เกษตรธรรมชาติ

.

หลักสำคัญในการทำเกษตรธรรมชาติอย่างหนึ่ง ก็คือ “การเลียนแบบธรรมชาติ”

ธรรมชาติของต้นไม้ในป่าเมื่อดอก ผล กิ่ง ใบ ร่วงหล่นลงดิน ก็จะมีสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ คอยย่อยสลายเศษซากเหล่านั้นกลับคืนสู่ดิน สะสมเป็นอาหารให้ต้นไม้นำกลับมาหล่อเลี้ยงลำต้น กิ่งก้าน ใบ ดอก ผล ได้ต่อไป

เปรียบเทียบกับการทำการเกษตรของเราในปัจจุบัน เราเก็บดอกผลไปกิน ไปขาย เป็นการนำอาหารออกไปจากดินทุกปี โดยไม่เคยใส่คืนกลับมา มิหนำซ้ำยังมีการใช้ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า ส่งผลให้สิ่งมีชีวิตในดินที่ช่วยย่อยสลายซากพืชซากสัตว์ ช่วยสร้างอาหารให้พืชถูกทำลายไปด้วย

เมื่อดินเสื่อม ดินตาย ผลผลิตก็ลดลง ต้องเพิ่มปุ๋ยเพิ่มยามากขึ้น ราคาผลผลิตก็ไม่แน่นอนขึ้นลงตามกลไกของตลาด ที่คงที่และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ คือ ราคาปุ๋ยและยา ชีวิตเกษตรกรก็กลับเข้าสู่วังวนเดิม ๆ นั่นก็คือ ขาดทุนซ้ำซาก หนี้สินพอกพูน ที่ร้ายกว่านั้นคือสุขภาพที่ทรุดโทรมสะสมจากการใช้สารเคมี

การนำจุลินทรีย์มาปรับใช้ในกระบวนการผลิตของเกษตรกร จะสามารถช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้มาก การนำเอาจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์มาทำเป็นหัวเชื้อสำหรับนำไปขยายและประยุกต์ใช้ในด้านต่าง ๆ ทั้งการช่วยปรับปรุงบำรุงดินให้ดีขึ้น ควบคุมโรคและแมลงศัตรูพืช คืนสมดุลให้กับธรรมชาติ เกษตรกรจึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีอีก ช่วยลดต้นทุนการผลิต ทำให้พึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น คุณภาพชีวิตก็ดีขึ้นตามไปด้วย

การใช้หลักชีววิธีในการปรับปรุงบำรุงดิน ต้องให้เวลาจุลินทรีย์ทำงานพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งดินที่ผ่านการใส่ปุ๋ยใส่สารเคมีมาเป็นระยะเวลานาน ยิ่งต้องใช้ความอดทนเป็นพิเศษ ไม่มีทางที่ช่วงแรก ๆ ผลผลิตจะเพิ่มขึ้นในพริบตา การงดใช้สารเคมีในทันที ผลผลิตก็ต้องลดลงในทันทีเช่นกัน (นี่น่าจะเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้แนวคิดเกษตรยั่งยืนยังไม่เป็นที่ยอมรับของเกษตรกรส่วนใหญ่ในประเทศ พูดยากครับ เป็นเรื่องของมุมมองและวิธีคิด ต้องลองทำเลย ใครทำใครได้ ถือเป็นปฏิบัติปัญญา) แต่เมื่อดินถูกปรับสภาพ ปรับโครงสร้าง จนเหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตของพืชแล้ว เมื่อนั้นผลผลิตก็จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและคุณภาพ เป็นการเพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน

.

ฉะนั้นถ้าจะเริ่มต้น สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือ ส่งจุลินทรีย์กลับบ้าน … กลับคืนสู่ดิน

.

จบครับ … สำหรับหลักการคร่าว ๆ เท่าที่เข้าใจ กลับมาที่สวนดีกว่า ที่นี่เราสร้างบ้านที่น่าอยู่ให้กับจุลินทรีย์ด้วยการใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก คลุมดินด้วยใบไม้ใบหญ้าและอินทรียวัตถุต่างๆ ที่เหลือปล่อยเป็นหน้าที่ของจุลินทรีย์จัดการ ตั้งแต่ตระเตรียมอาหารให้พืช ปรับปรุงบำรุงดินให้สมบูรณ์ ร่วนซุย เหมาะแก่การหยั่งรากชอนไชของพืช ทั้งยังช่วยทำลายเชื้อโรคร้ายในดินซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคต่างๆ ในพืช ทุกวันนี้ผมไม่ได้ใช้ปุ๋ยเคมีแล้วครับ นอกจากธาตุอาหารเสริมบางตัวที่ยังต้องให้ทางใบ

หลังจากปรับเปลี่ยนวิถีสวนมาเป็นเกษตรธรรมชาติได้สองปี (ยังเป็นแค่ semi-natural farming อยู่ครับยังไม่ pure) ที่เห็นได้ชัดคือ ปัญหาเรื่องแมลงศัตรูพืชน้อยลงไปมาก ไม่ว่าจะเป็นหนอนชอนใบ หนอนม้วนใบ หนอนคืบกินใบ หรือ เพลี้ยต่าง ๆ ที่เคยเป็นเจ้าประจำ แต่ปีนี้ไม่แวะเวียนมาทักทายกันเลย

น่าจะเป็นผลจากต้นไม้แข็งแรงขึ้น มีภูมิคุ้มกันโรคและแมลง และผลจากการใช้สมุนไพรทดแทนการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชผสมผสานกับการทำงานของจุลินทรีย์ที่ทำให้เหล่าผีเสื้อมวน ผีเสื้อหนอนทั้งหลายไม่วางไข่ หรือวางแล้วไข่ฝ่อไม่ฟักเป็นตัว อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ คือ สภาพแวดล้อมที่เอื้อให้แมลงศัตรูธรรมชาติจำพวกตัวห้ำ ตัวเบียน มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น เป็นลูกมือช่วยเราห้ำหั่น เบียดเบียน เจ้าพวกแมลงศัตรูพืชทั้งหลายให้ลดน้อยลง จนความเสียหายอยู่ในระดับที่ยอมรับได้

ขอสดุดีวีรกรรมของเพื่อนสวนทั้งหลายเท่าที่ปรากฏตัวให้เห็น อาทิ นก แมงมุม ตั๊กแตน ด้วงเต่า มวนพิฆาต รวมไปถึงบรรดาต่อ แตน และ มด อาจจะมีอีกหลายชนิดที่ไม่รู้จักและไม่เห็นตัว ยังไงก็ขอขอบคุณทุกชีวิตที่ได้มาอาศัยและช่วยเหลือกัน

ยังครับยังไม่แฮปปี้เอนดิ้ง ยังมีศัตรูพืชที่สร้างความเสียหายให้สวนผมอยู่ ก็คือ บรรดาแมลงปีกแข็งต่าง ๆ จำพวก แมลงค่อมทอง ด้วงปีกแข็ง ที่มาแทะใบอ่อนลำไยซะพรุนไปหมด พวกนี้สมุนไพรเอาไม่ค่อยอยู่อย่างมากก็หนีไปแต่สักพักก็กลับมาใหม่ อีกอย่างช่วง ก.พ-เม.ย เป็นช่วงระบาดของพวกมันพอดี ถ้าใช้ยาฆ่าแมลงก็แน่นอนว่าตายหมดแน่ครับไม่มีเหลือ รวมไปถึงพรรคพวกเพื่อนสวนแมลงศัตรูธรรมชาติทั้งหลายของผมด้วย ที่ทำได้ในตอนนี้คือใช้ระบบแมนน่วล คือ จับมาหักคอทิ้งที่ละตัวสองตัว ยังดีที่ควบคุมทรงพุ่มเอาไว้ไม่ให้สูงเกิน ๓ เมตร ทำให้ไม่ลำบากมากนักเวลาไล่ล่าพวกมัน

.

ห้องทำงานของจุลินทรีย์

นี่ล่ะครับไอ้ตัวร้าย … แมลงค่อมทอง

ดูมันทำ … ชีวิตช่างรื่นรมย์เสียจริง

นี่อีกตัวครับ … ด้วงปีกแข็ง

.

มานึกดูแล้วก็ผิดที่เราเองนี่แหละที่คิดทำลำไยนอกฤดู พวกแมลงศัตรูพืชทั้งหลายเลยมีอาหารกินตลอดทั้งปี จริง ๆ ช่วงนี้เป็นช่วงที่ลำไยธรรมชาติเริ่มติดผลเท่าหัวไม้ขีดแล้ว แต่ของเรากำลังเร่งให้แตกใบเพื่อสะสมอาหารเตรียมทำนอกฤดู

นี่คงเป็นผลของการเหยียบเรือสองแคม ปลูกพืชเชิงเดี่ยวแต่ริใช้วิธีธรรมชาติ ทั้งที่จริงแล้วเกษตรธรรมชาติควรมีความหลากหลาย ผสมผสาน และมุ่งหวังเพียงเพื่อการยังชีพ แต่ผมยังมั่นใจอยู่ลึก ๆ ว่า การประยุกต์ศาสตร์ทางการเกษตรรูปแบบต่าง ๆ มาใช้ โดยอยู่บนพื้นฐานของการเคารพนบนอบกับธรรมชาติ น่าจะสร้างความมั่นคงอย่างยั่งยืนให้กับชีวิตได้ แม้ผมจะมุ่งหวังทำการเกษตรในเชิงการค้าเป็นหลักก็ตาม

คงต้องปวดหัวกันอีกหลายยกล่ะครับกับการใช้ธรรมชาติช่วยฝืนธรรมชาติ

.

สนใจศีกษาเรื่องราวของแมลงศัตรูธรรมชาติ เชิญ ที่นี่ เลยครับ

.

แก้ไขเพิ่มเติม วันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๕๑

เนื่องจากลิงค์ข้างบนกลายเป็น bad link ไปเสียแล้ว เลยขอแนะนำ
ความรู้เบื่องต้นเรื่อง “การควบคุมแมลงศัตรูพืชโดยชีววิธี จากนิตยสารเกษตรศาสตร์ ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๔๗ ไว้ให้แทน และถ้าสนใจในระดับ advanced ขอแนะนำแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้แมลงศัตรูธรรมชาติในการควบคุมโรคและแมลงศัตรูพืช จากเอกสารเผยแพร่ของศูนย์บริหารศัตรูพืช จ.เชียงใหม่ กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จำแนกไว้ดังนี้

.

หมายเหตุ: เนื่องจากลิงค์ข้างล่างนี้กลายเป็น bad link ไปอีกแล้ว :( แนะนำให้เข้าไปที่เว็บไซต์ของศูนย์บริหารศัตรูพืช จังหวัดเชียงใหม่ โดยตรงเลยครับ http://pmc08.doae.go.th/ (แก้ไขเพิ่มเติม วันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๕๓)

.

.

.

About these ads

25 Comments

Filed under Agriculture

25 responses to “เกษตรธรรมชาติ

  1. toom

    เป็นข้อมูลที่น่าสนใจมากคับ เนื่องจากตอนนี้ผมก้อกำลังทดลองและเก็บข้อมูลการทำเกษตรธรรมชาติเนื้อที่ 2 ไร่ มาปีกว่าๆแล้วคับผม

  2. ดีใจครับที่มีคนรักและทำเกษตรธรรมชาติ ผมเลิกทำเกษตรแผนปัจจุบันมาร่วม 7 ปี เริ่มทำเกษตรธรรมชาตินนี้มาเรื่อย ๆ (อย่างไม่จริงจังนัก) โดยปลูกไม้ป่าเข้าไปในสวนมะม่วง มะขามหวาน ตอนนี้อยากปลูกพืชสารพัดชนิด โดยเฉพาะไม้ต้น หวังว่าจะได้มีโอกาสทำเกษตรธรรมชาติอย่างจริงจัง วันนี้เขียนบทความ (blog) เรื่อง เกษตรธรรมชาติ…ทางรอดของเกษตรกรไทย ไว้ที่ http://www.tawatchainakabut.multiply.com และที่ http://www.naturalagri.multiply.com
    ท่านใดสนใจ เชิญเข้าไปอ่านครับ

  3. เช่นกันครับอาจารย์

    ที่สวนผมได้ปรับใช้พื้นฐานเกษตรธรรมชาติมาเกือบครบแล้วครับ ตั้งแต่การไม่ใช้สารเคมี, การคลุมดิน, ไม่ไถพรวน เหลือแค่เพิ่มความหลากหลายให้มากขึ้น ซึ่งกำลังพยายามทำอยู่

    ผลผลิตไม่แตกต่างกันมากนักกับการใช้สารเคมี แต่ที่เห็นชัดคือช่วยลดต้นทุนและเรื่องสุขภาพ

    ถ้าต้องเจ็บ ผมว่าวิถีเกษตรเช่นนี้จะช่วยให้เรา ‘เจ็บไม่หนัก’ และ ‘หายเร็ว’ ครับ

  4. Kung

    Dear khun Golb,
    I found your blog well written and very creative.
    Thank you for waken up new Thai generation to think about our Agricultural roots. I think it is important for the development of our country.
    I wish you the best success in your dream and work.
    Cheer,

  5. ขอบคุณมากครับ

    ทำคนเดียวไม่ไหวหรอก .. มันเหงา

    ต้องช่วยกันครับ ทั้งคนปลูก ทั้งคนกิน

    .. :) ..

  6. pan

    ช่วยแนะนำหน่อยค่ะ รู้สึกสับสนกับความคิดแบบนี้มาเป็นปีแล้ว
    อยากลาออกไปทำเกษตร ประวัติแบบย่อ
    ทำงานราชการ 9 ปี อายุ 30 โสด หญิง มีพ่อ แม่ หลาน 2 คน
    ที่ต้องรับผิดชอบ มีบ้าน 1 หลัง ที่ดินทำกิน 15 ไร่ ไม่มีหนี้สิน
    ลองทำข้อดี ข้อเสีย แต่ก็ตัดสินใจไม่ได้ซักที ใครพอจะมีข้อแนะนำ
    ประกอบการตัดสินใจบ้างค่ะ เป็นเรื่องซีเรียสมากคะ

  7. อรุณสวัสดิ์ครับ คุณ pan

    สับสน? อาจหมายถึง “ไม่เข้าใจ” หรือ “ไม่แน่ใจ”
    ถ้าไม่เข้าใจก็ถามใคร ๆ … แต่ถ้าไม่แน่ใจต้องถามตัวเอง

    วางหลักคิด วางเทคนิควิธีการ ไว้ข้าง ๆ ตัวก่อนครับ แล้วถามตัวเองดูว่า “รักที่จะเป็นเกษตรกรหรือเปล่า?” ในแง่ปัจจัยภายนอกแล้ว คุณ pan พร้อมมาก แต่ปัจจัยภายใน(จิตใจ)-อันนี้ผมไม่รู้ ซึ่งคุณน่าจะตอบได้ดีกว่า

    อย่าไปซีเรียสกับข้อดี-ข้อเสียให้มากนัก
    ถ้าคุณไม่รักที่จะทำ คุณจะไม่ใส่ใจกับมัน ถึงจะมีข้อดีเป็นร้อยแปด ก็ไม่มีประโยชน์
    แต่ถ้าคุณรักที่จะทำ ต่อให้มีล้านแปดข้อเสีย คุณก็จะวิริยะอุตสาหะปรับปรุงแก้ไขให้กลายเป็นดีจนได้
    อิทธิบาท ๔ ง่าย ๆ นี่เอง

    สำคัญคือ อย่าพึ่งลาออกจากงานประจำ ให้ทำควบคู่กันไปก่อน การเลือกทางเดินชีวิตต้องให้เวลากับมันให้มาก ถือเป็นการทบทวนตัวเองและเตรียมความพร้อมไปในตัว ความสับสนของคุณ ผมเดาเอาว่าเกิดจากความ “ไม่แน่ใจ” ซึ่งถ้าได้ลองลงมือปฏิบัติจะช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายและถูกต้องขึ้น
    ไม่จำเป็นต้องทำมากหรอก ๑ ศอก ๑ วา ๑ งาน หรือ ๑ ไร่ ทำได้ทั้งนั้น แนะนำให้เข้าไปอ่านที่ “เกษตรประณีต ๑ ไร่” เป็นไกด์ไลน์ดูก่อน สามารถใช้เป็นตัวอย่างได้ดีทีเดียว น่าจะช่วยคุณ pan ได้มาก

    ถ้าคุณรักที่จะทำแต่คุณไม่พร้อม การทดลองทำเช่นนี้จะบอกคุณเองว่า “คุณขาดอะไร” … คุณก็หามาเติมมันให้เต็มซะ

    ในขั้นต้นนี้ คุณถามใครก็ไม่สู้ถามใจตัวเองหรอก เมื่อรู้ใจตัวเองชัดเจนแล้ว ไอ้อื่น ๆ ที่เราไม่รู้ เราก็จะเสาะแสวงหาหนทางสู่คำตอบได้เอง

    การทำการเกษตรสำคัญที่วิธีคิดครับ เป็นวิถีที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับทุกอย่างรอบตัว ทั้งคน ทั้งสิ่งแวดล้อม จะคิดจะทำอะไรมันกระทบถึงกันหมด ไม่ใช่แค่ปลูกแล้วขายเท่านั้น

    อาจจะไม่ใช่คำแนะนำที่ดีนัก แต่ผมก็เริ่มมาแบบนี้จนเป็นผมในทุกวันนี้ มีอะไรก็บอกกล่าวเล่าถามมาได้นะครับ ยินดีเสมอ ลองขนาดนั่งลงทำข้อดี-ข้อเสียได้นี่ แสดงว่ามี “ความตั้งใจจริง” รักษามันเอาไว้อย่าให้เหือดหายไปเชียว

    ด้วยมิตรภาพ
    :)

  8. ตุ๊ก

    โห! คุณ golb อ่านแล้ว ยิ่งชอบคุณ มากเข้าไปอีก สำบัดสำนวนก็แจ่ม ความคิดก็แหลมคม ตอบดีจริง ๆเชียว อ่านแล้วก็มานั่งคุยกับตัวเองเหมือนกันว่า ขาดอะไรนะ …….อึม…..เยอะเลยล่ะ :-)

  9. เขินวุ้ย!

  10. ซาวาสดีครับ

    หางานเกษตรธรรมชาติครับผม
    แต่ยังหาไม่ได้

    ……

    16 พ.ย. 52
    ถึง tifkrubphom
    ขออนุญาตรวมเป็นความเห็นเดียวนะครับ
    คือผมไม่เข้าใจคำถามอ่ะ
    ถามมาใหม่นะครับ

    ด้วยมิตร
    golb

  11. ผมชอบรูป และบทความที่ท่านอาจารย์เขียนมาก โดยเฉพาะรูปที่ถ่ายงามได้อารมณ์ผม ผมก็เลยแอบบันทึกรูปควายไปใช้เพราะผมทำงานปศุสัตว์ และส่งเสริมปศุสัตว์อินทรีย์อยู่ อยากทราบว่าท่านใช้กล้องอะไรถ่ายยังไง เป็นวิืทยาทานผมจะได้ถ่ายรูปงามๆมาทำเวบบ้างครับ ขอบคุณครับ

  12. ยินดีครับ, คุณสุพล

    ผมใช้กล้องดิจิตอลธรรมดา ถ่ายตอนเช้า ๆ ไม่เกินสิบโมง ปรับแต่งภาพด้วยโปรแกรม photoscape (ดาวน์โหลดได้ที่ http://www.photoscape.org)

    น่าภาคภูมิใจแทนคนเวียงเชียงรุ้งที่มีข้าราชการที่เสียสละและทุ่มเทให้กับเกษตรกรอย่างนี้

    ขอชื่นชมและเป็นกำลังใจให้ครับ

    ด้วยมิตรภาพ
    golb

  13. ยิ่งขจร

    มีใบจาก ธรรมชาติ สูบหอมมาก รับรองวิธีการเก็บรักษาคือการแช่ตู้เย็น ไม่ได้ขายเน้นปริมาณ อยากให้ลองสูบดูแล้วค่อยมาเที่ยว ที่อ.คุระบุรี จ.พังงา มีวิถีธรรมชาติให้ดูเยอะ เพียงแต่ขาดขั้นตอนการคิดแบบวิทยาศาสตร์ไปบ้าง ลองสั่งใบจากไปสูบดูสำหรับคนใต้บางคน อาจจะรู้ความแตกต่าง ระหว่างใบจาก หรือบุหรี่ที่ขายตามท้องตลาด (ไม่แสบคอ)yingkhachorn@hotmail.com
    ยังมีอีกหลายเรื่อง หัวข้อก่อน รายละเอียดค่อยว่าทีหลัง การท่องเที่ยว เครื่องมือทางการเกษตร พลังงานทดแทน พืชท้องถิ่น และการใช้ประโยชน์ น้ำมันมะพร้าว (ที่จริงมีพวกเฟอร์นิเจอร์จากตอไม้พวกไม่มะค่าโมง แต่มันไม่ยั่งยืนคิดว่าเป็นสมบัติผลัดกันชมมากกว่า แต่ถ้าได้ไปกับพวกทุนนิยมแล้วอย่าหวังว่าจะได้คืนสู่ท้องถิ่น)

  14. Thawat

    อ่านแล้วชื่นชมจริงๆ ได้แง่มุมในการคิด ผมกำลังคิดที่จะทำตามแนวคล้ายกันนี้และหวังเพียงเพื่อกลับไปอยู่กับธรรมชาติ ให้ธรรมชาติเป็นธรรมชาติเช่นเดียวกัน ขอบคุณในคำแนะนำมากกกกกกกกกกกกก

  15. “อะไร” หรือ “อย่างไร” ไม่สำคัญเท่า “ทำไม”
    ยินดีและเป็นกำลังใจให้ครับ
    อย่าไปยึดติดกับรูปแบบนั่นนี่โน่น ค่อย ๆ คลำไปเดี๋ยวก็เจอทางของตัวเอง :)

  16. keng

    ขอบคุณมากค่ะ สำหรับข้อมูลดีๆ ค่ะ ตอนนี้ร่วมกันกับเพื่อนเขียนเกี่ยวกับ กสิกรรมไทย ที่ต้องการรวบรวมข้อมูลการทำกสิกรรมธรรมชาติ ลดการใช้สารเคมี คงต้องรบกวนใช้ข้อมูลของคุณ Golb มากนะคะ

  17. Pingback: A g r i c a r t » Blog Archive » วัฏจักรกสิกรรม: ดิน ภาค 2 (กสิกรรมเลียนแบบธรรมชาติ)

  18. @keng
    ด้วยความยินดีครับ :)
    แตมันอาจจะเป็นข้อมูลที่อ้างอิงได้ยากเพราะเป็นการเล่าสู่กันฟังมากกว่า
    อยากแนะนำให้ “เขียนในสิ่งที่ทำ” จะทำให้คุณมีข้อมูลและมุมมองที่หลากหลายมากขึ้น ที่สำคัญคือ “สนุก”
    เริ่มที่กระถางต้นไม้หลังบ้านสักสองสามกระถาง ยางรถยนต์เก่า ๆ หรือจะถุงก๊อบแก๊บใบใหญ่ ๆ ลองปลูกอะไรดูสิครับ
    แล้วดูซิว่าที่ใคร ๆ เค้าพูดกันนักกันหนาว่าไม่ต้องใช้ปุ๋ยใช้ยาเนี่ย
    มันจริงหรือเปล่า…

  19. จุไรรัตน์

    สวัสดีค่ะ
    ขอคุยด้วยคนน่ะค่ะ พูดตรงๆ แบบไม่อาย เคยดูถูกอาชีพเกษตรมาก คิดว่าจะมีเงินได้อย่างไรจะสุขสบายได้อย่างไร ก็เห็นมีแต่เป็นหนี้ขาดทุน ใช่ถูกต้องถ้าทำเกษตรแบบสมัยใหม่
    แต่ปัจจุบันนี้เข้าใจลึกซึ้งว่าทำเกษตรแบบธรรมชาติให้พึงพากันเอง อยากกินอะไรก็ปลูกอันนั้นไม่ต้องไปวิตกผักแพง ผักชีแพง ผักคะน้าแพง ทุกอย่างอยู่ในสวนหลังบ้าน ไม่มีเงินก็มีกิน เคยมีเงิน ห้าแสนเอาไปทำธุรกิจเพื่อหวังว่าจะรวย ที่ไหนได้เครียด ขาดทุนแทบจะบ้า เจอทางออกด้วยการปลูกผักเลี้ยงปลาหลังบ้านตัวเอง หยุดตามกระแสใช้ชีวิตติดกับธรรมชาติ เชื่อซิชัวร์

  20. pan

    ขอบคุณ คุณ golb สำหรับคำแนะนำ ณ ตอนนี้ pan ก็ยังไม่ได้ลาออกจากงานประจำแต่ตลอด 1 ปี ที่ผ่านมามีโครงการต่างๆเกิดขึ้นพอควร เช่น กู้เงินสหกรณ์แสนหนึ่งเลี้ยงวัว (แม่พันธ์ 14 ตัว พ่อพันธ์ 1 ตัว ออกลูกมาแล้ว 7 ตัว รวมตอนนี้มีวัว 21 ตัว)
    พร้อมกับแบ่งที่ส่วนหนึ่งปลูกหญ้าลูซี่และหญ้าเนเปียร์ ไว้ปล่อยวัวในวันที่คนเลี้ยงไม่พร้อม ไว้ติดตามตอนต่อไปคะ

  21. pan

    ต่อนะคะ ตอนนี้ที่บ้านมีต้นผักหวานป่าอายุ2-3ปี 20ต้น พอเก็บทานและฝากเพื่อนทีทำงานได้ครั้งละ 5 กก ยังไม่สามารถเก็บขายเป็นงานเป็นการได้ มีมะขามหวานอายุ4 ปี 80 ต้น มีลูกพอได้เก็บบ้างแล้ว แต่ก็ยังขายไม่ได้อยู่ดี มีต้นนุ่น อีก 100 ต้น คาดว่าคงจะขายได้ซักห้าพัน และต้นไม้อื่น อีกอย่าง 2-3 ต้น ปลูกแล้วรอดบ้างตายบ้าง
    ส่วนใหญ่ pan จะเป็นฝ่ายหาต้นไม้ส่วนแม่จะเป็นฝ่ายลงมือปลูก เลี้ยงหมูป่าอีก 6 ตัว ออกลูกมาครั้งละ 6 ตัว รวมกัน เกือบ20 ตัวทนแบกรับค่าอาหารหมูไม่ไหวต้องทยอยจำหน่ายจ่ายแจกไปตอนนี่เหลืออยู่ 1 ตัว เป็นแม่พันธ์ คาดว่ากลับบ้านไปคราวนี้คงจะออกลูกมาอีก ยังคิดไม่ออกว่าจะเอายังงัยกับหมูคอกนี้ (สรุปเลี้ยงหมูขาดทุนเข้าเนื้อตัวเองสองหมื่น และแม่ก็บ่นว่ารำคาญเสียงมันเวลามันร้องขออาหาร แต่ที่ได้ก็คือได้รู้วิธีการเลี้ยงหมู มีลูกหมูวิ่งเล่นกับหมาได้ โดยที่หมาไม่กล้าหือกับลูกหมู)และในปีนี้คิดว่าจะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อีกซัก 10 ไร่ ทั้งนี้ทั้งนั้น อยู่ภายใต้การดูแลของพ่ออายุ65 แม่อายุ60 และหลานชายอายุ12 ส่วน pan ได้กลับบ้านเดือนละครั้ง อยู่ครั้งละ 1 อาทิตย์ ทำอะไรไม่ได้มากซักเท่าไหร่ แค่ออกไปเลี้ยงวัวแถวชายไร่แทนแม่กับพ่อ ทำงานบ้านชดเชย โน่น นี่ นั่น ก็หมดเวลาแล้ว ต้องกลับสู่โหมดคนเมืองอีกแล้ว วงจรชีวิตก็พอถูไถ ผ่านมาได้อีกปี
    ปล ปีนี้มีหนี้ก้อนใหญ่เพิ่มมาเป็นรถเก๋งอีกคัน โดยมีข้ออ้างว่าเพื่อความสะดวกในการเดินทางกลับบ้าน อีก 5 ปีจึงจะผ่อนหมด โปรดคอมเมนต์เต็มที่เลยคะ อยากฟังความคิดเห็นของคนอื่นบ้าง pan มาถูกทางหรือเปล่า

  22. @pan
    คงไม่ต้องแนะนำอะไรแล้วเพราะคุณ pan ทำได้ดีกว่าและหลากหลายกว่าผมเยอะ ขอชื่นชมจากหัวใจ ผมเสียอีกที่ขี้เกียจลงไปทุกวัน :( แต่อยากจะฝากข้อคิดหนึ่งที่ผมยึดเป็นสรณะมาตลอดว่า “อะไรที่มันเกินกำลังก็ยั้ง ๆ มันไว้บ้าง”
    ผมเข้าใจ (เอาเอง) ว่าที่คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันต้องการเปลี่ยนวิถีชีวิตก็เพราะเหน็ดเหนื่อยกับการดิ้นรนไขว่คว้า แต่ถ้าการหลีกลี้วิถีเก่าแล้วยังต้องมาต่อสู้ดิ้นรนกระเสือกกระสนในวิถีใหม่กันอีก… มันจะต่างอะไรกัน?
    ส่วนจะถูกทางหรือเปล่านั้น น่าจะขึ้นอยู่กับจุดหมายของคุณ pan เอง :)
    ถ้าที่ทำอยู่ทุกวันนี้มันทำให้เราต้องเดินห่างออกจากจุดหมายไปทุกที เดินเท่าไหร่ก็ไม่ถึง ยิ่งเร่งก็ยิ่งเหนื่อย… ทางนี้ก็ไม่น่าใช่
    ทุกวันนี้สำหรับผม ชีวิตไม่ใช่การต่อสู้อีกแล้ว ชีวิตควรจะสุขสงบและยังประโยชน์มากกว่า

    ที่สุดแล้วคุณ pan ก็ไม่ได้อะไรไปจากที่นี่อีกเช่นเคย นอกจากคำเพ้อพร่ำรำพัน 555 ฉะนั้นเพื่อไม่ให้เสียเที่ยว ผมขอฝากบางส่วนจากบทสัมภาษณ์ อ.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล จากปาจารยสาร ฉบับเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน ๒๕๔๙ ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับคุณ pan หรือใครคนอื่นที่ผ่านมาอ่านบ้างไม่มากก็น้อย เพราะส่วนตัวแล้วมันเป็นประโยชน์กับผมมาก :D

    “ท้ายที่สุดผมคิดว่าชีวิตที่จะให้ความสงบคือชีวิตที่ไม่มีจุดหมายกดทับ ไม่มีอุดมคติเป็นเครื่องร้อยรัด แต่เป็นชีวิตที่มีมรรควิถีเหมือนอย่างที่เต๋าสอนไว้ แม้แต่คำว่าเต๋าก็แปลว่า ‘วิถี’ เท่านั้นเอง ชีวิตแบบเต๋าก้าวพ้นทวิภาวะ เหมือนน้ำที่ไหลลงมาจากยอดเขาเจอก้อนหินก็เลี้ยว เจอทุ่งหญ้าก็ไหลช้าลง ไม่ติดรูปแบบตายตัว แปรรูปไปตามภูมิประเทศที่ไหลผ่าน เป็นหนึ่งเดียวกับภูเขา ท้องทุ่ง แต่คงความเป็นสายน้ำ ซึ่งไหลไปเรื่อย ๆ ไม่หยุดยั้ง จนกว่าจะถึงปลายทางคือมหาสมุทร ปลายทางอย่างมหาสมุทรนี่ เราอย่าเรียกว่าเป็น ‘จุดหมาย’ เลย เพราะมันไม่ใช่จุดหมายทางอัตวิสัย หากเป็นปลายทางของสายน้ำที่จะคืนสู่บ้านเกิดดั้งเดิมของตน

    เพราะฉะนั้นผมถึงเคยเขียนว่าแต่ละก้าวที่คุณก้าวไป มันสำคัญกว่าจุดหมาย คุณเป็นหนึ่งเดียวกับก้าวนั้นหรือเปล่า หากคุณเป็นหนึ่งเดียวกับก้าวนั้น วันนี้คุณพบตัวเองแล้ว แต่ละนาทีที่ผ่านไปก็ครบถ้วนแล้ว แต่ถ้าคุณขัดแย้งกับปัจจุบันขณะของคุณอยู่ตลอดเวลา ตัวทำอย่างนึง ใจอยากทำอย่างนึง คุณจะมีแต่ความทุกข์ นั่นคือชีวิตของคนในโลกปัจจุบัน”

  23. pichit rerkchairuksa

    ผมผ่านทางมา เลยแวะมาชื่นชมครับ
    ลำใย สอยดาว

  24. กำลังศึกษาข้อมูลเพื่อทำศูนย์สาธิตเกษตรอินทรีย์ก้าวหน้าเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ของผู้ปฏิบัติธรรมในวัดค่ะ และปลูกผักปลอดสารถวายพระค่ะ ใจรกเกินร้อยแต่ต้องการคำแนะนำอีกเยอะค่ะ

  25. อิสรีย์

    จำหน่ายขี้วัวแท้ 100%
    วัวกินหญ้า ฟาง อ้อย กระถิน
    สนใจติดต่อ คุณอิสรีย์ 0830399743
    หรือ rutchada@hotmail.com

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s