Golb

July 30, 2008

คำถามถึงเกษตรกรไทย

Filed under: Agriculture — golb @ 9:27 am

.

“คนที่จะทำเกษตรควรจะต้องรักเกษตร การรักเกษตรก็คือการรักแผ่นดิน”

.

เป็นคำกล่าวของ อ.ระพี สาคริก ที่ผมยึดไว้เป็นหมุดหมายในใจ ตอนเริ่มเดินเข้าสู่ทางตันในชีวิตชาวสวนเมื่อหลายปีก่อน ทุกอย่างที่คิด-ทำ จะต้องย้อนทวนหลักคิดนี้ก่อนตัดสินใจเสมอ ความรักในผืนแผ่นดินนั้น หาใช่การหวงแหนครอบครอง หากแต่เป็นการไม่เบียดเบียน เมื่อได้รับแล้วก็ควรจะให้กลับคืนบ้าง เพราะเมื่อแผ่นดินอุดม คนบนแผ่นดินย่อมสมบูรณ์ตามไปด้วย

จะว่าไปแล้ว เหตุที่เกษตรกรไทยส่วนใหญ่ยังไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ นั่นเพราะเราตักตวงเอาจากแผ่นดินโดยไม่ยั้งคิด ไม่บันยะบันยัง ใช่หรือไม่? พี่น้องเกษตรกรลองถามตัวเองดูสิครับว่า รักในผืนแผ่นดินทำกินมากน้อยเพียงใด?

กว่า ๕๐ ปี นับตั้งแต่ประเทศไทยเริ่มใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับแรก เป็นพิมพ์เขียวในการพัฒนาประเทศ เกษตรกรไทยได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตจากการทำการเกษตรที่หลากหลายเพื่อยังชีพและผลิตเพื่อตอบสนองต่อการบริโภคภายในประเทศ มาเป็นการทำเกษตรเชิงเดี่ยวเพื่อค้าขายและมุ่งผลิตสินค้าวัตถุดิบเพื่อการส่งออกเป็นสำคัญ เราเปลี่ยนความคิดจากที่เคยทำไว้กินไว้ใช้ มาเป็นการสร้างรายได้ แสวงหากำไร ด้วยความคาดหวังในชีวิตที่ดีขึ้น … ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดอะไร แต่มันดีขึ้นจริงล่ะหรือ?

.

.

การเกษตรแผนใหม่ที่เน้นส่งเสริมการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ได้ทำลาย “วิถีแห่งการพึ่งพาตนเอง” ซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันอันแข็งแกร่งที่ถ่ายทอดมาจากเกษตรกรรุ่นก่อนจนหมดสิ้น การทำเกษตรแบบดั้งเดิมถึงแม้จะไม่มั่งคั่งร่ำรวย แต่ก็ไม่ถึงกับอดอยากขาดแคลน นั่นเพราะเราอยู่ร่วมกับธรรมชาติในลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัยต่อกัน ทำให้เรายังคงมีสภาพแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์เป็นแหล่งที่มาของปัจจัยต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต และที่สำคัญการผลิตไว้กินไว้ใช้เป็นการผลิตเพื่อลดรายจ่าย ทำให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้มาก ไม่จำเป็นต้องเอาชีวิตมาผูกติดกับระบบตลาดอย่างสิ้นเชิงเหมือนในปัจจุบัน

ลองทบทวนดูก็แล้วกันว่า การปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงและมุ่งผลิตเพื่อตอบสนองตลาดโลกนั้น เป็นทางเลือกที่เหมาะสมแล้วจริงหรือ? โดยเฉพาะกับเกษตรกรรายย่อย เพราะไม่ว่าจะเปลี่ยนชนิดของพืช เปลี่ยนวิธีเพาะปลูก โยกย้ายขยายพื้นที่ กระทั่งใช้ทั้งเทคโนโลยีและวิทยาการที่ทันสมัย แต่เราก็ยังย่ำอยู่กับที่ ยังหลงอยู่ในวังวนแห่งความทุกข์ยากซ้ำซากอยู่เช่นเดิม นั่นเพราะเราเอาชีวิตทั้งชีวิตไปพึ่งพาคนอื่นมากเกินไป ใช่หรือไม่?

จากที่เคยเป็นเจ้าของที่ดินกลับต้องกลายมาเป็นผู้เช่าหรือต้องรับจ้างใช้แรงงานบนผืนแผ่นดินที่เคยเป็นของตัวเอง จะซื้อปุ๋ย ซื้อยา ซื้อเมล็ดพันธุ์ เขาตั้งราคาไว้เท่าไหร่ก็ต้องจำใจซื้อ ครั้นจะขายผลผลิตยังต้องถามเขาอีกว่าจะรับซื้อได้ในราคาเท่าไหร่ เหมือนหนอนอ้อนวอนนกก็ไม่ปาน ส่วนภาระหนี้สินที่แบกอยู่นั้นจะปลดปลงลงได้ก็ต่อเมื่อมีลูกมีหลานมารับช่วงต่อ อย่าได้คิดสั้นๆ เชียวว่ามันจะหมดลงพร้อมกับลมหายใจของเรา

แทบสิ้นเนื้อประดาตัวอย่างนี้ ไม่น่าจะใช่ชีวิตที่ดีอย่างที่หวังไว้กระมัง?

อยากให้พี่น้องเกษตรกรหาคำตอบกับตัวเองให้ได้ก่อนว่า ชีวิตที่ดีจริงๆ นั้นเป็นอย่างไร? ความร่ำรวยเท่านั้นหรือที่จะช่วยให้เราถึงพร้อมด้วยสุขภาวะที่ดีได้ ความสุขที่ต้องซื้อหากับความสุขที่เราสร้างขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง สุขใดจะยั่งยืนกว่ากัน?

ปี ๒๕๔๓ งานวิจัยเรื่องกระบวนการพัฒนาตัวชี้วัดความสุขของชุมชน โดยปราชญ์ชาวบ้านและเครือข่าย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) พบการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจของชีวิตและจิตใจของเกษตรกรที่เข้าร่วมงานวิจัย โดยในระยะเวลาเพียง ๖-๘ เดือน ทุกคนสามารถสร้างหลักประกันในชีวิตจากพืชที่ปลูก สัตว์ที่เลี้ยง เหลือกินได้แจก เหลือแจกได้ขาย สุขภาพแข็งแรงจากอาหารปลอดสารพิษและการใช้ชีวิตประจำวันทั้ง ขุดดิน ปลูกต้นไม้ หาบน้ำรดผัก มีไม้ยืนต้นหลากหลายทั้งไม้ผลและไม้ใช้สอย ก่อให้เกิดความร่มรื่น สภาพแวดล้อมดีขึ้น เมื่อความอุดมสมบูรณ์เริ่มกลับคืนมา ลูกหลานก็กลับมาอยู่ใกล้ ครอบครัวก็อบอุ่น นำไปสู่ชุมชนที่เข้มแข็ง

ชีวิตที่ดีอย่างนี้ ไม่ต้องซื้อหา ไม่ได้ใช้เงินเป็นตัวตั้ง แต่เกิดจากการได้คิดจนคิดได้ ได้ลงมือทำจนทำได้สำเร็จ อาจดูคล้ายภาพฝัน แต่เป็นวิถีชีวิตที่เกิดขึ้นจริง ถ้าเกิดความสงสัย ไม่มั่นใจ หรือสนใจใคร่รู้ สามารถติดต่อไปได้ที่โรงพยาบาลอุบลรัตน์ อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น คุณหมอและพยาบาลที่นั่นพร้อมจะประสานงานให้อย่างเต็มที่ครับ

(หมายเหตุ : นายแพทย์อภิสิทธิ์  ธำรงวรางกูร ผอ.โรงพยาบาลอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น นอกจากความทุ่มเทในวิชาชีพแพทย์แล้ว คุณหมอยังสนใจในงานพัฒนาชนบทอย่างจริงจัง โดยได้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี จ.ขอนแก่น เพื่อส่งเสริมการรวมกลุ่มของชาวบ้านทำเกษตรแบบผสมผสานและสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง จนเกิดเครือข่ายชาวบ้านกว่าหมื่นครอบครัวในปัจจุบัน)

.

………………

.

มาถึงตรงนี้คงจะรู้สึกเหนื่อยหน่ายเพราะมีแต่คำถามเต็มไปหมด ดูแล้วอาจจะไม่ตรงจริตของเกษตรกรบ้านเราที่ถูกปลูกฝังให้รอรับแต่ ‘สูตรสำเร็จ’ จึงไม่ค่อยได้ตั้งคำถามและจัดการปัญหาด้วยตัวเองสักเท่าไหร่ แต่การเริ่มต้นแก้ไขปัญหาที่ยืดเยื้อเรื้อรังให้ได้ผล อย่างแรกที่ควรทำคือไม่สร้างปัญหาเพิ่ม ดังนั้นการหยุดคิดทบทวนจึงมีความจำเป็น เหมือนเวลาที่เราหลงป่า การเดินลุยไปข้างหน้าเรื่อยๆ รังแต่จะทำให้ยิ่งหลงลึก แต่ถ้าได้หยุดคิด มองย้อน พิจารณาทิศแดดทางลม อย่างน้อยก็ช่วยให้เราได้พักเหนื่อย แล้วหนทางออกก็จะแจ่มชัดขึ้น

ดังนั้นการครุ่นคิดจึงไม่ใช่เรื่องเปลืองเปล่าหรือไร้สาระแต่อย่างใด การไตร่ตรองถึงจุดมุ่งหมายในชีวิตไม่ได้ขึ้นกับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ ระดับการศึกษา หรือสถานะทางสังคม ใครๆ ก็มีสิทธิที่จะคิดเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นได้ แต่ไม่ว่าจะรวยล้นหรือจนยาก ถ้ายังยึดติดอยู่กับปัจจัยภายนอก ยังเอาตัวเองไปพึ่งพิงหรือผูกมัดอยู่กับคนอื่น ผลที่ได้ก็ไม่แตกต่างกัน นั่นคือ เป็นความคิดที่ถูกควบคุมครอบงำ ขาดอิสระ ทำให้คิดได้ไม่สุด คิดไม่ตก ความคิดลักษณะนี้มันง่ายต่อการยอมจำนน พาเราวกวนเข้าสู่วงจรเดิมๆ ไม่มีประโยชน์แต่อย่างใด

.

“หนี้สินล้นพ้นตัวอย่างนี้ แล้วจะเอาเวลา เอาสติปัญญาที่ไหนไปคิดวะ!”

.

แน่นอนว่าหลายคนคงมีความคิดเช่นนี้ แต่อยากจะบอกว่า ปราชญ์ชาวบ้านทุกท่านก็เริ่มต้นจากติดลบทั้งนั้นครับ มีหนี้สินติดตัวกันทุกคน แต่ทุกท่านเลือกที่จะ ‘กลับลำ’ ปลดปล่อยความคิดและจิตใจให้เป็นอิสระ หยุดคิดทบทวน จนสามารถค้นพบหนทางแห่งการพึ่งพาตนเองและอยู่เย็นเป็นสุขมาจนทุกวันนี้

ไยไม่ลองถามไถ่-ไปหาท่านดูบ้าง ไหนๆ ก็เคยปรึกษามาแล้วทั้งเจ๊กขายปุ๋ย ทั้งเสี่ยพุงพลุ้ยขายยา ก็ไม่เห็นได้เรื่องได้ราวอะไร พวกเล่นขายของลูกเดียว แต่กับเพื่อนร่วมชาติ กับปราชญ์ร่วมอาชีพ กลับไม่ไปแวะเวียนเรียนรู้ นึกดูแล้วก็น่าเสียดายนะครับ

ที่ผ่านมานั้น เกษตรกรไทยละเลยความสำคัญของ ‘กระบวนการคิด’ อันเปรียบเสมือนหางเสือกำหนดทิศทาง เราไปให้ความสำคัญกับเทคนิควิธีการมากกว่า ซึ่งแม้จะจำเป็น แต่ก็เปรียบเป็นเพียงเครื่องยนต์ขับเคลื่อน เราจึงละเลยที่จะเค้นเอาศักยภาพของตนเองออกมาใช้ให้เต็มที่ การคิดจากปัญหาของตัวเองย่อมได้วิธีแก้ไขที่ถูกต้องแม่นยำ ไม่เหมือนกับการนำเอาวิธีแก้ไขปัญหาของคนอื่นมาใช้ มันง่ายก็จริง แต่ต้องเสียทั้งเวลาและทรัพยากรมาใช้ในการปรับแก้ คับไปนิด หลวมไปหน่อย ไม่พอดี ใส่ยังไงก็ไม่สบายตัว

นานมาแล้วมีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเคยถามผมว่า อะไรเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการเพิ่มผลผลิต ดินดำ น้ำชุ่ม พันธุ์ดี ทุนหนา ปุ๋ย-ยาที่ถูกสูตรถูกส่วน หรืออะไรอื่นอีก? ผมตอบไปว่าเงินทุน แกส่ายหน้าแล้วเฉลย เล่นเอาจุก ไอ้สี่ห้าอย่างที่ว่ามาไม่ใช่ทั้งนั้นครับ ‘ตัวเรา’ ต่างหากคือคำตอบ คนที่คิดไม่เป็นต่อให้มีเครื่องไม้เครื่องมือหรือปัจจัยที่ดีเลิศขนาดไหน สิ่งเหล่านั้นก็ไม่สามารถเพิ่มผลผลิตได้ด้วยตัวของมันเอง

‘คน’ เท่านั้นครับ ที่จะสามารถนำปัจจัยต่างๆ เหล่านั้นไปประยุกต์ใช้ให้เกิดมรรคผลได้

ฉะนั้นเกษตรกรไทยต้องให้ความสำคัญกับตัวเองให้มาก ภาคภูมิใจในตนเอง หมั่นพัฒนาความคิดและจิตใจอยู่เสมอ ชีวิตที่ดี มีความสุข สมหวังพอสมควรนั้น ควรเกิดจากตัวเรา ควบคุมได้ด้วยตัวเรา ไม่ใช่คอยรับการหยิบยื่นจากมือใคร

หนักไปทางชวนคิดชวนถามซะเยอะ จับต้องไม่ได้อยู่สักหน่อย แต่จุดมุ่งหมายที่เขียนเรื่องนี้ เพราะตั้งใจจะรั้งให้เกษตรกรไทยเดินช้าลง มีโอกาสได้มองไปรอบๆ ตัว แล้วจะเห็นว่าสองข้างทางนั้น ยังมีทางเลี้ยวทางเลือกอื่นอีกมากมายให้เดินผ่าน ส่วนจะราบเรียบหรือขรุขระมากน้อยขนาดไหนนั้น ต้องเลือกต้องลอง ต้องไตร่ตรองด้วยตัวเอง ซึ่งเรื่องนี้ผมเห็นว่าเราโชคดีมากที่มีตัวอย่างทั้งข้อผิดพลาดและความสำเร็จของเกษตรกรหลายๆ ท่านที่ได้นำร่องนำทางไว้ให้เราได้เรียนรู้และชั่งใจ

ตัวผมเองก็เพิ่งเดินออกจากทางสายหลัก เลี้ยวเข้าซอยเล็กๆ มาได้ไม่นาน แรกๆ ก็เดินยากหน่อย เศษไม้เศษหินกีดขวางระเกะระกะ กิ่งก้านหนามไหน่คอยเกาะเกี่ยวให้จังหวะการเดินสะดุดบ้าง อาศัยที่ทางไม่ชันมาก แม้จะต้องเดินอ้อมเพราะหนทางลดเลี้ยว แต่ก็ไม่ได้รีบอะไร ค่อยๆ เดิน ก็ไปได้เรื่อยๆ ไปมันช้าๆ อย่างนี้แหละครับ แต่ไม่หยุด

ผมชอบที่จะเรียกวิถีเช่นนี้ว่า ‘เกษตรทางเลือก’ มากกว่า ‘เกษตรยั่งยืน’ อย่างที่เรียกกัน วิถีดั้งเดิมที่กลายมาเป็นทางเลือกใหม่ให้กับเกษตรกร เป็นการทำการเกษตรที่พึ่งพาความสมดุลของธรรมชาติ อันจะนำไปสู่ความสมดุลของชีวิตตนเองได้ในที่สุด สอดคล้องต้องกันเป็นอย่างยิ่งกับวิถีชีวิตของเกษตรกรรายย่อยบ้านเรา พื้นที่ไม่ต้องมาก ๕ ไร่ ๑๐ ไร่ หรือแค่ ๑ ไร่ ก็อยู่รอด พื้นที่ขนาดเล็กใช้แรงงานภายในครอบครัวก็เพียงพอ แต่ต้องมีความหลากหลายผสมผสาน สามารถใช้พื้นที่ได้ตลอดทั้งปี ซึ่งความหลากหลายนี่เองคือ ‘ความมั่นคง’ ที่ทำให้เกษตรกรไม่ต้องฝากชีวิตไว้กับพืชหรือสัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่ง สวนทางกับแนวคิดของระบบเกษตรเชิงเดี่ยวอย่างสิ้นเชิง

ที่สำคัญ นอกจากหนึ่งสมองกับสองมือที่แข็งขันแล้ว ยังต้องกำกับด้วยจิตใจที่ไม่โลภและรู้จักพออีกด้วย

ตัวอย่างวิถีเกษตรทางเลือกที่คุ้นหูคุ้นตากัน ก็เช่น ไร่นาสวนผสม วนเกษตร สวนสมรม เกษตรธรรมชาติ เกษตรประณีต เกษตรอินทรีย์ เกษตรทฤษฎีใหม่ และยังมีอีกมากให้เลือกเรียนรู้และพลิกแพลงไปตามสภาพสังคมและภูมิศาสตร์ของแต่ละที่-แต่ละคน ในเชิงเศรษฐกิจ การทำการเกษตรลักษณะนี้จะช่วยลดและควบคุมค่าใช้จ่าย ในขณะที่รายได้จะไหลเข้ามาตลอดทั้งปี ทีละเล็กละน้อย ทั้งยังสามารถเชื่อมโยงความต้องการของตลาดในลักษณะกลุ่มหรือชุมชนได้ในอนาคต ถ้ามั่นใจว่าอยู่ตัวแล้วและเข้มแข็งพอ

เป็นวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและมีอิสระอย่างแท้จริง

.

………………

.

.

.

ถึงวันนี้ปัญหาของเกษตรกรไทยเดินมาถึงทางตันแล้วครับ สุกงอมเต็มที ธรรมชาติของลูกไม้เมื่อสุกงอมได้ที่ มันก็ร่วง ไม่มีวันที่จะกลับไปสดเขียวได้อีก อยู่ที่ว่าเมื่อหล่นลงพื้นแล้วจะงอกขึ้นมาใหม่หรือสูญสลายคืนดิน เช่นกันกับคนที่รู้จักใช้ความคิดและสติปัญญา เมื่อเดินมาถึงทางตัน ก็ต้องย้อนเส้นทางเก่า จะกลับไปใช้ทางดั้งเดิมที่คนรุ่นก่อนบุกเบิกไว้ให้และยังใช้การได้ดี … ก็ยังได้ หรือถ้ายังพอมีแรงเหลือ จะหักร้างถางพงบุกเบิกเส้นทางใหม่ของตัวเองได้ … ก็ยิ่งดี

.

ไม่ใช่ดันทุรังวิ่งชนกำแพงให้ตัวเองต้องเจ็บซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างที่เห็นและเป็นอยู่

.

 

Older Posts »

Blog at WordPress.com.