้วไปก้ยินดีครับ

  29. @ลูกเกษตร
    อยากจะชวนคิดอีกทางนึงครับ :)
    การผันตัวมาสู่วิถีเกษตรของหนุ่มสาวปัจจุบันทุกวันนี้ (ผมคิดว่า)ส่วนใหญ่แล้วเป้าประสงค์หลักก็คือ “การพึ่งพาตนเอง” ไม่ใช่การค้าขาย ดังนั้นจึงไม่สามารถนำชุดความคิดในเชิงพาณิชย์มาจับได้ เพราะจะพบข้อผิดพลาดบกพร่องมากมายถ้าเทียบกับมาตรฐานของชุดความคิดนั้น ๆ
    ด้วยหลักคิดนี้, จึงน่าจะตอบประเด็นค่าแรงขั้นต่ำของคุณลูกเกษตรได้ว่าทำไมไม่นำมาคิดรวมในต้นทุน? เห็นได้จาก “การลงแขก” ที่เป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้ ‘น้ำใจ’ แทน ‘น้ำเงิน’ ในการทำการเกษตรหรือกิจกรรมอื่นใด :)
    อีกหลักคิดหนึ่งที่นำมาประยุกต์ใช้ ก็คือ “our loss is our gain” ขาดทุนคือกำไร ซึ่งมีคำอธิบายว่า เป็นการดำเนินงานที่ยึดผลสำเร็จแห่งความ “คุ้มค่า” มากกว่า “คุ้มทุน” คำนึงถึงผลประโยชน์ของคนส่วนรวมมากกว่าผลสำเร็จที่เป็นตัวเลขอันเป็นผลประโยชน์ของกลุ่มคนส่วนน้อย เล็งเห็นผลที่ได้จากการลงทุนเพื่อประโยชน์แก่คนส่วนใหญ่ อันได้แก่ ความอยู่ดีมีสุขของประชาชนซึ่งตีค่าเป็นตัวเงินไม่ได้ ซึ่งถ้าหากพิจารณาตามหลักเศรษฐศาสตร์แล้ว อาจจะถือว่าเป็นการลงทุนที่ขาดทุนหรือไม่คุ้มทุน (จาก “หลักการทรงงาน ๙ ประการ” http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2006q4/2006dec05p7.htm)
    ง่าย ๆ คือ “ยิ่งให้-ยิ่งได้” นั่นเอง เพียงแต่คำว่า “ได้” นั้น อาจจะไม่มาในรูปของตัวเงินหรือเกียรติยศชื่อเสียงเฉพาะตน แต่เป็นสภาพสังคมที่น่าอยู่เอื้อเฟื้อเกื้อกูล สภาพแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ อันจะนำมาซึ่งปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตที่เพียงพอสำหรับทุกชีวิตในสังคม :)
    ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้เอง เมื่อเราพึ่งตนเองได้ เมื่อเราเห็นคุณค่ามากกว่ามูลค่า เราจึงก้าวข้ามพ้นความไม่เป็นธรรมต่าง ๆ ที่เกิดจากกลไกทุนนิยม ไม่ว่าจะเป็นการบิดเบือนชี้นำตลาด การกดราคา ไปจนถึงการค้ากำไรเกินควร :)

    กลับมาที่ประเด็นวิธีแก้ไขปัญหาเกษตรกรที่คุณลูกเกษตรติงไว้ว่า ทำไมทำไม่ได้หรือไม่ทำสักที?
    การกำหนดราคาขายได้เองนั้น เกษตรกรต้องมีอำนาจต่อรองเพียงพอครับ เราทำได้โดยผ่านกระบวนการกลุ่ม “การรวมกลุ่ม” จะทำให้เกษตรกรแข็งแรงและเสียงดังขึ้น เราสามารถลดต้นทุนปัจจัยในการผลิตต่าง ๆ ได้จากการรวมกลุ่ม เรามีส่วนในการกำหนดราคาขายได้ผ่านการลดหรือเพิ่มปริมาณผลผลิต ซึ่งวิธีการนี้จะทำโดยตัวคนเดียวหรือสองสามคนไม่ได้ ต้องเกิดจากการรวมกลุ่มที่เข้มแข็งเท่านั้น
    ที่สำคัญ, กลุ่มต้องไม่ถูกครอบงำ ชี้นำ อุปถัมภ์ค้ำชูจากใคร ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน ซึ่งการจะทำอย่างนี้ได้กลุ่มต้องประกอบด้วยปัจเจกชนที่พึ่งตนเองได้ จึงอยากแนะนำว่า ให้ลองย้อนขึ้นไปอ่านข้างบนทั้งหมดอีกครั้ง :D

    อาจดูเพ้อฝันนะ แต่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ;)
    ด้วยมิตรภาพ
    ธีรเดช

  30. สวัสดีปีใหม่ครับ

  31. เอนกพงศ์

    http://www.porpeangnetwork.com/
    สื่อกลางประชาสัมพันธ์ข่าวสารชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง เผยแพร่ข่าวสารโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ภายในชุมชนหรือแนะนำให้รู้จักชุมชนของท่าน เพียงแค่ ลงทะเบียน เป็นสามาชิกกับ porpeangnetwork ก็จะสามารถสร้างเครือข่ายพอเพียงกับเราได้ทันที พลังงานชุมชน พลังคุณ

  32. lovely Bee

    การทำเกษตรนั้นดีจริงๆ พวกเราชาวมีชัย นั้นก็ตามรอยพ่อ ที่มีโครงการต่างๆเกี่ยวกับ เศรษฐกิจพอเพียง คะ

  33. bird

    เกษตรทุกวันนี้ผมเห็นเน้น “ทำขาย”มากกว่า “ทำกิน” อีกครับ

  34. ถือเป็นวิวัฒนาการได้ไหมครับ? เริ่มจาก แดก – แจก – แลก – ขาย ;)
    ส่วนตัวแล้วคิดว่าเป้าหมายสูงสุดของการทำการเกษตรคือ “ทำให้” ครับ
    ผลิตผลต่าง ๆ ล้วนเกิดจากน้ำพักน้ำแรงของธรรมชาติแทบทั้งสิ้น โดยที่มนุษย์เราตั้งหน้าตั้งตาตักตวงเอาถ่ายเดียว ทุกสิ่งทุกอย่างมันมีมันอยู่ของมันตามธรรมชาติอยู่แล้ว มนุษย์เราแค่หยิบฉวยมันมาขูดขัดดัดแปลงแล้วตีค่าให้ราคา ลองถามตัวเองดูสิครับว่าเราประดิษฐ์คิดสร้างดินได้ไหม? น้ำล่ะทำยังไง? และอื่น ๆ อีกมากมาย
    เอาของเขามาฟรี ๆ ก็ควรทำให้คนอื่นฟรี ๆ เช่นกัน
    แม้ตัวเองจะยังปฏิบัติไม่ได้ด้วยต้องอาศัยน้ำใจเกื้อหนุนจากสังคมและผู้คนรอบข้างอยู่มากพอสมควร แต่อย่างน้อยอุดมคติอย่างนี้ก็เป็นตุ้มถ่วงเราไว้ไม่ให้ปลิวหายไปกับกระแสทุนง่ายดายนัก :)

  35. ภักดี

    @ ลูกหลานเขื่อนแม่น้ำปาวแห่งเมืองน้ำดำ
    เป็นลูกชาวนาเรียนสาขาเทคโนโลยีการเกษตร อยู่ปี3 ปีสุดท้าย ภูมิใจมากที่ได้เกิดมาเป็นลูกพ่อกับแม่ที่เป็นชาวนา เจอคำถามบ่อยมาก เรียนเกษตรมาทำอะไร เรียนแล้วมาทำนาเหรอ คนกลุ่มนี้ทำไมเขาไม่มองว่าตัวเขาทุกวันนี้มีชีวิตอยู่ได้เพราะเขาบริโภคสิ่งที่มาจากการเกษตรทั้งนั้น จะคนชาติไหนเขาก้อทำการเกษตรทั้งนั้น เกษตรกรไทยของเราสู้ๆๆค่ะ (ปล.ทั้งครอบครัวไม่มีใครสนับสนุนให้เรียนเกษตรเลย พ่อกับแม่บอกว่าลำบาก แต่ดื้อด้านเรียนเพราะใจรักการเกษตร ยอมลำบากดีกว่าเป็นลูกจ้างคน สบายใจด้วยเราทำสวนทำไร่ที่เป็นของเราเอง) ภูมิใจที่ได้เกิดมาในแผ่นดินไทยที่มีพระมหากษัตริย์ท่านทำนาปลูกข้าวในบ้านของท่านเอง…..

  36. การแสดงความรักในแผ่นดินเกิ​ด นอกจากการหวงแหนแล้ว การทำให้แผ่นดินมีชีวิตเพื่​อเอื้อประโยชน์ให้อีกหลายชี​วิตก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว​่ากัน น่าดีใจที่ความมุ่งมั่นฝันใ​ฝ่ที่จะเป็นเกษตรกรยังมีมาไ​ม่ขาดสาย

    วิถีนี้ยังมีคนเดิน :)

  37. ผมชอบมาก การทำเกษตร จำต้องมีความอดทน และการรอคอย

  38. Nion

    หาข้อมูลให้ดีพอ แล้วลงมือทำ ค่อยเป็นค่อยไป

  39. tui

    พึงเคยเปิดมาดูครับ ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและต่อประเทศ ผมเคยเป็นผู้รับเหมาทำงานศิลปะอยู่ในกรุงเทพจนเกิดความอิ่มตัว เบื่อหน่ายความวุ่นวาย อยากมีชีวิตอยู่อย่างพอเพียงแบบที่หิวก็สามารถเดินหายเข้าไปในสวนซักพักก็ได้ของที่ต้องการมาครบมือและก็เป็นอยู่ควบคู่ไปกับการทำงานศิลปะและปฏิบัติธรรม พอดีมีที่ดินอยู่ที่โคราช ก็กลับมาเริ่มฟื้นฟูโดยใช้ทฤษฎีชีวภาพและระบบวงจรชีวิตของสัตว์ต่างๆที่เราสามารถไปอยู่ร่วมในวงจรเดียวกันโดยไม่เกิดการทำลาย ขอบคุณมากนะครับสำหรับสิ่งดีๆที่นำมาเผยแพร่ ขออวยพรให้สิ่งดีๆตอบกลับไปหาท่านผู้เผยแพร่ด้วยครับ ขอบคุณด้วยหัวใจจริงๆ

  40. Pingback: “การศึกษาประณีต” | CRES.IN.TH – ศูนย์วิจัยระบบการศึกษา "โครงการเสริมสร้างพลังอำนาจการจัดการ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s