โฮมสคูล

.

ตั้งใจไว้นานแล้วว่าถ้ามีครอบครัวเป็นเรื่องเป็นราว มีลูกมีเต้าเป็นของตัวเอง ก็จะสอนลูกเอง ซึ่งในระหว่างการเก็บตัวฝึกซ้อมอย่างนี้เลยต้องศึกษา ‘โฮมสคูล’ เอาไว้ก่อน

โฮมสคูลที่ผมเข้าใจ เป็นทางเลือกหนึ่งของการศึกษาที่ให้สิทธิพ่อแม่จัดการศึกษาให้ลูกได้ด้วยตนเองได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ดูแล้วก็ไม่น่าจะใช่เรื่องใหม่อะไร เพราะพ่อแม่ก็เป็นครูของลูกอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ได้ทำอย่างจริงจังและไม่มีกฎกติกาที่แน่นอนเท่านั้น

ส่วนสาเหตุที่ทำให้ครอบครัวบางส่วนหันมาใช้แนวทางของโฮมสคูล คิดว่าหลัก ๆ น่าจะมาจากความไม่มั่นใจในระบบการศึกษาในโรงเรียน ทั้งคุณภาพของการศึกษาไปจนถึงสวัสดิภาพและความปลอดภัยของเด็กจากปัญหาสังคมต่าง ๆ รอบตัวที่คุกคามเข้าไปในโรงเรียนมากขึ้น

ที่ผมสังเกตและประสบกับตนเองมาก็คือ เด็กไม่มีความสุขกับการเรียน หนึ่งคือบรรยากาศในห้องเรียนไม่เอื้อให้อยากเรียน จำได้ไหมครับ? ตอนเราเรียน เรานั่งประจันหน้ากับครูตลอด มันดูเป็นคนละข้างหรือเป็นฝ่ายตรงข้าม ไม่ใช่ข้างเดียวกัน เลยคิดไว้ว่าถ้าเราจะสอนลูก เราจะนั่งลงข้าง ๆ ลูกคอยสั่งสอนและรอให้คำตอบถ้าลูกมีคำถาม ดูแล้วมันน่าเรียนกว่ากันเยอะ

สองคือ การเรียนในโรงเรียนมันเหมือน ‘ชุดสำเร็จรูป’ ที่บังคับให้เราต้องเรียนอะไรเหมือน ๆ กันและพร้อม ๆ กันกับคนอื่น ทั้งที่เรายังไม่พร้อม ยังไม่สนใจ

พัฒนาการการเรียนรู้ควรจะเริ่มจาก ‘ความสนใจ’ ของเด็กก่อนเป็นอันดับแรก สังเกตไหมครับ เด็กส่วนใหญ่จะชอบช่วงปิดเทอมมากกว่าเปิดเทอม เพราะอะไร? ก็ปิดเทอมมัน ‘สนุก’ กว่า ความสนุกสนานนี่เองเป็นตัวกระตุ้นความสนใจเรียนรู้ของเด็ก เมื่อเราสนใจ ‘อะไร’ สักอย่าง เราจะสงสัยและมีคำถามกับสิ่งนั้น ๆ ตามมาเสมอ ถ้าเด็กตั้งคำถามเองได้ กระบวนการอื่น ๆ ก็จะตามมา ถึงตอนนี้ผู้ใหญ่จะสอดแทรกเสริมสร้างอะไร (ที่เป็นประโยชน์) ก็ใส่ได้เต็มที่ นี่ไม่ใช่หรือครับที่เรียกกันว่า ‘child center’

สุดท้าย เมื่อเปรียบเทียบกันระหว่าง ๑ ต่อ ๖๐ กับการเรียนแบบตัวต่อตัว คุณภาพและความเอาใจใส่มันจะต่างกันมาก ซึ่งมีผลต่อพัฒนาการทั้งทางสติปัญญาและอารมณ์ของเด็ก

การเรียนที่บ้านหรือที่ไหน ๆ กับพ่อแม่จะไม่มีการแบ่งเด็กเก่งหรือไม่เก่ง จะไม่มีใครมาคอยชี้หน้าว่าเป็นเด็กมีปัญหา (เพราะขัดใจผู้ใหญ่?) เหมือนที่เด็กของเราเจออยู่ทุกวันในโรงเรียน ที่สำคัญคุณภาพทางการศึกษาน่าจะเกิดจาก ‘ความยืดหยุ่น’ ในการจัดหลักสูตรการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการและความพร้อมของเด็ก มากกว่าการเรียนแบบสำเร็จรูปอย่างที่กล่าวในข้างต้น

ไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่จะสอนเก่งกว่าครู แต่พ่อแม่มี ‘ความเอาใจใส่’ มากกว่า และได้เรียนรู้ไปพร้อม ๆ กันกับลูก นอกจากเสาะหาเรียนรู้เรื่องราวที่จะนำมาสอนลูกแล้ว พ่อแม่ยังได้เรียนรู้ ‘ลูก’ ของตนเองไปด้วย ซึ่งลูกก็เช่นเดียวกัน เวลาที่อยู่ด้วยกันอย่างเต็มที่จะช่วยสร้างความอบอุ่นและความผูกพันระหว่างพ่อแม่ลูกให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ถ้าหน่วยที่เล็กที่สุดของสังคมมีความสุข ปัญหาสังคมก็น่าจะบรรเทาเบาบางลงได้บ้าง

น่าเศร้าใจที่บ้านเราไม่มีงบประมาณในการสร้างและจ้างครูผู้สอนให้มีคุณภาพและปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการของอนาคตของชาติทั้งหลาย ก็เพราะรูปแบบการศึกษาแบบเดิม ๆ นี่กระมัง ที่หลอมให้ชนชั้นบริหาร ชนชั้นปกครองทั้งหลายเห็น Hub สำคัญกว่า Human อยู่ร่ำไป

ขอบันทึกความคิดของ อ.สวิง ตันอุด ผู้อำนวยการวิทยาลัยการจัดการทางสังคม (วจส.) ที่ท่านพูดถึงโฮมสคูลไว้ อ่านแล้วตรงและจริงดี

.

“ถ้ากระบวนการเรียนรู้ มันทำให้คนอยู่ได้ แล้วกล้าคิดกล้าเผชิญกับชีวิตได้ ก็ไม่ต้องไปเรียนในโรงเรียนก็ได้ เรียนในชีวิตจริงก็ได้ ผมมั่นใจว่าถ้าเด็กเลือกอะไรสักอย่างหนึ่งที่เขาถนัด แล้วเอาให้จริงจัง เขาจะพึ่งตัวเองได้ เรียกว่าสำเร็จแล้วเรื่องการเรียน”

.

ผมเลือกที่จะเป็นเกษตรกรเพราะมีความสนใจในอาชีพนี้ และมั่นใจว่าสามารถเอาตัวรอดได้จากการประกอบอาชีพนี้ แต่ผมไม่ได้จบเกษตร ผมก็ต้องเริ่มตั้งคำถามและแสวงหาคำตอบเพื่อชีวิตของผมเอง สถานที่ทุกแห่ง คนทุกคน ที่สามารถชี้แนะให้คำตอบผมได้ ก็นับเป็นครูและโรงเรียนของผมทั้งนั้น

และอยากให้ลูกผมคิดอย่างผมเหมือนกัน

ทั้งนี้ก็ต้องถามเค้าก่อนว่าสนใจจะเรียนโฮมสคูลกับเราไหม? ถ้ายังก็คงต้องให้เข้าไปเรียนรู้กับการศึกษาในระบบก่อน ถ้ามีความสุขกับการเรียนในโรงเรียนก็จะสนับสนุนให้เรียนต่อไป แต่ถ้าเค้ารู้สึกว่าเรียนในโรงเรียนแล้วไม่สนุก ไม่มีความสุข โฮมสคูลก็น่าจะเป็นทางเลือกแรกในการเรียนรู้ร่วมกันของครอบครัวเรา

ซึ่งนี่คงยังไม่ใช่บทสรุปของผมในวันนี้ คงต้องศึกษาและติดตามพัฒนาการของโฮมสคูลในประเทศไทยกันต่อไป แต่ในชั่วโมงนี้ก็ค่อนข้างเห็นด้วยไปแล้วกว่า ๘๐% ถ้าได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติมก็จะมาเล่าให้ฟังอีกในโอกาสต่อไป

แต่ที่ยากที่สุดก็คือ ต้องมีลูกก่อนครับ

.

………………

.

เป็นเวลากว่ายี่สิบปีแล้วที่แนวคิดนี้ได้หยั่งรากลงบนสังคมไทย ผลผลิตรุ่นแรกของโฮมสคูลไทยได้เบ่งบานอวดโฉมให้เราได้เห็นกันแล้วครับ ชีวิตน้อยๆ เหล่านี้น่าจะช่วยตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับการเรียนการสอนรูปแบบใหม่นี้ให้กับเราได้ อยากให้ลองอ่านกันดูครับ

.

.

โฮมสคูล ทางรอดหรือทางเลือก เขียนโดย วิภานี กาญจนาภิญโญกุล
กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2550

.

ช่วงเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา โฮมสคูลดูจะได้รับความสนใจจากพ่อแม่และผู้คนในแวดวงการศึกษามากขึ้นเรื่อยๆ ทุกวันนี้ผลผลิตของคนกลุ่มนี้ได้ก้าวเข้าสู่สังคมและการเรียนรู้ในระบบ อย่างเต็มตัว พวกเขาเป็นอย่างไร สถานการณ์และแนวโน้มของโฮมสคูลดีขึ้นหรือไม่หลังได้รับสิทธิทางกฎหมายใน ช่วงหลายปีมานี้

นับถึงวันนี้ เป็นเวลากว่า 9 ปีแล้วที่ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ตามมาตรา 12 เปิดโอกาสให้บุคคล องค์กรเอกชน ชุมชน สถาบัน ศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันทางสังคมอื่นๆ จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ รวมไปถึงการจัดการศึกษาโดยครอบครัวที่เรียกกันว่า โฮมสคูล (Home School) แต่ในความจริงการศึกษารูปแบบนี้เริ่มมีมานานกว่า 20 ปีโดยพ่อแม่บางส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับการเรียนในระบบก่อนที่ พ.ร.บ.ฉบับนี้จะออกมา

โฮมสคูล หรือการจัดการศึกษาโดยครอบครัว หมายถึงการจัดการศึกษาที่พ่อแม่หรือผู้ปกครองเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง โดยพ่อแม่อาจสอนเอง หรือจัดการให้เกิดการเรียนการสอน เช่น จ้างครูสอนพิเศษมาสอนที่บ้านผสมผสานกับการสอนด้วยตัวพ่อแม่เอง หรือมีข้อตกลงในการจัดการศึกษาร่วมกันกับโรงเรียน เช่น สัปดาห์หนึ่งเรียนในโรงเรียน 3 วัน ที่เหลือเรียนกับพ่อแม่ที่บ้าน หรืออาจจะรวมกลุ่มกันหลายครอบครัวเพื่อจัดกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกัน

บทบาทของโฮมสคูลในสังคมไทยจึงเริ่มมีภาพรางเลือนให้เห็นอยู่เป็นระยะ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนกระทั่งปี 2547 ก็ได้มีการออกกฎกระทรวงศึกษาธิการเรื่อง ‘สิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว’ ซึ่งกำหนดให้ครอบครัวที่ต้องการจะจัดการศึกษาเองมาขออนุญาตที่สำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาที่ครอบครัวมีภูมิลำเนาอยู่ โดยพ่อแม่จะต้องเรียนจบไม่ต่ำกว่ามัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า เว้นแต่ได้รับการประเมินว่าเป็นผู้มีความสามารถในการจัดการศึกษา

การจัดการศึกษารูปแบบนี้ ครอบครัวจะต้องวัดผลการเรียนรู้ลูกตามหลักเกณฑ์ของหลักสูตรการศึกษาขั้น พื้นฐาน และจัดทำรายงานการวัดผลส่งที่สำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง และให้ทางสำนักงานประเมินผลการเรียนรู้อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง แล้วจึงจะได้รับหนังสือรับรองการจบการศึกษา

แม้จะมีกฎหมายออกมารองรับอย่างเป็นทางการ แต่ในทางปฏิบัติแล้วก็ยังมีปัญหาในเรื่องความเข้าใจไม่ตรงกันอยู่เสมอ ระหว่างครอบครัวและภาครัฐ บางครอบครัวถึงกับออกมาระบุว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นคนทำลายระบบโฮมสคูล เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่มีความเข้าใจในการเรียนการสอนแบบนี้ จึงทำให้ผู้จัดการศึกษาไม่ได้รับการอำนวยความสะดวกโดยเฉพาะเรื่องสิทธิ ประโยชน์ต่างๆ ที่ควรจะได้รับ ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ได้ออกมายอมรับว่า แนวปฏิบัติเรื่องนี้ยังไม่ชัดเจน และยังไม่เข้าใจว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร

จนกระทั่งวันที่ 10 มกราคม 2550 หนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก ได้รายงานว่า ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 9 มกราคม เรื่องที่ ครม.อนุมัติตามที่ ศธ.เสนอ ให้รัฐบาลจัดเงินอุดหนุนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายรายหัวสำหรับครอบครัว บุคคล หรือหน่วยงานที่จัดตั้งการศึกษาด้วยตนเอง พร้อมทั้งอนุมัติให้ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและลดหย่อนหรือยกเว้น ภาษีสำหรับค่าใช้จ่ายการศึกษาอีกด้วย

รมว.ศธ กล่าวว่า ปัจจุบัน มีครอบครัวจัดการศึกษาเองอยู่ 43 ครอบครัว และสถานประกอบการอีก 4 บริษัท ซึ่งจะได้รับเงินอุดหนุนรายหัวต่อปีคือ นักเรียนระดับก่อนประถมศึกษาคนละ 4,460 บาท ประถมศึกษาคนละ 4,960 บาท ม.ต้นคนละ 6,625 บาท และ ม.ปลายคนละ 7,245 บาท จากงบประมาณทั้งหมด 992,000 บาท ในปี 2550 นี้

ยุทธชัย อุทัยวรรณ ผู้จัดการมูลนิธิแสงอรุณ ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาสมาคมบ้านเรียนไทย ให้ความเห็นถึงสถานการณ์ของระบบการเรียนแบบโฮมสคูลในเมืองไทยขณะนี้ว่า

“ผมมองว่าการศึกษาแบบบ้านเรียนได้รับการยอมรับมากขึ้น มีคนเข้าใจมากขึ้น มีกฎหมายออกมาทำให้สถานภาพสมบูรณ์มากขึ้น แล้วก็มีการอนุมัติค่าใช้จ่ายมาช่วยเหลือ ในแง่ของความชัดเจนก็มีหน่วยงานอย่าง สพฐ. เข้ามาดูแลรับผิดชอบ ก็เชื่อว่าครอบครัวน่าจะมีกำลังใจมากขึ้น คนที่อยากจัดการศึกษาแบบนี้ก็น่าจะเข้ามาติดต่อมากขึ้น และในปี 2550 นี้ก็น่าจะมีจำนวนมากขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งอันนี้เป็นความคิดเห็นในแง่บวก

ในอีกแง่หนึ่งก็คือ สพฐ. มีภาระมากอยู่แล้ว กับการดูแลด้านการศึกษาในระบบ เขามีกรอบและเคยชินกับการจัดการศึกษาในระบบ จึงขาดความชัดเจนและความพร้อมในด้านการศึกษาแบบบ้านเรียน รวมถึงการจัดตั้งสถานประกอบการเรียน หรือศูนย์เรียนรู้ชุมชนก็มีปัญหาด้วยเช่นกัน และถึงแม้จะมีมติ ครม.ออกมาว่าจะให้เงินอุดหนุนก็ยังไม่รู้ว่าจะได้เมื่อไหร่ ไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหน”

เมื่อมองในภาพรวมนั้น ดูเหมือนว่าสังคมจะเปิดใจรับการศึกษาในรูปแบบนี้ได้มากขึ้น จากที่เคยมองอย่างไม่เป็นมิตร แนวโน้มในระยะหลังก็ได้รับความเข้าใจมากขึ้น การ ติดต่อกับเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตก็ได้รับความเข้าใจเพิ่มมากขึ้น แต่ปัญหาสำคัญก็ยังอยู่ที่ตัวเจ้าหน้าที่และครอบครัวที่อาจจะไม่มีความรู้ และความเข้าใจในระบบการเรียนรู้แบบโฮมสคูลอย่างแท้จริง รวมถึงปัญหาหลักคือ ขาดหน่วยงานระดับย่อยที่จะเข้ามาดูแลด้านนี้อย่างจริงจัง

“ถึงจะมีหน่วยงานอย่าง สพฐ. เข้ามาดูแลโดยตรง แต่ก็ไม่มีหน่วยงานรองลงไปเข้ามาดูแลต่อเนื่องอย่างเป็นรูปธรรม มีแต่หน่วยงานย่อยที่ดูแลด้านการศึกษาในระบบ แต่เท่าที่ผมเห็นก็ได้มีความพยายามเข้ามาดูแลมากขึ้นแล้ว”

จากข้อมูลของสมาคมบ้านเรียนไทยระบุว่า ทุกวันนี้มีครอบครัวที่จัดการศึกษาเองอยู่ทั่วประเทศกว่าร้อยครอบครัว จาก 2 ปีก่อนที่มีอยู่ 78 ครอบครัว แต่มีอยู่เพียง 43 ครอบครัวเท่านั้นที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานเขตทั่วประเทศ ผู้ปกครองส่วนใหญ่ยังคงฝากชื่อไว้ที่โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก เนื่องจากไม่มั่นใจว่าจะได้รับความเข้าใจจากภาครัฐ อีกทั้งยังขาดการเชื่อมโยงกันในแต่ละครอบครัวที่จัดการสอนด้วยตนเอง แต่ก็คาดว่าน่าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นในหลายด้านสำหรับอนาคตของระบบโฮมสคูล

การจัดการศึกษาแบบโฮมสคูล Home Schoolในเมืองไทยนั้น เริ่มตั้งแต่ปี 2524 โดย ครอบครัวนายแพทย์โชติช่วง-คุณวิจิตรา ชุตินธร ซึ่งตั้งใจจัดการศึกษาให้กับลูกๆ ที่บ้านอย่างแท้จริงจัดเป็นครอบครัวแรกของสังคมไทยในยุคนั้น และหลังจากนั้นก็มีครอบครัวอื่นๆ อีกหลายครอบครัว อาทิ ครอบครัวยุทธชัย – อุทัยวรรณ เฉลิมชัย, ครอบครัวนายแพทย์พร พันธุ์โอสถ ฯลฯ

ในปี พ.ศ. 2524 ครอบครัวนายแพทย์โชติช่วง-คุณวิจิตรา ชุตินธร จัดการศึกษาให้กับลูกๆ ที่บ้านอย่างแท้จริงจัดเป็นครอบครัวแรกของสังคมไทยในยุคนั้น ลูกๆทั้ง 3 คน ไม่เคยเข้าโรงเรียนอนุบาล หรือโรงเรียนในระบบแต่เรียนที่บ้านที่กรุงเทพและไปสอบที่โรงเรียนหมู่บ้าน เด็กทีจังหวัดกาญจนบุรีทุกเทอมจนจบชั้นประถม 6 นับเป็นครอบครัวแรกในโครงการพิเศษ “บ้านและโรงเรียน” ของโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก

หลังจากผ่านมาเป็นเวลากว่า 20 ปี ผลผลิตของเด็กๆ โฮมสคูลเหล่านี้ก็ได้ก้าวเข้ามาอยู่ในสังคมไทยอย่างเต็มตัว คำถามที่หลายฝ่ายเคยตั้งข้อสงสัยว่าเด็กกลุ่มนี้จะไม่สามารถปรับตัวเข้ากับ สังคมได้ แปลกแยกจากคนทั่วไป หรือมีความเหมือนและความต่างจากเด็กในระบบอย่างไร

บางทีตัวอย่างผลผลิตโฮมสคูลรุ่นแรกเหล่านี้ อาจเป็นคำตอบบางส่วนก็เป็นได้

“ตั้งแต่เด็ก คุณพ่อคุณแม่ก็จะอธิบายว่า โฮมสคูลคืออะไร แล้วก็บอกว่าเราไม่ต้องไปโรงเรียนเหมือนคนอื่นๆ แต่คุณพ่อคุณแม่จะสอนเราที่บ้าน เราก็เรียนทุกอย่าง ทั้งภาษาอังกฤษ ขุดดิน เดินป่า ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ฯลฯ คุณพ่อก็พาไปซื้ออุปกรณ์มาต่อเอง ทำทุกอย่างเหมือนเด็กปกติเลยนะ ต่างแค่ว่าเราไม่ต้องเสียเวลาตื่นตอนเช้าไปเรียนตั้งแต่อนุบาลเท่านั้นเอง”

สุนิศา ชุตินธร หรือ ซูซาน ในวัย 26 ปี ลูกสาวคนกลางของครอบครัวนายแพทย์โชติช่วง-วิจิตรา ชุตินธร ซึ่งปัจจุบันเป็นพิธีกรรายการ Thailand Outlook Channel ของสถานีโทรทัศน์ ASTV ย้อนอดีตการเรียนแบบโฮมสคูลที่เธอเคยได้รับในวัยเด็กให้ฟัง

สุนิศาไม่เคยเรียนในระบบเลยจนกระทั่งชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ทางบ้านก็ได้ส่งไปเรียนภาษาอังกฤษที่ Church School ซึ่งเป็นโรงเรียนแบบ Multigrade สอนภาษาอังกฤษอย่างเดียว โดยเรียนจนถึงเกรด 10 (ม. 4) ก็ได้เข้าศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่โรงเรียนนานาชาติ จากนั้นจึงสอบเทียบแล้วไปศึกษาต่อที่อเมริกา 1 ปี แล้วกลับมาเรียนปริญญาตรีทางด้านวิทยาศาสตร์อาหาร หลักสูตรนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล

ในด้านการสอนของผู้ปกครองนั้น สุนิศา ยกตัวอย่างให้ฟัง อาทิเช่น การเรียนภาษาอังกฤษโดยการออกกฎให้พูดภาษาอังกฤษกับคุณพ่อเท่านั้น เนื่อง จากทั้งพ่อและแม่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษที่ดี โดยจบการศึกษาจากต่างประเทศทั้งคู่ โดยคุณพ่อจะเน้นการสอนให้ลูกๆ ทุกคนมีพื้นฐานเป็นคนดี และอยู่อย่างพอเพียง ซึ่งช่วยทำให้เธอปรับตัวเข้ากับคนอื่นได้เป็นปกติ

“พอเข้ามาโรงเรียนอินเตอร์ เขาก็รู้ว่าเรามาจากโรงเรียนโบสถ์เล็กๆ เป็นเด็กไม่ทันโลกภายนอก เพื่อนๆ ก็คิดว่าเราเป็นเด็กเรียบร้อยเท่านั้น ด้านวิชาการ เราก็ตามทันเขา เราก็เก่งภาษาอังกฤษ ไม่มีปัญหาอะไร พอเข้ามหาวิทยาลัย เราก็เรียนเลขเพิ่มขึ้นเท่านั้น เพราะเราไม่ค่อยเก่ง แล้วพอเข้าเรียนที่มหิดลก็ไม่มีใครรู้นะ มีบางคนรู้ แต่ปกติคนก็ดูไม่ออก ซูก็เป็นคนสนุกสนาน ไม่ได้รู้สึกแตกต่างอะไรกับคนอื่น

“มีความแตกต่างบ้าง ตรงที่ซูจะเป็นคนมองโลกในแง่ดีเยอะ เพราะเราเห็นอะไรดีๆ มาตลอด ไม่ค่อยเจอการแก่งแย่งชิงดีกัน ซูมองว่าแต่ละคนไม่เหมือนกัน ไม่ต้องไปแย่งกัน จะเป็นคนสบายๆ มากกว่า ไม่ซีเรียส”

ส่วนข้อดีของสิ่งที่เธอได้เรียนรู้จากการเรียนโฮมสคูลนั้น มีทั้งตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมอย่างภาษาอังกฤษที่ใช้ได้ดีจนกระทั่งนำมา ประกอบเป็นอาชีพผู้สื่อข่าวภาคภาษาอังกฤษที่ทำอยู่ทุกวันนี้ รวมถึงวิธีคิดในการใช้ชีวิต การมองโลกในแง่ดีแต่ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความเป็นจริงแบบที่หาได้ยากใน หมู่คนรุ่นเดียวกัน

“ซูก็ได้ทุกอย่างมาจากคุณพ่อคุณแม่ เขาเก่งอยู่แล้ว เราก็ซึมซับมาเหมือนที่เขาอยากให้เราเป็น แต่ถ้าถามว่า ดีสุดๆ มั้ย ก็ไม่ เก่งสุดๆ มั้ย ก็ไม่ พูดตรงๆ ก็เป็นคนธรรมดานะ”

สำหรับครอบครัวของ ยุทธชัย-อุทัยวรรณ เฉลิมชัย ก็มีที่มาในการทำโฮมสคูลคล้ายคลึงกันกับครอบครัวแรกคือ ไม่เห็นด้วยกับการสอนในระบบ สานต่อ เฉลิมชัย เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ที่บ้าน หลังจากจบการศึกษาระดับประถมศึกษาว่า

“คุณพ่อชวนผมกับพี่ชายว่าลองมาเรียนกับพ่อมั้ย ผมคิดว่ายังไงก็ได้ พูดถึงโรงเรียนก็ไม่ได้ชอบอะไร แต่ก็ไม่ได้มีปัญหา เรียนต่อก็ได้ แต่พอคุณพ่อพูดแบบนี้ก็ลองดู แล้วพี่ชายก็มาเรียนด้วยกัน”

สานต่อเรียนโฮมสคูลจนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 แล้วเข้าเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยได้คะแนนเป็นที่ 2 ของชั้นเรียน หลังจากเรียนได้ 1 ปีก็ไปเรียนต่อด้านภาษาที่เมืองจีน 2 ปี แล้วกลับมาศึกษาต่อที่เดิมในสาขากีตาร์คลาสสิก ปัจจุบันเขาศึกษาอยู่ชั้นปี 1 โดยไม่ได้มีปัญหาทั้งในด้านการเรียนและการเข้าสังคมกับเพื่อน

“ตอนเข้า ม.4 ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่กว่าเพื่อนนิดหน่อย แต่พวกเขารู้สึกหรือเปล่าไม่รู้ แต่ก่อนเพื่อนจะมองว่าผมเป็นคนซีเรียส จริงจัง ไม่ค่อยเล่น แต่ตอนนี้ก็สนิทกัน เขาก็เข้าใจว่าผมเป็นยังไง เพื่อนๆ ที่รู้ว่าเราเรียนโฮมสคูลมา เขาก็ไม่ได้คิดว่าการเรียนแบบนี้ ทำให้ผมเป็นคนแบบนี้ แต่เขาคิดว่า เราแค่เป็นคนแบบนี้เท่านั้น เราไม่ได้เก๊ก แต่แรกๆ จะมีเพื่อนคิดว่า ไอ้นี่ทำเป็นพระเอก ทำเป็นช่วยอาจารย์ถือของ ช่วยจัดอุปกรณ์ในห้องเรียนทุกครั้ง แต่ตอนหลังพวกเขาก็เข้าใจว่าผมเป็นคนยังไง”

ส่วนการเรียนรู้ที่ได้จากบ้านซึ่งคุณพ่อเป็นคนสอนคนเดียว ขณะที่คุณแม่ทำงานประจำนั้น สานต่อเล่าว่า

“พ่อไม่ค่อยสอนวิชาการนะ อย่างภาษาอังกฤษก็เรียนเองมากกว่า แต่ไปต่างจังหวัดกันบ่อย เกือบทุกอาทิตย์ เหมือนเราเดินทางไปด้วยกัน แล้วก็พูดคุยกันมากกว่า ได้ความรู้มากจากการเดินทาง เรียนจริงๆ ก็แค่ประวัติศาสตร์และภาษาไทย บางวิชาก็มีคนอื่นสอนให้ พ่อจะเน้นสอนอีคิวมากกว่าไอคิว สอนให้เราเป็นคนดี มีความรับผิดชอบทั้งต่อตัวเองและต่อสิ่งแวดล้อม แล้วก็มีสิ่งที่พ่อขอไว้ 3 อย่าง อยากให้ลูกทำได้คือ ว่ายน้ำเป็น พูดภาษาอังกฤษได้ และเล่นดนตรีเป็น”

สิ่งสำคัญที่ได้จากการเรียนรู้ในระบบโฮมสคูลนั้น นอกจากเด็กจะมีเวลามากขึ้นสำหรับอ่านหนังสือ เดินทางและเรียนรู้ตามวัย โดยไม่ต้องตื่นแต่เช้าไปโรงเรียนแล้ว สานต่อยังเสริมว่า

“ผมคิดว่าเพื่อนๆ ที่เรียนโฮมสคูลด้วยกัน จะไม่เชิงเป็นผู้ใหญ่กว่าเด็กทั่วไป แต่มีความรับผิดชอบ รู้ว่าตัวเองต้องทำอะไร หรือไม่ควรทำอะไร ซึ่งเราจะเป็นกันทุกคน แต่ก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องเรียนโฮมสคูลเท่านั้นถึงจะเป็นแบบนี้ คนที่ไม่เรียนก็เป็นได้ ขึ้นอยู่กับการสอนของพ่อแม่

ส่วนสิ่งที่เป็นวิชาการหรือตัวหนังสือคงไม่ได้อะไรมากนัก ที่สำคัญน่าจะอยู่ที่การทำให้เราเป็นคนใฝ่รู้ อยากเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งผมเชื่อว่าถ้าเราอยากรู้อะไรด้วยตนเองน่าจะเรียนได้เร็วและดีกว่าการ ที่มีคนมาบอกให้เราเรียน หรือถ้าเกิดเราอยากรู้อะไรขึ้นมา เราก็รู้ว่าจะทำยังไงจึงจะเข้าไปสู่ความรู้อันนั้น”

และจากคำพูดที่ผ่านการเรียบเรียงและกลั่นกรองทางความคิดของ เด็กหนุ่มวัย 19 ปีคนนี้ คงจะเห็นได้ว่า ณ วันนี้คุณพ่อของสานต่อคงจะประสบความสำเร็จกับสิ่งที่คาดหวังไว้แล้ว

แนวโน้มการศึกษาในเมืองไทยขณะนี้ดูจะเปิดกว้างสำหรับการ ศึกษาแบบทางเลือกมากขึ้น นักวิชาการฝ่ายการศึกษาส่วนใหญ่จึงเห็นพ้องต้องกันว่าระบบโฮมสคูลน่าจะเป็น ทางเลือกที่ดี สำหรับหลายครอบครัวที่มีความพร้อม

“ถ้าพูดถึงพื้นฐานวิธีคิดก็แบบโฮมสคูลน่าจะเหมาะกับทุกที่ เป็นทางเลือกที่ดี เพราะเด็กแต่ละคนมีความหลากหลายและมีความสามารถในการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน ที่ระบบอาจจะตอบสนองไม่ได้ แต่พ่อแม่บางคนอาจจะให้เวลาสอนได้ดีกว่า แต่พ่อแม่ก็ต้องมีความเข้าใจด้านนี้จริงๆ” อ.ดร.อุบลวรรณ หงษ์วิทยากร คณะครุศาสตร์ ภาควิชานโยบายการจัดการและความเป็นผู้นำทางการศึกษา จุฬาลงกรณ์ฯ ให้ ความเห็นที่มีต่อโฮมสคูล พร้อมเอ่ยถึงปัญหาการจัดการเรียนแบบนี้ว่า ยังมีปัญหาด้านการดำเนินงาน อีกทั้งยังรู้กันอยู่ในกลุ่มแคบๆ เฉพาะเครือข่ายสมาคมบ้านเรียนไทยเท่านั้น

“โฮมสคูลยังคงเข้ากับสภาพสังคมไทยได้ยาก ยังมีปัญหา เรื่อง ความเข้าใจของคนไทยในด้านนี้ไม่เพียงพอ ความไม่สะดวกในการลงทะเบียน และโครงสร้างทางสังคมไม่ตอบสนอง เพราะพื้นฐานของคนไทยโดยเฉลี่ยการศึกษาไม่สูง รายได้ก็ไม่เพียงพอ ขาดความพร้อมที่จะจัดการศึกษาแบบนี้ อีกทั้งยังขาดความช่วยเหลือจากภาครัฐ ทั้งในด้านการเอื้อประโยชน์กับผู้จัดและการให้ความรู้ทางด้านนี้กับคนทั่วไป

แต่มองโดยรวมสถานการณ์ก็ดีขึ้นนะ มีกฎหมายออกมาเป็นรูปธรรมเหมือนเป็นการตอกหมุดว่ามีการศึกษาแบบนี้เกิดขึ้น น่าจะช่วยให้มีอำนาจในการต่อรองมากขึ้น”

ในส่วนของโรงเรียนทางเลือกที่มุ่งเน้นไปที่การเรียนรู้ของเด็กและมี ความเอาใจใส่ต่อพัฒนาการชีวิตของเด็กมากกว่าโรงเรียนในระบบ ก็กลายมาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ปกครองที่ไม่อยากให้ลูกเข้าเรียนใน ระบบ วิมลศรี ศุษิลวรณ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากร เพื่อการเรียนรู้ โรงเรียนเพลินพัฒนา ให้ความเห็นด้านโฮมสคูลในฐานะหนึ่งในผู้บริหารของโรงเรียนที่ไม่เน้นการ ศึกษาในระบบว่า

“คิดว่าดีนะ เพราะว่าปัจจุบันนี้ พ่อแม่เสียความมั่นใจในการดูแลลูกไปเยอะ ระบบโฮมสคูลที่เกิดมาจากการที่พ่อแม่เห็นสภาพสังคมแล้วเกิดอยากทำ โฮมสคูลขึ้นมา และมาจากการที่เขาประเมินตัวเองแล้วว่า ตัวเองมีทักษะที่จะทำตรงนี้ได้ แล้วนำทักษะที่ตัวเองมีมาใช้จึงเป็นสิ่งที่ดี แต่พ่อแม่ต้องมั่นใจว่าตัวเองทำได้ มีปลายทางการศึกษาที่เชื่อมต่อกับระบบได้จริง เช่น การสอบเทียบที่เหมือนเป็นสถานีให้เราเอาเด็กเข้าไปเชื่อมอยู่กับระบบได้

มีข้อเสียอยู่บ้างตรงที่เด็กอาจจะมีเพื่อนน้อย ถ้าเขาไม่มีพี่น้องหรือครอบครัวขยายมารองรับ พ่อแม่ก็ต้องหาทางออกด้วยการพาลูกไปทำกิจกรรมอื่นๆ ให้เขาได้เจอเด็กคนอื่น และถึงแม้ว่าวิชาการอาจจะไม่กว้างเท่าเด็กที่เรียนในระบบ แต่ในแง่ของความลึกพ่อแม่สามารถสอนได้แน่นอน

เพราะถ้าเด็กมีความสนใจในความรู้ด้านใดด้านหนึ่งอย่างลุ่ม ลึกแล้ว เขาก็จะสามารถเข้าถึงทุกวิชาได้เหมือนกัน แต่ถ้าเน้นเรียนเพื่อสอบอย่างเดียว เด็กก็จะมีความรู้แบบผิวเผิน แล้วจบออกมาด้วยการเป็นนักเลียนแบบ แต่ไม่ใช่นักเรียนรู้”

ในแง่นี้โฮมสคูลจึงเป็นการเรียนรู้แบบลุ่มลึก โดยสร้างให้เด็กเกิดความอยากที่จะเรียนรู้ก่อน เพื่อเป็นช่องทางเข้าสู่การเรียนรู้ ซึ่งจะเข้าทางไหนก็ได้ ถ้าทำให้เด็กเกิดความอยากที่จะเรียนรู้

ส่วนเมื่อเปรียบเทียบกับแนวการสอนของโรงเรียนเพลินพัฒนาในปัจจุบัน วิมลศรีอธิบายว่า

“ระบบที่โรงเรียนใช้อยู่ตอนนี้ เป็นการนำเอาศักยภาพของพ่อแม่และของโรงเรียนมารวมกัน คือ ให้พ่อแม่เข้ามามีส่วนช่วยในการสอน ให้พ่อแม่ทุกคนคิดว่า เด็กทุกคนเป็นลูกของพ่อแม่ เช่น พ่อเป็นสัตวแพทย์ก็มาให้ความรู้เรื่องสัตว์กับเด็กๆ ในขณะที่โรงเรียนก็จะจัดการเรียนการสอนให้เด็กเกิดฉันทะในการเรียนรู้มาก ที่สุด ต่างจากการศึกษาในระบบมองแต่คะแนนสอบเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งที่นี่พ่อแม่และโรงเรียนจะเห็นตรงกันว่า ชีวิตไม่ใช่การสอบ แต่ชีวิตคือ การเรียนรู้”

กับคำถามที่ว่าผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับโรงเรียนทางเลือก ภายหลังจากที่โฮมสคูลมีแนวโน้มที่จะได้รับความนิยมมากขึ้นทุกวันนี้ เธอกล่าวทิ้งท้ายว่า

“เราก็มองว่าคงไม่มีผลกระทบกับโรงเรียนทางเลือกหรอก เพราะ ถึงแม้ว่าผู้ปกครองจะเชื่อในหลักคิด แต่เขาก็ยังไม่มีความจริงจังในการทำให้เป็นระบบ แล้วส่วนใหญ่ผู้ปกครองก็จะเชื่อการเรียนในระบบ เขายังไม่มีความมั่นใจว่าปลายทางของระบบโฮมสคูลจะทำให้ลูกเขาเป็นอย่างที่ หวัง ก็เลยคิดว่าไม่น่าจะมีผลกับเรามากนัก”

ณ วันนี้ การศึกษาแบบโฮมสคูลจึงอยู่ช่วงผลิดอกออกผล และคงจะมีผลผลิตใหม่ๆ ตามมาเรื่อยๆ หากได้รับความเข้าใจจากสังคมที่จะนำพาเด็กๆ ไปสู่แสงสว่างแห่งการเรียนรู้ครั้งใหม่ มิฉะนั้น โฮมสคูลก็อาจเป็นเพียงทางเลือกที่ไม่เคยได้รับเลือกในโลกแห่งการศึกษา

.

………………

.

.

About these ads

11 Comments

Filed under Life & Thought

11 responses to “โฮมสคูล

  1. วีระศักดิ์

    ดีมากๆเลยครับ

  2. สวัสดีค่ะ เห็นด้วยกับความคิดนี้ คุรพ่อม่ลูกกี่คนแล้วคะ

  3. คำตอบยังไม่เปลี่ยนแปลงไปจากวันที่เขียนเรื่องนี้เมื่อสองปีก่อน
    ประมาณบรรทัดที่สี่สิบสี่ ตัวเอน ๆ
    :)

  4. ตุ๊ก

    งั้น คงอีกนานสิคะคุณพี่ กว่าจะเดินทางมาถึงบรรทัดที่สิบเอ็ด :-)

  5. ฮั่นแน่! วันนี้มีแซว …
    ท่าจะอีกนานนนนนนครับ คุณน้อง
    ขนาดเลี้ยงหมา ยังเสียหมาเลย
    เลี้ยงคน ไม่อยากจะคิด
    :)

  6. aura

    ดีใจจังที่ได้รู้จักคุณทางตัวหนังสือ เมื่อ10กว่าปีที่แล้ว ตั้งใจว่าถ้ามีลูกจะโฮมสคูล เป็นความต้องการอย่างมากของหัวหน้าครอบครัว คุณทราบมั้ยคะว่าบทความที่คุณเขียนโดนใจมากๆ เลย เพราะเหมือนกับความคิดของเรา 2 คนเลย แต่ก่อนจะมีลูกเราได้ตกลงกันไว้ว่าห้ามผลักภาระการเลี้ยงลูกโดยการจ้างคนอื่นเลี้ยง ถ้าทางบ้านพี่ไม่สามารถเลี้ยงได้ต้องยอมออกจากงานมาเลี้ยงลูกเอง (เป็นคำขาดของหัวหน้าครอบครัว) ห้ามเสียดายเงินเดือน พอเริ่มมีลูกก็ศึกษาเกี่ยวกับโฮมสคูลอย่างจริงจัง (โดนผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายค้านอย่างมาก) แล้วก็มีเหตุให้พี่ไม่ได้โฮมสคูลลูกเนื่องจากพ่อของพี่เส้นเลือดในสมองแตก พี่ออกจากงานมาดูแลพ่อพร้อมกับดูแลลูก ขณะที่ลูกอายุได้ขวบเศษ และพ่อพี่เสียไปได้เกือบ 2 ปีแล้วค่ะ ตอนนี้ลูกชายพี่ 7 ขวบเศษ อยู่ป.2ความคิดโฮมสคูลยังคงอยู่อย่างเหนียวแน่น และคิดว่าอาจจะได้ทำในอนาคต ถ้าจำเป็น พี่มีเรื่องจะเล่าให้คุณฟัง ลูกชายพี่บอกว่าอยากเป็นอิสระตั้งแต่อยู่อนุบาล พี่เลี้ยงลูกแบบให้อิสระทางด้านความคิดถ้าลูกคิดว่าพ่อแม่ผิดลูกพูดได้มีอะไรเราต้องพูดกัน ใครทำผิดต้องรู้จักขอโทษไม่ว่าพ่อหรือแม่ถ้าทำผิดกับลูกก็ต้องขอโทษเขาด้วย แล้วเขาเคยพูดว่า พ่อครับ แม่ครับ ถ้าพ่อกับแม่จะทำอะไรเกี่ยวกับเรา 3 คน ต้องปรึกษาผมด้วยนะครับ
    พี่เคยบอกเขาว่าถ้าสงสัยให้ถาม ลูกชายพี่เลยกลายเป็นมนุษย์เจ้าคำถาม
    พอมาป.2 ปีนี้เริ่มมีปัญหา
    อย่างแรกคือเขาถามพี่ว่าทำไมจะต้องเขียนหนังสือให้สวยเหมือนๆกันทุกคน ในเมื่อเขียนไม่สวยก็อ่านออกเหมือนกัน ไม่เห็นจำเป็นจะต้องหัวกลมตัวเหลียมตลอดเลยก็ได้นี่ครับ ผมจะเขียนเฉพาะเวลาที่คุณครูให้คัดลายมือเท่านั้น
    อีกอันคือวิชาภาษาไทย เขาให้บทร้อยกรองมา เกี่ยวกับดวงดาวบนท้องฟ้า ให้อ่านแล้วบรรยายว่าน.ร.รู้สึกอย่างไร ข้อนั้นลูกชายพี่ตอบว่ารู้สึกเฉย ๆ เพราะคิดอย่างไรก็ยังไม่เหมือนกับเห็นของจริง เวลาเราไปแค้มปิ้งแล้วนอนดูดาวกัน ข้อนั้นคุณครูไม่ตรวจให้ ลูกชายสงสัยมากกลับมาถามพี่ แล้วบอกว่าผมตอบไปตามความจริง ผมไม่ได้โกหกนี่ครับ
    พี่ไม่รู้ว่าคนอื่นจะรู้สึกอย่างไร แต่พี่คิดว่าสมัยนี้ส่วนใหญ่จะเป็นการกำหนดขอบเขตความคิดของเด็กเป็นส่วนใหญ่ อย่าเพิ่งเบื่อก่อนนะคะ แค่นี้ดีกว่ารู้สึกว่าเยอะมากแล้ว
    คุณคงจะเคยอ่านหนังสือซัมเมอร์ฮิลล์ (หนังสือเล่มนี้พี่อ่านตั้งแต่ยังไม่มีลูกจนคิดว่าจะไม่มีโอกาสมีลูกกับเขาแล้วรอมานานเหมือนกัน) พี่ชอบหนังสือเล่มนี้นะ และอีกหลาย ๆ เล่ม และพี่ก็คิดว่าคุณก็คงจะเป็นหนอนหนังสือตัวโต ๆ เหมือนกัน ภาษาที่คุณเขียนสวยมาก อ่านแล้วมีความรู้สึกดี ๆ ไม่รู้เบื่อเลยค่ะ
    ตอนนี้ลูกชายพี่ก็เป็นหนอนหนังสือคัวเล็ก ๆ ตัวหนึ่งเหมือนกันนะคะ เขามีหนังสือของเขาค่อนข้างเยอะพอสมควร หนังสือของเขาจะเก็บไว้ทุกเล่มก่อนนอนเราจะมาอ่านหนังสือกัน บางครั้งลูกชายก็จะหยิบหนังสือเล่มเก่าที่เคยอ่านแล้วออกมาอ่านกันอีก
    ถ้าคุณมีลูกพี่คิดว่าลูกคุณจะเป็นเด็กที่โชคดีคนหนึ่งอย่างน่าอิจฉาเลยทีเดียว รีบ ๆ มีซะทีสิคะ

  7. ไม่เบื่อเลยครับ …

    ดีซะอีก ผมมีแต่ความคิดแต่ยังขาดการปฏิบัติ ขาดประสบการณ์ การพูดคุยแลกเปลี่ยนในลักษณะนี้จึงมีประโยชน์มาก
    ผมว่าข้อห่วงใยอย่างหนึ่งของโฮมสคูลน่าจะอยู่ที่ “อิสระ” นี่กระมัง
    “อิสระ” สร้างความเป็นปัจเจกและให้ความเชื่อมั่นในตัวเองค่อนข้างสูง
    แต่ทำอย่างไรให้เด็กยอมได้และแพ้เป็น
    โจทย์นี้ยาก ถ้าเจอกับตัวเองก็ยังไม่รู้เลยว่าจะจัดการกับมันอย่างไร …

    ระบบถูกสร้างมาให้รองรับความต้องการของหมู่คน ทำให้ละเลยเรื่องของอารมณ์และความรู้สึกไป
    ระบบถูกสร้างมาเพื่อควบคุมบังคับ เด็กจึงเลือกไม่ได้ คิดไม่เป็น
    แต่การเป็นมนุษย์ที่แท้จำเป็นต้องมีทุกอย่างข้างต้น, ไม่ใช่หรือ?
    ผมรู้สึกว่าระบบได้บั่นทอนความเป็นมนุษย์ของเราลงไปเรื่อย ๆ เด็กกลายเป็นเครื่องยนต์กลไกที่ต้องขับเคลื่อนแข่งขันกันอย่างบ้าคลั่ง … เพื่ออะไร?

    น่าเสียดายแทนคุณครูของลูกพี่อรคนนั้น ที่ปิดกั้นจินตนาการของเด็ก และที่น่าเสียดายกว่านั้นคือมันเป็นการปิดกั้นจินตนาการของตัวครูเอง

    ผมเชื่อว่าถ้าคุณครูเปิดโอกาสให้เด็ก ร้อยกรองบทนั้นไม่เพียงแต่จะให้สุนทรียภาพทางภาษาเท่านั้น แต่เราจะได้ความประทับใจและเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กคนอื่น ๆ นำไปแตกหน่อต่อยอดในครอบครัวตัวเองได้อีกด้วย

    เป็นเรื่องที่น่ายินดีทีเดียวที่ลูกพี่อรรักการอ่านอย่างนี้ เพราะการอ่านมีประโยชน์มากมายนัก ซึ่งคงไม่ต้องนำมากล่าวถึงในที่นี้ แต่ถ้าน้องเค้าอ่านจนอิ่มแล้ว ลองเผื่อแผ่ให้คนอื่นดูสิครับ อาจเป็นการบริจาคหรือแลกเปลี่ยนกับเพื่อน ๆ น่าจะเป็นการฝึกให้เขารู้จักให้และไม่ยึดติดได้ดีทีเดียว

    ส่วนเรื่องลูกของผม ขอผ่านก่อนครับ ตัวผมเองยังเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีในหลาย ๆ เรื่อง พ่อแม่ที่ดีต้องมุ่งมั่นและเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกด้วย … ใช่มั้ยครับ?

    แอบดีใจเล็ก ๆ ที่ตัวหนังสือในบล็อกนี้สร้างความรู้สึกดีดีให้กับหลาย ๆ คน เสียค่าเน็ตไม่กี่บาท แต่สร้างความสุขให้กับคนอื่นได้อย่างนี้ คิดแล้วคุ้มชะมัด!
    :)

    ปล. http://parentschool.wordpress.com/ ทีนี่น่าจะเป็นประโยชน์ในเรื่องนี้กับพี่อรมากในเรื่องการศึกษาทางเลือก ลองเข้าไปดูนะครับ

  8. สวัสดีค่ะ สวนสวยน่าอยู่ร่มรื่นนี้อยู่ลำพูนนี้เอง เห็นด้วยกับที่บอกว่า

    สองคือ การเรียนในโรงเรียนมันเหมือน ‘ชุดสำเร็จรูป’ ที่บังคับให้เราต้องเรียนอะไรเหมือน ๆ กันและพร้อม ๆ กันกับคนอื่น ทั้งที่เรายังไม่พร้อม ยังไม่สนใจ

  9. chalermkiat thantongpaiboon

    บทความนี้ดีมากครับ และมีประโยชน์มากๆ สำหรับคนที่ศึกษาอยากทำ โฮมสคูล ผมเพิ่งจะมาเจอบทความชิ้นนี้หลังจากที่ผู้เขียนๆ ไปได้ ประมาณสี่ปีแล้ว ไม่ทราบว่ามีลูกแล้วหรือยังครับ

    เรื่องโรงเรียนเป็นเรื่องที่คาใจผมมานานแล้ว และผมก็มีความรู้สึกที่ต่อต้านการศึกษาในระบบลึกๆ อยู่ในใจมานานมาก ผมเรียนจบจาก รร. ชายล้วน ที่ดี เป็น รร. คาธอลิก ถึงแม้ผมจะมีความภูมิใจในสถาบันอยู่บ้าง แต่ส่วนลึกของจิตใจผมมีความรู้สึกขัดแย้งการศึกษาในระบบอยู่มากครับ

    ๐ ทำไมผมต้องเรียนเหมือนเพื่อนๆ ทั้งทั้งที่ผมไม่ได้สนใจ
    ๐ ทำไมครูต้องยัดเยียดวิชาให้กับผม ในสิ่งที่ผมไม่ชอบ หรือไม่พร้อม ทำไมครูไม่สอนให้ผมคิดเองบ้าง แล้วทำไมครูต้องตีผม ในเวลาที่ผมคิดไม่เหมือนครู หรือคิดนอกกรอบ
    ๐ เมื่อผมทำไม่ได้ ทำไมต้องตี หรือทำโทษผม ทำไมไม่ย้อนกลับไปว่าครูมีความสามารถมากแต่ใหนในการถ้ายทอดความรู้ให้ผมเข้าใจ
    ๐ แล้วในสิ่งที่ผมสนใจ ทำไมไม่ให้เวลากับผมมากหน่อย หรือให้โอกาสผมลงมือทำ มากกว่ากลับไปท่องจำเหมือนนกแก้วนกขุนทอง
    ๐ ทำไมผมต้องทนเรียนในสิ่งที่ผมไม่ชอบ และไม่มีโอกาศได้ใช้งานเลย
    สุดท้าย..ผมต้องถูกวัดผลทางการศึกษาร่วมกับเพื่อนๆ แล้วคุณครูก็สรุปว่าผมไม่ได้เรื่อง ผมคิดว่าไม่ถูกต้อวอย่างมากครับ

    นี่คือความรู้สึกของผมจริงๆครับ และผมคิดว่ามีหลายๆคนคิดแบบเดียวกับผมเช่นกันครับ อย่าน้อยก็ลูกชายของผมเองที่คิดแบบนี้ ผมแทบไม่อยากจะเชื่อว่าทำไมลูกชายของผมถึงมีความคิดแบบเดียวกันกับผม เหมือนในสมัยที่ผมเป็นเด็กเลยครับทั้งๆที่ผมเองก็ไม่ได้สอน

    แต่เนื่องจากความจำเป็นด้านการงานของผมเองทำให้ผมจำเป็นต้องนำลูกชายติดสอยห้อยตามไปต่างประเทศด้วย และผมก็ให้แกเรียนใน รร.อินเตอร์ ลูกชายผมแกบอกว่า แกไม่อยากจะกลับมาเรียนในโรงเรียนของไทยอีกเลยครับ เหมือนกับตกนรก หรือเข้าค่ายทรมาน ซึ่งมันทารุณมากกับการเรียนใน รร. ในเมืองไทย

    ตอนนี้เรากำลังจะกลับเมืองไทยครับ ผมก็คิดอยู่ว่าผมควรจะส่งลูกกลับไปที่ รร. ไทย หรือว่าผมควรจะสอนลูกของผมเองที่บ้าน โดยยึดหลักสูตรของ กศน. แล้วเสริมด้วยวิชาที่จำเป็น เท่านั้น และให้แกเรียนดนตรีที่แกชอบ มีความเป็นไปได้สูงมากครับที่ผมจะให้ลูกผมกลับไปเรียนใน รร. ในระบบอีกครั้งหนึ่งก็ต่อเมื่อ แกต้องเข้าเรียน ม.ปลาย เพราะถึงตอนนัั้นแล้ว ครูคงไม่กล้าตีเด็กโตแล้วครับ

  10. เพ็ญศรี

    อยากทำโฮมสคูลให้หลาน แต่ไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มต้นอย่างไร จึงจะถูกกฎหมาย และ เข้าเรียนในระบบได้ เมื่อเด็กอายุมากขึ้น และต้องการความรู้เพิ่มขึ้นที่เราเองไม่มีความรู้พอ เพื่อเข้าเรียนระดับมัธยมในระบบ
    ต้องการคำแนะนำจากผู้รู้ค่ะ
    ที่จำเป็นจะต้องทำโฮมสคูลเนื่องจากเด็กเบื่อการเข้าโรงเรียน อยู่เด็กเล็กมาหนึ่งปี และปีนี้จะให้เข้าอนุบาลแต่อายุไม่ถึงเกณฑ์ หาโรงเรียนเข้าไม่ได้ ต้องเข้าเอกชนซึ่งค่าเทอมสูง เด็กฝาแฝดสองคนรวมกัน สี่หมื่นกว่า

  11. @คุณเฉลิมเกียรติ
    ต้องยอมรับว่าความเป็นตัวตนของผมในทุกวันนี้ก็ถูกหลอมมาจากระบบการศึกษาที่ว่ามานั่นเช่นกัน แต่ผมคิดว่าความแตกต่างระหว่างคนรุ่นเรากับรุ่นลูกเราน่าจะอยู่ที่สภาพสังคม-สภาพแวดล้อม
    สมัยผมเรียน ผมไม่ถึงกับต่อต้านระบบ อาจเพราะสัดส่วนความสนุกมีมากกว่า นั่นเป็นเพราะพ่อแม่ผมแม้จะคาดหวังแต่ไม่ได้เข้มงวดอะไร ผมมีครูที่เป็นครู ไม่ใช่ผู้รับจ้างสอน และผมอยู่ในสังคมที่การแก่งแย่งแข่งขันไม่รุนแรงบ้าเลือดเหมือนทุกวันนี้
    สภาพสังคม-สิ่งแวดล้อมดังกล่าวใช่จะบีบคั้นแต่กับเด็ก พ่อแม่ผู้ปกครองก็ถูกบีบให้ต้องดิ้นรนเสาะหาสะสม จนต้องห่างเหินและผลักภาระทั้งหมดที่เกี่ยวกับลูกไปให้ระบบ
    ผมจึงเห็นด้วยกับโฮมสคูล เพราะเป็นแนวทางเดียวในขณะนี้ที่เราสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับเด็กได้ เพื่อให้เด็กมีฐานคิดที่ถูกต้องเหมาะสมในการเลือกใช้ชีวิตของตัวเองในอนาคต เหมือนการปลูกต้นไม้ ถ้าดินดำน้ำชุ่มก็อุ่นใจไปเปลาะนึงได้ว่าตายยาก :)
    ในวิถีเกษตรธรรมชาติ เวลาปลูกต้นไม้เราเพียงดูแลตามสมควร ไม่เร่งรัดอัดฉีดใดใด ไม่ใช้สารเคมี-ยาฆ่าแมลง ผลผลิตของเราที่ออกสู่ตลาดย่อมสะอาด ปลอดภัย ไม่ทำร้ายผู้บริโภค
    การเลี้ยงดูลูกก็ควรเป็นไปในทำนองนี้เช่นกันในสายตาของผม
    ปล. ผมยังไม่มีลูกครับและยังไม่คิดจะมี :D

    .

    .

    @คุณเพ็ญศรี
    ผมคิดว่าสมาคมบ้านเรียนไทยน่าจะให้คำตอบคุณได้ครับ ลองเข้าไปดูที่
    http://www.thaihomeschool.org/

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s